วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou Chapter 18 Second Nightmare (Classmate Side 2 Part I)

Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou Chapter 18 Second Nightmare (Classmate Side 2 Part I)

นิยาย แปลไทย Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou ตอนที่ 18 ด้านเพื่อนร่วมชั้น II ฝันร้ายอีกครั้ง 


บทที่ 18 ด้านเพื่อนร่วมชั้น II ฝันร้ายอีกครั้ง 



The day when Hajime met Yue and had their desperate struggle with the scorpion.
ในวันเดียวกันที่ฮาจิเมะ ได้พบกับยูเอะ และ เจอศึกหนักกับ ปีศาจแมงป่อง.

Kouki’s group, the Hero party has once again came to “Orcus Dungeon”. The party was just Kouki’s group, and a small rogue group. The group of 5 boys and girls were lead by Nagayama Jugo, a big judo guy.
ทางด้านกลุ่มของโคคิ, ปาร์ตี้ของผู้กล้ากลับมเยือน [ออคัส ดันเจี้ยน] อีกครั้งหนึ่ง. ปาร์ตี้ที่มา มีเพียงแค่กลุ่มของโคคิ และ กลุ่มของพวกเด็กเก เท่านั้น. กลุ่มพวกเด็กเก ประกอบด้วย ผู้ชาย 5 คน กับ ผู้หญิงจำนวนหนึ่ง ที่นำโดย นากายามะ ยูโก, เป็นหนุ่มยูโดร่างยักษ์.



The reason was simple. Even if they did not talk about it, Hajime’s death had cast a shadow over their hearts. They strongly felt his “Death in Battle”, and this made them unable to directly fight. Trauma had struck them.
เหตุผลนั้นเป็นอะไรที่เข้าใจได้ง่าย. ถึงแม้พวกเขาจะไม่อยากพูดถึงมัน, แต่การตายของฮาจิเมะ ก็ทำให้เงามืดฝังลึกปกคลุมเข้าในหัวใจของพวกเขาเอาไว้. การตะหนักได้อย่างชัดเจนถึง ความตายในสนามรบทำให้พวกนักเรียนไม่อาจจะต่อสู้ได้. ความบอบช้ำทางจิต ฝังลึกในตัวของพวกเขา.

Of course, they did not concern the Church with this. If they could experience actual combat again, then it is likely they would be able to fight again. Everyday they urged themselves to return their past selves. However, Aiko-sensei protested what they were doing.
แน่นอนว่า,เรื่องนี้ไม่ได้ทำให้ทางโบสถ์เป็นกังวลมากนัก. เพราะถ้าหากได้มีประสบการณ์สู้รบอีกครั้ง, พวกเขาก็น่าจะกลับมาต่อสู้ได้อีก. เพื่อให้กลับไปเป็นตัวเองได้อีกครั้งก็ต้องผลักดันพยายามในทุกๆวัน.

Aiko did not participate in the expedition. Her class was the rare and special “Farmer”, during training, the church wanted her to get involved with the agricultural development. If it was Aiko-sensei, she would be able to solve their food issues.
แต่ทว่า อาจารย์ ไอโกะ ก็ออกมาคัดค้านต่อเรื่องนั้น. ไอโกะ ไม่ได้เข้าร่วมในการเดินทางครั้งก่อน. เพราะอาชีพที่หาได้ยาก และ พิเศษออกไป ของเธอ. ในช่วงการฝึก, ทางโบสถ์จึงขอให้เธอช่วยเรื่องการพัฒนาด้านการเกษตร. ถ้าเป็น อาจารย์ ไอโกะ ล่ะก็, เธอจะต้องแก้ไขปัญหาเรื่องการขาดแคลนอาหารได้แน่.


She had fallen asleep in her bed after she got the news of Hajime’s death. While she stayed in the safety of the city, her student had died. They would not be able to return to Japan with everyone. For Aiko-sensei who had such a strong sense of responsibility, it was shocking.
หลังจากได้ทราบข่าวการตายของฮาจิเมะ เธอถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อเลยทีเดียว. ขณะที่ตัวเธอมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยในตัวเมือง, นักเรียนของเธอกลับต้องมาตาย. จะไม่ได้กลับไปที่ญี่ปุ่นพร้อมกันกับทุกคนอีกแล้ว. สำหรับ อาจารย์ ไอโกะ ที่มีสำนึกในความรับผิดชอบสูง, มันทาให้เธอตื่นตกใจเป็นอย่างมาก.

Therefore, she wasn’t going to allow her students into the battlefield anymore. With her class, she would be able to change this world’s whole food issue. That Aiko-sensei was protesting the training the students were getting with indomitable resolve. Not wanting to worsen their relationship, the church gave into her protests.
เพราะฉะนั้น, เธอจะไม่ยอมให้นักเรียนของเธอต้องเข้าไปสู่สนามรบอีกแล้ว. ด้วยอาชีพที่มี เธอสามารถเปลี่ยนแปลง ปัญหาเรื่องการขาดแคลนอาหารของโลกนี้ได้. นั่นเป็นสิ่งที่ อาจารย์ ไอโกะ นำขึ้นมา เป็นหัวข้อในการคัดค้านการฝึกที่เหล่านักเรียนของเธอทำอยู่ ด้วยการตัดสินใจที่แน่วแน่ อย่างหาข้อโต้แย้งไม่ได้. เพราะไม่ต้องการจะทำลายความสัมพันธ์ที่มี ทางโบสถ์จึงยอมต่อการทักท้วงของเธอ.


As a result, there were rogues who trained themselves. The only one to continue their training was Jugo’s party. Because they wanted to challenge “Orcus Dungeon” again. This time Meld and several member of the knights attended.
ผลที่ได้จากการนั้น, จึงมีแค่พวกนักเรียนเกเร ที่ยังฝึกฝนตัวเองต่อ. กลุ่มเดียวที่ยังฝึกต่อนั้น คือกลุ่มของ จูโก. เพราะ พวกเขาอยากจะท้าทาย [ออคัส ดันเจี้ยน] อีกครั้ง. ครั้งนี้ เมลด์ กับ อัศวิน จำนวนหนึ่งก็เข้าร่วมด้วย.

This was the 6th day of their journey into the dungeon. They were currently at the 60th level. Just 5 levels behind the highest recorded achievement. However, Kouki’s group was stuck. No, rather than not being able to advance, they kept getting nightmares of what happened on that day.
นี่เป็นวันที่ 6 แล้ว หลังจากที่เข้ามาผจญภัยในดันเจี้ยน. ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ชั้น 60. อีก 5 ชั้น ก็จะถึงชั้นลึกสุดที่เคยมีบันทึกทำการสำรวจเอาไว้. ถึงอย่างนั้น กลุ่มของโคคิ ก็ยังคงติดอยู่ที่เดิม. ไม่สิ จะพูดให้ถูกคือไม่สามารถไปต่อได้. ฝันร้ายที่เกิดขึ้นในวันนั้นยังคงตอกย้ำในใจของพวกเขา.

Although it was a different cliff than the one that day, it still had a similar feel to it. They had to pass a suspension bridge that hung on the cliff to advance into the next level. There was no problem per se, but they still remembered. In particular, Kaori, did not move while she started into the darkness of the abyss.
ถึงจะเป็นหน้าผาที่ต่างไปจากวันนั้น, มันก็ยังให้ความรู้สึกคล้ายกันอยู่ดี. พวกเขาจะต้องผ่านสะพานข้ามเหวที่เชื่อมหน้าผาสูงสองด้าน เพื่อไปยังชั้นถัดไป. ถึงจะผ่านไปได้โดยไม่มีปัญหา แต่พวกเขาก็ยังคงจำได้ดี. โดยเฉพาะ คาโอริ, เธอยืนนิ่งไม่เคลื่อนไหว ส่งสายตาจดจ้องไปยังก้นเหวนรกอันมืดมิด.

“Kaori…”
คาโอริ...”

The worried call came from Shizuku. Kaori shook her head slowly as had her strong gaze at the view, and gave Shizuku a smile.
เสียงเรียกอย่างเป็นห่วงนั้น มาจากชิซึกุ. คาโอริส่ายหน้าเบาๆ แล้วมองกลับไป ยิ้มให้ชิซึกุ ด้วยสายตาอันเข้มแข็ง.

“I’m all right, Shizuku-chan.”
ฉันไม่เป็นไร ชิซึกุจัง


“I see…Please don’t overdo it. No need to be reserved with me.”
งั้นเหรอ...อย่าหักโหมนะ. ต่อหน้าฉันไม่ต้องอดทนก็ได้
“Ehehe, thanks. Shizuku-chan.”
เฮะเฮะ, ขอบใจนะ ชิซึกุจัง

Shizuku gave a best friend a smile. Kaori’s eyes gave off a strong glow. There were no despair or escapism in those eyes. The insightful Shizuku that were sensitive to the subtleties of human, knew Kaori was telling the truth.
ชิซึกุ ยิ้มให้เพื่อนสนิทของเธอ. แววตาของคาโอริเป็นประกายแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็ง. ในแววตานั้นไม่มี ทั้ง ความสิ้นหวัง หรือ การหลีกหนีความเป็นจริง. ชิซึกุ ที่สามารถรับรู้ถึงความละเอียดอ่อนของคนอื่นได้ง่ายนั้น รู้ว่าคาโอริไม่ได้พูดโกหก.

(For sure, Kaori is strong.)
(แน่นอนว่าคาโอรินะเข้มแข็ง)

Hajime’s death was almost a certainty. It was lukewarm to saw he survived. However, it wasn’t denial or escapism. Kaori was convincing herself to press forward, and Shizuku felt proud of her best friend.
การตายของฮาจิเมะ นั้นเป็นเรื่องที่แทบจะแน่นอน. การที่พูดว่าเขาจะมีชีวิตรอดไม่ใช่เรื่องจะพูดได้อย่างเต็มปาก. แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ไม่ใช่ การปฏิเสธ หรือ หลีกหนีความจริง. คาโอริ ทำให้ตัวเองเชื่อมั่น เพื่อก้าวต่อไปข้างหน้า และ ชิซึกุก็รู้สึกภูมิใจกับเพื่อนสนิทของเธอที่เป็นอย่างนั้น.

However, the person with the hero-like quality couldn’t read the mood. Kouki thought that Kaori was lamenting over Hajime’s death as she stared into the bottom of the abyss. He concluded that the gentle Kaori was suffering from the death of a classmate. His beliefs were filtering his thoughts, and he believed the smiling Kaori was forcing herself.
ถึงอย่างนั้น, คนที่มีลักษณะเหมือนกับท่านผู้กล้า ก็ไม่ได้อ่านบรรยากาศเอาเสียเลย. โคคิ คิดว่า คาโอริ เศร้าเสียใจต่อการตายของฮาจิเมะ ในขณะที่เธอมองไปยังก้นเหวนรก. เจ้าตัวสรุปเอาเองว่า คาโอริที่อ่อนโยน ยังคงเจ็บปวดจากการตายของเพื่อนร่วมชั้น. เขาเชื่อในสิ่งที่ตัวเองคิดกลั่นกรองออกมา และ เชื่อว่า ที่คาโอริ ยิ้มออกมาก็เป็นการฝืนตัวเอง.


Kaori thought Hajime was special. Kouki had not even for a bit believed that there was a chance for survival. He tried to offer comforting words to Kaori.
คาโอริ อาจจะคิด กับ ฮาจิเมะเป็นคนพิเศษ. โคคินั้น ไม่ได้คิดว่าฮาจิเมะจะมีโอกาสรอดเลยสักนิด. เขาจึงพยายามใช้คำพูดปลอบโยน กับ คาโอริ.

“Kaori…I like your kindness. But you can’t always be caught up in your classmate’s death. You have to move forward. For sure, that is what Nagumo-kun would want.”
คาโอริ...ฉันชอบความใจดีของคาโอรินะ. แต่ว่า เธอไม่ควรจะยึดติดกับการตายของเพื่อนร่วมชั้นให้มันมากนัก. เธอต้องก้าวต่อไปข้างหน้า. นั่นน่ะ ต้องเป็นสิ่งที่ นากุโมะคุง ต้องการแน่

“Wait, Kouki…”
เดี๋ยวสิ โคคิ...”

“Be silent Shizuku! Even if I’m severe, don’t try to stop me just because you’re a childhood friend…Kaori, its alright. I’m by your side. I won’t die. I won’t let anyone else die. I promise not to make Kaori sad anymore.”
เงียบเถอะ ชิซึกุ! ถึงแม้ว่ามันจะดูเข้มงวดไป, แต่อย่าได้พยายามห้ามฉัน แค่เพราะว่าเธอเป็นเพื่อนสมัยเด็ก...คาโอริ, ไม่เป็นไรหรอก. ฉันยังอยู่ข้างเธอ. ฉันจะไม่ตาย. แล้วก็จะไม่ปล่อยให้ใครตาย. ฉันสัญญาว่าจะไม่ทำให้คาโอริต้องเสียใจอีกแล้ว

“Haaa…as usual so reckless…Kaori…”
เฮ้อ...พูดอะไรไม่คิดเหมือนเคย...ขอโทษนะ คาโอริ...”

“Haha, it’s all right, Shizuku-chan…I understand what Kouki-kun is trying to say. Its fine.”
ฮ่ะฮ่ะ ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ ชิซึกุจัง...ฉันเข้าใจที่โคคิคุงอยากจะพูด. ไม่เป็นไรหรอก


“I see, you understand!”
งั้นเหรอ เข้าใจแล้วสินะ

Kaori couldn’t help but smile wryly at Kouki’s misunderstanding. Even if she told him what she truly felt, it wouldn’t get through to him. Hajime had already died in Kouki’s mind. He wouldn’t be able to understand that the reason she was training so hard and taking this expedition into the dungeon, was because she believed Hajime survived.
คาโอริได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ต่อความเข้าใจผิดของโคคิ. ถึงจะบอกความรู้สึกจริงๆของเธอไป, โคคิก็คงไม่เข้าใจอยู่ดี. ในใจของโคคิ ฮาจิเมะนั้นได้ตายไปแล้ว. เขาไม่อาจจะเข้าใจถึงเหตุผลว่าทำไม เธอถึงทุ่มเทฝึกฝนอย่างหนัก และ เข้าร่วมการเดินทางมาดันเจี้ยนครั้งนี้, เขาไม่เข้าใจว่า ทุกอย่างที่เธอทำนั้น มันเป็นเพราะเธอยังเชื่อว่าฮาจิเมะยังมีชีวิตอยู่.

Kouki’s nature was to not doubt what he believed in. The boy would just take Kaori’s feelings as denial of reality. They had known each other for a long time, so Kaori was familiar with how Kouki operated. That is why both of them remained quiet.
ธรรมชาติของโคคินั้น ไม่เคยนึกสงสัยในความเชื่อของตัวเอง. เขาคิดว่า ความรู้สึกคาโอริเป็นเพียงแค่การปฏิเสธความเป็นจริง.พวกเขารู้จักกันมาเป็นเวลานาน, เพราะงั้น คาโอริจึงเข้าใจในสิ่งที่โคคิคิด. เพราะอย่างนั้น ทั้งคู่จึงเงียบไม่พูดอะไรมากไปกว่านี้.

He thought those words were the only way to completely persuade her, he had no ulterior motive in those words. Kaori and Shizuku was used to his behavior, but other girls would have fallen for him with his sweet mask and atmosphere.
เขาคิดว่า คำพูดที่พูดไป เป็นเพียงแค่หนทางเดียว ที่จะกล่อมคาโอริได้, ไม่มีอะไรอื่น แอบแฝงในคำพูดพวกนั้น. คาโอริ และ ชิซึกุ ชินกับพฤติกรรมแบบนี้ของเขาแล้ว, ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่นก็คงตกหลุมรักกับ ใบหน้า และ บรรยากาศ ที่ดูเหมือนจะอ่อนโยนของคนๆนี้ไปแล้ว.

Normally, an Ikemen with such a good personality and skills would have his girl childhood friend admire him. Shizuku had been in the adult dojo since she was small, because of her strict father, and with her insight she knew that Kouki’s sense of justice could be a shortcoming. So, any more feelings than a childhood friend was not born in her. The other party was the same.
โดยปกติแล้ว, คนรูปหล่อ ที่มีบุคลิกดี ทักษะเยี่ยมแบบนี้ ก็จะมีเพื่อนสาวสมัยเด็ก ที่นับถือในตัวเขา. แต่เพราะพ่อของชิซึกุ ทำให้ เธอฝึกอยู่ในโรงฝึกของผู้ใหญ่ตั้งแต่ยังเด็ก, และ เพราะความสามารถ มองคนออกได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เธอจึงมองเห็นความบกพร่องใน สำนึกรักความยุติธรรมของโคคิ.เพราะอย่างนั้น ความรู้สึกอะไรที่นอกไปจาก เพื่อนสมัยเด็ก จึงไม่เกิดขึ้นกับเธอ หรือ กับคนอื่นๆในกลุ่มเองก็เหมือนกัน.

Shizuku had often told Kaori that was dense when it came to love, so Kouki’s behavior had no effect on hier. He was a good person and an important childhood friend, but there were no romantic feelings.
ชิซึกุ บอกกับคาโอริบ่อยๆว่า ถ้าเป็นเรื่องรักๆใคร่ๆแล้ว สำหรับเธอมันยากแก่การทำความเข้าใจ, เพราะอย่างนั้น พฤติกรรมแบบนี้ของโคคิ จึงไม่มีผลอะไรกับเธอ. โคคิน่ะเป็นคนดี และ เพื่อนสมัยเด็กคนสำคัญ แต่ก็ไม่ได้มีความรู้สึก รักใคร่อะไรด้วยทั้งนั้น.

“Kaori-chan, I’ll cheer you on. If you need anything just ask me.”
คาโอริจัง, ฉันเป็นกำลังใจให้นะ ถ้าต้องการอะไรละก็ บอกมาได้เลย

“That’s right, Suzu is always Kaori’s ally.”
  “ใช่แล้วล่ะ, ซึสึ น่ะอยู่ข้างคาโอริเสมอน้า~”

On the side they had heard Kouki’s conversation. Taniguchi Suzu and Nakamura Eri had joined the conversation. After they entered high school, these two had become close friends with Kaori. They had joined the party lead by Kouki.
พอได้ยินบทสนทนาของพวกโคคิจากทางด้านข้าง. ทานิกุจิ ซึสึ กับ นากามุระ เอริ ก็เข้าร่วมวงสนทนาด้วย.หลังจากที่ขึ้น .ปลาย ทั้งสองคนนี้ก็กลายมาเป็นเพื่อนสนิทของคาโอริ. ทั้งคู่ เข้าร่วมกับปาร์ตี้ที่นำโดย โคคิ.

Nakamura Eri is a beautiful women with black hair that is styled into a natural bob, and wore glasses. She had a gentle character and usually she was the person that was in the back that watched everything quietly. Eri loved books. The girl gave off a feeling like she was in the typical book committee, and truthfully she was in the committee.
นากามุระ เอริ เป็นสาวสวย ไว้ผมทรงบ๊อบสีดำ, ใส่แว่นตา. มีบุคลิกอ่อนโยน และ เธอมักจะเป็นคนที่คอยเฝ้ามองทุกอย่างเงียบๆอยู่ข้างหลัง. เอรินั้นชอบหนังสือ. เป็นเด็กสาวที่ให้ความรู้สึกเหมือนต้นแบบคณะกรรมการห้องสมุดยังไงยังงั้น, ซึ่งความจริง เธอก็เป็นคณะกรรมการที่ว่านั่นล่ะ.

Taniguchi Suzu was a small girl at 142 cm tall. She was a bundle of energy, that got people wondering where all that energy came from her small body. Suzu always was joyful and hopping around. With her heartwarming figure, she was the class mascot.
ทานิกุจิ ซึสึ เด็กสาวตัวเล็ก สูง 142 cm. เป็นพวกกระตือรือร้นตลอดเวลา จนทำให้คนอื่นสงสัยเลยว่าเธอไปเอา เรี่ยวแรงมาจากไหนด้วยร่างกายเล็กๆนั่น. ซึสึ มักจะกระโดดโลดเต้นไปรอบๆ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอยู่เสมอ. เพราะรูปร่างให้ความรู้สึกอบอุ่น เธอจึงกลายเป็นมาสคอตของห้องไป.

They understood what Kaori felt on that day Hajime disappeared, so they supported her decision.
พวกเธอเข้าใจความรู้สึกของคาโอริ ในวันที่ ฮาจิเมะจากไปได้อย่างดี, เพราะอย่างนั้น ทั้งคู่จึงสนับสนุนการตัดสินใจของคาโอริ.

“Yeah, Eri-chan, Suzu-chan, Thank you.”
จ้ะ เอริจัง, ซึสึจัง ขอบใจนะจ๊ะ

Kaori smiled at the two close friends she made in high school.
คาโอริยิ้มให้กับเด็กสาวทั้งสองที่ได้กลายมาเป็นเพื่อนสนิทของเธอ ตอนขึ้น .ปลาย.

“Oh~…Kaorin is brave~, Nagumo-kun! To make Suzu and Kaori-chan this sad! If you aren’t alive, Suzu will kill you!”
โอ้~...คาโอริ เข้มแข็งมากเลย~ นากุโมะคุง! ทำให้ซึสึ กับ คาโอริจัง เศร้าขนาดนี้เลยนะ! ถ้าไม่มีชีวิตรอดล่ะก็, ซึสึจะฆ่าให้ตายเลย!”

“S-Suzu? I don’t think you can kill him if he isn’t alive.”
"ซ-ซึสึ?ฉันคิดว่าเธอคงไม่สามารสังหารเขาได้ถ้าเขาไม่มีชีวิตล่ะ."
“Don’t worry about the details. If he is dead, we can just use Eririn’s necromancy for Kaorin.”
ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะ. ถ้าตายไปจริงๆ, เราก็ใช้เนโครแมนซี่* ของเอริริน เพื่อคาโอรินได้นะ
*Necromancy ศาสตร์แห่งความตาย

“S-Suzu, you have no delicacy. Kaori-chan believes Nagumo-kun is alive. Also, my necromancy…”
ซะ...ซึสึ, ไม่ละเอียดอ่อนเลยนะ. คาโอริจังน่ะ เชื่อว่า นากุโมะคุงยังมีชีวิตอยู่. อีกอย่าง เวทย์มนตร์ของฉันน่ะมัน...”

Suzu runs wild and Eri admonishes. That’s their normal behavior. Kaori and Shizuku showed a joyful expression at the two’s spectacle. Even though Kouki wasn’t that far, he didn’t hear the conversation. Naturally, Kouki was equipped with a hearing loss skill that always activates when there were important conversation or words.
ซึสึ พูดจาเลยเถิดทำให้เอริว่ากล่าวตักเตือน. นั่นเป็นพฤติกรรมปกติของทั้งสองคน. คาโอริ กับ ชิซึกุ แสดงสีหน้าเบิกบานใจ ต่อภาพการสนทนาของเพื่อนทั้งสองคนของพวกเธอ. ถึงโคคิ จะไม่ได้อยู่ห่างออกไปมากนัก แต่เขาก็ไม่ได้ยินบทสนทนาของพวกเธอ. ปกติแล้ว เวลาพวกสาวๆพุดคุยอะไรสำคัญกัน โคคิจะสวมใส่ สกิล ตัดเสียงที่จะทำงานตลอดเวลา เพื่อไม่ให้ตัวเองได้ยิน.



“Eri-chan, I don’t mind it.”
เอริจัง ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ
“Suzu that’s enough. Eri is troubled.”
ซึสึ พอได้แล้ว. เอริเขาลำบากใจนะ
Suzu puffed her cheeks when Kaori and Shizuku laughed as they said those words. Eri was relieved when Kaori didn’t take Suzu’s words seriously. Her face blenched at the mention of “Necromancy”.
ซึสึทาแก้มป่อง บ่น บู่~” แล้วยิ้มเจื่อนๆต่อ คาพูด ของคาโอริ กับ ชิซึกุ. เอริ รู้สึกโล่งใจที่ คาโอริ ไม่ได้ใส่ใจต่อคำพูดไม่คิดของ ซึสึ. แต่แล้ว เธอก็ทำสีหน้าห่อเหี่ยวขณะที่พึมพาบางอย่างออกมา. “เนโครแมนซี่...”

“Eri-chan, necromancy is no good? Such a special class…”
เอริจัง, เนโครแมนซี่ไม่ดีเหรอ? เป็นอาชีพที่พิเศษออกนะ...”

“…Yeah, sorry. If I was able to use it properly, it would be such great help…”
“...อืม ขอโทษนะ. ถ้าฉันใช้ได้ดีกว่านี้ล่ะก็, คงจะช่วยอะไรได้มากกว่านี้...”

“Eri, anyone have strong and weak points. You have such a high aptitude to magic, so don’t worry about it.”
เอริ ทุกคนต่างก็มี ข้อดีข้อเสียของตัวเองทั้งนั้น. เธอน่ะมีความถนัดทางเวทย์สูง เพราะงั้นไม่ต้องกังวลกับเรื่องแบบนั้นหรอก

“That’s so, Eri-chan. Even if its your class, there are preferences and fields of talent. Your precise and accurate magic is helpful for us.”
ใช่แล้วจ้ะ เอริจัง. ถึงจะเป็นอาชีพนั้น, ก็เป็นสายเฉพาะและแบบฉบับของตัวเอง. เวทย์ที่แม่นยำ และ แน่นอนของเอริจังจัง ช่วยพวกเราได้มากเลยล่ะ

“Yeah, I’ll overcome if I try my best. I want to help everyone more.”
อือ, ฉันจะพยายามมากกว่านี้ถ้าฉันพยายามทำให้มันดีที่สุด. ฉันอยากจะเป็นประโยชน์ให้กับทุกคนมากกว่านี้

Eri grasps her small hands into a fist to express her determination. Suzu hopped around saying: “That’s the spirit, Eririn!” in this situation. Shizuku and Kaori smiled at their friend’s perseverance.
เอริ กำหมัดเล็กๆของเธอไว้แน่น เพื่อแสดงการตัดสินใจของเธอ. ต่อบรรยากาศดังกล่าว ซึสึก็กระโดดโลดเต้นไปมา แล้วพูด ต้องอย่างนั้นสิ เอริริน!”. ชิซึกุ กับ คาโอริ ยิ้มให้กับความอุตสาหะของเพื่อน.
 Eri’s class was “Necromancer”. Dark magic is used that is associated with the spirits and consciousness. This kind of magic was able to cast bad status (debuffs) in battle. Necromancy is a super-high difficulty magic in Dark magic; it acted upon the residual thoughts of the dead. There were a few priest in the Church that practiced it. The priest drew up the residual thoughts of the dead and conveyed them to their bereaved family.
อาชีพของเอริคือ เนโครแมนเซอร์”. เวทมนตร์ดำ ที่เกี่ยวข้องกับวิญญาณและ จิตสำนึกของผู้คน. เวทย์ประเภทนี้ สามารถ ลดค่าสถานะต่างๆ(Debuff) ของเป้าหมาย ในสนามรบลงได้. เนโครแมนซี่ เป็นศาสตร์มนตร์ดำชั้นสูง ที่ใช้ได้ยาก. เป็นเวทย์เกี่ยวข้องกับความตาย. มีเพียงนักบวชไม่กี่คนที่ฝึกฝนเวทย์นี้. นักบวชจะดึงเอาความนึกคิดที่ตกค้างของคนตาย และ ส่งต่อไปให้กับครอบครัว ของเจ้าของความนึกคิดนั้นได้.


However, that was not the true essence of this magic. The real power of this magic was the ability to give these residual thoughts of the dead a corpse to work with and controlling them like puppets. Although the revived dead will display deteriorated level of skill from their time alive. Also, there were ways to control or possess living humans too.
ถึงอย่างนั้น, นั่นก็ไม่ใช่แก่นแท้ของเวทย์นี้. พลังที่แท้จริงของเวทย์นี้ก็คือ ความสามารถในการนำความนึกคิดที่ตกค้างของคนตาย กลับสู่ร่างที่เป็นซากศพ และ ควบคุมมัน เสมือนกับเป็นหุ่นเชิด. ถึงแม้ว่า คนตายที่ฟื้นกลับมานั้น จะมีระดับทักษะไม่เท่ากับตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ตามที. อีกอย่าง, ก็ยังมีทางที่จะควบคุม หรือ สิงร่างของคนเป็นๆได้อีกด้วย.

These puppets only respond to a certain extent. They also are very inanimate and pale, like a ghost. In addition, she felt ethically wrong in using dead people like this. Eri choose not to delve into this part of the arts.
หุ่นเชิดพวกนี้ จะสามารถตอบสนองคำสั่งได้ในขอบเขตใดหนึ่งเท่านั้น. ไม่มีชีวิต และมีใบหน้าซีดเผือด เหมือนผี. นอกจากนั้นแล้ว, เอริดูจะมีความรู้สึกผิดต่อการใช้งานคนตายแบบนี้. เธอจึงเลือกที่จะไม่ค้นคว้าในศาสตร์มนตร์ดำนี้อย่างลึกซึ้ง.

With the figure of those 4 girls, there was someone staring at Kaori from the rear with dark eyes. It was Hiyama Daisuke. When they came back to the kingdom and the students calmed down, there was severe blame waiting for Hiyama for what he did [Setting off Trap].
ต่อภาพของเด็กสาวทั้งสี่ที่พูดคุยกันอยู่นั้น, มีใครบางคนมองมาที่คาโอริ จากด้านหลัง ด้วยสายตามืดมน. คนๆนั้นคือ ฮิยามะ ไดสึเกะ. หลังจากที่กลับมาที่อาณาจักร และ พวกนักเรียนก็ใจเย็นลงบ้างแล้ว, ก็มีการกล่าวโทษอย่างรุนแรงต่อการกระทำของฮิยามะรออยู่ ซึ่งสาเหตุก็คือ การไปทำให้กับดักทำงาน.

Hiyama had expected this and apologized with Dogeza. He knew that arguing or trying anything else wasn’t going to help. The timing and place to apologize was important.
ฮิยามะ คาดการณ์เรื่องนี้เอาไว้แล้วและทำการคุกเข่าขอโทษ. เจ้าตัวรู้ว่าการกล่าวเถียง หรือ อะไรก็แล้วแต่ มันจะไม่ช่วยอะไรตัวเขาได้. เวลาและสถานที่ ที่เหมาะสมเพื่อกล่าวขอโทษ คือสิ่งสำคัญ.

The perfect time came when he was able to apologize to Kouki in front of everyone. He knew that if he apologized to Kouki, the guy would accept it and try to mediate with the class. His plan paid off, the criticism aimed at Hiyama was dissolved by Kouki. Kaori was originally kind, so she didn’t particularly blame the apologizing Hiyama that was in tears. Just as he planned. However, Shizuku had noticed the underlying motive Hiyama had. She was disgusted with how he used her childhood friends.
แล้วจังหวะที่เหมาะเจาะก็มาถึง ตอนที่เจ้าตัวจะขอโทษโคคิต่อหน้าทุกคน. เขารู้ว่าถ้าพูดขอโทษกับโคคิ, หมอนี่ก็คงจะยอมรับ และ ไกล่เกลี่ยกับพวกเพื่อนร่วมชั้นให้เป็นแน่. แผนเป็นไปได้ด้วยดี, การวิจารณ์ที่มีต่อ ฮิยามะ ถูกทำให้ยุติ โดย โคคิ. โดยปกติ คาโอริ ก็เป็นคนที่ใจดีอยู่แล้ว, เธอจึงไม่ถือโทษโกรธเคือง ฮิยามะที่ขอโทษทั้งน้ำตา. เป็นไปตามแผนที่วางไว้ทุกอย่าง. แต่ทว่า, ชิซึกุ ก็รู้สึกได้ ถึงเป้าหมายที่แอบแฝงของฮิยามะ. เธอรู้สึกรังเกียจ กับการที่ ฮิยามะ หลอกใช้เพื่อนสมัยเด็กของเธอ.


Moreover, he was following the orders of the person. It was a terrible and horrifying order. Hiyama wanted to avoid it, but he had crossed the line. He couldn’t stop now. However, Hiyama held a sense of delight and awe for the person that drew up this terrible plan. While that person was so natural and blended with the class.
ยิ่งกว่านั้น, ฮิยามะยังทำตามคำสั่งของคนๆหนึ่ง. เป็นคำสั่งที่น่ากลัว และ โหดร้าย เป็นที่สุด. ฮิยามะ อยากจะหลีกเลี่ยง, แต่เจ้าตัวก็ได้ข้ามเส้นมาแล้ว. จะมาหยุดตอนนี้ไม่ได้. ถึงอย่างนั้น ฮิยามะ ก็มีความรู้สึก ยินดี และ เกรงกลัว ต่อ บุคคลที่คิดแผนนี้ขึ้นมา. ขณะที่บุคคลดังกล่าวนั้นนั้น กลับทำตัวเป็นปกติ และ แฝงตัวอยู่ในกลุ่มของพวกนักเรียน.

(That guy is crazy…but Kaori will be mine…)
(เป็นคนที่บ้าจริงๆ...แต่ว่า คาโอริ...จะเป็นของฉัน...)

Kaori could be obtained if he just listened to that guy. Hiyama smiled instinctively at those dark thoughts.
คาโอริจะถูกทำให้เป็นรางวัล ถ้าหากยอมเชื่อฟังต่อคนๆนั้น. ฮิยามะ แสยะยิ้มออกมา กับความคิดอันมืดมนนั้น.


“Oi, Daisuke? What’s wrong?”
เฮ้ย ไดสึเกะ? เป็นอะไรไป?”
Kondo, Nakamura, and Saito were sending dubious looks at Hiyama’s state. These three was still together with Hiyama. Birds of a feather flock together for these 4. Hiyama was awkward for a moment, but soon his regained his friendly attitude. But if that friendship was true was a delicate matter.
คอนโด, นากามุระ และ ไซโต้ ส่งสายตาแคลงใจมองดูสภาพของฮิยามะ. สามคนนี้ ยังอยู่ด้วยกับกับฮิยามะ. สำหรับ 4 คนนี้ ก็เป็นเหมือนกับคำพูดกันที่ว่า คนที่มีนิสัยเหมือนกัน ก็มักจะมาอยู่รวมกลุ่มกัน. ฮิยามะรู้สึกหวาดๆไปชั่วขณะ, แต่ไม่ช้าก็กลับมาทำท่าทางเป็นมิตรเหมือนเดิม. ถ้าหากความสัมพันธ์แบบเพื่อนกับพวกนี้เป็นของจริง มันก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อน.

“N-no, its nothing. I’m just happy that we got past 60 levels.”
ปะ...เปล่า ไม่มีอะไร. แค่ดีใจที่จะผ่านชั้นที่ 60 ได้แล้วน่ะ

“Oh, for certain. Just 5 more and we will beat the record~”
อ่า จริงด้วยสินะ. อีกแค่ 5 ชั้น ก็จะทำลายสถิติได้แล้วด้วยสิ~”


“We are like, getting stronger too. That group that stayed behind has no guts.”
พวกเราดูเหมือนว่าจะแกร่งขึ้นมากแล้วด้วย. ไอ้พวกกลุ่มที่ไม่มาด้วยน่ะ ขี้ขลาดกันชะมัด

“Well, don’t say that. Because we are special.”
เอาน่า อย่าพูดงั้นสิ. ก็พวกเรามันคนพิเศษนี่นา

These three did not seem to question Hiyama deception. People who kept fighting while thinking they were special and got arrogant were the villains of villains. They had a huge attitude compared to the group left behind at the Royal Palace. Complaints were thrown about in a haughty manner. However, they did have the ability to break through the 60 levels, so they couldn’t be stopped from their attitude.
สามคนนี้ดูเหมือนจะไม่ได้สงสัยการตบตาของฮิยามะเลย. คนที่ต่อสู้ ขณะที่คิดว่าตัวเองพิเศษกว่าใคร และ หลงตัวเอง ก็มีแต่พวกตัวร้ายเท่านั่นแหละ. เทียบกับกลุ่มที่อยู่ที่ปราสาทแล้ว พวกเขามีความถนัดทางเวทย์สูงกว่ามาก. ถึงท่าทีอวดดีจะน่าบ่น. แต่ทว่า พวกเขาก็มีความสามารถที่จะผ่าน ชั้น 60 ไปได้จริงๆ เพราะอย่างนั้น ท่าทีหยิ่งยโสที่มี ก็ยิ่งหยุดไม่อยู่แล้ว.

Unlike them with their boisterous attitude, Kouki’s side was quiet. Accessory seems to be the guiding principle.
ไม่เหมือนกับกลุ่มที่น่าหนวกหูของฮิยามะ, ทางด้านกลุ่มของโคคินั้นเงียบกริบ. การร่วมมือกันเป็นอย่างดีดูจะเป็นหลักการของกลุ่ม.


Without much trouble, the group was at the highest attained level of 65.
ด้วยไร้ซึ่งปัญหา กลุ่มพวกเขาก็ไปถึง ชั้นสูงสุดที่เคยมีการสำรวจ ชั้นที่ 65.

“Brace yourself! The map of this area is incomplete. We won’t know what will happen.”
ระวังตัวกันให้ดี! แผนที่ของชั้นนี้ยังไม่สมบูรณ์. เราไม่มีทางรู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น

Meld’s voice sounded. Kouki’s group tightened their expression and stepped into the unknown domain.
เสียงของหัวหน้าอัศวิน เมลด์ ดังขึ้น. กลุ่มของโคคิ มีสีหน้าตึงเครียดขึ้นมา และ ก้าวเข้าไปในอาณาเขตที่ไม่รู้จัก.

A big hall appeared after they had advanced for a while. All the members had a bad feeling somehow. That feeling proved to be true. Magic appeared in the center of the room as soon as they entered it. A 10 m magic formation pulsed with dark red energy. That was a familiar sight for them.
หลังจาก ที่สำรวจมาได้สักพัก ห้องโถงขนาดใหญ่ ก็ปรากฏขึ้นมาให้เห็น. สมาชิกทุกคนเริ่มมีความรู้สึกไม่ดีผุดขึ้นมา. ความรู้สึกนั้นเป็นของจริง. หลังจากที่ก้าวเข้าไปในห้อง วงแหวนเวทย์ปรากฏขึ้นมาที่ใจกลางของห้องทันที.วงแหวนเวทย์ เส้นผ่าศูนย์กลาง 10 เมตร กับประกายแสงเข้มสีแดง. เป็นสิ่งที่คณะปาร์ตี้คุ้นเคยเป็นอย่างดี.

“N-No way…is it that guy?”
มะ...ไม่จริงน่า...เจ้านั่นงั้นเรอะ?”

Kouki cried out while a cold sweat dripped down his forehead. The other members also had a strained expression on them.
โคคิ ตะโกนออกมา พร้อมกับมีเหงื่อไหลจากหน้าผาก. สมาชิกคนอื่นเองก็มีสีหน้าเครียดตามๆกัน.

“Seriously, that guy didn’t die?”
จริงเหรอเนี่ย มันยังไม่ตายอีกเรอะ?”

Ryutaro shouts while surprised. Meld responded to them with a calm voice and a stern expression.
เรียวทาโร่ ตะโกนออกมาขณะกำลังตกใจ. เมลด์ ตอบคำถามของทั้งคู่ ด้วยน้ำเสียง และ สีหน้าที่สงบจริงจัง.

“The origin of the demons in the dungeon is unknown. Even if you defeat it once, you will encounter it many times. Be careful! Do not forget to secure an escape route!”
ที่มาของมอนสเตอร์ในดันเจี้ยนนั้น ไม่อาจทราบได้แน่ชัด. ถึงแม้จะโค่นมันไปแล้วครั้งหนึ่ง, แต่ก็ยังจะเจอมันได้อีกหลายครั้ง. ระวังให้ดี! อย่าลืมป้องกันเส้นทางหลบหนีเป็นอันขาด!”

So they can escape for sure if there was an emergency, Meld first priority was to issue commands to ensure an escape route. The subordinates obeyed immediately. But Kouki wanted to speak his mind.
เพื่อให้หลบหนีได้อย่างแน่นอนในยามคับขัน, เมลด์จึงให้ความสำคัญกับคำสั่งป้องกันเส้นทางหลบหนีก่อนเป็นอันดับแรก. เหล่าลูกน้อง ปฏิบัติตามคำสั่งในทันที. แต่โคคินั้น อยากจะพูดในสิ่งที่อัดอั้นในใจออกมา.

“Meld. We are not the same as that time. I’ve become many times stronger. And won’t be defeated again! Certainly we can win!”
คุณเมลด์ พวกเราไม่เหมือนกับตอนนั้นแล้ว. ผมน่ะแข็งแกร่งขึ้นกว่าตอนนั้นมากแล้ว. และ จะไม่แพ้อีก! จะต้องชนะได้แน่!”

“He, that’s true. We won’t always lose. This is a revenge match.”
อย่างที่หมอนี่ พูดนั่นแหละ, พวกเราจะไม่แพ้อีกแล้ว. นี่เป็นแมทช์ล้างแค้น!”

Ryutaro shouted out with a fearless smile. Meld just shrugged his shoulder like he couldn’t help it. With their current abilities they should be okay. Similarly, he now had that same smile.
เรียวทาโร่ ตะโกนออกมา ด้วยรอยยิ้มที่ไร้ความเกรงกลัว. เมลด์ได้แต่ยักไหล่ อย่างช่วยไม่ได้. ด้วยความสามารถในตอนนี้ พวกเขาคงไม่เป็นอะไร. ซึ่งก็เช่นกัน ทางเมลด์เองก็มีรอยยิ้มไม่ต่างกัน.

The magic formation finally lights up and explodes. Their nightmare had appeared before them.
วงแหวนเวทย์ เริ่มส่องแสง และ ปะทุขึ้น. ฝันร้ายที่เคยเจอ ปรากฏตัวขึ้นมาต่อหน้าพวกเขาอีกครั้ง.

“Guugaaa!!”
"กัลลลล!!"
The beast gave a roar and stomped the ground. A glare full of fierce intent to kill was sent to Kouki’s party by the Behemoth. In the group, there was a single girl that glared back at the monster; ignorant of the tension building up in the others.
สัตว์ร้ายแผดเสียงคำรามออกมาพร้อมกับกระทืบเท้าลงพื้น. สายตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหารของเบฮีมอธ จ้องไปที่กลุ่มของโคคิ. ในกลุ่มนั้น, มีเด็กสาวคนหนึ่ง ที่จ้องตากลับไปที่ปีศาจ; รอบๆมีบรรยากาศตึงเครียดอย่างบอกไม่ถูก.

The girl was Kaori. Unheard by anyone, Kaori with will declared to herself.
เด็กสาวคนนั้น คือ คาโอริ. ตัดขาดจากเสียงเรียกจากคนอื่นๆ, คาโอริ ประกาศเจตจำนงกับตัวเอง.

“I won’t let you take anyone else. I will overcome you and go down to him.”
ฉันจะไม่ปล่อยให้แกพรากใครไปอีกแล้ว. ฉันจะโค่นแก แล้วไปหาเขา!”

Now, the fight to conquer their past began.
และแล้ว การต่อสู้ เพื่อพิชิตอดีตของพวกเขา ก็ได้เริ่มขึ้น.
* * *
He also showed as Kouki’s stats
* * * ค่าสเตตัสต่างๆของ โคคิในตอนนี้
* * *
ชื่อ
อมาโนะคาว่า โคคิ
อายุ
17 ปี
เพศ
ชาย
เลเวล
46
อาชีพ
ผู้กล้า
ความแข็งแกร่ง
560
กำลังกาย
560
ความต้านทาน
560
ความว่องไว
560
เวทมนต์
560
ความต้านทานเวทมนต์
560
ทักษะ
  • คุณสมบัติถนัดทุกอย่าง
  • ต้านทานธาตุทุกชนิด
  • ต้านทานทางกายภาพ
  • คลังเวทมนต์
  • ฟันดาบ
  • ความแข็งแกร่งมหาศาล
  • การเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
  • ตรวจจับ
  • ฟื้นฟูเวทมนต์ความเร็วสูง
  • หยั่งรู้
  • การรับรู้เวทมนตร์
  • ทำลายขีด จำกัด
  • ความเข้าใจภาษา






#นิยายแนวฮาเร็ม#Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou #นิยายแปลไทย
Author(s)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น