วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou (WN) Chapter 00-Prologue

Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou (WN) Chapter 00-Prologue

นิยาย แปลไทย  Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou ตอนที่ 00 Prologue


บทที่ 00 บทนำ

Prologue
In the darkness, the light quickly disappears. Even unconscious the hand reached out to grasp at nothing, while falling there was a sense of tightening in the nether region. Nagumo Hajime’s face distorted with fear as the light disappeared from his vision.
ท่ามกลางความมืด, แสงสว่าง ที่จางหายไป. แม้จะไม่รู้สึกตัว เมื่อยื่นแขนออกไปเพื่อจับต้องอะไรสักอย่าง แต่กลับไม่พบอะไรเลย, ณ ขณะความรู้สึกที่ร่วงหล่น รู้สึกได้ถึงความกดดันในส่วนลึกของพื้นที่ข้างล่าง. ใบหน้าของ นากุโมะ ฮาจิเมะ บิดเบี้ยวไปด้วยความหวาดกลัว ขณะที่ แสงสว่างเริ่มหายไปจากสายตา.



Currently, Hajime was falling down a deep cliff that looked like the entrance to hell. The only light visible was the light that illuminated the ground above. As he continued to fall the light no longer reached him, the surrounding turned black, Hajime searched the dungeon, and on the cervices of the sides he saw a revolving lantern as the sound of wind passed by him.
ในตอนนี้, ฮาจิเมะ กำลังร่วงหล่นไปในหุบเหวลึก ที่เป็นเหมือนกับ ประตูสู่ขุมนรก. แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวที่มองเห็นได้ คือแสงจากดวงไฟของพื้นด้านบน. ตัวเขาที่ดำดิ่งลงไปเรื่อยๆจนแสงสว่างไม่อาจส่องถึง, สิ่งรอบข้างกลายเป็นความมืดมิด, ฮาจิเมะ สอดส่องดูดันเจี้ยน, ที่ปากโพงทางด้านข้าง เขามองเห็นแสงไฟหมุนเวียนอยู่ ใน ขณะ ที่สายลมพัดผ่านตัวเขาไป.

Being a Japanese myself, the inequality that he tasted when he came to this world was too hard to represent in words and the hope that this fantasy world would rid of it, the current history of the misfortune that he tasted in progressive form.
ฮาจิเมะที่เป็นคนญี่ปุ่น, กับความไม่เสมอภาคที่ตัวเขาได้รับตอนมายังโลกแห่งนี้นั้นมันช่างลำบากเกินกว่าที่จะบรรยายออกมาเป็นคำพูด และ ความหวังนั้นได้ถูกทำลายจนสิ้นโดยโลกแฟนตำชีแห่งนี้, อุปสรรคอันยากเข็ญ ที่ฮาจิเมะต้องพบเจอ กำลังก่อตัวขึ้นในหนทางข้างหน้า.



* * *
Monday, the most melancholy of all the days has just started. For most people, at this time of the week would sigh, while the previous day would be heaven to them.
* * * วันจันทร์, วันที่แสนน่าเหนื่อยใจที่สุดกำลังเริ่มขึ้น. สำหรับ คนส่วนใหญ่แล้ว, วันนี้เป็นวันที่ชวนให้อยากถอนหายใจ, ในขณะที่วันก่อนหน้านั้นจะเป็น สรวงสวรรค์ของพวกเขา.


And Nagumo Hajime was not an exception to this notion. However, in Hajime’s case, it was not just a simple bother, the cozy school was associated with a very bad feeling, probably because he was depressed. As always, when the last bell chimed at school, he opened the door to the classroom with his tired body from pulling an all-nighter.
สำหรับความคิดแบบนี้ แม้แต่กับ นากุโมะ ฮาจิเมะเอง ก็ไม่มีข้อยกเว้น. ถึงอย่างนั้น ในกรณีของ ฮาจิเมะ มันไม่ใช่แค่เรื่องน่ารำคาญธรรมดาทั่วไป โรงเรียนที่ดูให้ความรู้สึกสบายๆ แต่กลับเป็นตัวการที่ทำให้เกิดรู้สึกแย่, บางที อาจจะเป็นเพราะเขารู้สึกหดหู่ใจอยู่ก็ได้. เหมือนอย่างเช่นเคย, พอกระดิ่งสุดท้ายดังขึ้น, ฮาจิเมะเลื่อนประตูเพื่อเข้าไปยังห้องเรียน ด้วยร่างกายที่อ่อนล้า จากการโต้รุ่งทั้งคืน.



At that moment, Hajime received glares and clicking of tongues from the majority of the male students in the classroom. The girls did not have a friendly expression either. It was fine if the people were indifferent, but there were those who had an expression of contempt directed at him.
ใน ขณะนั้นเอง ฮาจิเมะ ก็ถูกจ้อง และ มีเสียงเดาะลิ้นขัดใจ จากกลุ่มนักเรียนชาย ภายในห้อง. กลุ่มนักเรียนหญิงเองก็มีสีหนาไม่พอใจเหมือนกัน. ถ้าถูกทำเป็นเมินเฉยใส่ มันก็ไม่เป็นไรหรอก, แต่กลับมีคนที่ทำสีหน้าดูถูก มองมาที่ตัวเขานี่สิ.

Hajime tried to play it off as he headed to his seat, but there was always people who would mess with him every time.
ฮาจิเมะ พยายามทำเป็นไม่ใส่ใจ แล้วตรงไปยังที่นั่งของตัวเอง, แต่ว่า มันก็มักจะมีไอ้คนที่ชอบมายุ่งกับเขาอยู่ทุกครั้งไป

“Hey Kimoota*! Did you play games all night again? Was it an eroge I wonder?”
"เฮ้ย คิโม่ย*ตะ เล่นเกมโต้รุ่งอีกแล้วรึไง? คงจะเป็นเอโรเกะเกม ละสินะ?" (คิโม่ย = ขยะแขยง )
“Uwa, gross. Staying up all night to play eroge is super disgusting.”
"อุหวา น่าขยะแขยง โต้รุ่งเล่มเกมโป๊ทั้งคืนเนี่ยนะ โคตรจะน่าขยะแขยงเลยว่ะ"
What the heck do they find funny to guffaw at? The laughter came from Hiyama Daisuke. He is the leader of the students that pick on Hajime on a daily routine. The three next to him with the stupid laugh were Saito Yoshiki, Kondo Reiichi, and Nakano Shinji, these four were the ones that picked on Hajime the most frequently.
มันน่าขันจนต้องหัวเราะเยาะดังลั่นขนาดนั้นเลยรึไง? เสียงหัวเราะดังมากจาก ฮิยามะ ไดสึเกะ. หมอนี่เป็นหัวโจกของพวกนักเรียนที่ชอบมาหาเรื่อง ฮาจิเมะ เป็นกิจวัตร. อีกสามคนที่หัวเราะแบบโง่ๆ อยู่ถัดไปจากเจ้าตัว คือ ไซโต้ โยชิกิ, คอนโด เรย์อิจิ, นากาโนะ ชินจิ สี่คนนี้คือกลุ่มคนที่ชอบมาหาเรื่อง ฮาจิเมะเป็นประจำ.

As Hiyama stated, Hajime was an otaku. Hajime’s appearance and behavior was not that bad to be called Kimoota or to be ridiculed. His hair was trimmed short and he did not have bedhead hair. He did not have an assertive personality but that did not mean he was anti-social, besides he clearly replied back to people. He was quiet, but he did not give off a feeling of creepiness. Hajime simply liked things like manga, light novels, games, and movies.
อย่างที่ ฮิยามะได้ว่ามา, ฮาจิเมะนั้นเป็นโอตาคุ. แต่ทั้งลักษณะท่าทาง และ พฤติกรรม ก็ไม่ใช่จะแย่ถึงขนาดจะเรียกว่า "คิโม่ยตะ" หรือ ถูกหัวเราะเยาะ.ผมของฮาจิเมะนั้นตัดสั้น แล้วก็ไม่ได้ดูกระเชอกระเซิงเลย. ไม่ใช่คนที่มีบุคลิกกล้าแสดงออก แต่ก็ไม่ใช่คนที่ต่อต้านสังคม, อีกอย่าง ฮาจิเมะนั้น ก็คุยตอบกับคนอื่นอย่างชัดถ้อยชัดคำ. เขาเป็นคนเงียบๆ แต่ก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกน่าขยะแขยงอะไรเลย. ฮาจิเมะ ก็ชอบอะไรธรรมดำทั่วไปอย่าง มังงะ, ไลท์โนเวล, เกม และก็ภาพยนตร์ต่างๆ.

The criticism that otaku’s receive from society is certainly strong, generally speaking the degree of ridicule varies but it never reaches open hostility. Yet, why does all the male students show unrestrained contempt and hostility?
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่โอตาคุได้รับจากสังคมนั้นค่อนข้างรุนแรง, ส่วนมากก็พูดในระดับ เชิงเยาะเย้ยจิปาถะ แต่ก็ไม่เคยจะทำาการต่อต้านอะไรที่โจ่งแจ้งนัก. ถึงอย่างนั้น ทำไมพวกนักเรียนชายถึง ดูถูกกันแบบไม่ยั้ง ทั้งแสดงตัวเป็นศัตรูขนาดนี้?

The answer was a girl.
คำตอบนั้นก็คือ เพราะผู้หญิงคนหนึ่ง.

“Nagumo-kun, Good Morning! Almost late as usually, you should come earlier.”
"นากุโมะคุง อรุณสวัสดิ์จ้ะ! เกือบจะมาสายเหมือนทุกทีเลยนะ เธอน่าจะมาเร็วกว่านี้สักหน่อย"

The girl walks up to Hajime as she is smiling. In this class, no wait this whole school, she is one of the few exceptions that treated Hajime friendly.
เด็กสาว เดินเข้ามาหา ฮาจิเมะ พร้อมรอยยิ้ม. ในห้องนี้ ไม่สิ ทั้งโรงเรียนนี้, เธอเป็นเพียงคนเพียงไม่กี่คนที่ปฏิบัติกับฮาจิเมะอย่างเป็นมิตร.

Her name was Shirasaki Kaori. She is known as one of the two goddesses of the school, popular among both male and female students and known for her very beautiful looks. Kaori had long glossy black hair that reached her waist, and large slightly weeping eyes that conveyed a sense of gentleness. She had a straight bridge nose that was small, and thin lips of Sakura colors arranged to perfection.
ชื่อของเธอคือ ชิราซากิ คาโอริ. เป็นที่รู้จักกันในฐานะ หนึ่งในสองนางฟ้าของโรงเรียนแห่งนี้, เป็นที่นิยมทั้งในหมู่นักเรียนชาย และหญิง ความสวยของเธอเป็นที่รู้จักกันไปทั่ว. คาโอริ มีผมตรงยาวเงางามสีดำที่ยาวไปถึงเอว, ตาโตสดใสดูบอบบาง ให้ความรู้สึกถึงความอ่อนโยน. ดั้งตรง เล็กๆ, แล้วก็ริมฝีบางสีซากุระ ทำให้ดูสมบูรณ์แบบ.

Always the girl with the endless smile, is very caring and has a strong sense of responsibility that often people, regardless of school year, rely on her help. She is always seen with a sincere expression without any unpleasantness, that is why it is hard to believe she was just a high school student.
เป็นเด็กสาวที่จะเต็มไปด้วยรอยยิ้มอยู่เสมอ, เอาใจใส่ผู้อื่น มีความรับผิดชอบสูง ซึ่งทำให้คนอื่นๆไม่ว่าจะเป็นชั้นปีไหนก็มักจะพึงพำขอความช่วยเหลือจากเธอ. เป็นคนที่จะแสดงถึงความจริงใจโดยปราศจากความรู้สึกที่ทำให้ไม่สบายใจอยู่เสมอ เพราะแบบนั้น ถึงเป็นเรื่องที่เชื่อได้ยากจริงๆว่าเธอเป็นแค่นักเรียน ม.ปลาย.

So, why does someone like Kaori treat Hajime so well? This has caused many sleepless nights for Hajime and the student body (He got average grades as a result), it was thought that it was because of Kaori’s good nature that warranted the treatment.
แล้วทำไมคนอย่าง คาโอริ ถึงปฏิบัติตัวกับ ฮาจิเมะ ดีนัก? สิ่งนี้เป็นเหตุที่ทาให้ฮาจิเมะ ข่มตาหลับไม่ลงหลายๆคืน แล้วก็ ส่งผลถึงการเรียนด้วย (ลงเอยด้วยการที่ฮาจิเมะมีเกรดเฉลี่ยต่ำเตี้ยในระดับทั่วๆไป), คิดว่า เรื่องนั้นคงเป็นเพราะ ความเป็นเด็กผู้หญิงที่มีอัธยาศัยดีของคาโอริ ที่จะปฏิบัติกับคนอื่นโดยไม่ถือตัว.

Now, Hajime’s class attitude should improve, if Kaori was dealing with an Ikemen than it would have been acceptable, unfortunately, Hajime was very ordinary, on hand his reputation for “a life of hobbies” did not see an improvement of the attitude against him. That such a person as Hajime can be so friendly with Kaori, the ordinary male students could not stand it. Often they think “Why is it only him?” The female students simply, because they believe Hajime is taking advantage of Kaori’s kind nature, seem to be uncomfortable with him.
ท่าทีของพวกนักเรียนในห้องของฮาจิเมะคงจะดีขึ้นกว่านี้ ถ้ำคาโอริไปทาตัวสนิทสนมแบบนี้กับหนุ่มหล่อ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นมันก็คงจะเป็นเรื่องที่พอยอมรับกันได้, แต่โชคไม่ดี ที่ฮาจิเมะ เป็นแค่คนธรรมดาทั่วๆไป, อีกอยางไอ้ชื่อเสียงของฮาจิเมะ กับ ความคิดที่ว่า "ชีวิตเพื่องานอดิเรก" มันไม่ได้ทาให้คนอื่นๆมองเขาดีขึ้นมาเลยสักนิด. กับคนอย่างฮาจิเมะที่ดูทำตัวสนิทสนมกับคาโอริแบบนั้น, พวกนักเรียนชายคนอื่นเลยยอมรับกันไม่ได้ พวกเขามักจะคิดว่า "ทำไมถึงเฉพาะหมอนี่?" พวกนักเรียนหญิงก็เชื่อกันว่าเพราะฮาจิเมะ หลอกใช้ความใจดีของคาโอริ, เพราะอย่างนี้มันถึงเป็นเรื่องที่น่าหนักใจสาหรับฮาจิเมะจริงๆ.

“Ah, Good Morning Shirasaki-san.”Uwa, is this Saki?! Is what he wanted to say, but he saw the glint of the eyes and just contorted his face in discomfort as he returned the greeting.
"อ่า...อรุณสวัสดิ์ ชิราซากิ ซัง" อ้าว ซากิเหรอ!? ก็อยากจะพูดแบบนั้นไปอยู่หรอก, แต่เพราะเห็นสายตาจ้องเขม็งมา ฮาจิเมะจึงได้แต่ ทักตอบกลับไป โดยที่ยิ้มแหยงๆเพราะความลำบากใจ.

And Kaori just wore a joyful expression. Why does she have such an expression? Furthermore the glaze was so piercing that he could feel the flow of cold sweat. Hajime wondered every single time. Why does someone like Kaori, who is hailed as the most beautiful in the school, associate herself with him. In Hajime’s eyes, there is just something about Kaori’s nature that he did not think about yet.
แล้วคาโอริก็แสดงสีหนาที่เต็มไปด้วยความดีใจออกมา. ทำไมเธอถึงได้ทำสีหนาแบบนั้น? ยิ่งกว่านั้น สายตาก็ทิ่มแทงมาจนทาให้เจ้าตัวเหงื่อแตกพลั่ก. ฮาจิเมะ สงสัยแบบนั้นอยู่ทุกครั้ง. ทำไมคนอย่างคาโอริ, คนที่ถูกยกย่องว่าเป็นคนที่สวยที่สุดในโรงเรียน ถึงได้มาคบหาพูดคุยกับคนอย่างเขา. ในสายตาของฮาจิเมะ มันมีบางสิ่งบางอย่างใน การกระทำของคาโอริ ที่เขายังไม่ได้คิดถึง.

However, he was not going to flatter himself thinking that it was romantic feelings. Hajime himself, had given up self-awareness in his pursuit of his hobbies. Because of his lack of self-awareness his looks were average and so was his athletic ability. So when you compared him to her, he was nowhere close to being good enough. Therefore, her attitude is a mystery.
ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่คิดจะเข้าข้างตัวเองว่านั่นเป็นความรู้สึกรักชอบอะไร. ตัวของ ฮาจิเมะเอง ได้ยอมรับสภาพของตัวเองที่อุทิศตัวให้กับงานอดิเรกของตัวเอง. เพราะขาดการเอาใส่ดูแลตัวเอง รูปร่างหนาตาถึงอยู่ในระดับปกติทั่วๆไป ซึ่งนั่นก็รวมถึงความสามารถด้านกีฬาของเจ้าตัวด้วยเช่นกัน. เพราะงั้นถ้าเอาเขามาเทียบกับเธอ, มันไม่ได้ใกล้เคียงกับคำว่า "ดีพอ"เลย. เพราะฉะนั้น การกระทำของเธอจึงเป็นอะไรที่เป็นปริศนาเป็นอย่างมาก.

Besides that, can you be a little more aware of the Saki storm brewing! I say in my innermost thoughts. If I had voiced it, I have no doubt that someone would take me behind the gym…
นอกจากนั้นแล้ว, จะช่วยรู้สึกตัว ถึง"พายุซากิ" ที่ตัวเองเป็นคนก่อขึ้นหน่อยจะได้ไหมคร้าบบ! ฉันร่ำร้องออกมาภายในห้วงลึกสุดข้างในใจ.ถ้ำพูดออกมาดังๆ มีหวังคงโดนซิวไปหลังโรงยิมแน่เลย...

When I attempted to end the conversation there, three students got closer to us.
พอตั้งใจจะตัดบทสนทนา, นักเรียนอีกสามคนก็เข้ามาใกล้พวกเรา.

“Nagumo-kun, Good Morning. It’s troublesome every day.”
"นากุโมะคุง อรุณสวัสดิ์ ต้องลำบากทุกวันเลยนะ"

“Kaori, are you looking after him again? Really, Kaori is really kind.”
"คาโอริ มาช่วยดูแลฮาจิเมะอีกแล้วเหรอ? จริงๆเลย จะใจดีไปถึงไหน"

“For real, no matter what you say to this unmotivated guy, it won’t work.”
"ใช่แล้ว ไม่ว่าจะพูดอะไรกับไอ้คนที่ไม่กระตือรือร้นอย่างหมอนี้ไป มันก็เปล่าประโยชน์"

The name of the girl that greeted him, from the three, is Yaegashi Shizuku. Kaori’s best friend. Her trademark was her long black hair done in a ponytail. Her slightly slit eyes was sharp, but in the depths there is a feeling of softness, this gives her the impression of being cool rather than cold. She was tall for a girl at 172 cm, her posture and physique was very dignify and it was similar to how a samurai was.
ชื่อของเด็กสาวที่ทักทายฮาจิเมะ จากนักเรียนสามคนนั้น ก็คือ ยาเอะกาซิ ชิซึกุ. เพื่อนสนิทของคาโอริ. จุดเด่นของเธอก็คือผมดำยาวมัดเป็นทรงหางม้า. ดวงตำแหลมคม, แต่ลึกๆแล้วก็รู้สึกถึงความอ่อนโยน, ให้ความประทับใจถึงความเท่ มากกว่าจะเป็นเย็นชา. สำหรับผู้หญิงนับว่าเป็นคนที่สูงทีเดียว ส่วนสูง 172 cm,ท่าทาง และ รูปร่างดูสง่ำ ดูคล้ายๆกับซามูไรเลยแหละ.

In fact, her family is in ownership of a Kenjutsu dojo. Shizuku herself is a vetran of her family style. Since she was a child, she had never lost in a tournament. Currently she appears in magazines as the “Beautiful Swordwoman”, she even have some diehard fans.
อันที่จริงแล้ว ครอบครัวของเธอเป็นเจ้าของโรงฝึกเคนจูสึ* (มีความหมายว่า "เคล็ดวิชาแห่งดาบ" เป็นสไตล์ใหม่ของ เคนโด้ และ ไอคิโด ที่เริ่มเผยแพร่ใน ศตวรรษ ที่20). ชิซึกุเองนั้นเป็นผู้ช่ำชองในสไตล์ดาบของครอบครัวเธอ. ตั้งแต่ยังเด็ก, เธอไม่เคยแพ้ในการแข่งเลยสักครั้ง. ในตอนนี้มีรูปของเธอลงในนิตยาสาร ในหัวข้อ "นักดาบสาวสวย" แล้วก็ยังมีพวกแฟนคลับที่คลั่งไคล้เธออยู่ด้วย.

The underclasswomen would call her “Onee-sama” because of their admiration.
พวกผู้หญิงรุ่นน้องต่างก็เรียกเธอว่า "ท่านพี่" เพราะความนับถือที่มีต่อเธอ.

Next, the one that spoke a little clumsily to Kaori was Amanogawa Kouki. Just like his name he was the perfect man, good looks, athletic, smart, and good personality. He had silky brown hair and gentle eyes. His body was toned and slender at about 180 cm. Kouki was nice to everyone and had a very strong sense of justice. Since he was small he attended the Yaegashi Kenjutsu dojo. Like Shizuku, he was a national level athlete. Shizuku and him are childhood friends. Dozens of girls have fallen for him, but he is always close to Kaori and Shizuku so the other girls are hesitant to confess their feelings. Still he is a very popular guy that gets confessed to at least twice a month from all over.
คนถัดมา, ที่พูดจาเทอะทะ กับ คาโอริ คือ อามาโนะงาวะ โคคิ. เหมือนกับชื่อเป็นผู้ชายที่ดูจะเพอร์เฟค, หนาตำดี, กีฬาเก่ง, หัวดี แล้วก็มี บุคลิก ดี. ผมสีน้ำตาล แววตำดูอ่อนโยน. รูปร่างสูงบาง ราวๆ 180 cm. โคคิดีกับทุกคน มีความยุติธรรมสูง. ตั้งแต่ยังเด็กก็เข้าโรงฝึก เคนจูสึ ของบ้าน ยาเอะกาซิ. เหมือนกันกับ ชิซึกุ เขาเป็นนักกีฬาระดับชาติ. ชิซึกุกับเขาเป็นเพื่อนสมัยเด็กกัน. สาวๆนับไม่ถ้วน หลงรักหมอนี่, แต่เพราะเจ้าตัวก็มักจะอยู่กับ คาโอริ แล้วก็ ชิซึกุ อยู่เสมอ ผู้หญิงคนอื่นๆจึงลังเลที่จะสารภาพรักกับเจ้าตัว. แต่ถึงยังงั้นก็ยังเป็นผู้ชายที่เป็นที่นิยมถึงขนาดถูกสาภาพรักอย่างน้อยสองครั้งในหนึ่งเดือนเลยทีเดียว.


The last person was a male with a very reckless feeling named Sakagami Ryutaro, Kouki’s best friend. He is muscle brain that does not care about the finer details in things. His physique is like a bear and he stand tall at about 190 cm. The eyes he has shows playfulness and sharpness. Ryutaro is a very hot blooded individuals that like others that put in effort like him, he does not like Hajime because of his lackluster approach to life. Even now, he choose to ignore Hajime.
คนสุดท้าย เป็นคนที่ให้ความรู้สึกเป็นคนบ้าระห่ำ ชื่อเขาหมอนี่คือ ซากางามิ เรียวทาโร่, เป็นเพื่อนสนิทของโคคิ. เป็นพวกที่ในสมองมีแต่กล้ามเนื้อ ที่ไม่คิดจะสนเรื่องละเอียดอ่อน. รูปร่างนี่อย่างกับหมี สูงประมาณ 190 cm. ดวงตาเต็มไปด้วยความเริงร่า และ เฉียบคม. เรียวทาโร่ เป็นพวกเลือดร้อน ชอบคนที่กระตือรือร้นเหมือนกันกับเขา. ที่ไม่ชอบฮาจิเมะ ก็เพราะวิถีการใช้ชีวิตที่มัวหมองของเจ้าตัว. แม้แต่เดี๋ยวนี้ เขาก็ยังเลือกที่จะเมินเฉยฮาจิเมะ.

“Ohayo, Yaegashi-san, Tennokawa-kun, Sakagami-kun. Haha, Maa, there is no helping it since it’s my own fault.”
"อรุณสวัสดิ์ ยาเอะกาซิซัง, อามาโนะคาวะคุง, ซากางามิคุง...อ่า...มันก็ช่วยไม่ได้หรอก ยังไงก็เป็นความผิดฉันเองแหละ"

To their greetings, Hajime just gives a bitter smile. “Teme, What selfish words did you say to Yaegashi-san? Aaa?” I wanted to say but a stare stopped me*. Both the girls were very popular, Shizuku’s reputation would not lose to Kaori’s.
กับการทักทายของทั้งสามคน ฮาจิเมะได้แค่ยิ้มเจื่อนๆ "พูดอะไรเห็นแก่ตัวแบบนั้นออกมาได้ไงเล่า!?" ก็อยากจะพูดไปแบบนั้นอยู่หรอก แต่เพราะสายตาที่จ้องมาเลยทำให้พูดไม่ออก. หญิงสาวทังสองคนนี้ เป็นคนที่ป๊อปเอามากๆ ชื่อเสียงของ ชิซึกุเองก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าคาโอริเลย.

“If you knew about it, why not fix it? I think you are fawning over Kaori’s kindness. Kaori is not just trying to bother you.” Kouki admonishes Hajime. In Kouki’s eyes, Hajime is not taking Kaori’s kindness with any sincerity. It’s not like he wanted to be babied! Rather please just leave me alone! I wanted to argue with him, but there would be more trouble if I did. There was no use in arguing with Kouki because he always felt he was right.
"ถ้ารู้อยู่แล้ว ทำไมไม่แก้ไข? นายน่ะเอาแต่พึ่งพาความใจดีของคาโอริ ที่เธอทำแบบนี้ก็เพื่อให้นายได้ปรับปรุงตัวรู้บ้างรึเปลา?" โคคิกล่าวตักเตือนฮาจิเมะ. ในสายตาของโคคิ, เขาเห็นฮาจิเมะไม่ได้รู้สึกสำนึกในความใจดีของคาโอริเลย. ใช่ว่าอยากจะถูกทำดีด้วยสักหน่อย! อันที่จริงปล่อยให้ฉันอยู่คนเดียวเถอะ! ฉันอยากจะเถียงหมอนี่ไปแบบนั้นล่ะนะ, แต่ว่าถ้าทำแบบนั้นก็มีแต่จะเป็นปัญหายิ่งกว่าเดิม. จะไปต่อปากต่อคำกับโคคิไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา เพราะเจ้าตัวเป็นคนที่คิดว่าตัวเองถูกอยู่เสมอ.

Even if they asked him to “fix” his hobbies, his hobbies was at the center of his life. Because, his father was a game creator and his mother was a shoujo mangaka, in the future he wanted to get a partime job at his father’s company or mother’s workplace.
ถึงจะบอกให้ "แก้ไข" งานอดิเรกของเจ้าตัว, แต่ว่างานอดิเรกนี้น่ะมันคือชีวิตของเขา. เพราะว่าพ่อของฮาจิเมะเป็นนักสร้างเกม ส่วนแม่ก็เป็นนักเขียนการ์ตูน, ในอนาคต ฮาจิเมะก็อยากจะทำงานพิเศษในที่ทางานของพ่อหรือแม่ของเขา.

He was already practicing his skills, and all his hobbies were perfect for his plans. Hajime did not feel like changing his life style because he had given serious thoughts about it already. If Kaori had not taken an interest in Hajime, he would have lived a quiet student life.
อีกอย่างตอนนี้ฮาจิเมะก็ได้ริเริ่มฝึกปรือทักษะของเขาแล้ว, และงานอดิเรกของเจ้าตัวก็เหมาะเจาะกับแผนในอนาคตแล้วด้วย. ฮาจิเมะ ไม่ได้รู้สึกอยากจะเปลี่ยนแนวทางการใช้ชีวิตของตัวเองเลยแม้แต่น้อย เพราะว่าได้ตั้งใจอย่างจริงจังกับเรื่องนั้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว.ถ้าหาก คาโอริ ไม่ให้ความสนอกสนใจในตัวของเขาแล้วละก็, เขาก็คงได้ใช้ชีวิตในฐานะนักเรียนที่สงบสุขกว่านี้.

“Iya~Ahaha…”
"ฮ่ะ ฮ่ะฮ่ะ..."

Therefore, laughingly, Hajime let it go. However, the goddess of unawareness dropped a bomb again like always.
ฮาจิเมะหัวเราะเจื่อนๆ ปล่อยเรื่องไป. ถึงอย่างนั้น คุณเทพธิดาที่ไม่ได้รู้สึกรู้สาก็ได้ทิ้งระเบิดลงทุ่งเหมือนเช่นเคย.

“Kouki-kun, What are you saying? I’m just talking to Nagumo-kun because I want to.”
"โคคิคุง พูดอะไรน่ะ!? ที่คุย ฉันมาคุยกับนากุโมะคุง ก็เพราะว่าฉันอยากจะคุย"

Zawatto*, the classroom became noisy. The male students glared and clenched their teeth with Saki at that. Hiyama’s group started to consider where they could take Hajime during the lunch break.
ทั้งห้องเรียนเงียบกริบ. ต่อคำพูดของคาโอริ พวกนักเรียนชายก็จ้องตาเขม็งทั้งกัดฟันเอี๊ยดอ๊าด. แล้วก็เริ่มคิดกันใหญ่ว่าพอพักเที่ยงจะลากฮาจิเมะคุงไปที่ไหนดี.

“Oh?…Aa, Really, Kaori is so nice.”
"อา?...งั้นเหรอ คาโอรินนี่เป็นคนดีจริงๆ"

Kouki seems to take Kaori’s response about Hajime at face value. Kouki’s was a good person, but he lacked the perception to really understand the meaning of what is being said. Hajime took this time to look up at the sky to escape the awkward situation.
ดูเหมือนโคคิจะรับฟังคำตอบของคาโอริเกี่ยวกับฮาจิเมะแต่เพียงผิวเผิน. โคคิน่ะเป็นคนดีคนหนึ่ง, แต่ก็ขาดความเข้าใจในความหมายของคำพูดที่คาโอริได้พูดออกมา. ฮาจิเมะใช้เวลานี้เหม่อมองไปยังท้องฟ้าเพื่อหลบหนีจากสถานการณ์อันน่าอึดอัดนี้.


“…Gomenasaine? I don’t want to rude to you two but…”
At that place the person with the best understanding of people, Shizuku, secretly apologized to Hajime. Hajime replied with a “No choice” with a grin and a shrug.
"...ขอโทษนะ ทั้งสองคนไม่ได้ตั้งใจจะพูดจาหยาบคายหรอก แต่..." ในที่นั้น คนที่เข้าใจคนอื่นได้ดีที่สุด, ชิซึกุ เธอพูดขอโทษฮาจิเมะเบาๆ. ฮาจิเมะตอบกลับ "ไม่เป็นไรหรอก" แล้วยักไหล่ยิ้มให้.

At that time the bell chimed to signal the start of class, as their teacher entered the classroom. The teacher conveyed the usually information. And, Hajime started his daydream, while the class started.
แล้วเสียงกระดิ่งก็ดังขึ้นเป็นสัญญาณเริ่มชั่วโมงเรียน, พออาจารย์ของพวกเขาเข้าห้องมา ก็ได้เริ่มสอนเหมือนปกติ ส่วนฮาจิเมะก็เริ่มเข้าสู่ดินแดนแห่งความฝัน ใน ขณะที่ชั่วโมงเรียนเริ่มขึ้น.

Looking at that Hajime, Kaori smiled, Shizuku just grinned, males were clicking their tongues, girls were directing a gaze of scorn.
พอมองดูฮาจิเมะ คาโอริก็ยิ้มอยางอ่อนโยน ชิซึกุก็ยิ้มตาม พวกนักเรียนชายก็กระดกลิ้น ส่วนพวกนักเรียนหญิงก็จ้องมองเขาอย่างดูถูก.

* * *
I returned to consciousness at the feeling of the class’s bustle. Since it was a habitual sleep, he had a timing of when to wake up. The kind of feeling he got, signify that it was lunch break.
* * * ฉันเริ่มกลับมารู้สึกตัว เพราะรู้สึกถึงความเอะอะของห้องเรียน. เพราะการงีบหลับที่เป็นนิสัย ก็เลยจะพอรู้ช่วงเวลาในตอนที่ตื่น. ความรู้สึกที่ว่านั้นเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าถึงช่วงเวลาพักเที่ยงแล้ว.


Hajime raises his face from the desk and takes out his basic lunch with a rustling sound. Looking around the people who were buying food were already out the class, so the number of people in class were decreasing. Still, there were still about 2/3 of the class with their bento left, while their 4th period social studies teacher Hatakeyama Aiko (25 years old) was chatting with several students near the podium.
ฮาจิเมะ เงยหนาขึ้นจากโต๊ะ แล้วหยิบเอาอาหารกลางวันของเขาออกมา ด้วยเสียงเบาๆ พอมองดูรอบๆ คนที่จะไปซื้ออาหารกลางวันก็ออกจากห้องกันไปแล้ว เพราะอย่างนั้นจำนวนคนที่อยู่ในห้องจึงลดลง. ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีคนเหลืออยู่สองในสาม กับข้าวกล่องที่พวกเขาถือมาเอง, ใน ขณะนั้นอาจารย์วิชาสังคมในคาบเรียนที่สี่ ฮาตาเกะยามะ ไอโกะ (อายุ 25) ก็กำลังคุยอยู่กับเหล่านักเรียนใกล้ๆโต๊ะครู.

Ji~yururu, ki~yupon!
Immediately, Hajime tried to take a nap after eating his lunch. However, a certain goddess would not all it, for Hajime she was the devil, smiled as she approached his desk.
ในทันใด หลังจากจัดการกับมื้อกลางวันของตัวเองเสร็จ ฮาจิเมะก็คิดจะงีบอีกครั้ง. ทว่า คุณนางฟ้าท่านหนึ่ง กลับไม่ยอมให้เจ้าตัวทำเช่นนั้น, สำหรับฮาจิเมะแล้วเธอคนนี้เป็นมารร้ายชัดๆ, เธอยิ้มพร้อมกลับก้าวเท้าเข้ามาที่โต๊ะของเขา.

Hajime inwardly moaned “Damn!” He seemed to be especially sleepy on Mondays. Usually before Kaori’s and the other interacted with him, he would have been gone to find a place to sleep, but those two days of all nighters had taken a toll on him.
ฮาจิเมะ ตะโกนภายในใจ "บ้าเอ้ย!" ดูเหมือนว่าวันจันทร์จะเป็นวันที่เจ้าตัวจะรู้สึกง่วงเป็นพิเศษ. ปกติแล้ว ก่อนที่ คาโอริกับพวก จะมาพูดคุยกับเขา, ฮาจิเมะจะไปหาที่นอนที่อื่นแล้ว, แต่เพราะการโต้รุ่งสองคืนติดก็ได้ส่งผลต่อร่างกายเจ้าตัวเช่นนี้.

“Nagumo-kun, how rare it is to find you in class at lunch. Obento? If you want let’s eat together.”
"นากุโมะคุง หายากเลยนะที่จะเห็นเธออยู่ในห้องตอนช่วงมื้อกลางวันแบบนี้. อ๊ะ พกข้าวกล่องมาด้วยเหรอ? ถ้ำงั้นมาทานด้วยกันเถอะ"

Once again, a disturbing atmosphere filled the classroom, Hajime scream in his heart. No, who do you pay attention to me now? Without meaning to, an unknown dialect almost escaped from his mouth. Hajime tried to refuse.
อีกครั้งหนึ่ง บรรยากาศคุกรุ่นปกคุมไปทั่วห้องเรียน, ฮาจิเมะร่ำร้องจากหัวใจ "ไม่เอา ไม่ต้องมาสนใจกระโผ้มมหรอก" โดยไม่ได้ตั้งใจ สำเนียงแปลกๆเกือบหลุดออกจากปากเจ้าตัวไปซะแล้ว ฮาจิเมะพยายามจะบอกปฏิเสธ.

“Ah, thanks for the offer, Shirasaki-san. However, I have already finished eating so why not join the others?”
"อ่า ขอบคุณที่ชวนนะ ชิราซากิซัง แต่ว่า ฉันทานเสร็จแล้วล่ะเพราะงั้นไปทานกับคนอื่นเถอะ"

As I said that, I showed her my empty lunch pack that was completely gone. To refuse such an offer people would think “Who is this guy?”, but it’s better than the constant nagging he would get.
พูดแบบนั้น ฉันก็โชว์กล่องข้าวที่ว่างเปลาให้เจ้าตัวดู. ที่ไปปฏิเสธ คำชวนแบบนี้ คนอื่นก็คงคิดละว่า "เอ็งเป็นใครกันฟร้า?" แต่ว่า มันก็คงดีกว่าการที่จะโดนหาเรื่องในภายหลังละนะ.


However, such a low level refusal was not enough to stop the Goddess from trying.
ถึงอย่างนั้น การปฏิเสธระดับแค่นั้นก็ไม่อาจจะหยุดยั้งคุณแม่เทพธิดาองค์นี้จากการพยายามต่อได้.

“Eh! You only ate that much? That’s not good, you should eat properly. I’ll give you some of mine!”
"เอ๋? ทานแค่นั้นเองเหรอ? ไม่ได้นะ ต้องทานให้เยอะกว่านี้สิ ฉันจะแบ่งข้าวกล่องของฉันให้นะ"

(Give me a break! Notice it! Notice the atmosphere!)
(ขอทีเถออออ! รู้สึกตัวสักที! ดูบรรยากาศหน่อยสิ!)

Suddenly my saviors appeared, when I started to produce a cold sweat from the increasing pressure. It was Kouki’s group.
ทันใดนั้นเอง ผู้ช่วยเหลือของฉันก็ปรากฏตัวขึ้น ในตอนที่ตัวฉันเริ่มจะเหงื่อแตกพลั่กออกมาจากความเครียดที่พุ่งปรี๊ดนั่นเอง. กลุ่มของโคคิก็โผล่มา.

“Kaori. Let’s eat together. It seems like Nagumo hasn’t slept enough yet. I won’t allow such a sleepyhead to enjoy Kaori’s delicious meal.”
"คาโอริ มาทานข้าวด้วยกันเถอะ. ดูเหมือนนากุโมะคุง ยังหลับไม่เต็มอิ่มนะ ฉันยอมให้คนที่ง่วงหนาวหาวนอนอยู่ มาทานข้าวกล่องแสนอร่อยของคาโอริไม่ได้หรอก"


Kaori just laughs refreshingly at Kouki’s smug response. For someone as insensitive as Kaori, an Ikemen’s smile and words had no effect on her.
คาโอริหัวเราะเบาๆ กับคาพูดของโคคิ. สาหรับคนที่พูดอะไรแบบนั้นออกมาได้โดยที่ไม่รู้สึกรู้สาอย่างโคคิ ทั้งคำพูดและร้อยยิ้มกระซากใจสาวของเขากลับไม่มีผลอะไรกับคาโอริเลยแม้แต่น้อย.

“Eh? What are you unable to allow?”
"เอ๋? ไม่อนุญาตเรื่องอะไรกันแน่ละนั่น?"

Shizuku unwittingly blew out a laugh at Kaori’s response. Kouki just laughs at that and starts to just chat it up. Still 4 of the most famous students were gathered around Hajime’s desk and that did not allow the glares to weaken.
ชิซึกุ หัวเราะออกมาอย่างไม่ตั้งใจ ต่อ การตอบสนองของคาโอริ. โคคิก็หัวเราะตาม แล้วก็เริ่มคุยเรื่อยเปื่อยกัน. สี่หน่อที่สุดแสนจะโด่งดังก็ยังรวมตัวกันอยู่รอบๆโต๊ะของฮาจิเมะ ซึ่งก็ทาให้สายตาที่จ้องเขม็งมาที่เขาไม่ได้ลดความเข้มข้นลงเลย.

Hajime complained to himself and let out a sigh.
ฮาจิเมะ บ่นกับตัวเอง แล้วก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา.

(Already, these guys are in their own worlds. No matter how you look at these 4, they are caught up in their own atmosphere. Please someone from another world summon him.)
(เข้าไปในโลกส่วนตัวของตัวเองซะแล้วคนพวกนี้. ไม่ว่าจะมองยังไง สี่คนนี้ก็สร้างบรรยากาศส่วนตัวของตัวเองขึ้นมาซะแล้ว.ได้โปรดล่ะ ใครก็ได้จากโลกอื่น เรียกตัวฉันไปทีเถ้อออ!)

Hajime tries to escape reality. When he was about to moving away he was frozen.
ฮาจิเมะ พยายามจะหนีจากความเป็นจริง. พอคิดจะลุกออกไป ก็รู้สึกตัวแข็งทื่อขึ้นมา.

In front of his eyes, a complex array of snow white circles appeared before him. The students also noticed this weird phenomenon. He watched as the patterns shined and the force that held him started to hold the other students, he thought it was a magic formation.
ต่อหน้าของฮาจิเมะ, ลำแสงสีขาวทรงกลมปรากฏขึ้นต่อหนา. เหล่านักเรียนก็รู้สึกถึงปรากฏการณ์อันแปลกประหลาดนี้. ฮาจิเมะจ้องมองดูที่ลวดลายที่ส่องแสง และ แรงกดดัน ที่โอบอุ้มตัวของเขา และ เริ่มจะโอบล้อมนักเรียนคนอื่นๆ, นี่มันวงแหวนเวทย์!...ฮาจิเมะคิดอยู่ วงแหวนเวทย์เริ่มส่องแสงจ้าขึ้น

The magic formation got gradually brighter and soon expanded to the size of the whole classroom. When the students finally processed the situation they tried to move and scream. When the formation started to shine, Aiko-sensei shouted “Everybody get out”, but at this instance the formation exploded.
แล้วในที่สุดก็ขยายขนาดไปทั่วทั้งห้องเรียน. พอนักเรียนเริ่มรู้สึกถึงสถานการณ์ ต่างก็พยายามหนีและกรีดร้อง เมื่อวงแหวนเวทย์เริ่มส่องแสง, อาจารย์ ไอโกะ ก็ตะโกน "ทุกคน รีบหนีเร็ว" แต่ในพริบตานั้น วงแหวนเวทย์ก็ปะทุขึ้น.

The light covered the classroom for a few seconds, then a few minutes. When it cleared no one was left in the classroom. The classroom was devoid of human life but all their belongings, that were not on them, were left behind.
แสงสว่างครอบคลุมไปทั่วห้องเรียนหลายวินาที, หลายนาทีต่อมา พอวงเวทย์จางหายไป ก็ไม่เหลือใครอยู่ในห้องแม้แต่คนเดียว. ห้องปราศจากสัญญาณของสิ่งมีชีวิตเหลือไว้เพียงแต่ข้าวของที่ไม่ได้อยู่ติดตัวกับนักเรียน เหลือทิ้งไว้ข้างหลัง.

The world would later call this a Spirited Away incident, but that is for another time.
ในภายหลังโลกเรียกเหตุการณ์นี้ว่า "เทพลักซ่อน"แต่เรื่องนั้นขอเอาไว้เล่าในโอกาสหน้า.






#นิยายแนวฮาเร็ม#Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou #นิยายแปลไทย
Author(s)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น