วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou (WN) Chapter 07 Wretched Malice

Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou (WN) Chapter 07 Wretched Malice

นิยาย แปลไทย Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou ตอนที่ 07 ความมุ่งร้ายอันต่ำช้า


บทที่ 07 ความมุ่งร้ายอันต่ำช้า



The death throes that the Behemoth echoed soon ceased. The stone bridge made a huge rattling noise as it crumbled. Hajime disappeared into the abyss along with the rubble. That sight, played for Kaori in slow motion and it filled her with despair.
เสียงร้องแห่งความตายอันกึกก้องของ"เบฮีมอธ" ในไม่ช้าก็หยุดลง. สะพานหินส่งเสียงดังสนั่นในขณะที่พังครืนลง. ร่างของฮาจิเมะหายเข้าไปในความมืดมิดของขุมนรก พร้อมกับ เศษหินที่ร่วงหล่น. คาโอริเห็นภาพที่อยู่ตรงหน้าเป็นภาพ สโลโมชั่น ที่ทำให้เธอตกอยู่ในความสิ้นหวัง.


In her head, last night’s event repeatedly played in her mind. In the room illuminated by the moonlight, she sat here chatting with Hajime while they drank the fake black tea. That was the first time they had talked so in depth with each other. Being driven by her nightmares, she paid a sudden visit to Hajime. Even if he was surprised, he had talked to her truthfully. After a bit, she noticed that talking to him had erased her uneasiness.
ภาพของเหตุการณ์เมื่อคืนผุดขึ้น ฉายไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าภายในใจของเธอ. ในห้องที่แสงจันทร์ส่องกระจ่าง, เธอนั่งพูดคุยกับฮาจิเมะ ในขณะที่ดื่มชาด้วยกัน. มันเป็นครั้งแรกที่ทั้งคู่ได้พูดคุยด้วยกันอย่างลึกซึ้งแบบนี้. เพราะฝันร้ายจึงทำให้เธอไปหาเขาอย่างกะทันหัน. ถึงเขาจะทำหน้าตกใจ แต่ก็ยังพูดกับเธอด้วยความจริงใจ. พอผ่านไปสักพัก, เธอก็รู้สึกว่าการที่ได้พูดคุยกับเขาทำให้ความรู้สึกไม่สบายใจของเธอถูกลบเลือนให้หายไป.


She returned to her room in a jubilant mood. When she arrived back at her room, she noticed how boldly she was dress and she writhe in shame. Kaori felt depressed because Hajime had not even reacted, in her eyes, to her looks. She felt she had no appeal. When Kaori saw Shizuku caught her making funny facial expression, she wanted to pretend it never happened.
เธอกลับไปที่ห้องของตัวเองด้วยความอารมณ์ดี. แต่พอกลับมาถึงห้องเธอก็เพิ่งจะมารู้สึกตัวว่าเธอใส่ชุดที่ดูใจกล้าขนาดไหนเมื่อไปเจอเขา, พอรู้อย่างนั้นเธอก็หน้าแดงระเรื่อด้วยความอาย. แต่ก็รู้สึกเศร้าใจหน่อยๆที่ฮาจิเมะดูเหมือนจะไม่ค่อยมีปฏิกิริยาอะไร, ในสายตาของเธอ ไปจนถึงหน้าตาของเธอ. เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่มีเสน่ห์เอาเสียเลย. พอเห็นชิซึกุมองมาที่เธอโดยทำสีหน้ายิ้มเชิงขบขัน, เธอก็ทำเป็นว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น.

On that night, the most important occurrence was the promise she made to “protect Hajime”. The promise that Hajime mentioned to relieve Kaori of her anxiety. Hajime disappeared into the abyss, as she stared at him. She kept recalling that memory over and over again.
ในคืนนั้น, เหตุการณ์ที่สำคัญที่สุด คือ คำสัญญา ที่เธอได้ให้ไว้ ว่าจะ "ปกป้องเขา". สัญญาที่ฮาจิเมะ เสนอออกมาเพื่อบรรเทาความกังวลใจของ คาโอริ. ฮาจิเมะที่หายเข้าไปในความมืดมิด, ในขณะที่เธอยังคงมองดูเขา. เธอระลึกถึงความทรงจำที่มีเกี่ยวกับเขา อยู่แบบนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า


Somewhere in the distance, a scream can be heard. When Kaori noticed that the voice belonged to her, she grimaced as she was quickly brought back to reality.
ในที่ไหนสักแห่งไกลออกไป, จะได้ยินเสียงกรีดร้องของใครบางคน. พอคาโอริรู้สึกตัวว่านั่นเป็นเสียงของเธอเอง, น้ำตาที่เอ่อล้นไปด้วยความเจ็บปวดก็ไหลออกมา พร้อมๆกับที่นำเธอ กลับเข้าสู่ความเป็นจริง.

“Let me go! If I don’t go to Nagumo-kun! I promised! I will…I said I will protect him! Let me go!”
"ปล่อยนะ! ปล่อยฉัน! ถ้าไม่ไปหานากุโมะคุงละก็...! ฉัน...สัญญาเอาไว้แล้ว! สัญญา...ว่าจะปกป้องเขา! ปล่อยฉันไปเถอะ!"

Shizuku and Kouki had to restrain her, because Kaori looked like she would just jump after him. Kaori displayed such extraordinary power that they wondered where she got such power and how could she display such an amount with her slender body. Unlucky for them, she used that power to break free from them.
ชิซึกุ กับ โคคิ พยายามห้ามเธอไว้, เพราะดูเหมือนว่า ถ้าปล่อยไว้เธอคงจะกระโดดตามฮาจิเมะลงไปแน่. คาโอริใช้เรี่ยวแรงอันไม่น่าเชื่อดิ้นรนจาก ชิซึกุ และ โคคิ จนทำให้พวกเขาสงสัยว่าเธอไปเอาเรี่ยวแรงขนาดนี้มาจากไหน ด้วยร่างกายที่ดูบอบบางนั้นของเธอ. โชคร้ายหน่อย ที่เธอดันใช้เรี่ยวแรงอันน่าตกใจนี้ เพื่อดิ้นจนหลุดจากความพยายามฉุดรั้งเธอเอาไว้ของพวกเขา.

If she kept struggling like this, she might damage her body. Nevertheless, they could absolutely couldn’t let her go. If they released her, she would jump off the cliff. She did not have her usual calmness, not even a shadow of it, now she had such a frantic expression. No, it might be heartbreaking to say.
ถ้าหากเธอยังคงดิ้นรนอยู่แบบนี้, เธออาจจะทำให้ตัวเองบาดเจ็บได้. และพวกเขาก็ไม่มีทางที่จะปล่อยเธอไป. ถ้าหากปล่อยไป, เธอก็คงจะกระโดดลงไปทันที. เธอไม่มีความใจเย็นเหมือนปกติที่เคยมีอีกแล้ว, ไม่แม้แต่เศษเสี้ยว, สีหน้าของเธอในตอนนี้ เต็มไปด้วยอารมณ์รุนแรงไร้ซึ่งสติ. ไม่สิ ต้องบอกว่า จิตใจแตกสลายไปแล้วถึงจะถูก.

“Kaori! You can’t! Kaori!”
"คาโอริ! ไม่ได้นะ! จะทำอย่างนั้นไม่ได้นะ! คาโอริ! คาโอริ!"

Because Shizuku could understand Kaori’s feelings, she could not find the right words to say. All she could do was call out her name desperately.
เพราะชึซึกุ สามารถเข้าใจถึงความรู้สึกของ คาโอริได้อย่างดี, เธอไม่อาจจะสรรหาคำพูดใดมาพูดกับเธอได้. สิ่งที่ทำได้ก็มีเพียงแต่ร้องเรียกชื่อของเธออย่างสิ้นหวัง.

“Kaori! Are you also trying to die? It’s too late for Nagumo! Calm Down! You’ll hurt yourself!”
"
คาโอริ! เธอคิดจะตายรึไง? มันสายไปแล้วสำหรับ นากุโมะ! ใจเย็นลงหน่อย! แบบนี้ มีแต่จะทำร้ายตัวเองเท่านั้น!"

Kouki tried to best to convey how worried he was of her. To the confused Kaori that was here and now, these were not the words to say to her.
โคคิพยายามจะพูดให้เห็นว่าเขาเป็นห่วงเธอขนาดไหน. แต่กับคาโอริที่อยู่ในสภาพนี้นั้น คำพูดพวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่ควรจะพูดกับเธอเลย.

“What do you mean “too late”? Nagumo-kun is not dead yet! If I don’t go, he is surely asking for assistance!”
"หมายความว่ายังไงที่ว่า "สายไป"? นากุโมะคุงยังไม่ตายซะหน่อย! ตอนนี้เขาต้องกำลังรอความช่วยเหลืออยู่แน่, ฉันต้องรีบไปหาเขา!"

Nagumo Hajime was not savable, at least this is what everyone else thought. He fell from the cliff into that dark abyss. The composure to accept that reality, the present Kaori did not have it. If anyone was to word it though, she would just deny it over and over again. Ryutaro and the other students did not what to do, so they stood there flustered.
นากุโมะ ฮาจิเมะ หมดหนทางที่จะช่วยได้แล้ว. อย่างน้อย นั่นก็คือสิ่งที่ทุกคนคิด. เขาตกลงไปยังเหวนรกอันมืดมิด. จิตใจอันเยือกเย็นที่จะสามารถยอมรับความเป็นจริงนี้, คาโอริในตอนนี้ ไม่มีมันอยู่เลย. ถ้ามีใครพูดมันออกมา, เธอก็จะปฏิเสธมันอยู่อย่างนั้น. เรียวทาโร่ และ พวกนักเรียนคนอื่นๆ ไม่รู้ว่าจะทำยังไง,เพราะงั้นพวกเขาจึงยืนเงียบๆด้วยความสับสนอยู่อย่างนั้น.

At that moment, Meld approached them and struck Kaori in the back of her neck without saying anything. She jerked for a moment, then unconsciousness claimed her. Kouki held the now limp Kaori, and glared at Meld. When he was about to start complaining, Shizuku preemptively bowed her head and said.
ในขณะนั้นเอง เมลด์ก็เดินเข้ามาใกล้พวกเขา แล้วใช้สันมือฟาดลงไปที่หลังคอของคาโอริโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง. ร่างของคาโอริกระตุกขึ้นทันที แล้วก็สลบไป. โคคิรับร่างของคาโอริที่หมดซึ่งเรี่ยวแรงเอาไว้ แล้วมองไปที่เมลด์. พอเขาจะพูดต่อว่าขึ้นมา, ชิซึกุก็โน้มก้มหัวของตัวเองลง แล้วกล่าว.

“I’m Sorry. Thank you.”
"ต้องขอโทษด้วย,ขอบคุณค่ะ"

“Don’t…Don’t thank me. I can’t let another person die. We will wholeheartedly leave this Dungeon. I’ll leave her to you.”
"ไม่...ไม่ต้องขอบใจข้าหรอก, ข้าจะไม่ปล่อยให้อีกคนต้องตาย. พวกเราจะออกไปจากดันเจี้ยนนี่กัน. ฝากยัยหนูนี่กับเธอด้วยล่ะ"

“You don’t even need to ask.”
"
แน่นอนอยู่แล้วค่ะ"

She watched him leave, she headed for Kouki and got him to hand Kaori to her. Kouki still had a disappointed expression on his face from being interrupted.
ชิซึกุมองดูเมลด์เดินจากไป, แล้วเธอก็หันมาทางโคคิแล้วบอกให้เขาส่งคาโอริมาให้เธอ. โคคิยังคงทำหน้าไม่พอใจจากการที่ถูกขัดคอ.

“Since we couldn’t stop her, Meld had to. You understand, right? We don’t have any time. Before her cries can start to affect everyone’s spirit, we had to stop her before she broke down. Hey, you have to lead the way. So we can all get out of this. This is what Nagumo-kun would have said.”
"ในเมื่อเราห้ามคาโอริไม่ได้, คุณเมลด์ถึงต้องทำแบบนั้น. นายคงเข้าใจใช่มั้ย? เราไม่มีเวลาแล้ว. ก่อนที่เสียงร้องไห้ของเธอจะไปกระทบต่อจิตใจของคนอื่นๆ, เราจำเป็นต้องหยุดเธอไว้ก่อนที่จิตใจของเธอพังลง. นายต้องไปเป็นคนนำทาง. เพื่อที่เราทุกคนจะออกไปจากที่นี่ได้. นั่นเป็นสิ่งที่ นากุโมะคุง ฝากฝังไว้กับนายไม่ใช่เหรอ?"

At her words, Kouki nodded
.
ต่อคำพูดของชิซึกุ, โคคิพยักหน้าตอบรับ.

“You are right, let’s hurry.”
"ถูกของเธอ, รีบไปกันเถอะ".

They saw one of their classmate die in front of their eyes. This event had caused a lot of damage to be engraved into the students’ spirit. Everyone was looked at where the bridge used to be in a stupefied expression . There was a girl that said “No more!” and sat down. Just like Hajime had exclaimed, the group needed a leader right now.
การเห็นเพื่อนร่วมชั้นของตัวเองตายต่อหน้า. เหตุการณ์นี้ทำให้สลักบาดแผลลึกเข้าไปในใจของนักเรียนหลายๆคน. ทุกคนมองไปยังสะพาน ด้วยสีหน้าอันหดหู่. มีผู้หญิงคนหนึ่งที่พูดออกมาว่า "ไม่เอาแล้ว!" แล้วนั่งลง. อย่างที่ฮาจิเมะเคยตะโกนบอกกับเขา ตอนนี้กลุ่มต้องการผู้นำ.

Kouki raised his voice towards his classmates
โคคิ สูดหายใจลึกแล้วตะโกนเสียงดังต่อหน้าพวกนักเรียนทุกคน.

“Everyone! Right now, just think about surviving. We have to withdraw!”
"ทุกคน! ตอนนี้, คิดแต่เรื่องที่จะมีชีวิตรอดกลับไปให้ได้ก็พอ. พวกเราจะถอยกันแล้ว!"

The students moved sluggishly in response to his words. The magical circles that spawned the Traum Soldier was still active. Their numbers increased one by one. At their current mental status fighting would be reckless, also it was not necessary to fight. Kouki shouted at his classmates to urge them to escape. Meld and his knights also tried to encourage the students.
เหล่านักเรียนเริ่มเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าตอบสนองต่อคำพูดของโคคิ. วงแหวนเวทย์ที่ให้กำเนิดพวก "ทรัม โซล์เยอร์" ยังคงทำงานอยู่. จำนวนของพวกมันเพิ่มขึ้นทีละตัว. ด้วยสภาพจิตใจของทุกคนในตอนนี้ จะให้ต่อสู้คงไม่ดีแน่, และก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องสู้. โคคิตะโกนเร่งให้ทุกคนเดินหนี. เมลด์ และ เหล่าอัศวินเองก็พยายามจะให้กำลังใจพวกนักเรียน.


Eventually, everyone escaped by the stairs.
ในที่สุด, ทุกคนก็หนีขึ้นไปทางบันไดกันได้หมด.

The stairs to the upper level was long. It climbed so high that they could see nothing else but the stairs in the darkness. They felt like they had ascended 30 or more levels at that point. Even if their bodies were enhanced by magic, they would start feeling the fatigue soon. Wounds from their earlier battle was still present. It didn’t help that the stairs were long and dimly light, making the students even more gloomy. At this moment, Meld considered having a small rest, but refrained when he saw a huge wall that had a magical formation drawn on it.
บันไดที่นำกลับไปชั้นบนมันช่างยืดยาว. ทางยาววนสูงขึ้นไปจนทำให้มองไม่เห็นอะไรนอกจากบันไดที่อยู่ในความมืดมิด. มันรู้สึกราวกับว่าพวกเขาเดินมาสามสิบกว่าชั้น. ในจุดนั้นแม้ร่างกายจะถูกเสริมกำลังด้วยเวทย์มนตร์ ก็ยังคงทำให้พวกเขารู้สึกอ่อนแรงลงไปเรื่อยๆ. บาดแผลจากการต่อสู้เมื่อก่อนหน้าก็ยังคงอยู่. บันไดที่ทอดยาว และ มืดสลัว ก็ยิ่งทำให้พวกนักเรียนรู้สึกหดหู่กันมากขึ้น. จุดนี้ เมลด์จึงคิดว่าพวกเขาน่าจะหยุดพัก กันสักเล็กน้อย แต่ก็ต้องยกเลิก เมื่อเขามองเห็นผนังขนาดใหญ่ ที่มีวงแหวนเวทย์สลักอยู่.

Students’ faces started to regain their vitality. Meld quickly approached the wall and started to investigate it. They did not forget to use the Fair Scope. From their investigation, the chance of it being a trap is very unlikely. The carved magical formula’s purpose was to move the wall in front of them. Meld started to chant to pour magic into the magical formula. Just like a hidden door used by Ninjas, the door rotated to open the way and showed the room behind it.
สีหน้าของพวกนักเรียนแสดงให้เห็นว่า เริ่มมีกำลังใจขึ้นมา. เมลด์รีบเดินเข้าไปชิดผนัง แล้วเริ่มสำรวจดูอย่างรวดเร็ว. ทั้งยังไม่ลืมที่จะใช้ "อุปกรณ์ตรวจจับ" ด้วย. จากการตรวจสอบ, ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่กับดัก. วัตถุประสงค์ของวงแหวนเวทย์ คือใช้เพื่อขยับ ผนังที่อยู่ต่อหน้าพวกเขา. เมลด์เริ่มร่ายเวทย์ ใส่ วงแหวนเวทย์. เหมือนกับประตูกลที่นินจาใช้, ประตูหมุนออก

The revealed room was a room they had visited in the 20th floor.
เปิดทางให้เห็นห้องที่อยู่ข้างหลัง. เมดล์ บอกให้รู้ว่านั่นคือห้องที่พวกเขาเคยผ่านตอนอยู่ที่ชั้น 20.

“We returned?”
"กลับมาแล้ว?"

“We made it back!”
"เรากลับมาได้แล้ว!"

“We did it…we got back…”
"ทำได้แล้ว...พวกเรากลับมาได้แล้ว...!"

One after another a sigh of relief escaped from the classmates. There were a few students that burst into tears and others who just fell on their ass. Even Kouki and his party that were leaning on the wall, wanted to sit down. They were still in a Dungeon though. Even if it was a low number level, they did not when a monster could appear. They had to escape the Dungeon before they could actually relax.
เสียงถอนหายใจ จากความโล่งใจ ดังขึ้น จากนักเรียนคนแล้วคนเล่า. นักเรียนบางคนก็ร้องไห้ออกมา บางคนก็ทิ้งตัวนั่งลงบนพื้นอย่างหมดแรง. แม้แต่ โคคิ กับ กลุ่มของเขา ก็อยากจะพิงกำแพงแล้วนั่งพัก. แต่เพราะว่ายังอยู่ในดันเจี้ยน ถึงจะเป็นชั้นที่ไม่ลึก, แต่ถ้ามีมอนสเตอร์ออกมาก็คงแย่. จะพักได้ก็ต่อเมื่อออกไปจากดันเจี้ยนได้แล้วเท่านั้น.

Meld had to suppress his longing to rest. He had to harden his heart as he shouted for the students to get up.
เมลด์ พยายามระงับความต้องการที่อยากจะพัก. แล้วทำใจแข็งตะโกนบอกให้พวกนักเรียนลุกขึ้น.

“You guys! Don’t sit! If you get exhausted here, you won’t be able to return! To avoid combat with any monsters we have to escape as quickly as possible. Hey, just endure it for a little more!”
"พวกเจ้าทุกคน! อย่ามัวแต่นั่ง! ถ้ามาหมดแรงเอาตอนนี้ จะกลับไปได้ยังไง! เพื่อหลีกเลี่ยงการต่อสู้กับพวกมอนสเตอร์ เราต้องรีบออกไปให้เร็วที่สุด, อดทนกันอีกนิดเดียว!"

For the students who wanted to rest more, they just stared in silent protest at him. The student reluctantly stood up while a bit dizzy. Kouki hide his fatigue and took point. On their way out, the knights concentrated on fighting as little amount of enemies as possible. They raced towards the entrance in one stretch.
สำหรับพวกนักเรียนที่อยากจะพัก ก็ได้แต่จ้องไปที่เมลด์อย่างต่อต้านอย่างเงียบๆ. พวกนักเรียนลุกขึ้นมาอย่างไม่เต็มใจ. โคคิ อดกลั้นความเหนื่อยล้า เอาไว้ แล้วก้าวต่อ. ระหว่างทางเพื่อออกไปจากดันเจี้ยน เหล่าอัศวินพยายามจะหลีกเลี่ยงการต่อสู้เท่าที่จำเป็น. พวกเขารีบมุงหน้าไปยังทางออกในคราวเดียว.

Finally, they reached the 1st floor and saw the nostalgic entrance. They had not even stayed in the dungeon for a single day, many people felt it was such a long time since they had seen it.
ในที่สุด, ก็มาถึงชั้น 1 และ มองเห็นประตูทางเข้าอันชวนคิดถึง. พวกเขาเข้ามาในดันเจี้ยนได้แค่วันเดียว แต่กลับรู้สึกคิดถึงมันราวกับว่าจากไปนานนับเดือน.

This time the students really looked relieved after they exited the Dungeon. There were even students sprawled out in front of the gate square. All of them were pleased to have survived. Some of the students did not feel this way. Shizuku, who was still carrying the unconscious Karoi, Kouki, Ryutaro, Eri, Suzu, and the girl Hajime saved had a dark look.
คราวนี้ หลังจากที่ออกมาจากดันเจี้ยนสำเร็จ พวกนักเรียนต่างก็เผยสีหน้าโล่งใจออกมาจากใจจริง. บางคนก็ถึงกับทิ้งตัวลงไปนอนที่ลานหน้าประตูทางเข้า. ทุกคนต่างรู้สึกดีใจที่รอดกลับมาได้. แต่ก็มีนักเรียนจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้รู้สึกเช่นนั้น. ชิซึกุ ที่ยังพยุงคาโอริที่หมดสติอยู่, โคคิ, เรียวทาโร่, เอริ, สึซึ แล้วก็ เด็กสาวที่ฮาจิเมะช่วยเอาไว้ ต่างทำสีหน้าหม่นหมอง.

Meld went to make a report at the reception area while minding the students with a side glance. There was a new dangerous trap on the 20th level. Since the bridge had collapsed, there was no way of knowing the purpose of the trap, but he still needed to report it. He couldn’t help but report Hajime’s death. Meld was having a hard time not showing his depression on his face. A sigh couldn’t help but escape from him.
* * *
เมลด์ เข้าไปรายงาน ที่โต๊ะตอนรับบริเวณทางเข้า พร้อมๆกับมองไปที่พวกนักเรียนด้วยสีหน้าเป็นห่วง. กับดักที่พวกเขาค้นพบในชั้นที่ 20 นั้น มันเป็นกับดักที่อันตรายเกินไป, เพราะการที่สะพานพังลงไปแล้ว เลยไม่อาจจะรู้ว่ามันทำงานยังไง, แต่ก็จำเป็นต้องรายงานอยู่ดี. แม้จะทำใจได้ยาก แต่เขาก็จำเป็นต้องรายงานการตายของฮาจิเมะด้วย. เมลด์ นั้นพยายามอย่างหนัก เพื่อข่มความรู้สึกหดหู่ของตนเอาไว้. ถึงอย่างนั้นก็มีเสียงถอนหายใจออกมา อย่างช่วยไม่ได้. * * *

When the group returned to Horald, they returned to their rooms without much spirit. There were a few students that discussed with each other, but most of the students had already fallen asleep on their bed.
เมื่อปาร์ตี้ มาถึงเมือง "ฮอร์แลด", พวกนักเรียนก็แยกย้ายกลับไปที่ห้องของตัวเองอย่างเหนื่อยอ่อน. มีแค่นักเรียนบางส่วนที่ยังอยู่คุยกับคนอื่นๆ, แต่นักเรียนส่วนใหญ่นั้นก็ผลอยหลับบนเตียงของตัวเองกันหมดแล้ว.

And then there was Hiyama Daisuke. Outside of the inn and located at a corner in the town he sat there. He choose an inconspicuous place to sit with his hands hugging his knees. Buried between his knees was his face that was very still. If his fellow class saw him, it would look like he was depressed that one of his classmates had passed. However…
ในมุมหนึ่งของเมือง ข้างนอกโรงแรม ฮิยามะ ไดสึเกะ นั่งอยู่ตรงนั้น. เขาเลือกสถานที่ที่ไม่เตะตา นั่งก้มหน้าโดยเอามือกอดเข่าเอาไว้. ถ้าเพื่อนร่วมชั้นผ่านมาเห็นก็คงคิดว่าเจ้าตัวกำลังหดหู่อยู่. แต่ทว่า...



“Hi, Hihihi. I-It was his fault! For a small fry…h-he got carried away…i-it was divine punishment. I’m not wrong…it was for Shirasaki’s sake…that small fry…is not longer a concern…I’m not wrong…hihihi”
"ฮึ ฮึฮึฮึ. เป็นความผิดของเจ้านั่น! เป็นแค่แมลงวัน...ตะ...แต่ กลับทำได้ใจ...พะ...พระเจ้าลงโทษแล้ว. ฉันไม่ผิด...นี่ก็เพื่อตัวของ ชิราซากิ...ไอ้แมลงวันนั่น...ไม่อยู่แล้ว...ฉันไม่ผิด...ฮึ ฮึฮึฮื่อ"

With his dark smile and dull eyes, he tried to justify himself.
ด้วยแววตามืดมน กับ รอยยิ้มเหี้ยมโหด, ฮิยามะ ไดสึเกะ บอกว่าตัวเองว่าไม่ใช่คนผิด.

The fireball that veered off course and hit Hajime was casted by Hiyama. The escape to the stairs and rescuing of Hajime, the sight of Hajime and Kaori’s night rendezvous, Hiyama heard a devil whisper to him. If I killed him now, no one will notice? At that moment he sold his soul to the devil.
ลูกบอลไฟที่เปลี่ยนทิศ และ พุ่งตรงใส่ ฮาจิเมะ คือ เวทย์ที่ฮิยามะเป็นคนร่าย. ที่บันไดเพื่อหลบหนี, การช่วยเหลือฮาจิเมะ, ภาพที่เห็นฮาจิเมะ กับ คาโอริ อยู่ด้วยกันในยามค่ำคืน, ฮิยามะได้ยินเสียงกระซิบของปีศาจข้างๆหูของเขา. "ถ้าฆ่ามันตอนนี้ จะไม่มีใครรู้หรอก" ในเวลานั้น ฮิยามะก็ได้ขายวิญญาณของตนให้กับปีศาจไปแล้ว.


To not be discovered, Hiyama timed his shot very carefully and lead his fireball to Hajime. In that chaotic barrage it would be very difficult to work out who casted what. He chose the fireball because his aptitude was wind. There would be no evidence or any suspicion. Hiyama told all of this to himself as gave off a dark laugh.
เพื่อไม่ให้เป็นที่เอะใจ, ฮิยามะ กะจังหวะยิงเวทย์ของตัวเองอย่างระมัดระวัง และ ส่งเวทย์ "ไฟร์บอล" พุ่งเข้าใส่ ฮาจิเมะ. สถานการณ์ที่สับสนอลหม่านในตอนนั้นคงเป็นเรื่องยากที่จะหาว่าใครเป็นคนร่ายเวทย์นั้นออกไป. เพื่อจะให้ไม่ให้มีหลักฐาน หรือ อะไรน่าสงสัย เหลือทิ้งเอาไว้, ฮิยามะจึงเลือกใช้เวทย์ไฟ เพราะเวทย์สายถนัดของตัวเขาคือ เวทย์ลม. ฮิยามะ พึมพาทั้งหมดนี้บอกกับตัวเอง พร้อมส่งเสียงหัวเราะอันชั่วร้ายในลำคอ.

Someone at that moment called out to him.
แล้วตอนนั้นก็มีใครบางคน ส่งเสียงมาทักเขา.

“Heh, it really was you. The first murder from another world is a fellow classmate…you did quite well!”
"เฮ้ เป็นนายจริงๆสินะ. เหยื่อของการสังหารรายแรก หลังจากมาจากต่างโลก คือ เพื่อนร่วมชั้น...ทำได้ไม่เลวนี่"

“W-Who?”
"
คะ...ใครน่ะ?"

Hiyama backed away in a panic. The one who hailed him was a classmate he knew.
ฮิยามะหันหลังไปมองอย่างตื่นตะหนก. คนที่พูดทักเขาก็คือเพื่อนร่วมชั้นที่เขารู้จัก.

“Y-You, what are you doing here?”
"กะ...แก มาทำอะไรที่นี่?"

“Don’t worry about such a thing. Rather than that…Murder-san? How do you feel right now? How does it feel to kill off a love rival in midst of the confusion? ”
"อย่าห่วงเรื่องเล็กน้อยเลยน่า. นอกจากนั้นนะ...คุณฆาตกร? ตอนนี้เป็นยังไงบ้างล่ะ? รู้สึกยังไงบ้าง หลังจากที่ได้กำจัดคู่แข่งความรักไป ในสถานการณ์ยุ่งเหยิงแบบนั้น?"

That person laughed a little. Like he had just seen a comedy. Hiyama said to himself, one classmate did die, yet this person did not care. All the other classmates were shocked and looked miserable, but this person had no such expression on his face, not even a speck.
บุคคลลึกลับส่งเสียงหัวเราะคิกคักออกมา อย่างกับว่าตัวเองเพิ่งได้ดูละครตลก. ฮิยามะพูดกับตัวเอง ,เพื่อนร่วมชั้นตายทั้งคน, แต่กลับไม่รู้สึกอะไรเลยสักนิด. ทั้งที่พวกนักเรียนคนอื่นต่างก็ตกตะลึง และ ดูหดหู่กันขนาดนั้น, แต่ทางนี้กลับไม่มีสีหน้าแบบนั้นออกมาให้เห็นเลย, ไม่มีเลยสักนิด.

“Is this your true nature?”
"ตัวจริงเป็นแบบนี้เองงั้นเรอะ?"

The stunned Hiyama muttered out. A condescending scoff could be heard from the person.
ฮิยามะที่พูดออกมาด้วยความสับสน. แต่บุคคลลึกลับส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยัน.

“Nature? It’s not anything complicated like that. Isn’t it common to have a few secrets? More important that that…what would happen if I spread this to everyone? Especially…if she heard it.”
"ตัวจริง? มันไม่ใช่อะไรที่ซับซ้อนแบบนั้นหรอก. การจะมีความลับสักอย่างสองอย่างมันเป็นเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วนี่? ที่สำคัญกว่านั้น... ถ้าพูดเรื่องนี้กับทุกคนไปจะเป็นยังไงกันน้า? โดยเฉพาะ....ถ้าเธอคนนั้นได้ยินเข้าละก็."

“S-Such a thing…No one would believe…and the evidence?”
"ระ...เรื่องนั้น...ไม่มีใครเชื่อหรอก...ไหนละหลักฐาน?"


“None, but they would believe my words. At that moment, do you think your words would be good enough?”
"ไม่มีหรอกของพรรค์นั้น, แต่ยังไงพวกนั้นก็ต้องเชื่อคำพูดของฉันแน่. ถ้าถึงตอนนั้นคิดจริงๆเหรอว่าจะมีใครเชื่อคำพูดของนาย?"

Hiyama was cornered. The words was used to teased the already weakened mouse. No one would have imagined that this fellow could be like this. Daisuke still couldn’t believe that this person had a split personality. The person looked down at Daisuke with a sadistic expression that sent chills throughout his body.
ฮิยามะถูกต้อนให้จนมุม. คำพูดที่ถูกใช้เพื่อเย้าแหย่ ทำให้หนูติดกับแล้ว. ไม่มีใครนึกว่า คนๆนี้จะเป็นแบบนี้. ฮิยามะเองก็ไม่อยากจะเชื่อ ว่าคนๆนี้จะมีบุคลิกแบบนี้ซ่อนไว้อยู่. บุคคลลึกลับมองลงมายัง ฮิยามะ ด้วยสีหน้าอย่างซาดิสต์จนทำให้เสียวสันหลังวาบ.

“What do you want?”
"
แกต้องการอะไร?"

“Regrettable. It would seem like I’m threatening you, isn’t it? Fufu. It’s not like I want something from you right now. For now, all you have to do is be my hands and feet. ”
"น่าเศร้าใจจริง. แบบนี้ก็ดูเหมือนว่านายกำลังถูกฉันขมขู่อยู่เลยสิเนี่ย? ฮุฮุ. ไม่ใช่ว่าฉันต้องการอะไรจากนายหรอก. สำหรับตอนนี้ นายก็เป็นมือเป็นเท้าให้ฉันหน่อยก็แล้วกัน".

“Such a thing…”
"เรื่องแบบนั้น..."

It was something like a slave declaration. Naturally, Hiyama hesitated at that. He wanted to refuse, but if he did then this person would mercilessly spread the rumor about his deeds. The conflicted Hiyama thought, “Still working with this person is better than imprisonment.” This character foresaw Hiyama’s conflict and decided to tempt him.
ราวกับว่าเป็นการประกาศให้มาเป็นทาสรับใช้. ปกติแล้ว ฮิยามะคงจะลังเล. เขาอยากจะปฏิเสธ, แต่ถ้าทำแบบนั้น คนๆนี้ก็คงปล่อยข่าวลือเรื่องของเขาไปทั่วแน่. ฮิยามะที่กำลังสับสนคิดขึ้นมา "ถ้ายอมร่วมมือด้วย ก็ยังดีกว่าถูกจับไปขังคุกแหละน่า". บุคคลลึกลับมองออก ถึงฮิยามะที่กำลังสับสน และ ก็ตัดสินใจพูดล่อใจฮิยามะ.

“Don’t you want Shirasaki Kaori?”
"
ไม่อยากได้ตัว ชิราซากิ คาโอริ รึไง?"

“W-What did you say?”
"วะ...ว่าอะไรนะ?"

Hiyama’s gloomy thoughts were blown away in an instant and just stared at the person. This individual smirked at Hiyama’s stunned visage, and continued with the temptation.
ความคิดอันหม่นหมอง ของ ฮิยามะถูกเป่าทิ้งกระจายไปหมดในทันที แล้ว หันไปจ้องหน้าบุคคลลึกลับ. รอยยิ้มแสยะอันเป็นเอกลักษณ์ของบุคคลตรงหน้า ส่งมาให้ฮิยามะที่กำลังทำหน้าอึ้งอยู่ แล้วเริ่มพูดยั่วยวนต่อไป.

“If you follow me…someday you will obtain her. I was going to approach Nagumo-kun with this offer, but you killed him. You may be more suited for what I have in store, so I guess it all worked out in the end. ”
"ถ้าตามฉันมาละก็...สักวันนายจะได้เธอไป. ก่อนหน้าก็ว่าจะพูดข้อเสนอนี้กับนากุโมะคุงสักหน่อย แต่นายก็ดันฆ่าเขาไปซะแล้ว. แต่เรื่องที่ฉันวางแผนไว้ นายอาจจะเหมาะสมกว่าก็ได้, เพราะงั้น เป็นแบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน".

“…What’s your objective? What do you want to accomplish?”
In this situation he was ignorant of, he unknowingly raised his voice.
"...
มีจุดประสงค์อะไรกันแน่? หวังอะไรไว้อยู่กัน?" ในสถานการณ์ที่ฮิยามะไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรแบบนี้, เจ้าตัวจึงพูดเสียงดังออกมา.

“Fufu, it has nothing to do with you. I’m searching for something, that’s all I’ll say…So, your answer?”
"ฮุฮุ, ไม่ใช่เรื่องของนาย. ฉันกำลังมองหาบางอย่างอยู่, ที่บอกได้คงมีเท่านี้....แล้ว คำตอบของนายล่ะ?"

Hiyama did not want to disturb him and just filed away the person attitude of treating him like an idiot into his memory. Daisuke was very afraid of this transformation of character, he did not have much choice so he just nodded his head.
ฮิยามะ ไม่อยากจะไปซักไซร้อะไรไปมากกว่านี้ จึงได้แต่ทำเมินท่าทางของบุคคลปริศนา ที่ทำกับเขาเหมือนเป็นคนโง่. ฮิยามะ ไดสึเกะ รู้สึกกลัวคนตรงหน้าที่บุคลิกเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือแบบนี้, เจ้าตัวไม่มีทางเลือก ได้แต่ผงกหัวยอมรับ.

“…I’ll obey.”
 "...ฉันตกลง"

“Ahahaha, that’s good. Having to prosecute my own classmate would be painful. Well, let’s get along, Murder-san! Ahahaha”
"ฮ่ะฮ่าฮ่าฮ่า, ดีมาก. ถ้าต้องมาทำให้เพื่อนร่วมชั้นของตัวเองต้องถูกจับยัดซังเต คงรู้สึกเจ็บปวดน่าดู. เอาเถอะ มาสนิทกันไว้นะ คุณฆาตกร! ฮ่ะฮ่าฮ่าฮ่า"

Hiyama just watched the person return in the direction of the inn while they laughed happily, a small “damn” escaped from his lips.
ฮิยามะได้แต่มอง คนตรงหน้าเดินหัวเราะอย่างสุขใจ ก่อนกลับไปทางโรงแรมที่พวกเขาพักอยู่, เหลือไว้แต่เสียงบ่นอุบอิบเบาๆดังมาจากปากของฮิยามะ "บ้าเอ้ย".


Even if he wants to forget, just being in denial will not erase it, this scene would stick to him. The expression Kaori had when Hajime fell into the abyss. What kind of words would articulate her feelings?
ถึงอยากจะลืม, แต่แค่การปฏิเสธก็ไม่อาจจะลบมันให้หายไปจากใจได้, ภาพนั้นจะยังคงจะฝังลึกอยู่กับตัวเขาตลอดไป. ภาพใบหน้าของคาโอริที่มองฮาจิเมะตกลงไปยังขุมนรก. จะใช้คำพูดแบบไหนเพื่อจะบรรยายความรู้สึกของเธอในตอนนั้นได้?.

Right now, while all those dead tired students slept likes logs. Hajime’s death at the abyss helped discern Kaori’s feelings. Kaori never took care of Hajime just for good will. When looking at the exhausted Kaori, this would apply awareness to the cause. Hiyama jeopardized himself by performing such a careless act.
ตอนนี้, ในขณะพวกนักเรียนที่เหนื่อยล้าแทบจะตกตายกำลังหลับอยู่. ภาพฮาจิเมะที่ตกลงไปยังขุมนรก ช่วยอธิบายความรู้สึกของ คาโอริได้เป็นอย่างดี. คาโอริไม่ได้คอยเอาใจใส่ฮาจิเมะแค่เพราะความหวังดี. พอมองดูคาโอริที่หมดซึ่งเรี่ยวแรง, มันทำให้รู้เหตุผลได้อย่างชัดเจน. ฮิยามะทำให้ตัวเองรู้สึกถึงความพ่ายแพ้ เพราะการกระทำอันสะเพร่าของตัวเอง.

He must conduct himself well. In order to secure one’s place. Hiyama had already crossed the line. It wasn’t possible to stop now. According to that individual, There was a possibility of him disappearing and a possibility that he would get Kaori.
เพื่อจะรักษาจุดยืนของตัวเองเอาไว้ มีแต่จะต้องก้าวต่อไปเท่านั้น. เพราะยังไงฉันก็ได้ข้ามเส้นมาแล้ว. จะมาหยุดตรงนี้ไม่ได้. ถ้าเป็นตามที่ คนๆนั้นบอกมา, ความเป็นไปได้ที่จะสามารถลืมความคิดพวกนั้นไปได้ก็มีอยู่ ทั้งเรื่องที่อาจจะได้คาโอริมาครอบครองก็ด้วย.
“Fufu, It will be alright. Everything will go well. I’m not wrong…”
"ฮึฮึ, ไม่เป็นไร. ทุกอย่างต้องไปได้สวยแน่. ฉันไม่ผิด..."

Hiyama returned to his previous position and started to mumble again. This time not a single person bothered him.
ฮิยามะกลับไปนั่งก้มหน้ากอดเข่าแล้วพูดพรึมพำอีกครั้ง. โดยที่คราวนี้ไม่มีใครมายุ่งวุ่นวายกับเขาอีก.







#นิยายแนวฮาเร็ม#Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou #นิยายแปลไทย
Author(s)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น