วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou (WN) Chapter 09 Complete Change

Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou (WN) Chapter 09 Complete Change 

นิยาย แปลไทย Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou ตอนที่ 09 เปลี่ยนแปลงโดยสมบูรณ์


บทที่ 09 เปลี่ยนแปลงโดยสมบูรณ์


Drip…Drip…
ติ๋ง....ติ๋ง....

Hajime felt his consciousness return gradually as the drips of water hit his cheeks and entered his mouth. Wondering what was the cause, he slowly opened his eyes.
ความรู้สึกถึงหยดน้ำที่หยอดกระทบลงที่ใบหน้า แล้วไหลเข้าไปในปาก. ฮาจิเมะเริ่มฟื้นคืนสติ, แล้วค่อยๆลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ ในขณะที่สงสัยไปด้วยว่า เพราะอะไร?.


(…I’m alive?…I’m saved?…)
(นี่ฉัน....ยังมีชีวิตอยู่?...?)


Attempting to get up, he was stopped when his forehead hit the low ceiling of the hole.
พอพยายามจะลุกขึ้น ก็ต้องหยุดชะงัก เพราะหน้าผากกระแทกเข้ากับเพดานที่อยู่ในโพรง.
“Aku!?”
"อึก!?"

He totally forgot about the hole he constructed that was only 50 cm high. Hajime extended his hand to the ceiling to transmute a higher ceiling. Only one arm came into view. He remembered he lost his left arm, and felt phantom limb pains. At that he kept his left arm down, or what remained of it. There was swelling around the wound but it had closed.
ลืมกระทั่งว่าโพรงที่ตัวเองสร้างขึ้นมา มีความสูงแค่ 50 cm. ฮาจิเมะ ยื่นมือไปด้านบนเแล้ว "แปรสภาพ" เพดานสูงขึ้นไปเพื่อขยับขยายพื้นที่. แขนที่ยื่นไปเพื่อทำการแปรสภาพรู้สึกได้เพียงแค่แขนข้างเดียว. ฮาจิเมะหยุดชะงักไปชั่วครู่ แล้วก็จำได้ว่าเขาเสียแขนข้างซ้ายไปแล้ว, ความรู้สึกเจ็บปวดที่แขนด้านซ้าย ก็ผุดขึ้นมา. พอรู้อย่างนั้น เขาก็ปล่อยแขนข้างซ้าย... หรือ ส่วนที่ยังเหลืออยู่ลง. ที่รอบแผลมีอาการบวมขึ้น แต่แผลก็ปิดไปแล้ว.

“H-How?…There is so much blood…”
"ดะ...ได้ไง?...มีเลือดออกตั้งเยอะนี่นา..."

He couldn’t see in the darkness, but if he had some light he would be able to see the pool of blood. The amount of blood he lost would have normally killed someone. To survey the surrounding he felt around with his hand and felt something slimy. His blood was still there and it had yet to dry. After All, it seemed he had bled, and it seemed not much time had passed since he fainted.
ในความมืดมิดนั้นมองไม่เห็นอะไร, แต่หากมีแสงไฟละก็คงจะได้เห็นแอ่งเลือดที่ท่วมอยู่บนพื้นเป็นแน่. ปริมาณเลือดที่เสียไป ถ้าเป็นคนปกติก็คงจะตายไปแล้ว. พอใช้มือสำรวจรอบๆดูก็รู้สึกถึงบางอย่างที่คล้ายของเหลว. เลือดของเขายังอยู่ตรงนั้น และ ยังไม่แห้งดี. ยังไงก็ดูเหมือนจะมีเลือดไหลออกมามาก ตั้งแต่ที่สลบไป เวลาที่ผ่านมาไม่น่าจะนานมากนัก.

While he was wondering about his wound, another drop of water hit his cheeks. The moment it entered his mouth, he felt his body reenergize.
ขณะกำลังสงสัยเรื่องของแผลที่ปิดไปแล้วนั้น หยดน้ำอีกหยดก็ หยดลงตรงแก้ม. ขณะที่น้าไหลเข้าสู่ปาก เขารู้สึกว่าร่างกายฟื้นตัวขึ้นมา.

“…No way…was it this?”
"...ไม่จริงน่า...อะไรเนี่ย?"

Using his hand he performed a transmutation on the area where the droplet came from, while he ignored his phantom limb pains. Progressing further and further in as he transmuted a little lightheaded. Mysteriously when he drank the liquid his mana returned and no matter how much transmuting he performed his mana did not run out. Hajime repeatedly transfigured to find the water source.
ด้วยการเมินต่อความเจ็บปวดจากแขนอีกข้าง ฮาจิเมะใช้มือเพื่อแปรสภาพบริเวณที่หยดน้ำหล่นลงมา. เขาได้ทำาการแปรสภาพลึกขึ้นไปเรื่อยๆ แม้จะมีอาการวิงเวียนศีรษะอยู่บ้างก็ตาม. แต่พอได้ดื่มหยดน้าเข้าไป มานา (พลังเวทย์) ก็กลับฟื้นคืนมาอย่างน่าประหลาด และ ไม่ว่าจะใช้ แปรสภาพ นานขนาดไหน ก็รู้สึกว่าพลังเวทย์ไม่หมดลงสักที. ฮาจิเมะทำการแปรสภาพไปเรื่อยๆ เพื่อหาต้นตอของหยดน้ำ.


Eventually the amount of mysterious liquid increased and more trickling could be heard. Hajime finally reached the source.
จำนวนหยดน้ำเริ่มเพิ่มขึ้น และ ได้ยินเสียงหยดน้ำดังถี่ขึ้น. ในที่สุดฮาจิเมะก็มาถึงต้นตอของมัน.

“This…is…”
"นี่มัน...."

An ore the size of a basketball emitting a light existed there. This ore was buried and assimilated with the surrounding rocks, and it dripped the liquid. A beautiful and mysterious stone. The ore was emitting darker blue than aquamarine, at least that was the best representation he could think of. His phantom limb pain was left forgotten.
ที่ตรงนั้นมีแร่ขนาดเท่าลูกบาสเกตบอล เปล่งแสงสว่างออกมา. แร่นี้ถูกฝัง และ กลมกลืนเข้ากับหินที่อยู่รอบๆมัน, และ กลั่นหยดน้ำออกมา. เป็นผลึกที่สวยงาม และ น่าพิศวง. แร่เปล่งแสงสีฟ้าเข้มยิ่งกว่า อะความารีน*, อย่างน้อยนั่นก็คือ สิ่งที่พอจะคิดเอามาเปรียบเทียบกันได้. ความน่าหลงใหลของมัน ทำให้ลืมกระทั่งความเจ็บปวดของแขนซ้าย. *อะความารีน (Aquamarine) เป็นพลอยสีน้ำเงิน สีน้ำทะเลแกมเขียว สีน้าเงินอ่อน หรือฟ้าน้ำทะเล เป็นแร่ชนิดหนึ่งในตระกูลเบริล (ตระกูลเดียวกับมรกต)

Fascinated with the stone, Hajime reached out to touch it with his mouth. The dull pain and haze that his body and mind felt was cleared, and the fatigue disappeared. Seems like the liquid from this stone had saved him. The liquid seemed to hold restorative powers. Phantom limb pains still occurred, but the other injuries or negative effects were healed.
เพราะความน่าดึงดูดใจของผลึก, ทำให้ฮาจิเมะ ยื่นปากไปแตะมัน. ความเจ็บปวด และ เมฆหมอกอันมืดครึ้มในใจ ก็ทำให้มลายหายไปสิ้น,ความเหนื่อยล้าเองก็หายไปเช่นกัน. ดูเหมือนว่าของเหลวที่ออกมาจากผลึกจะเป็นสิ่งที่ช่วยเขาเอาไว้. ของเหลวจากผลึกมีพลังในการฟื้นฟูพลัง. ถึงความเจ็บปวดที่แขนซ้ายจะยังอยู่ แต่บาดแผล และ ผลกระทบด้านลบอื่นๆนั้น ได้รับการรักษาทั้งหมด.

Hajime didn’t know, but this stone was the highest grade treasure called “God’s Crystal”. The crystal is a legendary relic thought to have been just a story. Formation of such a crystal is a miracle, because it was the crystallization of magical pools that collect by chance and needed 1000 years to form. Looking over it, the crystal was about 30-40 cm in diameter.
ถึงฮาจิเมะจะไม่รู้, แต่ว่าผลึกนี้คือ สมบัติล้าค่าชั้นสูง ที่ถูกเรียกว่า "คริสตัล แห่งพระเจ้า". มันเป็นตำนานที่สืบทอดกันมา จนกลายเป็นเหมือนแค่นิทานปรัมปรา. ขั้นตอนที่ทำให้คริสตัลนี้เกิดขึ้นมาได้นั้น ราวกับเป็นปาฏิหาริย์. เพราะมันต้องใช้เวลาในการ ตกผลึกของพลังเวทย์อันมหาสารใต้ดิน ที่สะสมกันอย่างบังเอิญ และ ต้องใช้เวลาถึง 1000 ปี เพื่อกลายเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา. เมื่อมองดูให้ดี คริสตัล จะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราวๆ 30-40 cm.

After it has crystallized, it takes several hundred more years to saturate it to cause overflowing. That overflowing liquid is called “Sacred Water”, and when drank it could cure any injury or disease. Though it doesn’t have the power to regenerate parts, and it is considered a fountain of youth if continuously taken. A story of Eht healing people with this sacred water in ancient time is often recited.
หลังจากที่ตกผลึก ต้องใช้เวลาหลายร้อยปีเพื่อทำให้มันอิ่มตัว และ ทำให้กลั่นหยดน้ำออกมาได้. หยดน้ำที่กลั่นตัวออกมา ถูกเรียกว่า "วารีศักดิ์สิทธิ์" และ เมื่อได้ดื่มมันเข้าไปจะทำให้สามารถรักษาอาการบาดเจ็บ และ โรคภัยได้ทุกชนิด. แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่มีพลังในการสร้างชิ้นส่วนที่เสียไปให้กลับคืนมาใหม่, และถ้าได้ดื่มอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ ก็ยังเชื่อกันว่าจะเป็น "น้ำอมฤต" ที่จะทำให้มีชีวิตเป็นอมตะ หรือ คงความเยาว์วัยแห่งรูปร่างไว้ชั่วกัลป์. ตำนานที่ว่ากันว่า พระเจ้าเอฮิโตะ รักษาผู้คนด้วย "วารีศักดิ์สิทธิ์" ในยุคสมัยโบราญ ก็มีเล่าขานสืบต่อกันเรื่อยมา.

He noticed that he returned from the brink of death. Hajime who was leaning on the wall sagged down. Bring up both knees, he placed his head between them while shivering from his close brush with death. He had no energy to even try to escape, his heart was broken.
 หลังจากที่รู้สึกตัวว่าตัวเองเกือบจะต้องตายไปแล้วฮาจิเมะที่ยืนพิงผนังอยู่ก็ทรุดตัวลง เขาชันเข่าขึ้นแล้วซบหน้าลงระหว่างเข่าทั้งสอง ในขณะที่ตัวสั่นเทิ้มจากเหตุการณ์หวิดตายเมื่อก่อนหน้าเขาไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงให้คิดเรื่องที่จะพยายามหนีออกไปหัวใจของเขาแตกสลายไปเสียแล้ว.

Hajime might confront hostility and malice. Any rescue would be appreciated, and he might be able to stand up again. However, that bear’s eyes scared him. He did not want to encounter the eyes of a predator that wanted to devour him. Eyes that he had no experience with because he was used to being the top law of the jungle. Those eyes were responsible for why his arm was eaten and this broke his heart.
 การเผชิญหน้ากับ ความมุ่งร้าย หรือ ความเป็นศัตรู, ความดีใจที่ได้มีชีวิตรอด. เรื่องพวกนั้นอาจจะทำให้สามารถยืนหยันขึ้นมาได้อีกครั้ง. แต่ทว่า สายตาของปีศาจหมีทาให้เขากลัว. ไม่อยากจะไปเจอกับสายตาของผู้ล่าที่อยากจะเขมือบเขาแบบนั้นอีกแล้ว. สายตาที่ไม่เคยได้พบเจอ เจ้านั่นเป็นเหมือนตัวตนที่อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร. สายตานั้น เป็นเจ้าของเหตุผล ที่ทำให้แขนซ้ายถูกกิน และ หัวใจที่แตกสลายไปของฮาจิเมะ.


“Some…help me…”
"ใครได้...ช่วยด้วย..."

In this abyss, his voice did not reach anyone…
ในขุมนรกแห่งนี้, เสียงของเขาไม่อาจจะส่งไปถึงใครได้...

* * *
What did he do?
ฉันมัวทำอะไรอยู่?

Hajime was laying on his side curled up into a fetus position.
Four days have passed since his collapse. All this time he had not moved much and the sacred water had sustained him. The sacred water could keep a person alive except for extreme circumstances, and it did not ease any hunger pangs. He wasn’t going to die, but he was suffering from phantom limb pains and starving sensation.
ฮาจิเมะ นอนขดบนพื้นในสภาพเหมือนเด็กทารกในครรภ์. สี่วันผ่านไปนับจากที่เขาสลบไป. ตลอดเวลาที่ผ่านมานี้เขาไม่ได้ขยับไปไหนเลย มีเพียงแค่หยดน้ำศักดิ์สิทธิ์ ที่คอยประคองชีวิตของเขาเอาไว้. น้ำศักดิ์สิทธิ์นั้นสามารถทำให้คนๆหนึ่งมีชีวิตต่อไปได้สบาย ยกเว้นแค่ในบางกรณี, แต่มันก็ไม่ได้ช่วยประทังความหิวไปได้. ถึงจะไม่ตาย แต่ก็ต้องทรมานจากความเจ็บปวดที่แขนซ้าย และ ความหิวอย่างหนักที่ไม่อาจหยุดยั้งได้.

(How did I end up like this?)
(ทำไมฉันถึงมาอยู่ในสภาพแบบนี้?)

A question he asked himself over and over again. His mind had recovered from drinking the sacred water, even if he suffered from pain and hunger. Unfortunately, because he had a clear mind, all the suffering was clearly felt.
เป็นคำถามที่เขาถามกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า. จิตใจนั้นได้รับการฟื้นฟูจากการดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์, ถึงความทรมานจากความเจ็บปวด และ ความหิวจะยังอยู่. แต่โชคร้าย, เพราะการที่หัวปลอดโปร่งอยู่นั่น ที่ยิ่งทำให้ความทรมานที่รู้สึกได้นั้นชัดเจนยิ่งขึ้น.


One day Hajime stopped drinking the sacred water.
แล้วในวันหนึ่ง ฮาจิเมะก็หยุดดื่ม น้ำศักดิ์สิทธิ์.

(If this anguish continues for so long…I rather…)
(ถ้ายังต้องทรมานแบบนี้อยู่ต่อไป...ตายไปซะยังจะดีกว่า...)

After he muttered that, he fell unconscious.
หลังจากที่พึมพำแบบนั้นออกมา เขาก็หมดสติไป.


Three days passed. The hunger that calmed had returned. His phantom limb pains did not subside.
สามวันผ่านไป. ความหิวโหยที่หยุดลงเริ่มหวนกลับมาอีกครั้ง. ความเจ็บปวดที่แขนซ้ายก็ไม่ได้จางหายไปเลยแม้แต่น้อย.

(Still…I’m not dead…I don’t want to die…)
(ยังไง...ก็ยังไม่ตาย...ฉันไม่อยากตาย....)

Although he wished for death, a part of him still wanted to live. Conflicting thoughts alternated within his mind. He could no longer form any normal thoughts. His murmurs became incoherent and delirious.
ถึงแม้จะอยากตาย, แต่บางส่วนในตัวเขาก็อยากจะมีชีวิต. ความนึกคิดอันสับสนหมุนเวียนสลับผลัดเปลี่ยนกันข้างในจิตใจ. ฮาจิเมะคิดอะไรแบบปกติไม่ได้อีกแล้ว. การบ่นพึมพำเริ่มไม่ปะติดปะต่อ และ เพ้อเจ้อขึ้นทุกที.


Three more days elapsed. The sacred water was losing its efficiency, at this rate two more days and he would most likely be dead. He had not taken in fluids, let alone food.
ผ่านไปอีกสามวัน. น้ำศักดิ์สิทธิ์เริ่มหยดน้อยลง ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป อีกสองวันเขาคงได้ตายจริงๆแน่. ลืมเรื่องอาหารไปได้เลย แค่น้ำอย่างเดียวก็ไม่ได้ดื่มมาหลายวันแล้ว.

Abnormalities started to appear in Hajime’s mind recently.
ช่วงนี้ความผิดปกติเริ่มก่อตัวขึ้นในจิตใจของฮาจิเมะ
(Why do I have to suffer…What did I do…)
(ฉันทำอะไรไป...ทำไมถึงต้องมาทุกข์ทรมานอยู่แบบนี้...)
(Why did this happen…What’s the cause…)
(
เพราะอะไร...ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้...)

(God unreasonably abducted me…)
(ไอ้พระเจ้านั่น...มันลักพาตัวฉันมา...)
(A classmate betrayed me…)
(เพื่อนร่วมชั้น ทรยศฉัน...)
(The rabbit looked down on me…)
(ไอ้กระต่ายนั่นมันดูถูกฉัน....)
(That guy ate me…)
(ไอ้เจ้านั่น มันกินฉัน....)

Gradually his thoughts became darker. Who was wrong? Who forced their unreasonableness onto him? Who harmed him? Pain gradually turned into rage, rage led to hatred, he seeked an enemy. Everything had worked into corrupt his spirit. The severe pain and starvation that wrecked his body, and the events that led him here into this endless darkness.
ความคิดเริ่มมืดมนขึ้นเรื่อยๆ. ความผิดของใครกัน? ใครมายัดเยียดความไร้เหตุผลแบบนี้มาที่เขา? ใครทำร้ายเขา? ความเจ็บปวดเปลี่ยนเป็นความเดือดดาล, ความโมโห เปลี่ยนเป็นความเกลียดชัง. เขามองหาศัตรู. ทุกสิ่งทุกอย่าง ทำให้จิตวิญญาณของเขาวิบัติลง. ความเจ็บปวด และ หิวโหยที่ทำให้ร่างกาย แทบแหลกสลาย, ภาพเหตุการณ์ที่ทำให้เขาตกลงมาสู่ความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุดแห่งนี้ก็ผุดขึ้นมา.


(Nobody has come to rescue me…)
(ไม่มีใครมาฉันช่วยเลย...)


(If nobody is going to help me, what should I do?)
(ถ้าไม่มีใครมาช่วยละก็ ฉันควรจะทำอย่างไร?)


(How do I rid myself of this pain?)
(จะทำยังไงให้ความเจ็บปวดนี่หายไป?)


Day 9. Hajime thoughts had made a breakthrough about his current situation. With a heart that wanted release from its torment, he needed to first expel the unnecessary hatred and anger. Because the suffering did not end when his heart turned black…
9
วัน. ความนึกคิดของฮาจิเมะ เกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบัน ก็ได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว. ด้วยหัวใจที่อยากหลุดออกจากความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน, เขาจึงจำเป็นต้องสลัดความเกลียดชัง และ ความเดือดดาลที่ไม่จำเป็นทิ้งไป. เพราะถึงจะทำให้หัวใจจะมืดมนลงแค่ไหน ความเจ็บปวดก็ไม่ได้หายไป...

(What…am I wishing for?)
(นี่ฉัน...คาดหวังอะไรไว้อยู่นะ?)
(I wish for “life”.)
(หวังถึง "การมีชีวิต")
(What type of people impedes me?)
(แล้วพวกที่มาขวางทางล่ะ?)
(My enemies)
(มันเป็นศัตรู)
(Then what should I do?)          
(งั้นจะทำยังไงกับพวกมัน?)
(I-I…)
(ฉัน...)
Day ten. His heart was now free of hatred and anger. The outrageous God, back-stabbing classmate, hostile demons, the smiling person desiring to protect him, all of them mattered naught.
10
วัน,หัวใจของเขาตอนนี้หลุดพ้นจากความเกลียดชัง และ เดือดดาล อย่างสิ้นเชิง. พระเจ้าที่ทำให้เจ็บแค้นใจ, เพื่อนร่วมชั้นที่ทรยศหักหลัง, ปีศาจที่เป็นปรปักษ์, รอยยิ้มของคนที่อยากปกป้องเขา, ทุกอย่างที่ว่ามาไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว.

To live, to earn the privilege to survive, everything else was trivialities. Hajime had arrived at an answer for his question.
เพื่อจะมีชีวิตอยู่, เพื่อจะคว้าเอาเอกสิทธิ์ในการมีชีวิตรอดมาไว้ในมือ. ฮาจิเมะก็มาถึงคาตอบสาหรับคาถามของตัวเขาเอง.

That is…
มันคือ..
( KILL )
(ฆ่า)

Not for malice, animosity, or hate. In order to live, he will kill with pure intent.
ไม่ใช่เพราะประสงค์ร้าย, ไม่ใช่เพราะเป็นปรปักษ์, ไม่ใช่เพราะเกลียดชัง. แต่เพื่อจะมีชีวิต เขาจะฆ่าด้วยความตั้งใจอันบริสุทธิ์.

All those who threaten his survival are enemies, and to my enemies…
หน้าไหนก็ตามที่มาขัดขวางการมีชีวิตคือศัตรู, และ กับศัตรูจะต้อง...
(KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL, KILL.)
(ฆ่า, ฆ่า, ฆ่า,ฆ่า, ฆ่า, ฆ่า,ฆ่า, ฆ่า, ฆ่า,ฆ่า, ฆ่า, ฆ่า,ฆ่า, ฆ่า, ฆ่า,ฆ่า, ฆ่า, ฆ่า,ฆ่า, ฆ่า, ฆ่า,ฆ่า, ฆ่า, ฆ่า,ฆ่า, ฆ่า, ฆ่า,ฆ่า, ฆ่า, ฆ่า,ฆ่า, ฆ่า,ฆ่า, ฆ่า, ฆ่า,ฆ่า, ฆ่า, ฆ่า,ฆ่า, ฆ่า, ฆ่า,ฆ่า, ฆ่า, ฆ่า,ฆ่า, ฆ่า, ฆ่า,ฆ่า, ฆ่า, ฆ่า,ฆ่า, ฆ่า, ฆ่า,ฆ่า, ฆ่า, ฆ่า,ฆ่า, ฆ่า, ฆ่า,ฆ่า,ฆ่า,ฆ่าฆ่า, ฆ่า, ฆ่า, ฆ่า,ฆ่า, ฆ่า, ฆ่า,ฆ่า, ฆ่า, ฆ่า,ฆ่า, ฆ่า, ฆ่า,ฆ่า, ฆ่า, ฆ่า,ฆ่า, ฆ่า, ฆ่า,ฆ่า, ฆ่า, ฆ่า,ฆ่า, ฆ่า, ฆ่า,ฆ่า, ฆ่า, ฆ่า, ฆ่า!)
To escape this feeling of starvation,
เพื่อจะหลุดพ้นจากความหิวโหยนี้
( Kill and Devour! )
(
ต้องฆ่า และ กลืนกินมันซะ!)

At this moment, the mild and gentle, apologizing with a bitter smile at any sign of conflict, the Hajime that Kaori thought was strong, utterly fell from grace.
ในตอนนี้ ฮาจิเมะคนที่สุภาพอ่อนโยน, พูดขอโทษด้วยรอยยิ้มแหยๆ กับทุกเหตุการณ์วุ่นวาย, ฮาจิเมะที่คาโอริบอกว่าเข้มแข็ง, ได้หายไปโดยสมบูรณ์.


A new Nagumo Hajime came into existence. A Nagumo Hajime that would ruthlessly eliminate any who stood in his way of survival. His broken heart broke again. This new heart however was not a weak heart that was roughly patched up. No, his new tough heart was re-forged by the fires of agony, despair and darkness.
นากุโมะ ฮาจิเมะ คนใหม่ ที่มีชีวิตอยู่ตรงนี้. คือ นากุโมะ ฮาจิเมะ ที่จะกำจัดทุกๆคนที่มาขวางทางการมีชีวิตรอดของเขา อย่างไร้ความปรานี. หัวใจที่แตกสลายไปแล้ว ก่อตัวขึ้นมาใหม่. หัวใจดวงใหม่นี้ ไม่ใช่หัวใจอันอ่อนแอที่ถูกซ่อมแซมมาอย่างลวกๆ. ไม่เลย, หัวใจอันแข็งแกร่งนี้ ถูกสร้างขึ้นมาโดย เปลวไฟที่หลอมรวม ความทุกข์ทรมาน, ความสิ้นหวัง และ ความมืดมิด เพื่อสร้างมันขึ้นมาใหม่.

Hajime starts to move his completely weakened body. For the past few days he had slurped on the accumulated sacred water like a dog given a drinking bowl. The hunger or phantom limb pain did not disappear, but it revitalized his body.
ฮาจิเมะ เริ่มขยับร่างกายที่อ่อนแอของตัวเอง. สองสามวันที่ผ่านมา เขาดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เพิ่มพูนขึ้นมาอย่างกระหาย เหมือนกับสุนัขที่ดื่มน้ำจากถ้วยให้อาหารของมัน. ความหิวโหย และ เจ็บปวด ยังคงไม่จางหาย, แต่มันก็ช่วย ฟื้นฟูพละกาลังให้แก่ร่างกายของเขา.

His eyes shined glaringly, his watery mouth needed to be wiped and his face broke out into a fearless grin. The canines in his warped mouth gained a glint. Certainly his expression had a sudden change just like his thoughts. Hajime arose to proclaim a transmutation and he muttered again…
“KILL”
* * *
สายตาของเขาฉายแววอย่างเจิดจ้า, ริมฝีปากที่ชุ่มน้ำ และ ใบหน้าที่เผยรอยยิ้มแสยะออกมา ที่ไม่เกรงกลัวต่อสิ่งได้. รอยยิ้มแสยะเผยให้เห็นฟันที่เป็นประกายในปาก. ตอนนี้สีหน้า ของฮาจิเมะเปลี่ยนไป เฉกเช่นเดียวกับกับความนึกคิด. ฮาจิเมะ ยกแขนขึ้น ร่ายเวทย์แปรสภาพ แล้ว บ่นพึมพาอีกครั้ง... "ฆ่า" * * *


In the labyrinth there was a pack of two-tailed wolves. A pack of wolves usually consisted of 4-6 members. Because they were the weakest demon on this level, they compensated by cooperating in a group. The group Hajime saw was no exception, they totaled four in number.
ในดันเจี้ยนชั้นนี้ จะมีฝูงหมาป่าสองหางอยู่. หมาป่าฝูงหนึ่งโดยปกติจะมีจำนวนสมาชิกอยู่ 4 ถึง 6 ตัว. เพราะเป็นมอนสเตอร์ที่อ่อนแอที่สุดในชั้น, พวกมันจึงทดแทนด้วยการร่วมมือกันล่าเป็นกลุ่ม. ฝูงหมาป่าที่ฮาจิเมะเห็นเองก็ไม่มีข้อยกเว้น, พวกมันมีอยู่ด้วยกัน สี่ตัว.


Cautiously, he observed his surroundings from his hiding spot near the wall and waited for the best hunting ground. The most fundamental hunting method was setting up an ambush. He let the wolves wander for a while until the perfect ambush site was discovered, this site had rocks covering the four corners. Now he waited for the prey to come. The moment one of them showed up, it was going to get butchered by being sandwiched by a rock and the wall. Hajime was practically salivating at the thought of his prey, until he felt something was off.
ฮาจิเมะ ทำการสำรวจบริเวณรอบๆจากที่ซ่อนตัวที่อยู่ใกล้กับผนัง แล้วรอจังหวะการล่าที่เหมาะสมที่สุด. โดยใช้วิธีการล่าอันเป็นพื้นฐานที่สุด ซึ่งก็คือ การซุ่มโจมตี. ฮาจิเมะปล่อยให้หมาป่าเดินไปทั่ว จนกระทั่งมาถึงจุดซุ่มโจมตีที่ดีที่สุด. ที่นี่มีหิน ล้อมรอบทั้งสี่ด้าน. ตอนนี้เขารอเหยื่อมาติดกับ ในจังหวะที่มันโผล่ เข้ามาในจุดที่คาดไว้ มันก็ถูกทับเหมือนขนมปังแซนด์วิช ด้วยผนัง และ หิน. ฮาจิเมะน้ำลายไหลย้อย กับ ความคิดเรื่องเหยื่อของตัวเอง.จนกระทั่งพวกหมาป่ารู้สึกตัวว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติ.

Since their most important survival tool is their cooperation, they had an almost telepathic link with each other. Packmates would not be able to directly communicate with each other, but they would somehow know where each were and what they were doing. However, something was something wrong. They were gathered into a group of four but somehow the leader could only sense three left among them. One of the wolves’ signature that was at the opposite side of the wall disappeared.
เพราะเครื่องมือการเอาชีวิตรอดที่สำคัญที่สุดของพวกมันคือการร่วมมือ, พวกมันจึงมีโทรจิตที่เชื่อมโยงถึงกัน. ถึงจะไม่อาจะติดต่อกันได้โดยตรง แต่พวกมันก็สามารถรับรู้ได้ว่าแต่ละตัวทำอะไรอยู่ที่ไหน. ถึงอย่างนั้นก็มีบางอย่างผิดปกติ. พวกมันรวมกลุ่มกัน 4 ตัว แต่ตัวที่เป็นจ่าฝูง กลับสัมผัสได้ว่ามีเหลือแค่สามตัวในกลุ่มพวกมัน. สัญญาณของหมาป่าอีกตัว ที่อยู่ตรงข้ามกำแพงหายไป.

It harbored doubts, when he put in the effort to raise from his prone position, it heard one of its packmate scream. Restlessness was conveyed from one wolf that was near the companion that disappeared. The comrade was caught and stuck between something and could not slip out. Two wolves on the opposite side rushed up to rescue him. However, the sign of that struggling animal disappeared.
มันหยุดขยับด้วยความสงสัย, พอพยายามจะชะโงกหัวขึ้นจากท่าหมอบ มันก็ได้ยินเสียงเหล่าลูกน้องของมันร้องขึ้น. ความร้อนใจถูกส่งมาจากหมาป่าตัวที่อยู่ใกล้กับ ตัวที่สัญญาณขาดหายไป.หมาป่าตัวนั้นติดอยู่ระหว่างหิน และ ไม่อาจจะขยับออกมาได้. จ่าฝูงกับหมาป่าอีกตัว ที่อยู่ด้านตรงข้าม วิ่งเข้ามาเพื่อช่วยหมาป่าตัวที่ติดอยู่. แต่ทว่า สัญญาณของหมาป่าตัวที่ติดอยู่ระหว่างหินก็หายไปอีก.


Confused, it quickly went to the wall and checked the area, but nothing was there. The remaining two puzzled wolves used their noses to sniff around the area the two other wolves disappeared from to get a hint.
ด้วยความสับสน จ่าฝูงวิ่งเข้าไปชิดผนัง และ ตรวจดูรอบบริเวณ แต่กลับไม่มีอะไรอยู่ที่นั่นเลย. หมาป่าทั้งสองที่เหลืออยู่ใช้จมูกของมันดมกลิ่นรอบๆพื้นที่ที่หมาป่าทั้งสองตัวหายไป เพื่อมองหาเบาะแส.


At that moment, the ground depressed, and the walls protruded out to cover them. When they were about to jump aside, the depressed floor suddenly reverted back to its original state. This would make escaping the trap an easy task for the wolves. If it had not been confused with encountering such a new experience, they would not have been caught so easily. The assailant had already planned for their confusion and that single moment of hesitation. That was a good enough opportunity to catch them.
ในจังหวะนั้นเอง, พื้นดินก็ยุบลง,แล้วมีผนังยื่นออกมาเพื่อปิดปากหลุมเอาไว้. พอหมาป่ากำลังจะกระโดดเพื่อหนีออกจากหลุม, พื้นดินที่ยุบลงไปก็กลับคืนสภาพเดิม ถ้าหากไม่ใช่เพราะยังสับสนกับประสบการณ์แปลกใหม่ที่พบเจออยู่นี้ พวกหมาป่าก็คงจะหลุดจากกับดักพวกนี้ไปได้อย่างง่ายดาย. ผู้ลอบโจมตี คาดการณ์เรื่องความสับสน ของเหยื่อเอาไว้แล้ว และในจังหวะลังเลนั้นเอง มันก็เปิดโอกาสให้พวกหมาป่าถูกจับตัวเอาไว้ได้.

“Guru-ua!?”
“Guru-ua!?”

The two wolves screamed as the walls swallowed them…then nothing was left.
หมาป่าทั้งสอง ร้องตะโกนออกมา ในขณะที่ผนังกลืนกินพวกมัน...หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรเหลือไว้.


Hajime was the one to catch all four of those wolves. Fighting back with determination, he was able to oppress his hunger and phantom limb pains. The sacred water had sustained him so far, it was a good thing he trained earnestly repeatedly his transmuting and mana capacity.
ฮาจิเมะเป็นคนที่จับหมาป่าทั้งสี่ตัวเอาไว้. เขาสามารถสะกดความหิว และ ความเจ็บปวด เพื่อต่อสู้กับหมาป่าด้วยแผนการที่คำนวณเอาไว้เสร็จสรรพ, การได้ฝึกใช้การแปรสภาพอย่างจริงจัง ซ้ำไปซ้ำมา และ เพิ่มความจุของพลังเวทย์ได้ คงต้องขอบใจ น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่คอยช่วยค้ำจุนเขามาจนถึงตอนนี้.


His transmuting was more quick, more accurate and more extensive now. If he went out right now, he might die. He had accumulated training when he was in the room with the God’s Crystal. Hajime wanted to polish his weapon even if slightly, and of course his weapon is transmutation.
การแปรสภาพของฮาจิเมะ ทั้งรวดเร็ว, แม่นยำ และ ครอบคลุม พื้นที่กว้างขึ้น. ถ้าออกไปตอนนี้ก็อาจจะตายได้. ตอนที่อยู่ในห้อง "คริสตัลแห่งพระเจ้า" ฮาจิเมะจึงทำการฝึกฝนเรื่อยมา. ฮาจิเมะอยากจะขัดเกลาอาวุธของตนแม้เพียงสักเล็กน้อย ซึ่งก็แน่นอนอยู่แล้วว่าอาวุธของเขาคือการ "แปรสภาพ".

Even if it was possible for him to endure the pains, they still assaulted him. These pains were probably what made Hajime concentrate to such an extreme manner.This allowed him to perform several times faster than normal, and his transmuting range was three meters now. Of course he did not have an earth attribute magic that could be used offensively.
ถึงจะพออดกลั้นต่อความเจ็บปวดได้ แต่มันก็ยังคงจู่โจมเขาอยู่ดี. ความเจ็บปวดพวกนี้เองที่เป็นสาเหตุที่ทำให้สมาธิของเขาพุ่งขึ้นถึงขีดสุด. ซึ่งผลก็คือทำให้เขาสามารถใช้เวทย์แปรสภาพได้เร็วกว่าปกติหลายเท่า, ทั้งระยะของการแปรสภาพก็กว้างขึ้นถึง 3 เมตร สำหรับตอนนี้.


He had a small container filled with sacred water and started to look for his enemies. Using his transmuting he was able to find the four wolves. Hajime decided to tail them. Many times he was almost found out, but he was able to lose their trail by hiding in spots he constructed with his transmuting. That was when he sprang his trap and using his transmuting he dragged them into the wall.
ฮาจิเมะทำสิ่งของเล็กที่ใช้บรรจุสำหรับใส่น้ำศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา แล้ว เริ่มออกล่าหาศัตรู. โดยการใช้ทักษะแปรสภาพ จึงทำให้หาฝูงหมาป่าทั้งสี่ตัวพบ และตัดสินใจ ติดตามพวกมันไป. หลายครั้งที่เกือบจะถูกเจอตัวเข้า แต่ก็สามารถหลบซ่อนจากพวกมันโดยใช้ จุดซ่อนตัวที่สร้างขึ้นมาด้วยทักษะแปรสภาพ.ทั้งยังใช้มันเพื่อสร้างกับดัก และ ลากพวกหมาป่าเข้าไปในผนัง.


“Now what? My transmutation has no direct killing power. Both the speed and power of my transmuting did not seem to be enough to kill the demons.”
"
เอาไงต่อ? สกิลแปรสภาพก็ดันไม่มีพลังที่จะฆ่ามันโดยตรงซะด้วย. ทั้งความเร็ว ทั้งพลังก็ดูเหมือนไม่พอที่จะฆ่าพวกมอนเตอร์พวกนี้ได้"

Hajime looked through a tiny peep hole with his glistening eyes. The motionless pack growled while they were in the wall.
ฮาจิเมะใช้สายตาส่องผ่านช่องเล็กๆมองดูหมาป่าที่ส่งเสียงร้องอยู่ภายในผนัง.


Looked like he was right, the wolves had not died. Previously, he had attacked them with the splintering stone but it seemed that there was not enough power and speed to harm them. This was probably because of the earth here. His magic was only used to process minerals, so using such a power to kill seemed to be out of reach. Thus, restraining them was the best he could do.
ดูเหมือนที่คิดจะถูกต้อง, พวกหมาป่ายังไม่ตาย. ถึงจะใช้แผ่นหินบีบทับแต่ก็ไม่มีทั้งพลัง และ ความเร็วพอที่จะทำอันตรายต่อพวกมันได้. บางทีอาจจะเป็นเพราะพื้นดินของที่นี่. เวทย์ของฮาจิเมะนั้นใช้ในขั้นตอนปรับแต่งแร่ เพราะงั้นการใช้พลังนี้เพื่อการสังหารจึงอาจจะดูเกินกำลังไปหน่อย. อีกอย่าง, ที่พอจะทำได้มากสุด ก็เพียงแค่กักขังมันไว้เท่านั้น.

“I wonder if I should suffocate them…but I can’t wait for that.”
"จะทำให้มันขาดอากาศหายใจดีไหม...แต่แบบนั้นคงทนรอไม่ไหวแน่"

Hajime’s eyes started to grin as it gained a predatorial glint. He press his right arm against the wall and casted his magic. A piece of stone was cut off and slowly he transfigured it while he concentrated on an image. When it was done the stone had been turned into a thin spiral spear. Furthermore, it had other parts added on to it, like a handle.
สายตาของฮาจิเมะเริ่มเป็นประกาย ราวกับกำลังยิ้มแสยะ. เขาวางมือขวาลงที่ผนัง แล้ว ร่ายเวทย์. ชิ้นส่วนของหินถูกตัดออก แล้วก็เปลี่ยนรูปอย่างช้าๆ ในขณะที่เจ้าตัวเพ่งสมาธิถึงรูปร่างของสิ่งที่จะสร้างขึ้น.พอเสร็จแล้ว หินก็เปลี่ยนเป็นหอกยาวบางอันหมุนเป็นเกลียว. ยิ่งกว่านั้น ยังมีดาบจับเพิ่มเข้าไปด้วย.

“Now then, to dig!”
"เอาล่ะ เจาะมันเลย!"

The spear was stabbed towards the ground where the wolves resided. Hard fur and skin made contact with the tip of the spear.
หอกถูกแทงเข้าไปยังพื้นที่ตรงที่มีหมาป่าถูกขังไว้อยู่. ขนหนา และ ผิวหนังของมันสัมผัสกับปลายหอก.

“After all I can’t stab you. That confirms my hypothesis.”
"ว่าแล้วเชียว...แทงไม่เข้าจริงๆด้วยสินะ. "

Why didn’t he use a sword or knife? Because it is widely known that the stronger the demon the harder it becomes. There were a few exceptions to it. Hajime had studied a lot to overcome his uselessness and from what he had gathered a normal sword or knife would be useless against these guys.ทำไมฮาจิเมะถึงไม่ใช้ดาบ หรือ มีด? เหตุผลก็เป็นที่รู้ๆกันเพราะว่า ยิ่งมอนสเตอร์แข็งแกร่งเท่าไหร่ ผิวหนังของมันก็ยิ่งหนาทนทานขึ้นเท่านั้น. มีเพียงแค่มอนสเตอร์บางประเภทเท่านั้นที่เป็นข้อยกเว้น. จากความรู้ที่ฮาจิเมะสะสมมาเพื่อทดแทนความไร้ประโยชน์ของตัวเอง สิ่งที่ได้เรียนรู้มาก็คือ ดาบ และ มีด ธรรมดา ไม่สามารถทำอะไรเจ้าพวกนี้ได้เลยแม้แต่น้อย.

Thus, Hajime started to rotate the handle on the spear. The spear spiraled to match Hajime’s actions. He was using this spear as a drill to pierce through the demon’s hard skin.
ด้วยเหตุนั้น, ฮาจิเมะจึงเริ่มหมุนหอก. หอกเริ่มหมุนตามการบิดของฮาจิเมะ. เขาใช้หอกหินเหมือน กับ หัวสว่าน เพื่อเจาะทะลุผิวหนังที่หนาทนทานของหมาป่า.

Applying his weight to turn it, and eventually it started to slowly dig into the beast’s skin.
โดยการใช้แรงเพื่อหมุนมัน ในที่สุดหอกสว่านก็เจาะเข้าไปในผิวหนังของหมาป่าอย่างช้าๆ.

“Guru-aa!!”
“Guru-aa!!”

The wolf screamed.
หมาป่าร้องเสียงโหยหวน.

“Does it hurt? I won’t apologize. I’m doing this to live. Don’t you guys eat me too? We both feel the same.”
"
เจ็บงั้นเรอะ? ฉันคงไม่ขอโทษหรอกนะ. ที่ทำแบบนี้ก็เพื่อให้มีชีวิตรอด. พวกแกเองก็อยากจะกินฉันใช่ไหมล่ะ? พวกเรามันก็เหมือนๆกันนั่นแหละ"


While talking, he had constantly been rotating the drill. The wolf tried to struggle desperately, but it was impossible because it had not a single gap to work against.
ในขณะที่พูด, ฮาจิเมะก็หมุนหอกสว่านไปเรื่อยๆ. หมาป่าพยายามดิ้นรนอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้, มันไม่มีช่องว่างให้ขยับตัวแม้สักนิดเลย.

Finally, the drill had broken through its tough skin layer. The drill mercilessly destroyed the wolf’s innards. A death cry escaped from its mouth. It screamed for a bit but soon it twitched for a bit and finally stopped moving.
ในที่สุด หอกสว่านก็เจาะผ่านทะลุผิวหนัง และ เจาะทะลวงเข้าไปทำลายอวัยวะภายในของหมาป่า. เสียงร้องโหยหวนแห่งความตายดังออกจากปากของมัน. มันร้อง และ ดิ้นรนอยู่สักพัก ในที่สุดร่างก็หยุดไหวติง.

“Alright, let’s secure the food first.”
"เอาล่ะ มาเตรียมอาหารตัวต่อไปดีกว่า"

Laughing gleefully, he butchered the other three in the same manner. When he was done, the carcasses was recovered using transmutation. The fur on them was removed with some trouble, he only had one hand.
เสียงหัวเราะดังออกมาอย่างร่าเริง, ฮาจิเมะจัดการกับหมาป่าสามตัวที่เหลือด้วยวิธีเดียวกัน. เมื่อจัดการปิดชีพทุกตัวเสร็จ ฮาจิเมะก็เอาซากหมาป่าสองหางออกมาด้วยการแปรสภาพ แล้วทำการชำแหละพวกมัน. เพราะการที่ต้องใช้มือเดียวในการชำแหละหนังของหมาป่า เลยทำให้ค่อนข้างจะลำบากเอาการอยู่ไม่น้อย.

His hunger stimulated his desire to consume.
เขาเริ่มเขมือบเนื้อของพวกหมาป่าเข้าไปอย่างหิวโหย.







#นิยายแนวฮาเร็ม#Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou #นิยายแปลไทย
Author(s)




1 ความคิดเห็น: