วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou Chapter 13 Path of Escape

Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou Chapter 13 Path of Escape

นิยาย แปลไทย Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou ตอนที่ 13 เส้นทางหลบหนี 



บทที่ 13 เส้นทางหลบหนี 

Path of Escape
เส้นทางหลบหนี.
“Damn it, there is nothing…”
"ไม่มีอะไรเลย...บ้าจริง!"

Three days after killing the bear. Hajime has been searching for an escape to the upper levels. He had already searched about 80% of the level. After eating the bear, his status had risen. There were no longer any wonders here, he had vastly explored the area with a quick pace. However, nothing was found even though he searched so much.
ผ่านมาได้สามวัน หลังจากที่สังหารปีศาจหมี. ฮาจิเมะใช้เวลาในวันที่ผ่านมาหาทางขึ้นไปยังชั้นบน. พื้นที่ของชั้นนี้ถูกสำรวจไปแล้ว 80%. หลังจากที่กินปีศาจหมีเข้าไป ค่าสเตตัส ก็เพิ่มขึ้น. ไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องอยู่ที่นี่อีกแล้ว, ฮาจิเมะค้นหาพื้นที่อันใหญ่โตด้วยเวลาอันรวดเร็ว ถึงอย่างนั้น แม้จะค้นหาขนาดนี้แล้วก็ยังไม่พบอะไร.




No, saying he didn’t find anything was misleading. Hajime had found stairs two day ago; that led downwards into the higher number floor. A floor should always have a stair that led up towards the surface but this one did not have one it seemed.
ไม่สิ จะบอกว่าไม่พบอะไรก็คงไม่ถูกนัก. เมื่อ 2 วันก่อน ฮาจิเมะ พบบันได ที่นำไปสู่ชั้นล่างลึกลงไป. ปกติชั้นในดันเจี้ยนจะมีบันไดกลับขึ้นไปชั้นบน แต่ที่นี่ดูเหมือนจะไม่มีบันไดแบบนั้น.

Why not make a road to the upper level? This method was ignored after already trying it. Within a certain range, his transmutation did not work on the walls. While on the floor he could freely transmute, the very top and bottom of the floor had some kind of protection. This “Orcus Dungeon” was created during ancient times and it was full of mysteries. When he encountered anything new, it wasn’t that unexpected.
แล้วทำไมถึงไม่ทำทางขึ้นไปชั้นบนเองน่ะเหรอ? ความคิดนี้เลิกคิดไปได้เลย เพราะลองมาแล้ว. ในระยะหนึ่งของผนัง เวทย์แปรรูปไม่สามารถใช้การได้, ในขณะที่บนพื้นนั้น สามารถแปรรูปได้อย่างอิสระ. ที่บริเวณ ส่วนบน และ ล่างสุดของชั้น ดูเหมือนจะมีเวทย์ป้องกันไว้อยู่. "ออคัสดันเจี้ยน" แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในยุคสมัยโบราณ และ ยังมีปริศนาอยู่อีกมาก. เมื่อเขาเจออะไรใหม่ๆหากแต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ฉันคาดหวังเอาไว้.

That is why he was looking for a way up, but he had to make a decision if he did not find it. To venture further down this Dungeon or not.
เพราะเหตุนั้น เขาจึงอยากจะหาทางขึ้นไปชั้นบน, แต่ถ้าหาไม่เจอก็ต้องเตรียมใจที่จะลงไปผจญภัยในดันเจี้ยนชั้นล่างที่ลึกลงไป.

“…Dead end? At this point I searched all the branchings. I wonder what happened.”
"...ทางตัน? ตอนนี้ก็ค้นหามาทุกซอกทุกมุมแล้ว. จะเอาไงต่อดี?"

Hajime decided to stop looking for a way up and breathed out a deep sigh at that decision. He proceeded to advance towards the room that contained the stairs leading deeper into the Dungeon.

ฮาจิเมะ เหม่อมองไปด้านบนสักพัก แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา บ่งบอกถึงการตัดสินใจ. จากนั้นเขาจึงมุ่งหน้าไปยังห้องที่มีบันไดลงไปสู่ดันเจี้ยน ชั้นล่าง.


The stairs looked like it was sloppily made. It would have been more correct to call it an uneven slope, rather than stairs. He looked ahead to the stairs and noticed that it exudes a creepy atmosphere; with its complete darkness where no Green Light Stone was present. Like a mouth of a huge monster swallowing him up. Hajime felt that once he went in, there was no coming out.
บันไดดูเหมือนจะสร้างมาอย่างลวกๆ แทนที่จะเรียกว่าบันได ถ้าจะเรียกให้ถูกต้องเรียกว่าทางชันขรุขระ คงจะเหมาะกว่าละนะ. พอมองดูทางบันไดที่ทอดไปข้างหน้า มันให้บรรยากาศอันน่าขนลุก ทางบันไดมันมืดสนิทเพราะไม่มีผลึกสีเขียวที่คอยส่องแสงให้ความสว่าง. มันรู้สึกราวกับว่าอยู่ในปากของปีศาจตัวมหึมายังไงยังงั้น. รู้สึกได้เลยว่าถ้าเข้าไปแล้วคงไม่มีทางให้ถอยกลับมาอีก.

“Ha! Bring it on! Anything getting in my way, I’ll kill and devour.”
เฮอะ! เป็นไงเป็นกันสิ! อะไรที่มาขวางทาง จะฆ่าแล้วสวาปามมันให้หมด!”

While thinking about such an idea, Hajime laughed through his nose and smiled. He stepped towards the darkness with no hesitation.
ขณะที่คิดอะไรแบบนั้น ฮาจิเมะก็ยิ้มหัวเราะ แล้วก้าวเดินไปในความมืดอย่างไม่ลังเล.


The level was very dark. Although that was expected for an underground dungeon, but all the previous levels he visited had Green Light Stones in them. It wasn’t like he was devoid of all vision. This level really did not have any light source. Hajime choose to rest for a bit to allow his eyes to get used to the darkness. He was expecting to see a little more, but there was no difference. He decided to take out his Green Stone lamp from his improvised back, that was connected to a wire made of out of the bears fur.
ที่ชั้นนี้จะตรงไหนสถานที่ไดก็มืดไปหมด. ถึงจะคาดไว้แล้วเพราะเป็นดันเจี้ยนใต้ดิน, แต่ชั้นก่อนก็ยังมีผลึกเขียวให้ความสว่างอยู่บ้าง. ที่ชั้นนี้ไม่มีอะไรที่ทำให้เกิดแสงได้เลยแม้แต่อย่างเดียว. ฮาจิเมะเลือกที่จะหยุดพัก เพื่อให้สายตาคุ้นเคยกับความมืด. คิดว่าจะทำให้เห็นอะไรดีขึ้น แต่กลับไม่ต่างกันเลย. สุดท้ายแล้วเขาก็ตัดสินใจ นำตะเกียงผลึกหินเขียวที่เตรียมเอาไว้ออกมา มันมีลวดจับที่สร้างจากหนังของปีศาจหมีเป็นตัวเชื่อม.

It was suicidal to have a light in this darkness if a monster was attracted to it. However, he couldn’t continue if he couldn’t see. Hajime did not want to occupy his only hand to hold this lamp, so he fastened it to his left elbow.
การก่อแสงในที่มืดแบบนี้มันถือเป็นการฆ่าตัวตายชัดๆ เพราะจะทำให้พวกมอนสเตอร์ถูกดึงดูดเข้ามาหา. ถึงอย่างนั้น ถ้าไม่มีแสงจะให้สำรวจพื้นที่ต่อไปก็ทำไม่ได้. เพราะไม่อยากให้มือที่เหลืออยู่ข้างเดียวไม่ว่างจากการถือตะเกียง  ฮาจิเมะจึงมัดตะเกียงไว้กับแขนไหล่ช้าย.

He had a feeling that something was shining in the depths of the passage when he walked for a while. That got him to raise his caution to the max. Advancing while hiding as much as possible, he left an unpleasant sign on his left side. He pointed the lamp at that direction. A gray liard approximately 2m in length was sticking on the wall, glaring at Hajime with golden eyes.
พอเดินไปได้สักพักก็รู้สึกเหมือนเห็นอะไรสักอย่างส่องแสงจากส่วนลึกของทางเดิน, นั่นทำให้ฮาจิเมะเพิ่มความระวัดระวังขึ้นจนถึงขีดสุดในขณะที่รุดไปข้างหน้าพร้อมๆกับซ่อนตัวไปด้วยเท่าที่จะทำได้. ก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกไม่สู้ดีจากทางด้านช้าย ฮาจิเมะจึงยื่น ตะเกียงไปยังทิศทางดั่งกล่าว. มีกิ้งก่าสีเทา ยาวประมาณ 2 เมตร เกาะอยู่ที่ผนัง พร้อมกับจ้องมาทางฮาจิเมะด้วยดวงตาสีทองของมัน.

The golden eyes were charged with light. In that moment,
ดวงตาสีทอง จ้องมองมายังแสงไฟ, ทันใดนั้นเอง...
“Tsu!?”
อึก!?”
Hajime left arm started to give of a strange sound and noticed it was getting petrified. Instantly the lamp that was fastened to his arm was soon petrified completely, and shattered into a million pieces. With the light source lost, darkness ruled the area again. The petrification on his left side was already reaching his shoulder.
แขนช้าย ของฮาจิเมะ เริ่มส่งเสียงแปลกๆ แล้วจากนั้น มันก็เริ่มกลายเป็นหิน. ในพริบตา ตะเกียงที่มัดติดอยู่กับไหล่ซ้ายก็กลายเป็นหินโดยสมบูรณ์ แล้วแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ. พออุปกรณ์ให้กำเนิดแสงหายไป ความมืดก็กลับเข้ามาอีกครั้ง. การกลายเป็นหินลุกลามไปจนถึงหัวไหล่แล้ว.

Hajime clicked his tongue while he took out some sacred water from his chest holster; which was made from demon fur and wire. As expected, the petrification halted and eventually his left arm returned to normal.
ฮาจิเมะเดาะลิ้นขัดใจ ในขณะที่ยื่นมือไปหยิบน้ำศักดิ์สิทธิ์จากซองหนังที่มีสายรัดเหมือนซองใส่ปืนพกบริเวณอก ที่ทำมาจากลวด และ หนังของมอนสเตอร์ แล้วดื่มเข้าไปอย่างเร็ว. อย่างที่คาดไว้ การกลายเป็นหินหยุดลง แล้วแขนซ้ายก็กลับมาเป็นปกติ.

It sure had done it! He cursed inwardly, and took out a flash grenade from his waist pouch. Hajime threw it towards the gold eyed lizard. At the same time, gold eyes started to simmer again in the darkness. Hajime left the area by using “Flicker”, and did not see the gaze. The rock that was behind where Hajime used to be, changed color. Soon the rock crumbled as it weathered. Wicked Eyes of Petrification, was what Hajime linked with the golden eyes. This lizard was like a basilisk often seen in a RPG.
เอาจนได้นะแก!ฮาจิเมะพูดสบถแช่งอยู่ในใจ, แล้วยื่นมือไปหยิบเอา [ลูกระเบิดแสง] จากกระเป๋าที่เอว แล้วโยนไปใส่กิ้งก่าตาสีทอง. ทว่ามีดวงตาสีทองเป็นกระกายส่องสว่างขึ้นมาอีกครั้ง จากความมืดที่อีกด้าน. ด้วยการใช้ [ย่นระยะ]เพื่อย้ายจุดยืนในพริบตา ทำให้หลบสายตานั่นไปได้. แล้วจากนั้นหินที่อยู่ด้านหลังในจุดที่เคยยืนอยู่ก็เปลี่ยนสีไปเล็กน้อยแล้วแตกเป็นเศษเล็กเศษน้อย. ดวงตาสาปเป็นหิน, นั่นเป็นสิ่งที่จะอธิบายดวงตาสีทองนั่นได้. เจ้ากิ้งก่าตัวนี้มันมีความสามารถคล้ายกับ บาซิลิสก์ (Basilisk) ที่เห็นกันบ่อยๆในเกม RPG.

Hajime closed his eyes while he took out Donner and brandished it.
ฮาจิเมะ หลับตาลง ในขณะที่หยิบเอา ดอนเนอร์ แล้ว ลั่นไกออกไป.

Bang! The surrounding was bathed in intense light as the flash grenade went off.
ปัง! ทั่วบริเวณส่องสว่างไปด้วยแสงเข้ม ราวกับผลจากการระเบิดของลูกระเบิดแสง.

“Ku-ua!”
“Ku-ua!”

For an entity that matured in the darkness, this was the first time it had experienced that much light, and it confused it.
สำหรับสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในความมืดมาโดยตลอด,นี่เป็นครั้งแรกที่มันได้ประสบเข้ากับแสงสว่างจ้าเช่นนี้,และได้ทำให้มันสับสน.
The figure of that confused basilisk emerged from the darkness. Hajime fired without a thought. He aimed well and soon the bullet found its target in the basilisk’s skull. Brain matter splashed against the wall as the head was blown to pieces. The bullet continued through the head into the wall, and burning rocks could be heard.
ภาพของบาซิลิสก์ ที่กำลังสับสนปรากฏมาให้เห็น. ฮาจิเมะยิงกระสุนออกไปอีกโดยไม่ต้องคิด. ด้วยการเล็งเป้าอย่างเหมาะเจาะ พริบตาหัวกระสุนก็กระทบเข้ากับหัวของบาซิลิสก์. ชิ้นส่วนสมองสาดกระจายไปติดตามผนัง ในขณะที่ส่วนหัวถูกเป่ากระจุย. หัวกระสุนทะลุผ่านกระโหลกไปเจาะที่ผนัง, หินที่ถูกเผาส่งเสียงดังจนได้ยินเสียง.

Since electromagnetic force was used to accelerate the bullet, the places it hit emit a high temperature. It was so intense a heat that, right now, only the Tauru ore could handle it.
เพราะการใช้สนามแรงแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นตัวเร่งหัวกระสุน, จุดที่กระทบจึงมีอุณหภูมิสูงมาก. ความร้อนนั้น เข้มข้นจน ในตอนนี้มีเพียงแค่แร่ทอลเท่านั้นที่จะสามารถทนรับมันได้.

Hajime approached the basilisk while he stayed vigilant to his surroundings. Promptly he cleaved the meat off of the corpse and left the area. He did not feel safe eating in an area with so little visibility. Hajime decided to push forward and continue his search for the time being.
ฮาจิเมะ เดินเข้าไปหาซากของบาซิริสก์ พร้อมกับระมัดระวังรอบๆ. เขาผ่าเอาเนื้อออกมาจากซากของมันอย่างรวดเร็ว แล้วออกไปจากพื้นที่. การจะกินในที่ที่ไร้แสงแบบนั้นมันอันตรายเกินไป. ฮาจิเมะตัดสินใจไปต่อ และ ทำการสำรวจพื้นที่ต่อ.


He had searched for many hours but he could not find the stairs. A lot of ores were collected and demons killed during this time. Since it was so inconvenient to carry all this, he made a base for himself.
หลังจากที่สำรวจมาได้หลายชั่วโมง แต่ก็ยังไม่เจอบันได. แร่ และ มอนสเตอร์ จำนวนไม่น้อยถูกเก็บในระหว่างการสำรวจ. เพราะการจะพกวัตถุดิบจานวนมากพวกนี้ไปไหนมาไหนด้วยมันทาได้ลาบาก ฮาจิเมะจึงตัดสินใจจะสร้างฐานขึ้นมาเอง.


When he found a suitable place, he used his transmutation to create the space. He was able to make his base without any problems. Hajime continued transmuting until he had a 6 tatami sized room. Without forgetting, he placed a pale basketball sized ore in the hollow recess of the wall. This ore was God’s Crystal. Underneath the ore was placed a contained to catch the dripping water.
พอเจอสถานที่ที่เหมาะสม ก็ใช้ ทักษะแปรสภาพ สร้างพื้นที่ขึ้นมา. การสร้างฐานทำเสร็จได้โดยไม่มีปัญหาอะไร. ฮาจิเมะทำการแปรสภาพไปเรื่อยๆ จนได้ห้องขนาด 6 เสื่อทาทามิ. จากนั้นก็วาง บอลคริสตัลไว้ที่ช่องบนผนัง, แล้วข้างใต้ก็วางภาชนะไว้เพื่อรองเอาหยดน้ำจากคริสตัล.


Hajime had started to call the crystal “Potion Stone” and the sacred water as “Potion.” It really was like the games equivalent, but its effects were much stronger.
ฮาจิเมะ เริ่มเรียก คริสตัลว่า หินโพชั่นและ น้าศักดิ์สิทธิ์ว่า โพชั่น”. เพราะมันเหมือนกับไอเท็มฟื้นฟูในเกม แต่ว่า ผลของมันนั้นเหนือกว่ามาก.

“Well, let’s have a meal.”
เอาล่ะ,ได้เวลาอาหารสักที

Hajime retrieved the meat out of his backpack. He used his lightning powers to cook them. Today’s menu was the basilisk meat, an owl that could fire its feathers like a shotgun, and a six legged cat. No seasoning.
ฮาจิเมะ นำเนื้อออกมาจากกระเป๋าสะพาย, ใช้สายฟ้าปรุงเนื้อให้สุข. มื้ออาหารวันนี้นำเสนอคือ เนื้อ บาซิริสก์, เนื้อนกฮูกที่สามารถยิงขนนกของมันออกมาเหมือนปืนสั้น,แล้วก็เนื้อของแมวหกขาอีกหนึ่ง แต่ไม่มีเครื่องเทศซินะ.

“Itadakimasu.”
ทานละนะคร้าบ
After a moment of eating, pain started to well in his body. The body was being strengthened. It seemed that these monsters were stronger than the bear. It was certainly true that the environment and darkness made it troublesome. Hajime did not really feel that since Donner could blow any of them away.
พอกินเนื้อเข้าไปได้สักพัก, ความเจ็บปวดก็แล่นแผ่ซ่านไปทั่วร่าง. แล้วปรับปรุงร่างกายให้แข็งแกร่งขึ้นอีก ดูเหมือนว่า มอนสเตอร์พวกนี้จะแข็งแกร่งยิ่งกว่าปีศาจหมีซะอีก. ปกติเพราะ สภาพแวดล้อม และ ความมืด จะทำให้รับมือกับพวกมันได้ลำบาก. แต่ฮาจิเมะไม่รู้สึกว่าจะเป็นแบบนั้นก็เพราะ ดอนเนอร์ เป่าพวกมันกระจุยในนัดเดียว.

Drinking the “Potion”, he continued to eat while ignoring the pain. His phantom limb pain had returned and it was getting stronger.
พอดื่ม โพชั่นลงไป, ฮาจิเมะก็กินเนื้อต่อโดยหาได้ใส่ใจในความเจ็บปวด. ความเจ็บปวดที่แขนช้ายเริ่มกลับมาอีกครั้ง ทั้งยังรู้สึกเจ็บยิ่งกว่าเดิมอีก.

“Chomp, Fuu–. Gochisousama. Now then, Status…”
กรุบ กร๊วบ ฟู่~ ขอบคุณสาหรับอาหาร. เอาล่ะ งั้นก็ สเตตัส...”

He took out his Status Plate as he said that. Hajime’s current state was…
ในขณะที่พูด ฮาจิเมะ ยื่นมือไปหยิบเอา แผ่นสเตตัสออกมา. ตอนนี้ค่าสเตตัสของฮาจิเมะก็คือ...
ชื่อ
นากุโมะ ฮาจิเมะ
อายุ
17 ปี
เพศ
ชาย
เลเวล
23
อาชีพ
ศิลปินนักแปรสภาพ  (นักแปรธาตุ)
ความแข็งแกร่ง
450
พลังกาย
550
ความต้านทาน
350
ความว่องไว
550
เวทมนต์
500
ความต้านทานเวทมนต์
500
ทักษะ
  • แปรสภาพ
    -ประเมินแร่
    -แปรสภาพอย่างแม่นยำ
    -สืบหาแร่

    -แยกองค์ประกอบแร่
    -รวมแร่
  • ควบคุมเวทมนต์
  • กระเพาะเหล็ก
  • อาภรณ์สายฟ้า
  • ก้าวย่างแห่งพระเจ้า
    -เหยียบเวหา
    -ย่นระยะ
  • ความเข้าใจในภาษา
  • กงเล็บล่องหน
  • มองเห็นกลางคืน
  • หยั่งรู้
  • ต้านทานกลายเป็นหิน

His stats had risen just like expected. He also had acquired three new skills. That was when he noticed that he could see the surrounding more clearly. This seem to be attributed to “Night Vision.” The dungeon had a gloomy disposition, and on this level it was an advantage. The rest were passive skills. Regrettably, the skill he got from basilisk was “Resistasnce” and not the actual “Petrification” skill. The Wicked Eyes of Petrification! He was disappointed he missed out on such a cool skill.
ค่าสเตตัสเพิ่มขึ้นมาตามคาด แล้วยังได้ทักษะใหม่มาอีก 3 ทักษะ. ตอนนั้นเองที่เขารู้สึกว่าตัวเองมองเห็นรอบๆได้อย่างชัดเจนมากขึ้น. นี่คงจะเป็นผลของทักษะ [มองเห็นกลางคืน] ภาพที่มองเห็นภายในดันเจี้ยนชั้นนี้ ให้ความรู้สึกอึมครึมอย่างบอกไม่ถูก, ทักษะนี้ถือเป็นข้อได้เปรียบสาหรับชั้นนี้เลยทีเดียว. นอกจากนั้น ทักษะที่เหลือก็เป็น Passive ทักษะ. ที่น่าเสียดายก็คือ ทักษะที่ได้จาก บาซิริสก์ เป็น [ต้านทานกลายเป็นหิน] ไม่ใช่ [ทำให้กลายเป็นหิน] ดวงตาที่ทำให้กลายเป็นหินได้! น่าเสียดายชะมัดที่ไม่ได้ทักษะเจ๋งๆแบบนั้นมา.


Hajime started to transmute in order to replenish his consumables. Just to make one bullet, he needed a lot of concentration. The process needed ultimate precision. It needed to fit perfectly into Donner’s firing ring. How much propellent needed was carefully compressed and measured. One single bullet would take 30 minutes to make, and he thought he was pretty good at the process already. He admired himself for being able to display such tremendous power in his time of life and death.
ฮาจิเมะ เริ่มทำการ แปรสภาพเพื่อเสริมเติมวัตถุอุปกรณ์. การสร้างกระสุนหนึ่งลูก ต้องใช้สมาธิสูงอย่างมาก. ขบวนการสร้างต้องมีความแม่นยำสูง. ขนาดของลูกกระสุนต้องใส่เข้าไปในที่บรรจุได้อย่างพอดิบพอดี. ดินขับที่ใส่เข้าไป ก็กะปริมาณ และ อัดเข้าไปอย่างระวัง. กระสุนลูกหนึ่งใช้เวลาราวๆ 30 นาที เพื่อสร้าง, ซึ่งตอนนี้ฮาจิเมะคิดว่าขบวนการสร้างของตัวเองดูจะทำได้ดีไม่เลวเลยทีเดียว. ต้องชมตัวเองจริงๆที่สร้างของที่มีพลังทำลายล้างสูง ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายแบบนั้นขึ้นมาได้.


His power was frightening but it needed a lot of time and effort to use. He wasn’t dispirited because he could practice his transmutation while making it. Thanks to all this bullet-making, he was able to remove impurities and separate minerals easily; fusion of minerals were easier too. The only comparison to Hajime’s transmutation skill was the head crafter in the Kingdom.
พลังการต่อสู้ของฮาจิเมะนั้นน่าหวาดกลัว แต่ก็ต้องแลกมาด้วย เวลา และ ความพยายามอย่างสูง. ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกหดหู่ใจเลยแม้แต่น้อย เพราะขั้นตอนการสร้างนั้น ทำให้ได้ฝึกทักษะแปรสภาพไปด้วยในตัว. ต้องขอบคุณการสร้างกระสุน ที่ทำให้สามารถ ขจัดสิ่งเจือปน หรือ แยก แร่ได้อย่างง่ายดาย. การจะผสมแร่เองก็ทาได้ง่ายๆด้วยเหมือนกัน. คนที่จะสามารถเทียบกับทักษะการแปรรูปของฮาจิเมะได้ในตอนนี้ คงจะมีแค่ หัวหน้าช่างของอาณาจักรเท่านั้น.

Hajime continued his transmuting in silence. He had still not advanced down a level. There was no idea where this abyss would lead to. When the transmuting was done, he planned to continue with his search. Returning home as soon as possible was his mission. Hajime made an expression as he declared that mission to himself. In that dark abyss with the pale light from the “Potion Stone”, a resolute face could be seen.
ฮาจิเมะใช้แปรรูปทางานต่อไปอย่างเงียบๆ. ตอนนี้เขายังไม่ไปต่อยังชั้นถัดไป,ไม่รู้เลยว่านรกแห่งนี้จะนำเขาไปยังสถานที่แบบไหน. พอแปรสภาพเสร็จเขาได้วางแผนที่จะสำรวจต่อ, การกลับบ้านให้ไวที่สุดคือเป้าหมายที่ตั้งใจไว้. ฮาจิเมะแสดงสีหน้าที่ทำให้เห็นถึงการตัดสินใจนั้นกับตัวเอง. ในความมืดที่มีเพียงแสงไฟสลัวๆจาก หินโพชั่น" ปรากฏให้เห็น สีหน้าอันแน่วแน่วของคนผู้หนึ่ง.


Except for the times he needed to replenish his supplies at base; Hajime continued his exploration. It was not known when he rested as he searched through the huge labyrinth. The darkness no longer mattered with his “Night Vision”, and he was able to sense any being in a 10 m around him because of the “Perception” skill. With these skills, he was able to speed up his search.
นอกจากเวลาที่ต้อง เติมกระสุน และ อุปกรณ์ ที่ฐานแล้ว ฮาจิเมะจะทำการสำรวจไปเรื่อยๆ. การสำรวจในดันเจี้ยนขนาดใหญ่นี้ทำให้ไม่รู้เลยว่าจะพักตอนไหน. ด้วยทักษะ [มองเห็นกลางคืน] ทำให้ความมืดไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป, นอกจากนั้นเขายังสามารถสัมผัสถึงสิ่งมีชีวิตอะไรก็ตาม ในรัศมี 10 เมตร รอบๆตัว ซึ่งนี่เป็นผลมาจาก ทักษะ [หยั่งรู้]. ด้วยทักษะพวกนี้ ทำให้ การสำรวจทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น.


Finally, he had found the stairs. He took the stairs down without any hesitation.
ในที่สุด, ก็พบบันไดจนได้ ฮาจิเมะ เดินลงไปที่บันไดโดยไม่มีความลังเลเลยแม้แต่น้อย.

On this level, the ground seemed to be some kind of sticky quagmire. It was extremely hard to move his stuck feet. Frowning, he created platforms to walk on with his “Air Walk” and continued his search.
ที่ชั้นนี้, พื้นที่ดูเหมือนจะเป็นบึงเหนียวๆ. เท้าที่ติดทำให้เคลื่อนไหวได้ยาก. ด้วยเหตุนั้นฮาจิเมะจึงได้สร้างแท่นเหยียบขึ้นมาด้วย ทักษะ เหยียบเวหาแล้ว ทำการสำรวจต่อไป.


Hajime advanced while checking the surrounding minerals with his “Mineral Perception” skill. He found one interesting mineral during his investigation.
ในระหว่างที่ทำการสำรวจก็ ตรวจหาพวกแร่ที่อยู่รอบๆ ด้วย ทักษะ [ค้นหาแร่] ทำให้พบกับแร่ที่น่าสนใจเข้า.
Fulham Ore แร่ฟูแล่ม
Black shiny ore. When melted it becomes tar-like. Melting point at 50°C. In its tar form, ignition point at 100°C. Heat from ignition can reach 3000°C. Burning time is dependent on amount of tar.
แร่สีดำเงา,เมื่อละลายน้ำจะกลายเป็นน้ำมันดิบ,มีจุดหลอมเหลว 50°C.เมื่ออยู่ในสถานะน้ำมันดิบ,จะติดไฟที่อุณหภูมิ 100°C.เกิดความร้อนจากการเผาไหม้ถึง 3000°C.เวลาในการเผาไหม้นั้นขึ้นอยู่กับปริมาณของน้ำมันดิบ



 “…No way.”
“...โกหกน่า
Hajime drew a stiff smile and rose his foot up slowly. He stepped on the tar-like liquid on the floor a few times, and it dripped from his boots. This tar-like liquid covered this whole level floor and its what made it seem like a quagmire.
ฮาจิเมะยิ้มเจื่อนๆออกมาขณะที่ยกเท้าขึ้นช้าๆ. ที่ผ่านมาเขาเหยียบของเหลวที่เหมือนน้ำมันดิบ อยู่หลายครั้ง แล้วมันก็หยดลงจากรองเท้าบู๊ทของเขา. ของเหลวที่เหมือนน้ำมันดิบนี้ ปกคลุมไปทั่วทั้งชั้น ทำให้มันเป็นเหมือนกับบึงขนาดใหญ่.

“I-I can’t use my gun…”
แบบนี้ก็ใช้ดอนเนอร์ไม่ได้น่ะสิ...”

Although he didn’t believe his gun could produce 100°C in heat, he did not want to chance the chain ignition of 3000°C on this whole level. Even with the “Potion”, he wasn’t sure he would survive.
ถึงจะไม่แน่ใจว่า กระสุนจะทำให้ความร้อนถึง 100°C หรือไม่, แต่ก็ไม่ควรจะเสี่ยงให้เกิดทะเลเพลิง 3000°C ปกคุมไปทั่วทั้งชั้นนี้ด้วยสิ. ถึงจะมี โพชั่นก็ไม่มั่นใจเลยว่าจะมีชีวิตรอดได้.


“I can’t use my railgun or “Lightning Clad”.”
จะใช้ ปืนสนามแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ [อาภรณ์สายฟ้า]ไม่ได้...”

Donner was a powerful weapon. Even without the electromagnetic force, it produced enough power from the Combustion ore. At least when considering normal demons. For example, against Traum Soldiers it would be enough for this weakened Donner to deal with. It may even deal some damage to a Behemoth. Demons in this abyss are a total different story. The monsters in the higher number floor were just animals. Can he really defeat the demons on this floor with only his handicapped Donner?
ดอนเนอร์เป็นอาวุธที่ทรงพลัง. ถึงจะไม่ต้องใช้แรงแม่เหล็กไฟฟ้า มันก็ยังมีอำนาจการยิงเพียงพอ จาก แรงส่งของ แร่เผาไหม้”. อย่างน้อยถ้าเป็นมอนสเตอร์ที่ไม่แข็งแกร่งอะไรมาก ยกตัวอย่างเช่น ทรัม โซลเยอร์ก็คงจะสามารถจัดการได้สบาย. แม้แต่กับ เบฮีมอธเองก็คงสร้างความเสียหายให้ไม่น้อย. แต่กับมอนสเตอร์ในนรกนี่มันคนละเรื่อง. มอนสเตอร์ในชั้นลึกลงไปมีแต่พวกที่มีรูปร่างเป็นสัตว์. แค่ดอนเนอร์ที่ถูกผนึกความสามารถเอาไว้ จะสามารถจัดการกับพวกมอนสเตอร์ในชั้นนี้ได้แน่หรือ?

When that uneasy thought went through his mind, the corner of his lips angled up.
พอความคิดที่ไม่น่าอภิรมย์ดังกล่าวผุดขึ้นมา รอยยิ้มที่มุมปากก็เผยออกมาให้เห็น.

“That’s fine, it doesn’t change what I need to do. Just kill and eat.”
ก็เอาสิ, ยังไงก็ไม่ได้เปลี่ยนเรื่องที่ต้องทำอยู่ดี. แค่ต้องฆ่าแล้วกินมันซะ


Hajime continued his exploration after sealing his “railgun” and “Lightning Clad”.
ฮาจิเมะยังคงทำการสำรวจต่อหลังจากที่ได้ปิดผนึก ปืนสนามแม่เหล็กไฟฟ้าและ อาภรณ์สายฟ้าc]h;

A three-way intersection came into view after traveling for a bit. He stepped towards the left passage to check the nearby walls.
พอเดินทางมาได้สักพัก ก็เจอเข้าทางแยกสามทาง. ฮาจิเมะเดินไปยังเส้นทางด้านช้าย แล้วตรวจดูผนังบริเวณใกล้ๆ.


At that moment,
ในขณะนั้น,
Clash!
ซ่าาา!!
“Tsu!?”
“!?”
A shark-like demon jumped out from the tar; displaying its huge mouth lined with sharp teeth. It closed the gaping jaw at Hajime’s head. Promptly, Hajime bent over and dodged the jaws, but it left him shuddering.
มอนสเตอร์คล้ายปลาฉลาม กระโดดขึ้นมาจาก บึงน้ำมันดิบ โชว์ให้เห็นฟันอันแหลมคมในปากอันใหญ่โตของมัน. ทันใดนั้นมันก็งับขากรรไกรลงที่หัวของฮาจิเมะ. ฮาจิเมะโยกตัวหลบได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็ทำให้เขาถึงกับตัวสั่นเทิ้ม.

(“Perception” didn’t pick it up!)
(ทักษะ หยั่งรู้ไม่ทำงาน!?)

Ever since he got the skill, Hajime had been constantly been using it. The skill should be able to pick up any monster within 10m of him. However, he was unable to sense that shark at all.
ตั้งแต่ที่เขาได้ทักษะนี้มา,ก็พึ่งพามันมาโดยตลอด. ทักษะนี้มันน่าจะสามารถสัมผัสมอนสเตอร์ที่อยู่ในรัศมี 10 เมตร รอบๆตัวเขาได้,แต่กับเจ้าฉลามตัวเมื่อกี้ กลับสัมผัสอะไรไม่ได้เลยสักนิด.

With a kerplunk the shark had returned into the tar, and Hajime could not sense it again.
ซ่าาาา! เจ้าฉลามกลับลงไปในบ่อน้ำมันดิบ แล้วก็ทำให้ไม่สามารถสัมผัสถึงมันได้อีกครั้ง.
(Shit! I really can’t sense him!)
(บ้าเอ้ย! สัมผัสถึงมันไม่ได้เลย!)

Hajime grinded his teeth at this incomprehensible state of affairs. He stopped to quickly use his “Air Walk” skill.
ฮาจิเมะกัดฟันแน่น ต่อสถานการณ์ที่ไม่อาจะเข้าใจได้. ฮาจิเมะหยุดเท้า แล้วใช้ทักษะ เหยียบเวหา

As if aiming for that timing, the shark jumped out again.
ราวกับว่ามันกะจังหวะเอาไว้แล้ว เจ้าฉลามกระโดดขึ้นมาอีกครั้ง.

“Don’t underestimate me!”
อย่ามาดูถูกกันนะเว้ย!”

Hajime fired at the shark that was midair when he jumped and somersaulted. Air is torn apart as the bullet was shot from Donner, but it wasn’t enough to eat through the enemy. The shot was exquisitely time and hit the shark in the back.
ฮาจิเมะ ยิงไปที่ฉลาม ขณะที่กระโดด ตีลังกาหลบ. เมื่อกระสุน ยิงออกมาจากดอนเนอร์ มันแหวกอากาศแล้วพุ่งไปที่เป้าหมาย แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะทะลุผ่านหนังของศัตรูได้. หัวกระสุนถูกยิงออกไปด้วยเวลาอันเหมาะเจาะ และ ชนเข้ากับหลังของฉลามอย่างงดงาม

However,
แต่ทว่า...

“Crap! Is this how its going to be?”
เวรเอ้ย! ไม่เป็นอะไรเลยงั้นเรอะ!?”

The bullet was like rubber to the shark, and it only dented the scales as it was repelled. Its scales seemed to be able to mitigate physical impacts.
สำหรับฉลามแล้ว กระสุนที่ยิงออกมานั้นแป็นดังแค่เพียงกระสุนยาง, มันแค่ทำให้เกล็ดของมันเป็นรอยเท่านั้น ดูเหมือนว่าเกล็ดของมันจะสามารถลดแรงกระแทกของการโจมตีทางกายภาพลงได้.

“Gu!”
“Gu!”
Using the momentum it had, it jumped into the tar. The shark inverted itself marvelously and aimed at the area Hajime would land after his somersault. Hajime was able to dodge somehow by twisting his body, but the shark got a small part of his flank. With a shock, Hajime tell into the tar. He quickly stood up and jumped into the air; with his whole body dyed black by the tar. The shark emerged from below Hajime’s previous spot and smashed its jaws together.
โดยใช้จังหวะเดิม มันก็กระโดดหายไปในบ่อน้ำมันดิบอีกครั้ง. เจ้าฉลามกระโดดกลับตัวของมันอย่างงดงาม แล้วกระโดดไปยังพื้นที่ที่ฮาจิเมะจะล่อนลงหลังจากการตีลังกาแล้ว. ฮาจิเมะสามารถหลบได้อย่างหวุดหวิดด้วยการพลิกตัวกลับ, แต่เจ้าฉลามก็เฉือนเอาสีข้างส่วนหนึ่งของฮิจเมะไปได้. เพราะเสียจังหวะ ทำให้ฮาจิเมะร่วงลงไปที่บ่อน้ำมันดิบ แต่เขาก็ยืนขึ้นแล้ว กระโดดขึ้นไปในอากาศอย่างรวดเร็ว. บริเวณเมื่อครู่ที่ฮาจิเมะเคยยืนอยู่ ได้ยินเสียงเจ้าฉลามที่งับขากรรไกของมันอย่างแรง.


Hajime developed a cold sweat as he was jumping through the air with “Air Walk”. Even if he was being cornered, his face was still smiling.
เหงื่อเย็นไหลผ่านใบหน้าของฮาจิเมะ ขณะที่เจ้าตัวกระโดดไปในอากาศ โดยใช้ เยียบเวหาถึงจะถูกต้อนจนมุม แต่ใบหน้าของเขายังคงเผยให้เห็นรอยยิ้มอยู่.
“Bring it on!”
เข้ามาเลย!”

He never stopped moving as he used “Air Walk”; he was looking for a chance to attack. Showing the concentration that was forged by training his transmutation. As his concentration rose, he tuned out all other unnecessary thoughts and surroundings. Even if “Perception” couldn’t sense it, that was no problem. Originally he did not even have that skill. The shark will definitely show up when it attacks.
ฮาจิเมะ ใช้ เหยียบเวหาเคลื่อนไหวไปมาไม่หยุด. ด้วยสมาธิที่ขัดเกลาจากการฝึกแปรสภาพ ฮาจิเมะมองหาโอกาสในการโต้กลับ. ยิ่งสมาธิสูงขึ้น บริเวณรอบๆ และ ความคิดอันไม่จำเป็นก็ถูกสลัดทิ้งไปจนหมด. ถึง ทักษะ หยั่งรู้จะไม่สามารถสัมผัสถึงมันได้ มันก็ไม่ใช่ปัญหา. อันที่จริงไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะนั้นก็ได้ เพราะยังไงเจ้าฉลามก็ต้องโผล่หัวออกมาตอนที่มันจะโจมตีอยู่แล้ว.




Hajime continued jumping around while concentrating. Abruptly one of his steps broke his balance. The shark did not overlook this chance, and pounced from behind in Hajime’s blind spot.
ฮาจิเมะ กระโดดไปรอบๆ ในขณะที่ตั้งสมาธิ. ทันใดนั้น จังหวะการก้าวเท้าที่ผิดไปก็ทำให้เสียสมดุล. ฉลามไม่พลาดโอกาสนี้ มันโผล่ขึ้นมาที่จุดบอดของฮาจิเมะจากทางด้านหลัง.

“Simplicity, helps.”
ช่วยได้มากจริงๆ

Immediately, Hajime rebuilt his broken balance. With the shark perched up in the air as it attacked. Hajime took out Donner with his right hand.
ทันใดนั้น ฮาจิเมะตั้งตัวใหม่กลับมาทรงตัวได้. ในขณะที่ เจ้าฉลามที่กำลังลอยตัวอยู่ในอากาศ ฮาจิเมะก็ยื่นดอนเนอร์ออกมายิง.

Blood splashed to the floor as the shark’s flank was torn and falls on the tar. The shark struggled as it splashed in the tar.
เลือดสาดกระเซ็นไปที่พื้น ขณะที่สีข้างของฉลาม ถูกหั่นเป็นชิ้นๆ แล้วมันก็ร่วงลงไปชักดิ้นชักงอ ที่บ่อน้ำมันดิบ.

Hajime had purposely shown a weakness to lure the shark in, so he could time and place his shot. He had not shot Donner regularly; he had infused the magic “Air Claws” into the bullet. The skill he got from the bear.
ฮาจิเมะนั้นตั้งใจแกล้งก้าวพลาด เพื่อหลอกล่อฉลามเข้ามาหา, เพื่อที่จะได้มีเวลา และหาตำแหน่งอันเหมาะเจาะแก่การเหนี่ยวไก.กระสุนดอนเนอร์ ที่ยิงออกไปนั้น ไม่ใช่แค่การยิงธรรมดา, ฮาจิเมะ ใช้ทักษะ [กรงเล็บล่องหน] ที่ได้มาจากปีศาจหมี ใส่เข้าไปในลูกกระสุน.


Approaching the downed shark, Hajime brandished Donner towards its head. With “Air Claws” he bisected the shark’s head. Although he couldn’t produce three claws like the bear, but its sharpness far surpasses any famous swords of this world. This magic was very useful if they got in proximity.
พอกระโดดลงมาใกล้ฉลาม ฮาจิเมะก็วางปลายกระบอกปืนลงที่หัวของฉลาม แล้วใช้ [กรงเล็บล่องหน] ผ่าหัวของฉลามเป็นเสี่ยง. ถึงแม้จะไม่สามารถสร้าง รอยกรงเล็บสามรอยได้เหมือนปีศาจหมี แต่ทว่าความคมจากการผ่านั้น ก็ก้าวข้ามพลังการตัดของดาบที่มีชื่อเสียงต่างๆบนโลกนี้. ถ้าใช้ในระยะประชิด ทักษะนี้ถือว่ามีประโยชน์เป็นอย่างมาก.

“So, lets check why I can’t sense it.”
ทีนี้ มาดูกันว่าทำไมถึงสัมผัสถึงเจ้านี่ไม่ได้
Hajime licked his lips as he said that.
ฮาจิเมะเลียริมฝีปากในขณะที่พูดอย่างนั้น
After carving the shark of its meat and securing it, he continued his exploration till he found stairs.
หลังจากที่ชำแหละ ฉลามเพื่อเอาเนื้อเสร็จเป็นที่เรียบร้อย ฮาจิเมะก็ทำการสำรวจต่อจนพบกับบันไดลงไปยังชั้นถัดไป.


* * *
•       6 Tatami sized = 2.73m x 3.64m
•       Sizes of rooms in Japan are often measured in the number of tatami (Straw mats) it can hold. So when you mention a 6 tatami sized room, the room could fit that many on the floor. Tatami sizes vary between different regions of Japan, but Nagoya’s standard is about 1.653 square feet.
•       Itadakimasu = Thanks for the meal (At start of meal).
•       Gochisousama = Thanks for the meal (After meal).
ขนาด 6 เสื่อทาทามิ = 2.73ม. X 3.64ม.
ขนาดของห้องพักในญี่ปุ่นมักจะวัดจากจำนวนของเสื่อทาทามิ (เสื่อฟาง) สามารถจับถือได้ ดังนั้นเมื่อคุณพูดถึงห้องพักขนาด 6 เสื่อทาทามิห้องพักดังกล่าวจะพอดีกับขนาดของห้องหกผืน,ขนาดเสื่อทาทามินี้จะแตกต่างกันระหว่างภูมิภาคต่างๆของประเทศญี่ปุ่น แต่มาตรฐานของนาโกย่ามีขนาดเท่ากับ 1.653 ตารางฟุต
• Itadakimasu = ขอบคุณสำหรับอาหาร (เริ่มต้นกินอาหาร)

• Gochisousama = ขอบคุณสำหรับอาหาร (หลังจากกินอาหารเสร็จ)




#นิยายแนวฮาเร็ม#Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou #นิยายแปลไทย
Author(s)




1 ความคิดเห็น: