วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou Chapter 14 The Sealed Room in the Abyss

Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou Chapter 14 The Sealed Room in the Abyss

นิยาย แปลไทย Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou ตอนที่ 14 ห้องที่ถูกผนึกในขุมนรก


บทที่ 14 ห้องที่ถูกผนึกในขุมนรก




Hajime’s walkthrough of the Dungeon continues.
การพิชิตผ่านชั้นต่างๆในดันเจี้ยนของฮาจิเมะยังคงดำเนินต่อไป

Since the tar level, he had advanced 50 levels deeper. Because Hajime did not have a sense of time there, he did not know how much time had passed. But the progress he was making was being done in an astonishing speed.
ตั้งแต่ชั้นที่มีบึงน้ำมันดิบอยู่ ตอนนี้ฮาจิเมะก็ลงมาลึกกว่า 50 ชั้น. เพราะไม่สามารถรับรู้ถึงเวลาได้, เลยไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปแค่ไหนแล้ว. แต่ความคืบหน้าของการพิชิตชั้นต่างๆนั้น ฮาจิเมะพิชิตมันไปได้ด้วยความเร็วอันน่าตกตะลึง.


During that time, he was in a desperate struggle. Countless times he had encountered stronger demons and battled for his life.
ในชั้นที่ผ่านๆมา เขาต้องดิ้นรนต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตาย. หลายครั้งหลายคราที่พบกับมอนสเตอร์ที่แข็งแกร่ง และ ต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด.

For example, one level had a thin poisonous fog covering the whole floor. There was a 2m frog (Rainbow colored) that spit poisoned sputum at him, and a moth that spread scales that caused paralysis. If he didn’t drink his “Potion”, he would have died just from being on that level.
ตัวอย่างเช่น ในชั้นหนึ่งที่เคยผ่านมานั้น มีหมอกพิษบางๆปกคลุมไปทั่วชั้น. มีกบสีรุ้งตัวโตกว่า 2 เมตร ที่พ่นเสลดพิษออกมา, ผีเสื้อที่ปล่อยเกล็ดละอองที่ทำให้เป็นอัมพาต. ถ้าหากไม่ได้ดื่มโพชั่นคงจะต้องจบชีวิตลงที่ชั้นนั้นไปแล้ว.

The iridescent frog’s poison was an agent that targeted the nerves and lit it up with pain. His experience with the pain was comparable to the pain from his first taste of demon flesh. He would have died if he didn’t consume the “Potion” in his molar. Hajime had placed a small chewable container behind his molars that contained “Potion”. He was happy he prepared just in case of emergencies.
พิษของกบสีรุ้งนั้น ส่งผลถึงเส้นประสาท และ ขยายความเจ็บปวดผ่านไปทั่วร่าง. ความเจ็บปวดนั้นเทียบได้กับความเจ็บปวดที่ได้รับจากการกินเนื้อของมอนสเตอร์เป็นครั้งแรก. ถ้าไม่ได้ดื่มโพชั่นในฟันกรามแล้วล่ะก็คงจะตายไปแล้ว. โพชั่นที่ว่าคือสิ่งที่ฮาจิเมะทำเอาไว้ในรูปแบบของภาชนะรูปร่างเหมือนของขบเคี้ยวที่ช่อนเอาไว้บริเวณฟันกราม. โชคดีจริงๆที่ทำเผื่อไว้ในกรณีฉุกเฉิน.

Naturally, he had consumed two of them. There was friction when he ate the moth, because of the supercompensation pain, he resolved it by consuming the “Potion”. Vexed at the fact that the moth tasted better than the frog.
โดยปกติ,พอเขาจัดการกับพวกมันได้ก็จะทำการกินพวกมันลงไป. ตอนที่กินผีเสื้อก็เกิดมีอาการต่อต้านขึ้นมา เพราะความเจ็บปวดสุดจะทนจึงต้องดื่มโพชั่นตามลงไปให้หายปวด. ถึงจะฟังดูแปลก แต่ผีเสื้อดังกล่าวก็อร่อยกว่ากบสายรุ้งมากเลยทีเดียว.


There was also a floor that looked like a dense forest, how it came to be in an underground labyrinth puzzled Hajime. Hajime thought this was the most unpleasant place so far because its extremely hot temperature and dense humidity. The demons of this level were a huge centipede and sentient trees.
นอกนั้นก็ยังมีชั้นที่เป็นเหมือนกับป่าดงดิบอยู่ด้วย, ทั้งที่อยู่ใต้ดินกลับมีสถานที่แบบนี้ได้ยังไงก็ไม่รู้. ที่นี่เป็นที่ที่ทำให้รู้สึกไม่ค่อยดีนัก เพราะมันเป็นชั้นที่มี อุณหภูมิ และ ความชื้นสูงมาก. มอนสเตอร์ประจำชั้นนี้ได้แก่ ตะขาบยัก แล้วก็ ต้นไม้ปีศาจ (Sentient Tree)

When he was traversing the jungle, a huge centipede suddenly fell from atop the trees. Hajime felt sick at the sight of it, and developed goose bumps on his whole body. Each time a section it was hit, it would separate. Fight one of these centipede was like fighting 30 monsters*. Donner was blazing from use, but there were too many for it to deal with. Reloading was taking too long, so he switched to his “Air Claws”. He even started to throw inexperienced kicks because of how desperate he was. After this encounter, Hajime was determined to develop his speed loading and kicks. This was decided while he was washed away the purple fluids from the centipede.
ตอนที่ผ่านไปในป่า จะมีตะขาบยักหล่นลงมาจาก ต้นไม้. แค่มองก็รู้สึกน่าขยะขแยงแล้ว ทั้งยังทำให้ขนลุกไปทั้งตัว. ทุกครั้งที่ ส่วนข้อต่อของมันถูกตัดมันจะแยกตัวกันออกมา. การสู้กับเจ้าพวกนี้หนึ่งตัว เหมือนกับสู้ กับ มอนสเตอร์ 30 ตัว. ด้วยการใช้งานอย่างต่อเนื่องจึงทำให้ดอนเนอร์ร้อนไปหมด, เพราะศัตรูมีจำนวนมากเกินไป การจะโหลดกระสุนก็ใช้เวลานาน ด้วยเหตุนั้นฮาจิเมะจึงได้เปลี่ยนไปใช้ สกิล [กรงเล็บล่องหน]แทน. เพราะความจนตรอกจึงต้องใช้การเตะที่ไม่คุ้นเคยไปด้วย. แบบนี้คงต้องฝึกฝนการโหลดกระสุน แล้วก็ การเตะให้ชำนาญแล้วล่ะ, นั่นเป็นสิ่งที่เจ้าตัวตัดสินใจ ในขณะที่ล้างของเหลวสีม่วงที่ไหลออกมาจาก ตะขาบยัก.


The tree demons were like Treants from RPG games. Its underground roots would thrust out from the ground and vines acted as whips for them. However, the biggest feature of the treants were not these trivial attacks. When they were in a pinch, they would hurl the red fruits that littered their heads. There was not any offensive ability to it, but Hajime though to try it out. He was rigid for a few dozen minutes. It was not a poison. The fruit was insanely delicious. Sweet and fresh the red fruit was comparable to a watermelon. Not an apple.
ต้นไม้ปีศาจ มีลักษณะเหมือนกับ Treant (ปีศาจต้นไม้) ที่เห็นได้บ่อยๆในเกม RPG. รากไม้ที่ปกติจะฝังอยู่ใต้ดิน ถูกยกออกมาจากพื้นและมีเถาวัลย์ที่ทำหน้าเหมือนกับแส้. ถึงอย่างนั้น การโจมตีจากแส้เถาวัลย์ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่, แต่ที่น่าตกใจก็คือตอนที่พวกมันจนตรอก มันจะขว้างผลไม้สีแดง ที่ห้อยอยู่บนหัวของมันใส่ศัตรู. การโจมตีด้วยผลไม้นั้นไม่ได้มีพลังโจมตีอะไรมากมายเลย เพราะงั้นถึงได้คิดจะลองชิมดู. พอกัดเข้าไปเท่านั้นแหละ ก็ถึงกับตัวแข็งทื่อไปหลายนาที. มันไม่ได้มีพิษหรอก แต่ผลไม้ที่มันขว้างมานั้นแสนจะอร่อยเลยเนี่ยสิ. ผลไม้สีแดง หวานและสดใหม่ แต่รสกลับไม่เหมือนแอปเปิ้ล, ถ้าจะให้เทียบก็คงมีรสเหมือนแตงโมนั่นแหละ.


The unpleasantness he felt on this level was blown away. Every thought vanished from his head temporarily. After many dozen days he had eaten something other than meat. Hajime’s eyes were completely of a hunter, his prey were these treants. After he was satisfied he continued his journey, though the treant-like demons almost went extinct.
ความรู้สึกไม่สบายที่มีในตอนแรกก็ถูกเป่าให้หายไปจนเกลี้ยง. ความคิดแง่ลบที่มีต่อชั้นนี้ก็พลันหายไปจากหัวชั่วคราว. หลังจากผ่านมาหลายวันในที่สุดก็ได้กินอะไรอย่างอื่นที่ไม่ใช่เนื้อแล้ว. ดวงตาของฮาจิเมะฉายแววดวงตาของนักล่า, เหยื่อคือ ต้นไม้ปีศาจพวกนี้. หลังจากล่าจนพอใจ เจ้าตัวก็เดินทางต่อ, ส่วนพวก ปีศาจต้นไม้ก็แทบจะ สูญพันธุ์กันเลยทีเดียว.

With that feeling he advanced through 50 levels. There is still no sign of an end. Hajime’s current status…
จากความรู้สึกน่าจะผ่านมา 50 กว่าชั้นแล้ว แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะจบให้เห็น. ค่าสเตตัสของฮาจิเมะตอนนี้ คือ
ชื่อ
นากุโมะ ฮาจิเมะ
อายุ
17 ปี
เพศ
ชาย
เลเวล
49
อาชีพ
ศิลปินนักแปรสภาพ  (นักแปรธาตุ)
ความแข็งแกร่ง
880
พลังกาย
970
ความต้านทาน
860
ความว่องไว
1040
เวทมนต์
760
ความต้านทานเวทมนต์
760
ทักษะ
  • แปรสภาพ
    -ประเมินแร่
    -แปรสภาพอย่างแม่นยำ
    -สืบหาแร่

    -แยกองค์ประกอบแร่
    -รวมแร่
    -แปรสภาพจำลอง
  • ควบคุมเวทมนต์
  • กระเพาะเหล็ก
  • อาภรณ์สายฟ้า
  • ก้าวย่างแห่งพระเจ้า
    -เหยียบเวหา
    -ย่นระยะ

    -เท้าคชสาร
  • กงเล็บล่องหน
  • มองเห็นกลางคืน
  • หยั่งรู้
  • ต้านทานกลายเป็นหิน
  • มองเห็นจากระยะไกล
  • รับรู้เวทมนต์
  • ซ่อนตัวตน
  • ต้านทานพิษ
  • ป้องกันอัมพาต
  • ความเข้าใจในภาษา


Hajime was inside the base he created for this 50th level. He was stacking up his training for his transmutation, firearm technology, and kicks. Even though he had discovered the next stairs, he did not take them. Because he had discovered a foreign area on this level.
ตอนนี้ ฮาจิเมะ กำลังฝึกฝนทักษะ การแปรสภาพ, เทคโนโลยีอาวุธปืน แล้วก็ ทักษะการเตะ ของตัวเองอยู่ที่ชั้น 50. ถึงจะเจอบันไดลงไปชั้นต่อไปแล้ว แต่เขาก็ยังไม่ไปต่อ. เพราะว่า เขาไปเจอกับห้องแปลกปลอมในชั้นนี้เข้า.

The space around the area was eerie. At the end of this side area was a solemn majestic double door about 3m in height. On the flanks of the doors were two one-eyed giants sculptures enshrined into the walls; only their upper bodies were sculpted it seemed.
พื้นที่รอบๆบริเวณสถานที่แห่งนั้นให้บรรยากาศน่าขนลุก. สุดเขตของห้องมีบานประตูคู่ สูง 3 เมตร ตั้งสง่าดูอึมครึม. ที่สองข้างของประตู มีรูปปั้นยักตาเดียวสองตัว วางอยู่ชิดผนัง.เพียงแค่สวนบนร่างกายของพวกมันนั้นดูเหมือนรูปแกะสลัก

Chills ran down his whole body the moment he set foot there. Temporarily he had a dangerous feeling about this. He did not have the intention to avoid this and prepared his equipment. Eventually a “change” appeared. Do not go and check it.
ความเย็นยะเยือกแล่นผ่านไปทั่วร่างขณะที่ย่างท้าวเข้าไปในบริเวณดังกล่าว. สัญญาณเตือนถึงอันตรายภายในตัวร้องเตือนให้รู้สึกได้ ฮาจิเมะไม่คิดจะหลีกเลี่ยงจากที่แห่งนี้ และ เตรียมพร้อมอาวุธ. (ในที่สุดโอกาสก็มาถึง), (อย่าไป อย่าเข้าไปที่นั่น).


Hajime was feeling expectation and unpleasantness at the same time. If he opened the door, he was sure that a disaster was waiting to meet him. However, a new wind blew into this Dungeon.
ความรู้สึกของฮาจิเมะ มีทั้งความคาดหวัง ทั้งความไม่สบายใจในเวลาเดียวกัน. ถ้าเปิดประตู ก็คิดว่าต้องมีหายนะรออยู่แน่. ถึงอย่างนั้น ฮาจิเมะก็รู้สึกได้ ถึงสายลมใหม่ที่อาจจะพัดเป่าเมฆหมอกที่ปกคุมดันเจี้ยนแห่งนี้ให้จางลง.

“As if it was a Pandora’s box…I wonder what aspiration it contained.”
เหมือนกับเป็นกล่องแพนโดร่า...จะมีอะไรซ่อนเอาไว้กันแน่

His current possessed weapons, martial arts, and skills. One by one he checked and prepared them to make sure they were in perfect condition. When he finished this task, Hajime unholstered Donner. He closed his eyes gently. Already he had decided to be resolute. It wasn’t bad to repeat his resolution. Hajime looked into himself and took an oath.
ทั้งอาวุธ, ศิลปะการต่อสู้ และ ทักษะ. ฮาจิเมะทำการเช็คดูทีละอย่าง เพื่อให้ทุกอย่างอยู่ในสภาพเตรียมพร้อม. เมื่อแน่ใจแล้ว, เขาก็หยิบดอนเนอร์ออกมาจากซอง แล้วปิดตาลงอย่างช้าๆ. ตัดสินใจอย่างแน่วแน่เป็นที่เรียบร้อย. การยืนยันการตัดสินใจอีกครั้งก็ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายอะไร. ฮาจิเมะมองดูตัวเองแล้วให้คำสัตย์.

“I am going to survive and return home. To Japan, to home…I’ll return. Those who are obstacles are enemies. To enemies…kill!”
จะต้องมีชีวิตรอด แล้วกลับบ้าน. กลับไปที่ญี่ปุ่น, กลับไปยังบ้าน...จะต้องกลับไป. หน้าไหนที่เข้ามาขวางมันจะเป็นศัตรู และศัตรู...ก็ต้องฆ่า!”


Hajime opened his eyes and daring smile graced his face.
ฮาจิเมะลืมตาขึ้น แล้วเผยรอยยิ้มอาจหาญออกมาบนใบหน้า.

Vigilantly, Hajime came to the rooms with the door and advanced. Without incident he arrived at the door. More and more wonderful decorations could be seen on the door as he neared. At the center, two magic formations were drawn in the recesses.
ฮาจิเมะก้าวเข้ามาในห้องที่มีประตูบานใหญ่ อย่างระมัดระวัง. ในที่สุดก็มาถึงประตูโดยที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น. ยิ่งเข้าใกล้ สิ่งประดับที่น่าพิศวงบนบานประตูก็ยิ่งเด่นชัด. ที่ตรงกลาง, มีวงเวทย์สองวง ถูกสลักลงที่ส่วนเว้าเป็นโพรงที่ประตู.

“I don’t understand. I’ve studied a lot, but I have never seen these formulas.”
ศึกษามาก็เยอะ แต่ไม่เข้าใจเลยแฮะ ไม่เคยเห็นวงแหวนเวทย์รูปแบบนี้มาก่อนเลย

When he was called incompetent, Hajime had laid emphasis on knowledge to make up for his low physical abilities. He didn’t finish learning all he could, but it was weird that he had never seen any magical formulas like the ones presented to him.
ตอนที่ถูกเรียกว่าพวกไร้ประโยชน์, ฮาจิเมะ ได้เน้นไปที่การขวนขวายหาความรู้ เพื่อทดแทน สมรรถภาพทางร่างกายที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน. ถึงจะไม่ได้เรียนทั้งหมด แต่ก็แปลกใจที่ไม่เคยเห็นวงเวทย์ลักษณะนี้มาก่อน.

“Is it an old system?”
เป็นรูปแบบโบราณงั้นเหรอ?”

While guessing, Hajime examined the door, but he was not able to understand anything new. Because it was very important, he was alert for any traps. Hajime was not going to be able to decipher any of this with his current degree of knowledge.
ขณะที่สงสัย ฮาจิเมะก็ทำการสำรวจประตูไปด้วย แต่ก็ไม่อาจจะเข้าใจอะไรใหม่ๆได้, เพราะว่าการระวังพวกกับดักมันเป็นเรื่องที่สำคัญ. ด้วยความรู้ในตอนนี้ ฮาจิเมะไม่สามารถจะถอดความหมายของรูปแบบวงเวทย์พวกนี้ได้.

“Can’t be helped. Let’s go with the usual transmuting.”
ช่วยไม่ได้ ลองใช้แปรสภาพเหมือนเคยดูละกัน

He tried to pull and push the door to no avail. As usual, he tried to force a way in with his transmuting. Hajime put his right hand on the door and started to transmute.
เพราะทั้งการผลัก และ ดึง ไม่เกิดผลอะไร. ฮาจิเมะจึงจะใช้การแปรสภาพเพื่อจะเปิดทาง. เขาวางมือขวาลงที่บานประตู แล้วใช้เวทย์แปรสภาพ.

However, immediately…
ทว่า ทันใดนั้นเอง...

Crackle!
แกร๊ก!
“Uwa!?”
หือ!?”

A red electric discharge runs through the door and into Hajime’s hand. Smoke bursted out from his hand. Swearing, he quickly swallowed some “Potion”. Immediately an accident occurred.
กระแสไฟสีแดงแล่นผ่านประตู แล้วช็อตเข้าที่มือของฮาจิเมะ. ควันจากการถูกเผาไหม้กระจายออกจากมือ ฮาจิเมะพูดสบถพร้อมกับรีบ ดื่มโพชั่นลงไปอย่างเร็ว. ทันใดนั้นเอง ก็เกิดเรื่องขึ้น.

Oooooooooh!!
อูวววว!!
Suddenly, a deep voice cry echoed throughout the room. Hajime gained some distance from the door by backstepping. He placed his hand on his waist holster to prepare to use Donner at anytime.
เสียงกู่ร้องตะโกนสะท้อนไปทั่วห้อง. ฮาจิเมะ เว้นระยะห่างจากประตูด้วยการย่นระยะถอยหลัง. แล้วก็วางมือจับที่ซองหนังใส่ดอนเนอร์เพื่อใช้งานในทุกเวลา.

The cries continued to echo, and the identity of the voice began to move.
เสียงกู่ร้องยังคงสะท้อนต่อไป แล้วต้นตอของเสียงก็เริ่มเคลื่อนไหว.

“Well, that was a cliche of a cliche.”
เฮอะ มาตามสเต็ปเลยนะ

While Hajime was muttering and smiling to himself. The sculptures of the two giants that flanked the door started to crumble. Gray skin that was assimilated with the wall soon turned dark green.
ในขณะที่ บ่นพึมพำ และ ฉีกยิ้มออกมา รูปปั้นสลักยักสองตัว ที่อยู่สองข้างประตูก็เริ่มขยับ. ผิวสีเทาที่กลมกลืนกับผนัง เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้ม.

The one-eyed giant looked exactly like a fantasy cyclops. A 4m large sword appeared in its hands, though he didn’t know where it came from. It turned its eyes towards Hajime and was freeing its buried lower body to eliminate the intruder.
ยักตาเดียวดูเหมือนกับไซคลอป” (อสูรตาเดียว) ในเรื่องแนวแฟนตาชี อย่างไม่ผิดเพี้ยน. ถึงจะไม่รู้ว่าอยู่ๆโผล่มาได้ยังไง แต่ที่มือของมัน ถือดาบขนาดมหึมา ยาว 4 เมตร, มันใช้สายตามองมาที่ฮาจิเมะ แล้วยื่นเท้าออกมาเพื่อบดขยี้เพื่อบุกรุก.

At that moment,
ในตอนนั้นเอง
Dopan!
ปัง!

A bullet made of Tauru ore, which was accelerated through a railgun, pierced the cyclops only eye. It stirred around its brain for a bit before it bursted out of its head, and pulverized the back wall. The left cyclops blankly stared at what happened to the dead cyclops. After it was shot, the cyclops body was still convulsing, while it lean forward and fell. The shock created from the impact shook the whole room, and thick dust danced around the room.
หัวกระสุนสร้างจากแร่ทอล ที่ถูกเร่งด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า พุ่งทะลุตาที่มีอยู่ดวงเดียวของยักไซคลอป(ที่อยู่ประตูด้านขวา). กระสุนทะลุผ่านเข้าไปในสมองมันสักพักก่อนจะระเบิดหัวของมันจนกระจุย ไปติดตามฝาผนังทางด้านหลัง. ไซคลอป(ที่อยู่ประตูด้านช้าย) มองดูไซคลอปที่ตายไปด้วยดวงตาว่างเปล่า. หลังจากที่ถูกยิง ร่างของไซคลอปชักกระตุก ก่อนจะเอียงไปข้างหน้า แล้ว ล้มลง. ร่างยักที่กระแทกลงที่พื้น ส่งคลื่นกระแทกกระจายไปทั่วทั้งห้อง และ ทำให้มีฝุ่นคลุ้งไปทั่ว.


“Sorry, I’m not the type of bad guy to sense the mood or wait around.”
โทษที ไอ้ฉันไม่ใช่คนประเภทที่จะไหลไปตามบรรยากาศ แล้วทนนิ่งรอดูอยู่เฉยๆซะด้วยสิ

Exactly like a devil. No, given the carnage Hajime experienced it was just a natural reflex. Still…pity for the cyclops (right).
ปีศาจชัดๆ. ไม่สิ ถ้าอิงตามประสบการณ์ต่อสู้อันนองเลือดที่ฮาจิเมะผ่านมา นั่นอาจจะเป็นแค่ การตอบสนองโดยธรรมชาติก็ได้. แต่ถึงอย่างนั้น...เจ้าไซคลอปตัวนั้นมันก็น่าสงสารเกินไปหน่อย (ว่าไหม?).


Probably, it was a guardian for the door that is sealing something. Furthermore it was in a place at the bottom of the abyss, there wasn’t many visitors. When it finally answered the call of duty. Maybe it was filled with joy.
บางที มันคงเป็นผู้พิทักษ์ประตูที่ถูกผนึกหรืออะไรสักอย่างเนี่ยแหละ. ยิ่งกว่านั้น เพราะเป็นสถานที่ที่อยู่ในขุมนรกแบบนี้ ก็คงไม่ค่อยมีคนมาเยี่ยมเยียนมากนัก. ในที่สุดมันก็คงคิดว่าจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้แล้ว มันอาจจะดีใจอยู่ก็เป็นได้.

Without even seeing much of the other party, its head was blown apart. If you can’t call this pity, what would you call it?
ทั้งที่ยังไม่ได้เห็นอีกฝ่ายอย่างชัดเจนเลย แต่หัวก็ถูกเป่ากระจุยไปซะแล้ว. ถ้าไม่เรียกว่าน่าสงสาร แล้วจะให้เรียกว่าอะไรล่ะ?

An expression of horror was on the cyclops’ (left) face as it gazed at Hajime. Its eyes seemed like it was conveying “What the heck did this guy do?” Hajime was glaring at the unmoving cyclops. The cyclops did not know what guns were so it stayed vigilant and lowered its waist to prepare to move at any time. Soon a roar escaped from its lips, as the cyclops lost its temper at the unmoving Hajime.
สีหน้าผวาจากความกลัวผุดขึ้นที่ใบหน้าของไซคลอปอีกตัว ในขณะที่มันมองไปยังฮาจิเมะ. ดวงตาของมันราวกับจะพูดว่าเจ้านี่ทำอะไรลงไปน่ะ?” ฮาจิเมะก็จ้องไปที่ไซคลอปที่ยืนทื่อไม่ไหวติง. เพราะไม่รู้ว่าปืนคืออะไร เจ้าไซคลอปจึงอยู่ในท่าระวังตัว แล้ว ลดเอวลงเพื่อเตรียมเคลื่อนไหวได้ในทุกเวลา. ไม่ช้า ไซคลอปแผดเสียงตะโกนแห่งความโกรธออกมา ในขณะที่มันพุ่งตัวไปที่ฮาจิเมะที่ยื่นนิ่งไม่ขยับ.

Shortly after, its face dived to the ground.
ไม่ทันใด หน้าก็มันก็ทิ่มลงพื้น.

The moment it stepped forward it lost strength in its leg and fell forward. Confused, the cyclops tried to violently stand up and to move, but he couldn’t gather any strength.
ในจังหวะที่มันขยับ ขาก็หมดแรง แล้วทำให้มันล้มไปข้างหน้า. ด้วยความสับสน ไซคลอปพยายามขยับเพื่อยืนขึ้นอย่างสุดตัว แต่ก็ไม่อาจส่งแรงไปที่ข้าได้เลยแม้แต่น้อย.

Hajime slowly approached the growling cyclops. The steady footsteps were like a countdown. Taking the gun he placed the muzzle onto the cyclops head. Click, the trigger was pulled without hesitation.
ฮาจิเมะเดินเข้าไปหา ไซคลอปที่กำลังตะโกนด้วยความโกรธ. ก้าวย่างอย่างสุขุมแต่ละก้าว ราวกับเป็นการนับถอยหลัง. เขายื่นปากกระบอกปืนวางลงที่หัวของไซคลอป. กริ๊ก ไกปืน ถูกลั่นออกไปอย่างไม่ลังเล.

Dopan!
ปัง!
A gunshot resounded through the whole room. However, an unexpected event happened. The cyclops body illuminated for just a moment, and in that moment its skin cause the bullet to repel.
เสียงปืนดังสะท้อนไปทั่วทั้งห้อง. ทว่า เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น. ร่างของไซคลอปส่องแสงชั่วครู่ แล้วผิวของมันก็สะท้อนลูกกระสุนออกไป.

“Mu.”
หืม

Hajime guessed that it used Special Magic. Its inherent magic was increasing its defense significantly.
ฮาจิเมะคาดว่ามันคงใช้เวทย์พิเศษ. ด้วยเวทย์พิเศษที่สือบทอดมาของมันได้เพิ่มพลังป้องกันให้กับตัวเองอย่างมหาสาร.

His mouth contorted at the fallen cyclops that he thought was foolish. Hajime took the muzzle away from the cyclops and drove a kick into its head. “Grand Kick”. The kick he delivered was just as beautiful as the kick from the rabbit. It forced the cyclops to face up on its back. Again, the muzzle was pressed against its exposed eye.
ฮาจิเมะมองไปที่ไซคลอปที่ล้มอยู่ เหมือนจะบอกว่า ทำอะไรไปก็เปล่าประโยชน์. ฮาจิเมะ ผละปากกระบอกปืนจากหัวของไซคลอป แล้วเตะไปที่หัวของไซคลอปด้วย ทักษะเท้าคชสาร”. ลูกเตะที่งดงามราวกับเป็นการเตะของกระต่าย, แรงจากการเตะทำให้ไซคลอปล้มหงายท้อง แล้วปลายกระบอกปืนก็ถูกวางทาบลงที่ดวงตาที่เบิกกว้างของไซคลอป.


Hajime felt like the cyclops was saying “Wait a moment” but he ignored it and pulled the trigger. As expected, the bullet penetrated through its head; guess it wasn’t able to strengthen its eye.
ฮาจิเมะรู้สึกเหมือนกับ เจ้าไซคลอปจะพูดว่าเดี๋ยวก่อนนนน!” แต่เขาก็หาได้ใส่ใจ เขาได้เหนี่ยวไก. ตามคาดกระสุนเป่าหัวของมันกระจุย. ดูท่าว่า มันจะไม่สามารถทำให้ดวงตาของมันแข็งแกร่งขึ้นได้.

“Hmm, Approximately 20 seconds. A little slow…because of the size?”
หืม...20 วิ งั้นเรอะ. ช้ากว่าที่คิด...เพราะขนาดตัวของมันละมั้ง?”

Hajime watched the cyclops to analyze the experimental result. Why did the cyclops suddenly fell over and was unable to move? Because of the “paralysis grenade”. The grenade was made by gathering the scales from the moth and placing it in a grenade. It is then released from the grenade with a small-scale blast; the results could be seen on the cyclops. When the cyclops (left) started at the other cyclops was the time Hajime released his grenade.
ฮาจิเมะมองไซคลอปเพื่อวิเคราะห์ผลการทดลอง. ทำไมจู่ๆไซคลอปถึงล้มลงไป ทั้งยังขยับไม่ได้? เหตุผลก็เป็นเพราะระเบิดอัมพาต”. ระเบิดที่ถูกสร้างมาจาก การรวบรวมเกล็ดผีเสื้อ แล้ว ใส่ลงไปในลูกระเบิด. พอเกิดการระเบิด เกล็ดผีเสื้อก็จะถูกกระจายออกมา, ผลก็อย่างที่เห็นจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับไซคลอป. ตอนที่ฮาจิเมะโยนลูกระเบิดออกไป คือตอนที่ไซคลอป (ที่อยู่ประตูด้านช้าย) กำลังมองดูไซคลอปอีกตัวล้มลง.

“Well, its okay. I’ll harvest the meat later…”
ก็เอาเถอะ. ไว้ค่อยมาเก็บเนื้อทีหลังละกัน...”

Hajime considered glancing at the door. Using “Air Claws”, Hajime took the magic stone out of the cyclops body. Without minding the blood, he craved both cyclops for their magic stone and approached the door to compare these fist-sized stones to the two recesses. They were a perfect fit.
ฮาจิเมะครุ่นคิดขณะที่มองไปยังประตู. โดยการใช้ ทักษะ [กรงเล็บล่องหน] เขานำเอาหินเวทย์มนต์ ออกมาจากร่างของไซคลอป. โดยที่ไม่สนใจเลือดที่กระเซ็นมาเปื้อนตัว ฮาจิเมะ ชำแหละร่างของไซคลอปเพื่อเอาผลึกเวทย์ออกมา จากนั้นก็เดินเข้าไปในประตู เพื่อเทียบผลึกขนาดเท่ากำปั้นที่ได้จากไซคลอป กับ ส่วนเว้าเป็นโพรงที่ประตู แล้วมันก็เข้ากันได้อย่างพอดิบพอดี.


Instantly, red magic sprouted from the stone and poured into the magic square. The light settled after a moment and an opening sound could be heard. Simultaneously, the magic speared into the surrounding walls and emitted light; like Hajime had not seen in a long time.
แล้วทันใดนั้น เวทย์แสงสีแดงก็ส่องแสงออกมาจากผลึกเวทย์ หลังจากนั้นพลังเวทย์จากผลึก ก็ถูกถ่ายเทไปที่ จัตุรัสกล (magic square) แล้วเสียง แกร๊กก็ดังขึ้น. พลังเวทย์ถูกกระจายออกไปทั่วห้อง พร้อมๆกับที่ผนังเริ่มส่องแสง อย่างที่ไม่ได้เห็นมานาน.


Hajime’s eyes twinkled a little, he cautiously and quietly opened the door.
แววตาของฮาจิเมะเป็นกระกายขึ้นเล็กน้อย, แล้วเขาก็เปิดประตูอย่างระวัง.

There was not a single source of light behind and door. Darkness spread in the big space the room had. With the help of his “Night Vision” and the new lights, Hajime was able to make out the room little by little. Two columns of pillars lined up all the way into the depths. The room was made from finely crafted marbles and it looked similar to the Church room they were first summoned into. In the center of the room was a huge cube of stone that reflected the incoming light and lustered.
ด้านหลังของประตูไม่มีแสงเลยแม้แต่น้อย. ความมืดแผ่กระจายไปทั่วพื้นที่ขนาดใหญ่ของห้อง. ด้วย ทักษะ [มองเห็นกลางคืน] กับแสงที่ส่องมาจากด้านนอกประตู ทำให้มองเห็นข้างในได้ทีละน้อย. เสาหินสองข้างทาง ตั้งเรียงกันนำไปสู่ส่วนลึกภายใน. ห้องถูกสร้างจากสิ่งที่สลักด้วยหินอ่อนอย่างดี ดูคล้ายๆกับห้องของโบสถ์ในตอนที่เขาถูกอันเชิญมาครั้งแรก.ที่ใจกลางห้อง มีลูกบาศก์หินขนาดใหญ่ที่สะท้อนแสงจากข้างนอกเป็นเงาวาว.

Hajime was staring at the cube, when he noticed that something was growing in the front center of the cube.
พอมองไปที่ลูกบาศก์หิน ก็พบว่ามีอะไรบางอย่างนูนออกมาจากตรงกลางด้านหน้าของลูกบาศก์.

Trying to confirm what he saw, Hajime pushed open the door and checked the vicinity. Like a horror film, the door would slam closed when you were in trouble.
เพื่อจะยืนยันในสิ่งที่เห็น ฮาจิเมะจึงผลักประตูออก แล้วเดินเข้าไปใกล้ๆเพื่อตรวจดูให้แน่ใจ. เหมือนกับหนังสยองขวัญ พอเดินเข้ามาประตูก็ปิดลงทันทีเมื่อได้พบเข้าแล้วกับปัญหา.

However, before Hajime could fix the open door, it moved.
ทว่า ก่อนที่ฮาจิเมะจะเข้าไปเปิดประตูอีกครั้ง สิ่งที่อยู่ตรงนั้นก็ขยับ.

“…Who?”
“...ใครน่ะ?”

A husky voice belonging to a frail girl. Hajime stared at the center of the room in surprise. The early “growing” was now moving. With the light finally piercing the darkness, the identity of it was exposed.
เสียงแผ่วเบา เป็นของเด็กสาวที่ดูบอบบาง. ฮาจิเมะมองไปที่ใจกลางห้องด้วยความประหลาดใจ. ส่วนที่นูนออกมาจากลูกบาศก์เริ่มขยับ. แสงที่ส่องสว่างเข้ามาในความมืด ทำให้มองเห็นต้นตอของเสียงอย่างชัดเจน.


“Its…a human?”
คะ...คนเรอะ?”

The “growing” was a person. Only the face could be seen, every other part was buried in the cube. Long blond hair hung down around the woman, like a ghost from a certain horror film. Pupils of red was peeping from the gaps of hair, just like a low-altitude moon. From her looks, she looked around 12-13 years old. The dangled hair looked haggard, but it still had a beautiful appearance.
สิ่งที่นูนออกมาจากลูกบาศก์นั้น คือ มนุษย์. มีแค่ส่วนหัวที่ยื่นออกมาให้เห็น ส่วนอื่นๆถูกฝังไว้อยู่ภายในลูกบาศก์. ผมยาวสีทองห้อยลงปกปิดใบหน้าของเธอ, เหมือนกับผีจากหนังสยองขวัญสักเรื่อง. นัยน์ตาสีแดง มองลอดผ่านจากช่องว่างของเส้นผม ดูราวกับพระจันทร์สีเลือด. จากที่เห็น ดูเหมือนจะอายุราวๆ 12-13 ปี. ผมที่ห้อยลงดูแห้งไร้ชีวิต แต่ก็ยังดูงดงาม.


Hajime unexpected stiffen, her red eyes was staring at him. Hajime took a deep breath and with a determined expression said:
ฮาจิเมะ ตัวแข็งทื่ออย่างไม่คาดคิด เพราะดวงตาสีแดงของเธอที่จ้องมองมาที่เขา. ฮาจิเมะสูดหายใจลึก แล้วตัดสินใจพูดออกมา:

“I’m sorry. I was wrong.”
โทษที ฉันผิดเอง




#นิยายแนวฮาเร็ม#Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou #นิยายแปลไทย
Author(s)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น