วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou Chapter 12 Despair and Decisions (Classmate Side 1)

Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou Chapter 12 Despair and Decisions (Classmate Side 1)

นิยาย แปลไทย Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou ตอนที่ 12 ความท้อแท้ และ การตัดสินใจ (ด้านเพื่อนร่วมชั้น 1) 

บทที่ 12 ความท้อแท้ และ การตัดสินใจ (ด้านเพื่อนร่วมชั้น 1) 


Despair and Decisions (Classmate Side 1)
บทที่ 12 ความท้อแท้ และ การตัดสินใจ (ด้านเพื่อนร่วมชั้น 1)

A little back in time.
ย้อนหลังไปก่อนหน้านี้เล็กน้อย.
Hairihi Royal Palace, in a room given to the summoned, Yaegashi Shizuku was staring at her best friend sleep in the dark.
ณ พระราชวัง ของ อาณาจักรไฮริก, ในห้องพักของเหล่าผู้ถูกอัญเชิญ, ยาเอะกาชิ ชิซึกุ กำลังมองเพื่อนสนิทของตัวเองที่กำลังหลับอยู่ในความมืด.


5 days have passed since they had a taste of battle and loss in the Dungeon. When they exited the Dungeon, they stayed overnight at Horald. The party came back to the capital on a high-speed carriage early in the morning. There was no one in the mood to continue the combat exercises in the Dungeon. Incompetence was the cause of death for a brave man. Both the king and church would need to hear the report. They were not allowed to break in this place. Before something worse happened, they needed to care for the party of heroes.
เวลาผ่านไปแล้ว 5 วัน หลังจากที่ได้ลิ้มรสการต่อสู้ และ การสูญเสียในดันเจี้ยน. หลังจากที่ออกมาจากดันเจี้ยนได้สำเร็จ ทั้งคณะก็ได้พักค้างคืนกันที่เมืองฮอร์แลด. ปาร์ตี้เดินทางกลับเมืองหลวงด้วยรถม้าในยามรุ่งเช้าของวันถัดมา. ไม่มีใครที่มีกะจิตกะใจจะเข้าไปฝึกซ้อมในดันเจี้ยนเลยสักคน. ความไร้สามารถคือสาเหตุที่ทำให้ผู้กล้าคนหนึ่งต้องจบชีวิตลง. ทั้งราชา และ ทางโบสถ์ต่างต้องการได้ยินรายงานเกี่ยวกับเรื่องนั้น. ตอนนี้จะมาเศร้าเสียใจไม่ได้. ก่อนที่เรื่องเลวร้ายจะบังเกิดขึ้น, พวกเขาต้องดูแลเหล่าคณะผู้กล้า.


Shizuku remembered when they returned to the kingdom. She wanted to wake Kaori up in the morning, so she went to sleep early. When they returned the news of Hajime death was reported. Everyone was astonished, but they breathed a sigh of relief when it was the “useless” Hajime that passed. Even the king and Ishtar was the same. There wasn’t any of the strong heroes to die in the Dungeon. If they could not return alive from just exploring the dungeon, how would they fight the Devils? The chosen heroes of God must be unrivaled.
ชิซึกุ นึกถึงเหตุการณ์ตอนที่พวกเธอกลับมายังอาณาจักร. เธออยากจะปลุกคาโอริให้ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า, เพราะอย่างนั้นเธอจึงเข้านอนแต่หัวค่ำ. พอมาถึงข่าวการเสียชีวิตของฮาจิเมะก็ถูกรายงานให้ได้ทราบ. พวกเขาต่างตกใจ, แต่ก็ทำสีหน้าโล่งใจที่ได้รู้ว่า คนที่เสียชีวิต เป็นแค่ คนไร้ประโยชน์”. แม้แต่ราชา และ อิสทาร์ ก็ทำสีหน้าแบบนั้นเช่นกัน. ไม่มีผู้กล้าที่แข็งแกร่งคนไหนเสียชีวิตในดันเจี้ยน. เพราะถ้าหากไม่มีชีวิตรอดกลับมาจากการฝึกสำรวจดันเจี้ยนแล้วล่ะก็ พวกเขาจะสู้กับพวกปีศาจได้ยังไง? ผู้กล้าที่พระเจ้าเป็นผู้เลือก ต้องไร้คู่ต่อกร.

The king and Ishtar had discretion. There had been among them that had slandered and abused Hajime. It was not spoken to the public, but it was a talked about in secret in the noble society. They thought it was good that the incompetent one died. An apostle of God that was useless; naturally they would die. Now they were speaking ill as one pleased. Shizuku really wanted to go berserk and kill those people many times.
ราชา และ อิสทาร์ครุ่นคิดอย่างสุขุม. พวกเขากล่าวโทษฮาจิเมะ ที่ทำให้ชื่อเสียงของผู้กล้าต้องเสื่อมเสีย. ถึงจะไม่ได้พูดออกมาอย่างโจ่งแจ้ง แต่ก็เป็นเรื่องที่พูดซุบซิบกันในกลุ่มคนชั้นสูง. พวกเขาคิดว่า มันดีแล้วที่คนไร้ความสามารถตายไป. ทั้งที่ถูกเลือกโดยพระเจ้าแต่กลับไร้ประโยชน์, ตายไปก็สมควรแล้ว. ตอนนี้คนพวกนี้พูดว่าร้ายแก่เขาคนนั้นกันใหญ่. ชิซึกุ อยากจะระเบิดโทสะ และ ฟันคนพวกนี้ทิ้งอยู่หลายครั้งหลายครา.

Kouki and his strong sense of justice did not stand up against such mistreatment; she thought something was weird. Did he think that if he protested against the king and church, it would leave a bad impression. People who cursed Hajime seemed to be penalized…rumors were spread that Kouki was an anxious brave hero who pondered his incompetence. Hajime’s reputation was not going to change just because a few people said so.
โคคิ ที่น่าจะมีสำนึกต่อความยุติธรรมสูงแต่กลับไม่ทำอะไรต่อการว่าร้ายที่โหดร้ายแบบนั้น, เธอคิดว่ามันแปลกชัดๆ. นี่คิดว่าถ้าต่อต้านราชา และ โบสถ์จะทำให้ตัวเองดูแย่หรือไง? คนที่พูดให้ร้ายฮาจิเมะเหมือนจะได้รับการลงโทษอยู่หรอก แต่...กลับกลายเป็นว่า มีข่าวลือกระจายออกไปว่า โคคิเป็นผู้กล้าที่เอื้ออารีต่อพรรค์พวกที่ไร้ความสามารถ. การที่มีคนไม่กี่คนต่อต้านการกล่าวว่าร้ายนั่น ไม่ได้ทำให้ภาพพจน์ที่เป็นตัวถ่วง และ ไร้ประโยชน์ของฮาจิเมะ เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย.

At that time, it was undeniable who saved them. Hajime was the one that kept the Behemoth in check to allow them to escape. To think that he died because of a stray shot from a classmate…though that is what he said.
ในตอนนั้น ไม่อาจจะปฏิเสธได้เลยว่าใครเป็นคนช่วยพวกเขาเอาไว้. ฮาจิเมะเป็นคนเดียวที่ตรึงร่างของเบฮีมอธ เอาไว้เพื่อให้พวกเขาหนีรอดมาได้. การที่จะคิดว่าที่เขาต้องจบชีวิตลงก็เพราะ เวทย์ที่เหมือนจงใจยิงมาจากเพื่อนร่วมชั้นนั้น.....

She did not talk her classmates about her thoughts of the attempted friendly fire at that time. They should have a grasp of their magic, when she tried to approach the suspect it unmentionable because of the countless magic casted at that time. Because it would prove he was a murderer.
ชิซึกุ ไม่อาจจะบอกใครเกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองคิด เกี่ยวกับเวทย์ที่ยิงใส่ฮาจิเมะจากพรรค์พวกเดียวกันในตอนนั้น. พวกเขาน่าจะควบคุมเวทย์ของตัวเองได้เป็นอย่างดี, พอเธอพยายามจะคิดหาเงื่อนงำก็ไม่อาจจะรู้ผู้ต้องสงสัยได้เพราะ ในตอนนั้นมีเวทย์ที่ถูกยิงออกไปนับไม่ถ้วน. ทั้งที่นั่นจะเป็นข้อพิสูจน์ว่าเขาถูกฆาตกรรม.
To escape reality, she wondered what Hajime did to cause such a thing. Dead man tell no tales. Rather than look for the culprit recklessly, if she left it alone than it would be done.
อยากจะหลีกหนีความเป็นจริง, ชิซึกุได้แต่ครุ่นคิดว่าฮาจิเมะทำอะไรไป ถึงต้องมาเจอกับเรื่องแบบนั้น. คนตายแล้วไม่สามารถบอกเล่าเรื่องราวได้. บางทีมันอาจจะเป็นแค่ความผิดพลาด, ถ้าไม่คิดถึงมันมาก และ ปล่อยมันไป ทุกคนจะได้ไม่ต้องมีปัญหา, แบบนั้นคงจะเป็นการดีกว่าที่จะไปตัวฆาตกรอย่างไม่ยั้งคิด

The classmates opinion was in harmony and they did not communicate it.
ทุกคนทั้งชั้นต่างลงความเห็นว่าจะไม่สืบสาวราวเรื่องและพวกเขาจะไม่กล่าวถึงมันอีก.


To clarify the details at the time, Meld thought it was necessary to interview the students. Just like the students he choose to escape from reality, even if it was hard to regard as a mistake. Even if it was negligence he carried it out for the benefit of the students. To leave such a thing unsettled would only bring trouble later on. Above all, Meld wanted to make clear. Meld failed his promise to save Hajime and his heart ached at that.
ถึงคงเป็นการดีกว่า. หัวหน้าอัศวิน เมลด์ คิดว่าการตรวจสอบเรื่องที่เกิดขึ้นในตอนนั้นให้กระจ่างชัดมันก็เป็นเรื่องที่จำเป็น. การสอบปากคำนักเรียนทุกคนจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำ. ถึงอยากจะหลีกหนีความเป็นจริงเหมือนกับพวกนักเรียน. แต่เหตุการณ์ในตอนนั้นจะให้เชื่อว่าเป็นความผิดพลาดมันก็ยากเกินจะยอมรับ. ถึงแม้จะเป็นการกระทำที่อาจจะเลินเล่อ แต่ก็ต้องทำเพื่อผลประโยชน์ของนักเรียน. หากปล่อยเรื่องนี้ไว้ให้ค้างคา มีแต่จะทำให้เป็นปัญหาในภายหลัง. ยิ่งกว่านั้น เมลด์ อยากจะทำให้มันชัดเจน. ตัวเขาที่ไม่อาจจะรักษาสัญญาว่าจะช่วยฮาจิเมะได้ ทำให้หัวใจของเขารู้สึกเจ็บปวดเป็นอย่างมาก.



Meld action did not come true. Ishtar had banned any scrutiny of the students. Meld clung to it, but even the king forbid it.
แต่ทว่าการเรียกร้องของเมลด์ กลับไม่เป็นผล. อิสทาร์ไม่อนุญาตให้ทำการตรวจสอบใดๆต่อพวกนักเรียน. เมลด์ ได้แต่กัดฟันกรอด เพราะแม้แต่ราชาเองก็สั่งห้ามเอาไว้.

“If you knew, you will get angry.”
ถ้าเธอรู้เข้า...เธอคงจะโมโหแย่เลยสินะ


Kaori had not woken up since that day. There was no abnormalities discovered by the doctor’s diagnosis. The body, probably because of mental shock, went into a deep sleep as a defense mechanism. Time will pass normally if they sobered up.
คาโอริยังไม่ลืมตาตื่นขึ้นมาเลยนับตั้งแต่ตอนนั้น. จากการวินิจฉัยของหมอหลวง ร่างกายของเธอไม่มีอะไรผิดปกติ. บางทีเหตุผลคงเป็นเพราะอาการช็อก, ร่างกายของเธอคงถูกบังคับให้หลับลึกโดยกลไกป้องกันตัวตามธรรมชาติ. เวลาจะเป็นสิ่งที่ช่วยเยี่ยวยาแผลใจของเธอ.


Shizuku held Kaori’s hands. She prayed to not let her best friend hurt anymore.
ชิซึกุ กุมมือของคาโอริเอาไว้.เธอภาวนาจากหัวใจ ขอให้เพื่อนสนิทของเธอ อย่าได้เจอะเจอกับความเจ็บปวดอะไรอีกเลย.

Kaori’s hand twitched at that.
มือคาโอริ กระตุกตอบสนองต่อคำขอของ ชิซึกุ.

“Kaori! Can you hear me!? Kaori!”
คาโอริ! ได้ยินฉันไหม? คาโอริ!”

Shizuku desperately called out. Kaori’s closed eyelids started to shiver. Further, Shizuku called out for her friend. In response to that call Kaori gripped her friend’s hand, then she slowly awoke.
ชิซึกุร้องเรียกคาโอริด้วยเสียงอันสั่นเครือ. เปลือกตาที่ปิดอยู่ของคาโอริเริ่มขยับ. ชิซึกุ ยังคงเรียกชื่อเพื่อนของเธอต่อไป. เพื่อตอบรับ คาโอริขยับนิ้วกุมมือของชิซึกุเอาไว้ แล้วเธอก็ลืมตาตื่นขึ้นช้าๆ.

“Kaori!”
คาโอริ!”
“…Shizuku-chan?”
“...ชิซึกุ จัง?”

Learning on the bed, Kaori saw Shizuku overlooking her with tears in her eyes. Kaori just blindly looked over her surrounding. Shizuku looked at her and waited until Kaori gathered herself more before calling her.
ขณะที่นอนอยู่บนเตียง, คาโอริจ้องมองชิซึกุ ที่กำลังน้าตาคลอเบ้ามองมาที่เธอ. แล้วคาโรอิ ก็หันสายตาที่ยังมองไม่ค่อยชัดจ้องไปรอบๆ. ชิซึกุรอให้เพื่อนสนิทของเธอตั้งสติสักพัก ก่อนจะเรียกชื่อของเธออีกครั้ง.


“Yeah, its me. Kaori. how is your body? No discomfort?”
อือ, ฉันเอง. ร่างกายเป็นยังไงบ้าง คาโอริ? ไม่รู้สึกไม่สบายอะไรนะ?”
“I’m fine. Just weary because I was sleeping…”
ไม่เป็นไรจ้ะ. แค่เหนื่อยนิดหน่อย เพราะหลับไป...”
“Well, you have been sleeping for 5 days…”
นั่นสินะ...ก็เธอหลับมาตลอด 5 วัน เลยนี่...”
Shizuku forced a smile and tried to assist Kaori in standing up, who was trying to ask Shizuku how much she slept. Kaori reacted at that.
ชิซึกุพยายามยิ้มให้ แล้วเข้าไปช่วยพยุงคาโอริขึ้นลุกนั่ง, คาโอริทำท่าถามเหมือนจะถามอะไรสักเธอสักอย่าง.

“5 days? Why…I…I went to the Dungeon…and then…”
“ 5 วัน? ทำไม...ก็ฉัน..เข้าไปในดันเจี้ยน...แล้วจากนั้น...”

Her eyes gradually came into focus. Shizuku tried to change the topic when she had a bad feeling. However, Kaori recalled her memories too fast.
ดวงตาของคาโอริเริ่มมองเห็นชัดเจนขึ้น. ชิซึกุเริ่มรู้สึกไม่ดี จึงพยายามจะเปลี่ยนเรื่องคุย แต่ทว่า คาโอริก็เรียกคืนความทรงจำได้ไวเกินไปหน่อย.

“And then…Nagumo-kun…”
แล้วจากนั้น...นากุโมะ คุง...”
“…That is.”
“...ใช่แล้ว

Shizuku’s face morphed into a painful expression when wondering what she should tell her. Kaori realized the tragedy in her memories when she saw the state Shizuku was in. However, it wasn’t easy for her to accept such a reality.
ชิซึกุพยักด้วยด้วยสีหน้าอันเจ็บปวด ในขณะที่กังวลว่าจะอธิบายยังไงกับเพื่อนของเธอดี. พอเห็นสีหน้าของชิซึกุ คาโอริก็เริ่มจดจำภาพของโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในความทรงจำได้. ถึงอย่างนั้น มันก็ไม่ง่ายเลยที่เธอจะยอมรับความเป็นจริงนั้นได้.

“…Lies. Isn’t it? Shizuku-chan. When I fainted, you guys saved Nagumo-kun, right? Right? Isn’t it? This is the castle room. Everyone came back, right? I wonder if Nagumo-kun is training. In the training center. I’ll head over for a moment. I have to thank Nagumo-kun. Say something, Shizuku-chan…”
“...โกหก ใช่ไหม? ชิซึกุ จัง... ตอนที่ฉันสลบไป พวกเธอช่วยนากุโมะคุงแล้วใช่ไหม? ใช่หรือเปล่า? ที่นี่น่ะ เป็นห้องพักในปราสาท...งั้นทุกคนก็กลับมาแล้วใช่ไหม? นากุโมะคุง คงกำลังฝึกอยู่สินะ...ที่ลานฝึก. ฉันจะไปหาเขาหน่อยนะ. ต้องไปขอบคุณ นากุโมะคุง...พูดอะไรสักหน่อยสิ ชิซึกุจัง...”


Kaori who wanted to escape from the harsh reality spun her words over and over again; while she mention about searching for Hajime. Shizuku caught her arm and didn’t let go. She had a sorrowful expression, but still she stared at Kaori.
คาโอริที่อยากจะหลีกหนีจากความเป็นจริงอันโหดร้ายย้ำคำพูดจริงๆของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในตอนที่เธอบอกว่าจะไปหาฮาจิเมะ ชิซึกุ ก็จับแขนของเธอแน่น เพื่อไม่ให้เธอไป. สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความเศร้าเสียใจราวกับจะร้องไห้, แต่เธอก็ยังจ้องไปที่คาโอริอย่างไม่เบนสายตาหนี.

“…Kaori, you understand, right?…He’s not here.”
“...คาโอริ, เธอก็เข้าใจใช่ไหม?...เขา...ไม่ได้อยู่ที่นี่

“Stop…”
หยุดนะ...”

“Kaori, remember.”
คาโอริ จำให้ได้สิ

“Please, stop…”
ขอร้อง หยุดนะ...”


“He, Nagumo-kun…”
เขา...นากุโมะคุงน่ะ...”

“No, stop…please, stop!”
ไม่นะ หยุด...ได้โปรด หยุดเถอะ!”

“Kaori! He’s dead!”
คาโอริ! เขาน่ะตายไปแล้ว!”

“Wrong! He can’t die! He absolutely can’t have! How can you say such a horrible thing? Even if it’s Shizuku-chan, I will not forgive!”
ไม่ใช่! เขายังไม่ตาย! เขาไม่มีทางตายอยู่แล้ว! เธอพูดเรื่องโหดร้ายแบบนั้นออกมาได้ยังไง!? ถึงจะเป็น ชิซึกุจัง ฉันก็ไม่ยกโทษให้หรอกนะ!”

Kaori shaked her and started to escape from Shizuku’s grasp. Shizuku did not let her go and embraced her. She was trying to nurse Kaori through her hug.
คาโอริพยายามสะบัดแขนของตัวเองให้หลุดจากมือของชิซึกุ. ชิซึกุไม่ยอมปล่อย แล้วโผเข้ากอดร่างเพื่อนเธอเอาไว้. เธออยากจะปลอบโยนคาโอริด้วยอ้อมกอดของเธอ.

“Let me go! Let me go! If I don’t search for Nagumo-kun! I beg you…he is absolutely alive..let me go~”
ปล่อยนะ! ปล่อยฉันไป! ถ้าไม่ไปหานากุโมะคุงละก็ฉัน...! ขอร้องล่ะ...เขาต้องมีชีวิตอยู่แน่...ปล่อยฉันไปเถอะนะ...”

Kaori dropped her face into Shizuku’s chest while shouting “Let me go!” and sobbed. Clinging to each other, she started to shout louder. Shizuku just continued to hug her. Hoping it would soften just a little of her pain.
คาโอริทรุดหน้าของเธอลงไปที่อกของชิซึกุ ทั้งตะโกน ปล่อยฉันไปเถอะ!” แล้วสะอึกสะอื้นออกมา. ทั้งคู่กอดกัน และ กันแน่น, คาโอริเริ่มร้องไห้ดังกว่าเดิม. ชิซึกุได้แต่กอดเธอไว้อย่างนั้น และ หวังให้ความเจ็บปวดของเธอบรรเทาลงแม้สักเพียงสักนิด.

How long did they stay like that? The sky was dyed red by the setting sun. Kaori was motionless in Shizuku’s arms while she sniffed. Shizuku asked in worry.
ทั้งคู่กอดกันนิ่งอยู่อย่างนั้นนานแค่ไหนแล้ว? ท้องฟ้าถูกย้อมเป็นสีแดงจากดวงอาทิตย์ที่ค้อยต่ำลง. คาโอริทำสีหน้าไร้ซึ่งความรู้สึก ขณะที่ยังสะอึกสะอื้นอยู่ในอ้อมกอดของชิซึกุ. ชิซึกุจึงเอ่ยถามอย่างห่วงๆ...



“Kaori…”
คาโอริ...”
“…Shizuku-chan…Nagumo-kun…He fell…He isn’t here…”
“...ชิซึกุ จัง...นากุโมะคุงเขา...ตกลงไป....เขาไม่ได้อยู่ที่นี่...”

Kaori whispered in a voice so quiet it sounded like it would disappear. Shizuku did not want to sugar coat it, it would only be a temporary comfort. The lie could come back and hurt more than it was softened. She did not want to see her friend in pain.
คาโอริกระซิบเสียงออกมาอย่างแผ่วเบาราวกับจะหายไป. ชิซึกุ ไม่อยากจะพูดให้ความหวัง เพื่อปลอบโยนเพียงชั่วครู่. การโกหกแทนที่จะทำให้ความเจ็บปวดเบาบางลง กลับมีแต่จะยิ่งทำให้เจ็บปวดยิ่งกว่าเก่า. เธอไม่อยากให้เพื่อสนิทของตัวเองต้องเจ็บปวดไปมากกว่านี้.

“That’s right.
ใช่แล้วล่ะ

“That time, whose magic hit Nagumo-kun? Who?
ตอนนั้น...ใครกัน ใครที่ยิงเวทย์ใส่นากุโมะคุง?”

“I don’t know. No one wants to mention that moment. Its scary. What if it was me…”
ฉันไม่รู้. ไม่มีใครอยากพูดถึงเรื่องในตอนนั้นเลยสักคน. มันน่ากลัว, ถ้าเกิดเป็นฉันล่ะก็...”
“That so.”
งั้นเหรอ...”
“Do you have a grudge?”
เธอแค้นหรือเปล่า?”

“…I’m not sure. If someone knew…I will surely blame them. But…no one knows…I think this is better. For sure, I wouldn’t be able to stand it…”
“...ฉันไม่แน่ใจ. แต่ถ้ามีคนรู้...ฉันก็จะต้องโทษพวกเขาแน่. แต่ว่า...ไม่มีใครรู้...คิดว่าแบบนี้คงดีกว่า. ถ้ารู้ ฉันคงทนไม่ไหวแน่...”


“I see…”
งั้นเหรอ...”

Kaori looked downcast as she talks. She wiped her face and eyes and faced Shizuku, and declared resolutely.
คาโอริทำสีหน้าหดหู่ขณะที่คุย. เธอเช็ดน้ำตาแล้วเงยหน้ามองชิซึกุ พร้อมกับ พูดออกมาอย่างแน่วแน่.


“Shizuku-chan. I, I don’t believe it. Nagumo-kun is alive. I don’t believe he is dead.”
ชิซึกุ จัง! ฉัน ไม่เชื่อหรอก. นากุโมะคุงต้องมีชีวิตอยู่แน่. ไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะตายแล้ว!”

“Kaori, that is…”
คาโอริ...นั่นมัน...”

Shizuku had another sorrowful expression trying to persuade Kaori. Kaori clasped Shizuku’s cheeks with both hands, and said with a smile.
ชิซึกุทำสีหน้าเศร้าขณะที่พยายามเกลี้ยกล่อมเพื่อนของเธอ. คาโอริยกสองมือแล้วตบแปะที่หน้าของชิซึกุ แล้ว พูดด้วยรอยยิ้ม.

“I now. I know its weird to think that someone could survive that. …But its not like we checked. The possibility is less than 1%. If we did not check, its not 0%. I’m going to believe.”
ฉันรู้ว่ามันแปลกที่คิดว่าจะมีคนรอดจากสถาการณ์แบบนั้น...แต่ เราก็ยังไม่ได้ตรวจสอบ. ความเป็นไปได้ถึงจะน้อยกว่า 1% แต่ก็ไม่ใช่ศูนย์. ฉันจะเชื่ออย่างนั้น"


“Kaori…”
คาโอริ...”

“I’ll become stronger. I’ll become strong enough to prevent an event like that from happening. I will make sure with my own eyes. Nagumo-kun’s fate…Shizuku-chan.”
ฉันจะเข้มแข็งขึ้น. แข็งแกร่งพอที่จะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นอีก. ชะตากรรม ของ นากุโมะคุง...ฉันจะไปดูให้เห็นด้วยตาของตัวเอง. แล้วก็...ชิซึกุจัง

“What?”
อะไรเหรอ?”

“Please help me.”
ช่วยฉันทีนะ

“…”
“...”



They both stared at each other. Kaori’s eyes did not show any signs of insanity. She will not give up until she genuinely find out. This kind of Kaori will not be moved. Kaori is known for being stubborn when she gets going.
ทั้งคู่มองกันและกันอยู่สักพัก. ดวงตาของคาโอริไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความผิดปกติอะไร. เธอแค่จะไม่ยอมแพ้จนกว่าจะได้พิสูจน์ด้วยตาของตัวเอง. คาโอริที่เป็นแบบนี้จะไม่ฟังเสียงทัดทาน. ถ้าหากตัดสินใจอะไรแล้วละก็ เธอจะเป็นคนหัวรั้นแบบสุดๆ.

Usually, you wouldn’t take what Kaori said seriously and let it go. Believing that someone could a fall into that abyss was just crazy. Everyone would try to correct her. That’s why…
ปกติแล้ว ถ้าเป็นคนอื่นคงจะไม่รับฟังเรื่องที่คาโอริพูดอยู่นี้อย่างจริงจัง แล้วปล่อยมันผ่านไป. การจะเชื่อว่าจะมีคนรอดจะการตกลงไปในขุมนรกนั่นมันบ้าชัดๆ. คนอื่นๆคงจะพยายามพูดให้เธอเข้าใจ, แต่ชิซึกุ นั้น...

“Of course, I’ll agree. Until you are satisfied I’ll tag along.”
อือ, ฉันจะช่วย. จะร่วมมือไปจนกว่าเธอจะพอใจเลย

“Shizuku-chan!”
ชิซึกุ จัง!”
Kaori hugged and thanked her. Shizuku said “No need more thanks. What are friends for?” The title of Samurai Girl wasn’t just for show.
คาโอริ โผกอด และ พูดขอบใจกับเธอ. “ไม่ต้องขอบใจหรอก ไม่งั้นจะมีเพื่อนไว้เพื่ออะไรล่ะ?” ชื่อของ นักดาบหญิงไม่ได้มีไว้แค่โชว์เท่านั้น.

At that time the door opened.
แล้วตอนนั้นประตูก็เปิดออก

“Shizuku! Kaori woke up…”
ชิซึกุ! คาโอริ ตื่นได้แล้ว...”

“Oh, How are you, Kaori?”
โอ๊ะ เป็นยังไงบ้าง คาโอริ?”

It was Kouki and Ryutaro. They had come to check on her. Training had just finished and they choose to come here afterwards. From “that” day, they concentrated even more in training. Wonder what they thought of Hajime’s death. They reluctantly withdrew and wanted revenge. Hajime was the one that saved them from a crisis. Never will they be that useless again.
เป็น โคคิ กับ เรียวทาโร่ นั่นเอง. ทั้งคู่เข้ามาตรวจดูว่าคาโอริเป็นยังไงบ้าง. หลังจากการฝึกเพิ่งจะเสร็จสิ้นลง ทั้งคู่จึงตัดสินใจจะมาเยี่ยมเธอ. นับตั้งแต่ วันนั้น”, ทั้งคู่ก็ยิ่งฝึกหนักยิ่งขึ้น. ไม่อาจจะแน่ใจว่าทั้งคู่คิดยังไงกับการตายของฮาจิเมะ. แต่เพราะการที่ต้องหนีมาอย่างฝืนใจ จึงต้องการจะแก้แค้น. เพราะการที่ฮาจิเมะเป็นคนช่วยพวกเขาเอาไว้จากสถานการณ์คับขัน. พวกเขาจะไม่ยอมทำตัวเป็นคนไร้ประโยชน์เหมือนคราวนั้นอีกแล้ว.


Two more people entered that caused them to stiffen. Shizuku was doubtful.
พอทั้งคู่เดินเข้ามาก็ทำตัวแข็งทื่อทันที. ชิซึกุ เอียงคองงด้วยความสงสัย.

“You guys, how did…”
พวกนาย...เป็นยังไง...”

“S-Sorry.”
ทะ..โทษทีนะ
“W-We got in the way.”
เราคงมาขัดจังหวะสินะ
They quickly left the room and didn’t answer her question. She finally became aware of what they saw. Kaor was staring at them blankly. Shizuku noticed the cause.
ทั้งสองคนรีบออกไปอย่างเร็ว โดยที่ไม่ตอบคำถามของเธอ. แต่ในที่สุดเธอก็เข้าใจในสิ่งที่พวกนั้นเห็น. คาโอริ มองเหม่อไปที่ทั้งคู่ที่เดินออกไป. ชิซึกุ ตะหนักได้ถึงเหตุผล.

Currently, Kaori sat on Shizuku’s knee, while she had both hands on her cheeks. It looked like they were about to kiss. Shizuku was supporting Kaori but it looked like she was embracing her.
สภาพในตอนนี้ คาโอริ กับ ชิซึกุ กำลังนั่งคุกเข่าอยู่, โดยที่มือของคาโอริวางบนอยู่แก้มทั้งสองข้างของชิซึกุ. มันดูเหมือนกับว่าทั้งคู่กำลังจะจูบกัน. ชิซึกุที่ใช้มือเพื่อพยุงคาโอริ แต่ก็ดูเหมือนกำลังโอบกอดเธอเอาไว้.

This scene looked like a Yuri scene and it was splendidly done. If this was the manga world there would be flowers blooming in the background.
ภาพที่เห็นนี่ดูเหมือนฉากแนวยูริ แถมยังจัดท่าทางได้สมบูรณ์แบบมาก. ถ้าเป็นโลกของมังงะละก็ คงมีดอกไม้บานอยู่ทั่วเป็นฉากพื้นหลังแล้วล่ะ.

Shizuku sighed deeply. She couldn’t bare the situation so she yelled.
ชิซึกุถอนหายใจลึก. เพราะทนกับสถานการณ์ไม่ไหว เธอจึงตะโกนออกมา.


“Hurry up and get back here! You freaking fools!
กลับมานี่เลย! เจ้าพวกบ้านี่!”





#นิยายแนวฮาเร็ม#Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou #นิยายแปลไทย
Author(s)




1 ความคิดเห็น: