วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou (WN) Chapter 06 Behemoth

Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou (WN) Chapter 06 Behemoth 

นิยาย แปลไทย Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou ตอนที่ 06 เบฮีมอธ


บทที่ 06 เบฮีมอธ




* * *
On both sides of the bridge, a magical formation that emitted crimson light appeared. The magic circle on the aisle side is close to 10 m. The one on the stairs side is around 1 m, but the numbers are numerous.
ทั้งสองด้านของสะพาน, มีวงแหวนเวทย์เปล่งแสงสีแดงเข้มปรากฏขึ้นมา. วงแหวนเวทย์ ด้านทางเดิน ห่างจากจุดที่พวกเรายืนอยู่ออกไป ราวๆ 10 เมตร. ส่วนวงแหวนเวทย์ด้านข้างบันได ที่ห่างไปแค่เพียง 1 เมตร แต่กลับมีจำนวนมอนสเตอร์อยู่จำนวนนับไม่ถ้วน.


From the smaller countless magic circles came monsters that were sword-toting skeletons, these were called “Traum Soldier”. Their eyes were the same color as the magic circle, it sparkled and shine while they looked around. 100 Traum Soldier have already been summoned and yet the numbers were still increasing.
จากวงแหวนเวทย์ที่มีขนาดเล็กนับไม่ถ้วน พวกมอนสเตอร์ก็พากันเดินออกมา. มีลักษณะเป็น โครงกระดูกถือดาบ พวกมันถูกเรียกว่า "*ทรัม โซลเยอร์" (นักรบจิตรภาพ, นักรบแห่งห้วงภวังค์). ดวงตาของพวกมันเป็นสีแดงก่ำเช่นเดียวกันกับสีของวงแหวนเวทย์, พอพวกมันหันมามองรอบๆ ดวงตาจะส่องสว่างเป็นประกาย. "ทรัม โซลเยอร์" กว่าร้อยตัว ถูกเรียกออกมา ทั้งอย่างนั้น ก็ดูเหมือนจำนวนจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆไม่หยุด. *トラウム (Traum) เป็นภาษาเยอรมัน มีความหมายว่า "ควมฝัน, ภวังค์..."

Even though there were so many skeleton Soldiers on this side, the other side’s monster was what caused Hajime’s danger sense to go haywire. From the 10 m magical circle, a quad pedal demon 10 m long with some sort of helmet on its head, spawned from it. If compared to any animal Hajime knew of, the closest would be a Triceratops. However, it’s eyes shone crimson, while percussing it’s sharp claws and fangs, flames gathered around the horns on its helmet.
ถึงแม้ว่า จะมีเหล่านักรบโครงกระดูมากมายอยู่ทางฝั่งนี้, แต่สิ่งที่ทำให้ประสาทสัมผัสถึงภัยอันตรายกู่ร้องเตือนอย่างบ้าคลั่งนั้น มันมาจากมอนสเตอร์หนึ่งตัวที่อยู่อีกฝั่ง. เป็นปีศาจสี่เท้า ยาวกว่า 10 เมตร ที่เหมือนกำลังสวมหมวกเหล็กเอาไว้บนหัว. ถ้าจะให้เทียบกับสัตว์บนโลกที่รู้จักแล้ว มันดูใกล้เคียงกับ "ไทรเซอร์ราทอปส์". ถึงอย่างนั้น ดวงตาของมันก็เป็นประกายแดงก่ำ, ขณะที่ เขี้ยว และ กรงเล็บ อันคมกริบ ทำเสียงกระทบดังอึกทึก, มีเปลวไฟก่อตัวอยู่รอบๆเขาที่ยื่นออมาบนหมวกเหล็กของมัน.

Meld just whispered out “Behemoth”. At that moment, the Behemoth took a deep breath and let out a deafening roar.
ปีศาจที่ เมลด์พูดกระชิบออกมาเสียงเบาๆว่า "เบฮีมอธ" มันสูดหายใจลึก แล้ว คารามออกมา.
“Gurua~a~a~aaaaa!!”
"กัลลล-ลลล!!"
“Tsu!?”
อะ!?”

The roar caused Meld’s senses to return, he quickly started to issue commands to everyone.
เสียงคำราม ทำให้เมลด์ได้สติ. เขารีบออกคำสั่งกับทุกคนอย่างรวดเร็ว

“Alan! Lead the students to the stair and break through those Traum Soldiers! Kyle, Ivan, Gale! I need you guys to extend the best barriers you can! Stop it! Kouki, hurry and get to the stairs!”
"อาลัน! นำพวกนักเรียน ฝ่าพวก "ทรัม โซล์เยอร์" ไปที่บันไดซะ! ไคลี่, อีวาน, เกล! สร้างบาเรียขยายไปตามทาง ให้แกร่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ที! ต้านมันเอาไว้ให้ได้! โคคิ รีบไปที่บันไดเร็วเข้า!"

“Wait a moment, Meld-san! We’ll help! That dinosaur-like monster is the most dangerous!? We’ll…”
"เดี๋ยวสิครับ คุณเมลด์! ผมจะช่วยด้วย! ปีศาจที่เหมือนไดโนเสาร์ นั่นน่ะ มันเป็นตัวอันตรายที่สุดใช่มั้ยล่ะ!?"

“Fool! That’s a real Behemoth, at your current strength it’s impossible! It’s a 65th level demon. Once a long time ago, the “Strongest” known adventurer battled it and were unable to defeat it. Hurry up and go! I can’t let you guys die!”
"เจ้าโง่! นั่นน่ะ "เบฮีมอธ"ตัวจริงเสียงจริง! ด้วยพลังของเจ้าในตอนนี้เอาชนะมันไม่ได้หรอก! มันเป็นปีศาจประจำชั้น 65. สมัยก่อนเมื่อนานมาแล้ว นักผจญภัยที่ได้ชื่อว่า "แข็งแกร่งที่สุด" ได้ต่อสู้กับมัน แต่ก็ไม่อาจจะโค่นมันลงได้. เร็วเข้า รีบไปซะ! ข้าจะปล่อยให้พวกเจ้ามาตายตอนนี้ไม่ได้!".

Even Meld’s expression faltered for a moment at the daunting monster in front of him. “I can’t just abandon you guys!” was Kouki’s response as he stood his ground. At the moment when Meld tried to reason with Kouki to retreat, the Behemoth roared and started to charge at them. At this rate, the students who were retreating would get trampled to death.
แม้แต่เมลด์ ก็ยังแสดงสีหน้าถึงความกลัวไปชั่วขณะ ต่อมอนสเตอร์ที่น่าสะพรึงที่อยู่ตรงหน้า. "ผมทิ้งพวกคุณไปไม่ได้หรอก!" โคคิตอบกลับมา โดยยังยืนหยัดอยู่กับที่. ขณะที่เมลด์พยายามอธิบายเหตุผลกับโคคิเพื่อให้ยอมถอย, "เบฮีมอธ" ก็ส่งเสียงคำรามดังขึ้น แล้ว พุ่งตรงมาที่พวกเขา. ถ้าเป็นอย่างนี้ พวกนักเรียนที่กำลังถอยหนีอยู่คงโดนเหยียบตายแน่.

To prevent it, the strongest of Haihiri’s military spawned multiple full powered barriers.
เพื่อไม่ให้เป็นเช่นนั้น เหล่านักรบที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งราชอาณาจักรไฮริ จึงพร้อมกัน ร่ายเวทย์บาเรียป้องกันขึ้นมาอย่างสุดกำลัง.

“””Repel all Malice and Enmity, Absolute Providence from the Son of God, Herein a Sanctuary, You Shall Not Pass, “Absolute Virtue””””
"""จงผลักไส จิตมุ่งร้าย และ ความเป็นปฏิปักษ์, ในที่แห่งนี้ คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์, ที่ได้รับการคุ้มครองอันเด็ดขาดจากบุตรแห่งพระผู้เป็นเจ้า, ความชั่วร้ายห้ามมิให้มากล้ำกราย!""" [[[แอปโซลูท เวอร์ทิว]]] (ความถูกต้องอันเด็ดขาด)


The magical formula for this spell was engraved in the highest quality paper 2 m wide. The incantation having 4 phrases to activate it. 3 of the Warrior’s casted it simultaneously. A barrier manifested that could stop anything for 1 minute. The hemispherical barrier shined pure-white as it stop the Behemoth’s charge.
วงเวทย์ของเวทย์มนต์นี้ถูกสลักลงในกระดาษคุณภาพสูง มีความกว้าง ขนาด 2 เมตร. เพื่อให้ทำงาน ต้องท่อง คาร่ายที่มีทั้งหมด อยู่ 4 ถ้อยคำ. อัศวินทั้ง 3 คน ร่ายเวทย์ขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง. เป็นบาเรียที่สามารถต้านทานได้ทุกอย่าง ภายในเวลา 1 นาที. บาเรียรูปร่างครึ่งทรงกลม ส่องแสงสีขาวบริสุทธิ์ ในขณะที่ต้านการพุ่งเข้าชนของ "เบฮีมอธ".

The moment the Behemoth clashed with the barrier, a shockwave erupted from between them. The whole bridge shook at the shockwave, and everything around the Behemoth’s feet were pulverized. The retreating students scream and tumbled at the artificial quake.
ช่วงเวลาที่ "เฮฮีมอธ" ชนเข้ากับ บาเรีย, ทำให้ส่งคลื่นกระแทกกระจายออกมา. พื้นรอบๆเท้าของ"เบอีมอธ" แตกละเอียด. พวกนักเรียนที่กำลังถอยหนี ต่างส่งเสียงกรีดร้อง และ ล้มลง เพราะพื้นที่สั่นไหว.


Traum Soldier were monsters that showed up on the 38th level. They were heads above anything they encountered so far. The students panicked as they were sandwiched by a monstrous demon in the back and an eerie army of skeletons in the front.
"ทรัม โซลเยอร์" เป็นมอนสเตอร์ที่จะโผล่มาในชั้นที่ 38. พวกมันแตกต่างจากมอนสเตอร์ที่พวกเขาเคยเจอที่ผ่านๆมาอย่างสิ้นเชิง. พวกนักเรียนแตกตื่น หวาดกลัว เพราะปีศาจที่น่าขนลุกทางด้านหลัง และ กองทัพ โครงกระดูกที่อยู่ด้านหน้า.

They advanced reckless, without giving care to keeping rank, and aimed for the stairs. Alan, tried to calm them down desperately, no one listed because of the imminent terror. One of the school girls was pushed from behind and fell down. She groaned as she lifted her head to see before her a Traum soldier brandishing it’s sword.
พวกนักเรียนที่อยู่ข้างหน้าพยายามจะวิ่งหนี ไปที่บันไดอย่างสิ้นคิด โดยไม่สนเรื่องขบวน. อาลัน พยายามสงบสติอารมณ์ของพวกนักเรียนอย่างเต็มที่, แต่กลับไม่มีใครยอมฟัง เพราะความหวาดกลัวต่ออันตรายที่ใกล้เข้ามา. นักเรียนหญิงคนหนี่งถูกผลักจากด้านหลังจนล้มลง. เธอส่งเสียงครวญคราง ในขณะที่พยายามจะเงยหน้าขึ้น แต่ต่อหน้าเธอนั้น นักรบกระดูกกาลังง้างดาบขึ้นมารอ.
“Ah.”
"อา"

The soldier swung it’s sword down towards her.
นักรบกระดูก ฟาดดาบลงไปที่เธอในทันที.

She thought she was going to die at that moment, but suddenly the Traum Solider feet were up heaved. Losing its balance the trajectory of the blade missed the girl and struck the ground instead. Furthermore, the upheaval continued like a wave towards the end of the bridge, tripping up many Traum Soldiers along the way. This caused some of the Soldiers to fall into the abyss.
เธอนึกว่าตัวเองจะต้องตายไปซะแล้ว. แต่ทันใดนั้น พื้นที่ตรงเท้าของ นักรบโครงกระดูกก็ถูกยกขึ้น จนทำให้มันเสียสมดุล แนวดาบก็หวดวืดเธอไป ติดบนพื้นแทน. นอกจากนั้น พื้นก็ยังยกขึ้นลงไปเรื่อยๆเหมือนคลื่นจนไปถึงสุดขอบสะพาน. คลื่นลากเหล่า "ทรัม โซลเยอร์" ไปด้วยจำนวนหนึ่ง จนทำให้พวกมันตกลงไปที่เหวนรกเบื้องล่าง.

2m off of the edge of the bridge in a crouched position was Hajime as he exhaled heavily. He was continuously transmuting the ground. Like a ground slide, the monsters on the bridge were guided off into the abyss. Unaware, his proficiency in transmuting got better because he constantly used it. The range of his transmuting also seemed to have increased.
ถัดจากขอบสะพานห่างไป 2 เมตร ฮาจิเมะที่กำลังนั่งย่อตัวลงด้วยอาการหายใจเหนื่อยหอบ. เพราะการที่ใช้ทักษะแปรรูปกับพื้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อโยนมอนสเตอร์ลงไปสู่หลุมนรกก่อนหน้านี้. โดยไม่รู้ตัว, ประสิทธิภาพในการแปรรูปของเขาเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากการที่ใช้มันอย่างต่อเนื่อง. ระยะของการแปรรูปเองก็ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นด้วย.

While drinking a mana potion, Hajime quickly approached the girl that fell down. He helped the girl up. Hajime spoke to the still stunned girl with a smile.
ในขณะนั้นก็รีบรุดเข้าไปหา ผู้หญิงที่ล้มหมอบอยู่บนพื้น ฮาจิเมะก็หยิบ [มานาโพชั่น] ขึ้นมาดื่มไปด้วย. เขาช่วยพยุงเธอให้ลุกขึ้น. แล้วพูดกับเธอที่ยังทำหน้างงงวยอยู่ด้วยรอยยิ้ม.

“Hurry Forward. It’s alright, if you calm down these skeletons are nothing. Because except for me, everyone else is a cheat!”
"รีบเดินต่อไปเร็วเข้าเถอะ. ไม่เป็นไรหรอก, ถ้าใจเย็นละก็พวกโครงกระดูกนี่ไม่คณามือพวกเธอหรอก.เพราะนอกจากฉันแล้ว พวกเธอทุกคนก็เป็นตัวละครโกงกันทั้งนั้น!"

Hajime pat her on the back with full confidence, the next moment she uttered a quick energetic “Thank you”.
ฮาจิเมะ ตบไหล่ของเธอด้วยสีหน้าที่มั่นใจ, แล้วเธอก็พูดกับเขาด้วยสีหน้าที่มีกำลังใจขึ้นมา "ขอบคุณจ้ะ".

Hajime had ruined the surrounding Traum Soldiers’ footing and had them detained, he took that moment to survey the battlefield. Everyone was in such a panic that they were fighting without any thought and looked so sloppy. At this rate, it was highly likely that someone would die. Alan is still trying to organize them, but it is not going well. More reinforcements came for the Traum Soldiers through the new magic circles.
ฮาจิเมะ สร้างหลุมบนพื้นรอบๆที่ พวก "ทรัม โซลเยอร์" ยืนอยู่ แล้วทำให้พวกมันตกลงไป, จากนั้นก็มองไปรอบๆสนามรบ. ทุกคนตกอยู่ในความหวาดกลัว และสู้โดยไม่คิดหน้าคิดหลัง ดูแทบไม่ได้เลย. ถ้ายังเป็นอย่างนี้, คงมีคนต้องตายแน่. อาลันก็ยังพยายามจะคุมพวกนักเรียนให้มีสติอยู่, แต่ก็ดูไม่ค่อยจะราบรื่นเลย. กองหนุนอีกชุดของ "ทรัม โซลเยอร์" ก็ยังคงพากันออกมาจากวงแหวนเวทย์ที่โผล่ขึ้นมาใหม่.

“We need a strong leader to guide us, Amanokawa-kun!”
"
เราต้องการผู้นำที่จะนำพวกนักเรียนได้, อามาโนะคาวะคุง!"

Hajime started to sprint towards Kouki’s party.
ฮาจิเมะ วิ่งเต็มฝีเท้าเข้าไปหา กลุ่มของโคคิ.

Behemoth was still repeatedly charging the barrier. A powerful shock-wave was produced everything it collided with the barrier, the bridge groaned at the pressure. There were already cracks in the barrier and it was only a matter of time before it gave. Meld had joined in the reinforcement of the barrier but it was like adding a drop into a bucket.
"เบฮีมอธ" ยังคงพยายามจะพุ่งชนบาเรียซ้ำแล้วซ้ำเล่า คลื่นกระแทกอันทรงพลังยังคงกระจายออกมาทำลายทุกอย่างที่มันกระทบโดน. สะพานส่งเสียงดังครืนๆ ต่อแรงกด. บาเรียเริ่มมีรอยร้าวออกมาให้เห็น การที่มันจะพังลงก็ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น. เมลด์ เข้าไปช่วยสมทบร่ายบาเรีย แต่ผลก็ไม่ต่างจากเดิมมากนัก.

“Ah, Crap! It won’t hold for much longer! Kouki, hurry and retreat! You guys go too!”
"บ้าจริง! ดูท่าจะทนได้อีกไม่นานแล้ว! โคคิ รีบถอยเร็วเข้า! พากลุ่มของเจ้าไปด้วย!"

“No! I will not abandon you guys! We will all survive this!”
"ไม่! ผมจะไม่ทอดทิ้งพวกคุณ! พวกเราต้องรอดไปด้วยกัน!"
“Ku, to be so egotistical at this moment…”
"เวลาอย่างนี้ยังจะมาพูดอวดดีอยู่อีกเรอะ..."

Meld just displayed a sour face at their conversation. In such a narrow space, it would be very difficult to avoid the Behemoth’s rush. Therefore, the best option was to withdraw because without the barrier they would be trampled. Such a subtle perception of the situation could only come with experience, it was highly unlike for Kouki and his party to have such an insight.
เมลด์ได้แต่ทำสีหน้าหมดแรงต่อการพูดคุยของเขา. เพราะที่แคบๆการจะหลีกเลี่ยงการโจมตีของ "เบฮีมอธ" นั้น เป็นไปได้ยาก. ทางเลือกที่ดีที่สุดคือการถอยหนี เพราะหากปราศจากซึ่งบาเรียแล้ว พวกเขาก็คงถูกเหยียบเละเป็นแน่. การหยั่งรู้ และ เข้าในสถานการณ์ได้อย่างถ่องแท้เช่นนั้น จะได้มาก็จากความจัดเจนในสนามรบ. ไม่เหมือนกับทักษะ การหยั่งรู้ ของ โคคิ และ พวกที่ได้มาอย่างง่ายดายจากทักษะติดตัว

Meld was urging than to withdraw, but with a heavily summarized explanation on why. Kouki did not take his advise and refused to “abandon” them. Also from the look in Kouki’s eyes he wanted to challenge the Behemoth.
เมลด์พยายามเร่งเร้าให้รีบถอย, แต่ถึงจะพยายามอธิบายเหตุผลอย่างหนักสักแค่ไหน โคคิก็ไม่ยอมฟังคำแนะนา และ ปฏิเสธว่า "จะไม่ทอดทิ้ง" พวกเขา. และอีกอย่าง ในแววตาของโคคินั้นดูเหมือนเจ้าตัวจะอยากท้าทาย ต่อสู้กับ "เบฮีมอธ".

It could be attributed to his adolescent mind. He was overestimating himself, because he had so much praise showered onto him.
อาจจะเป็นผลมาจากความคึกคะนอง เพราะยังเป็นวัยรุ่น. และจากการที่ถูกยกย่อง ชมเชยอยู่บ่อยครั้งจึงทาให้โคคิตีค่าตัวเองสูง.

“Kouki! Listen to what Meld is saying and retreat!”
"โคคิ! ฟังที่คุณเมลด์พูด แล้วถอยเร็วเข้า!"

Shizuku, who understood the situation, grabbed Kouki’s arm in remonstration.
ชิซึกุ ที่เข้าใจในสถานการณ์ ก็ใช้มือจับที่แขนของโคคิ เพื่อช่วยทักท้วงเจ้าตัว.

“This is not the first time Kouki is unreasonable! I’ll back you up!”
"นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่โคคิทำตัวไร้เหตุผลแบบนี้! ฉันจะช่วยสนับสนุนเธอเอง!"

“Thanks, Ryutaro!”
"ขอบใจ, เรียวทาโร่"

Ryutaro’s statement just fueled Kouki’s attitude even more. Shizuku clicked her tongue at that.
ต่อคำพูดของเรียวทาโร่ มันก็ยิ่งกระตุ้นอารมณ์ของโคคิขึ้นไปอีก. ชิซึกุเห็นแบบนั้นก็เดาะลิ้นขัดใจ.

“Don’t get intoxicated with the situation! Bakamono!”
"อย่าหลงตัวให้มันมากนัก! เจ้าบ้าโคคิ!"

“Shizuku-chan”
"ชิซึกุจัง"

Kaori is worried for the irritated Shizuku.
คาโอริพูดขึ้นมาด้วยความเป็นห่วงต่อชิซึกุที่กำลังหงุดหงิด.

A boy jumped out in front of Kouki.
แล้วก็มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งกระโดดมายืนอยู่ข้างหน้าโคคิ.

“Amanokawa-kun”
"อามาโนะคาวะ!"
“Na-Nagumo!?”
"นะ...นากุโมะ!?"
“Nagumo-kun!?”
"นากุโมะคุง!?"

Everyone was surprised by how serious Hajime was.
ทุกคนทำสีหน้าประหลาดใจที่เห็นฮาจิเมะ.

“Hurry and retreat! You have to help everyone!”
"รีบๆถอยเร็วเข้า! นายต้องไปช่วยพวกนักเรียนคนอื่นๆ!"
“Why so sudden? What are you even doing in a place like this? This is not a place you should be at! Just leave this to us,
Nagumo…”
"จู่ๆทำไมถึง? แล้วนายมาทำอะไรในที่แบบนี้? นี่ไม่ใช่ที่ที่นายควรมาอยู่! ปล่อยเรื่องนี้ให้เป็นหน้าที่ของพวกเรา...นากูโมะ"

“Is this the situation to say such a thing?”
"มันใช่เวลาจะมาพูดแบบนี้หรือไง!?"

Hajime showed such unexpected force in his words that Kouki stopped his rebuke. Until now, they had never heard Hajime use such a harsh tone. He had always presented himself with a smile and now seeing such an image was shocking.
คำพูดของฮาจิเมะ ที่เต็มไปด้วยน้ำเสียงอันน่าประหลาดใจ ที่ทำให้โคคิ ถึงกับต้องหยุดพูดต่อว่าเขา.จนถึงตอนนี้ พวกเขาไม่เคยได้ยินฮาจิเมะ พูดด้วยน้ำเสียงที่หนักหน่วงแบบนี้มาก่อน. เพราะเจ้าตัวมักจะมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้าให้เห็นอยู่เสมอๆ แต่พอได้มาเห็นภาพที่อยู่ตรงหน้า จึงทำให้ตื่นตะลึงขึ้นมา.

“Can you not see what is going on? Everyone is in a panic, because their leader is missing!”
"ไม่เห็นรึไงว่ามันเกิดอะไรขึ้นอยู่!? ทุกคนต่างหวาดกลัว, เพราะผู้นำของตัวเองหายหัวไปยังไงเล่า!"

Hajime pointed towards the students while one hand grabbed onto Kouki’s chest. In the direction he pointed at, there was his confused classmates being surrounded by Traum Soldiers. The training that was drilled into them was nowhere to be seen, they fought willy nilly. Since they were so inefficient they were being overwhelmed by the reinforcements. Although their high stats were protecting them for now, soon it would not matter.
ฮาจิเมะชี้นิ้วไปที่พวกนักเรียน ในขณะที่ใช้มือจับคอเสื้อของโคคิอยู่. ในทิศที่นิ้วมือของฮาจิเมะชี้ไป, คือเหล่าเพื่อนๆของเขาที่กำลังตกอยู่ในความสับสนอลหม่านและ ถูกล้อมโดยพวกทหารโครงกระดูกอยู่. การฝึกที่เคยปลูกฝังลงในตัวของพวกนักเรียนกลับไม่มีใครแสดงออกมาให้เห็น, พวกนั้นสู้อย่างสะเปะสะปะ. เพราะต่อสู้อย่างไร้ประสิทธิภาพ ถึงทำให้ถูกขนาบอยู่แบบนี้. ถึงตอนนี้จะมีค่าสเตตัสสูง เป็นสิ่งช่วยปกป้องเอาไว้อยู่ แต่ในไม้ช้าก็คงจะไร้ความหมาย.

“We need a blow that can break through them! A power to erase the fear in everyone’s hearts! And it’s you who has such a power! Don’t just look in front of you, look at what’s going on behind you too!”
"พวกเราต้องการสายลมที่จะช่วยพัดทะลวงเจ้าพวกนั้นไปได้! พลังที่จะสามารถลบล้างความหวาดกลัวในหัวใจของทุกคน! แล้วนายก็มีพลังนั้นอยู่! อย่ามองแค่สิ่งที่อยู่ตรงหน้า, หันกลับไปมองคนที่อยู่ข้างหลังบ้าง!"

Stunned at seeing his classmates in chaos, the shaking Kouki nodded his head.
เพราะความตะลึงต่อภาพของเหล่าเพื่อนร่วมชั้นที่อยู่ในความสับสนอลหม่าน, โคคิผงกหัวตอบรับคำพูดของฮาจิเมะ.

“I understand! I’ll go immediately. Sorry, Meld-san!"
"เข้าใจแล้ว! ฉันจะไปเดี๋ยวนี้. ขอโทษนะครับ คุณเมลด์!"

“Go!”
"ไปเถอะ!"

The moment Meld looked back at Kouki’s agreement to retreat, the barrier finally fell to the Behemoth’s onslaught. The raging shock-wave caused by the destruction of the barrier, was shooting straight for Hajime and the others. Hajime quickly stepped forward and transmuted a wall, but it was easily brushed aside. It seemed he had weakened it. Dust whirled as the Behemoth bellowed out a roar.
ช่วงที่เมลด์มองโคคิที่ตกลงยอมถอย, บาเรียที่ทนต่อการจู่โจมของ "เบฮีมอธ" ไม่ไหว ได้พังทลายลง. เสียงของคลื่นกระแทก จากการแตกสลายของบาเรีย ส่งมาที่ตัวของฮาจิเมะ และ คนที่อยู่รอบๆโดยตรง. ฮาจิเมะรีบก้าวเท้าไปข้างหน้าแล้วทำการแปรรูปผนังอย่างรวดเร็ว, แต่ก็ถูกทำลายทิ้งได้อย่างง่ายดาย. ดูเหมือนฮาจิเมะตั้งใจจะทำให้มันไม่ค่อยแข็งแกร่งอยู่แล้ว. ฝุ่นคลุ้งถูกเป่ากระจายเป็นวง เพราะเสียงคำรามของ "เบฮีมอธ".

On the ground was Meld and three of his knights groaning. Their body seemed to have taken damage from the shock-wave, they were unable to move. Kouki and his party had fallen over, but quickly they recovered. Hajime’s wall had been useful for those behind Meld.
ที่บนพื้น เมลด์ และ เหล่าอัศวิน กัดฟันกรอด. ดูเหมือนร่างของพวกเขาจะได้รับความเสียหาย จากคลื่นกระทบ, พวกเขาไม่สามารถเคลื่อนไหวได้. โคคิ กับ ปาร์ตี้ต่างก็ล้มลง. แต่ทุกคนก็ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว. ต้องขอบใจ กำแพงที่ ฮาจิเมะสร้างขึ้นทางด้านหลังของเมลด์.

“Ryutaro, Shizuku can you buy me some time?”
"เรียวทาโร่, ชิซึกุ ช่วยยื้อเวลาให้ทีได้ไหม?"

Though they were in some pain, the two of them pressed forward at Kouki’s request. Since Meld had been disabled, it was up to them to do something.
ถึงจะยังบาดเจ็บ แต่ทั้งคู่ก็ตอบรับคำขอของโคคิ. เพราะเมลด์ กับ พวก ไม่สามารถขยับได้, ก็มีแต่พวกเขาเท่านั้นที่จะทำอะไรได้.

“I’ll do what I can!”
"
จะพยายามเต็มที่ละกัน!"


“Somehow, I’ll do it!”
"ยังไงก็มีแต่ต้องทำเท่านั้นละน่า!"

Both of them rushed the Behemoth.
ทั้งคู่ กระโจนเข้าไปหา "เบฮีมอธ".

“Kaori, start healing Meld and his men.”
"คาโอริ, รักษาคุณเมลด์ กับพวกให้ที."

“Okay.”
"เข้าใจแล้ว"

Kaori quickly went to work. Hajime was already beside Meld. He quickly created a stone wall to prevent the affects of battle from reaching them. Although it seemed useless when looking at the battle, it was better than nothing.
คาโอริ เริ่มร่ายเวทย์รักษาอย่างรวดเร็ว. ฮาจิเมะเองก็ไปอยู่ข้างๆเมลด์. เขาสร้างกาแพงหิน เพื่อป้องกันลูกหลงจากการต่อสู้ที่อาจจะส่งมาถึง. ถึงจะไร้ประโยชน์ แต่ก็ดีกว่าไม่มีอะไรเลย.

Kouki at the moment had been gathering himself and chanting to perform his best skill.
โคคิ เริ่มรวบรวมสติ แล้วทำการท่องบทร่ายเวทย์ เพื่อปลดทักษะ ที่แข็งแกร่งที่สุดของตัวเองออกมา.

“Divine will! Perish all evils with your light! The breath of God! Blow away the ominous clouds and purify this world! The mercy of God! Forgive all sins with this strike! “Heaven’s Might”!”
"ประสงค์แห่งพระผู้เป็นเจ้า! จักดับสูญสิ่งชั่วร้ายด้วยแสงแห่งพระองค์! ลมหายใจแห่งพระเจ้า! จักพัดเป่าเมฆหมอกแห่งลางร้าย และ ชำระล้างโลกใบนี้! พระเจ้าผู้เมตตา! จักอภัยเหล่าคนบาปที่ได้รับการลงดาบในครานี้! [เฮฟเว่น ไมท]" (ทัณฑ์สวรรค์)

An aurora gushed out from the “Holy Sword” after the chant. The skill was similar to the “Soaring Flash”, but it’s power was on a completely different level. It paved a gouge in the bridge as it shot towards the Behemoth, shaking the bridge with its might. After the chant, Ryutaro and Shizuku had already cleared out. However, after fighting the Behemoth they were in a tattered state. To suffer such a considerable amount of damage in such a short time.
แสงออโรร่าพวยพุ่งออกจาก "ดาบศักดิสิทธิ์" หลังจากที่ร่ายเวทย์เสร็จ. เป็นทักษะที่คล้ายๆกับ [ซอร์ริ่งแฟลช]" (ลำแสงเหินเวหา), แต่ความรุนแรงนั้นมันคนละเรื่องกันเลย. ขณะที่ลำแสงพุ่งไปยัง "เบฮีมอธ" มันก็ขุดร่องให้กับพื้นบนสะพานไปด้วย, สะพานสั่นสะท้านด้วยพลังอำนาจของมัน. หลังจากที่ร่ายเวทย์เสร็จ เรียวทาโร่ กับ ชิซึกุ ก็ถอยออกมาแล้ว. แต่เพราะการต่อสู้กับ"เบฮีมอธ" จึงทาให้ทั้งคู่สะบักสะบอมไปหมด. เพียงเวลาชั่วครู่เดียวก็ทำให้ได้รับบาดเจ็บถึงขนาดนี้แล้ว.

The bombardment of light hit the Behemoth directly. Light filled the area where the spell had impacted with the demon. An earthquake resounded in the bridge, and cracks spawned all over it.
รังสีอนุภาคแห่งแสง พุ่งโจมตีใส่ "เบฮีมอธ" โดยตรง. เกิดแสงสว่างไปทั่วบริเวณที่ลำแสงเข้าประทะกับปีศาจ. พื้นสะพานสั่นไหวเป็นเสียงดังกังวาน, และ รอยแตกร้าวก็เกิดขึ้นไปทั่วทั้งสะพาน.
“If it’s this…Ha-a Ha-a”
"ถ้าเป็นสิ่งนี้ละก็...แฮ่ก ฮะ..แฮ่ก"
“Did that do it?”
"สำเร็จหรือเปล่า?"
“I hope so.”
"หวังว่านะ"

Ryutaro and Shizuku returned to Kouki’s side. Kouki breathed heavily after using such an enormous amount of magic. That skill earlier, was his trump card. Most of his magic was used to fuel it. Kaori had finished treating the fallen Soldiers and Meld was actively trying to stand up.
เรียวทาโร่ กับ ชิซึกุ ถอยกลับไปยืนข้างๆโคคิ. โคคิหายใจหอบอย่างหนัก หลังใช้พลังเวทย์ไปจำนวนมาก. ทักษะก่อนหน้านี้ เป็นไม้ตายของเขา. พลังเวทย์ของเขาเกือบทั้งหมดถูกใช้เพื่อเป็นเชื่อเพลิงให้กับสกิลนี้. คาโอริเอง ก็รักษา เหล่าอัศวินเสร็จพอดี. เมลด์ก็พยายามจะลุกยืนขึ้น.

When the light and dust settled down…
พอแสงสว่าง และ ฝุ่นควันจางลง...

There it was, an unscathed Behemoth.
"เบฮีมอธ" ก็ยืนอยู่ตรงนั้น ราวกับว่ามันไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเลย.

The beast sent a death glare at Kouki and growled. It raised its head, there was a high pitch then it’s horns started to glow red hot. Magma, that word described perfectly what the Behemoth’s helmet looked like.
สัตว์ร้ายส่งสายตาสังหารมาที่โคคิ แล้ว คำราม. มันยกหัวของมันขึ้นสูง พร้อมส่งเสียงแหลมออกมา. เขาของมันเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงอันร้อนระอุ. [แม็กม่า] นั่นเป็นคำที่จะสามารถอธิบาย ลักษณะของ หมวกเหล็ก และ เขาของมันในตอนนี้ได้อย่างชัดเจน.

“Don’t just stand there! Move!”
"อย่ายืนอยู่เฉย! ขยับเร็วเข้า!"

Meld’s voice helped the them regain their senses and they started to move. The Behemoth soon rushed them with his newly powered helmet. Like a falling meteorite the Behemoth fell helmet first towards Kouki.
เสียงของเมลด์ทำให้พวกเขารู้สึกตัว แล้วทุกคนก็เริ่มเคลื่อนไหว. "เบฮีมอธ" พุ่งตัวมาที่พวกเขาด้วยพลังใหม่บนหมวกเหล็กของมัน. เป็นเหมือนกับลูกอุกกาบาตที่ร่วงหล่นจากฟากฟ้า หมวกเหล็กของมันพุ่งเข้าใส่โคคิเป็นรายแรก"

Even if they were able to avoid it by jumping aside, the shock-wave caused by the impact still blew them away. When they stopped rolling, they had wounds all over their bodies. Meld, who finally regained his movement, rushes over. The other knights were still being treated by Kaori. Bracing itself, the Behemoth worked to pull out his stuck head.
ถึงจะกระโดดหลบไปด้านข้าง, แต่คลื่นที่เกิดจากแรงกระแทกก็ยังทำให้พวกเขาถึงกับกระเด็นออกไป. พอหยุดหมุนกลิ้ง บนร่างกายก็มีแผลเต็มไปหมด. เมลด์ ที่เริ่มขยับได้แล้วก็พุ่งตัวเข้าไปหาอัศวินคนอื่นๆที่ยังถูกรักษาโดยคาโอริอยู่. "เบฮีมอธ" พยายามยันตัวขึ้น เพื่อทำให้หัวที่เข้าไปติดอยู่บนพื้นของมันหลุดออก.

“Can you guys move?”
"ทุกคนยังขยับกันได้ไหม?"

All he got in response were groans. They were probably paralyzed again by the shock-wave caused by the falling Behemoth. The damage to the internal organs seemed to be significant.
เสียงที่ตอบรับ กับเป็นเพียงแค่เสียงกัดฟันกรอดในลำคอ. เพราะคลื่นกระแทกจากการที่ "เบฮีมอธ" ชัดหัวของมันลงมาทำให้ทุกคนเป็นอัมพาตชั่วขณะ. ความเสียหายที่อวัยวะภายในเองก็ดูจะหนักเอาการ.

Meld called out to Kaori. When he was looking for Kaori, Meld’s sight caught hold of Hajime.
เมลด์มองหาคาโอริเพื่อขอให้มาทำการรักษาให้กับพวกอัศวิน ในตอนนั้นเขาก็มองเห็น ฮาจิเมะที่วิ่งเข้ามาหา.

“Bozu! Take Kaori, Carry Kouki and retreat!”
"เจ้าหนู! พายัยหนูคาโอริ กับ เจ้าหนูโคคิ หนีไปซะ!"

For Meld who directed such instructions to Hajime, He would only be able to carry Kouki. That instruction indicated that, no one else would be able to escape. Meld clenched his teeth and prepared his shield. He had chosen to risk his life in this dangerous situation to hold back the beast.
เมลด์ที่พูดแนะนำเชิงขอร้องกับฮิจิเมะโดยตรง, เพราะเขารู้ว่าฮาจิเมะคงแบกโคคิไปได้แค่คนเดียว. คำแนะนำนั้นมันหมายความว่า การจะหนีไปได้หมดทุกคนนั้นมันเป็นไปไม่ได้. เมลด์กัดฝันกรอด แล้ว ยกโล่ของตัวเองขึ้นมา. เขาเลือกที่จะเอาชีวิตของตัวเองไปเสี่ยงในสถานการณ์แบบนี้ เพื่อสกัดกั้นสัตว์ร้ายเอาไว้.

At such a desperate moment for Meld, Hajime made a suggestion. This method may be the only way that everyone would be saved. However, the chance of it succeeding was very low. Hajime would also be in the most dangerous position.
ในช่วงเวลาแห่งความสิ้นหวังสำหรับเมลด์นั้น, ฮาจิเมะก็เสนอความคิดบางอย่างขึ้น. วิธีนี้อาจจะเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้ทุกคนรอดไปได้. แต่ทว่า โอกาสจะทำสำเร็จนั้นมันช่างน้อยนิด. และวิธีนี้ก็จะทำให้ฮาจิเมะเองตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายที่สุดด้วย.

Meld hesitated, but the Behemoth was already combat ready. It’s helmet started to sizzle red hot. They had no time.
เมลด์ทำสีหน้าลังเล แต่ทว่า "เบฮีมอธ" กลับพร้อมที่จะจู่โจมอีกครั้งแล้ว. หมวกเหล็กของมันเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงร้อนระอุ. ไม่มีเวลาแล้ว.

“Are you going to do it?”
"จะทำอย่างนั้นจริงๆงรึ?"
“I’ll do it!”
"
ผมจะทำ"

Meld could easily see the resolute gaze Hajime had, and he couldn’t help himself from smiling.
เมลด์มองเห็นได้อย่างชัดเจน ถึงสายตาอันแนวแน่ของฮาจิเมะ, ตัวเขาทำอะไรไม่ได้นอกจากยิ้มออกมา.

“I can’t believe that I’ll entrust it up to you, I’ll surely save you. Leave it to you!”
"ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ข้าจะปล่อยทุกอย่างให้เจ้าจัดการ, ข้าจะคอยช่วยเอง. ฝากด้วยล่ะ!"

“Hai!”
"ครับ!"

Meld headed towards the Behemoth at that. He released a simple magic to provoke it. The Behemoth seemed to have a habit of targeting anyone who was attacking him at the moment. Man and Beast gazed at each other.
เมลด์เดินตรงไปยัง "เบฮีมอธ". เขาปล่อยเวทย์ง่ายๆออกมาเพื่อยั่วโมโหมัน. "เบฮีมอธ"นั้น ดูเหมือนจะมีนิสัยที่ชอบเล็งเป้าคนที่ไปโจมตีใส่มัน. ช่วงเวลานั้น บุรุษ และ สัตว์ร้าย จ้องสายตาประทะกัน และ กัน.

When the helmet was finally inflamed, it charged then leapt. Meld stood there poised, intending to provoke it till the last moment. At that moment, a small incantation could be heard.

เมื่อหมวกเหล็กของมันมีไฟลุกขึ้น, มันก็พุ่งกระโจนใส่. เมลด์ยืนอย่างมั่นคง โดยตั้งใจจะล่อมันจนถึงวินาทีสุดท้าย, แล้วเสียงร่ายเวทย์เบาๆก็ดังขึ้น.

“Blow “Wind Wall”!”
"จงปัดเป่า [วินด์ วอลล์]!" (กำแพงลม)

He back stepped at the same time as he chanted. Like a comet, the Behemoth landed at the area where Meld was previously stationed at. The “Wind Wall” was able to deflect the shock-wave and debris from the impact. Since it was just a simple attack, he was able to avoid it. He would have been totally annihilated if he was protecting Kouki.
เมลด์กระโดดถอยหลังกลับในขณะที่ร่ายเวทย์ออกไป. ราวกับดาวหาง, "เบฮีมอธ" พุ่งลงไปในสถานที่ที่เมลด์เคยยืนอยู่.เพราะกำแพงลม จึงทำป้องกันคลื่นกระแทก และสะเก็ดจากแรงกระแทกได้. เพราะเป็นการโจมตีรูปแบบง่ายๆ เมลด์จึงสามารถหลบได้ไม่ยาก. แต่ถ้ายังคงคอยปกป้องโคคิอยู่ ป่านนี้เขาก็คงถูกกำจัดไปนานแล้ว.

Again, the Behemoth’s head was stuck after the attack. Hajime advanced at this, but the remnants of the blazing heat burns Hajime. He endured the pain and he started to chant. It couldn’t really be considered a chant because he just called out the spell’s name.
อีกครั้ง ที่หัวของ"เบฮีมอธ" ไปติดอยู่ที่พื้น หลังจากการโจมตี. ฮาจิเมะก็ก้าวเข้ามา, แต่เพราะความร้อนของเปลวไฟ ทำให้ผิวของฮาจิเมะถูกเผาเป็นหย่อมๆ. โดยเขาเมินต่อความเจ็บปวด ฮาจิเมะก็เริ่มร่ายเวทย์. แต่จะเรียกว่าเป็นการร่ายเวทย์ก็ไม่ถูกนัก เพราะสิ่งที่ฮาจิเมะทำก็เพียงแค่เอ่ยชื่อของเวทย์ที่ใช้.

“Transmute.”
[แปรรูป]


The Behemoth’s movement to extract it’s head from the stone was stopped because the surrounding stone buried its head. No matter how much stone it destroyed to free itself, Hajime just repaired it with his transmuting. Bracing it’s legs, the Behemoth was going to forcefully free itself, but Hajime transmuted around the foot this time. He constantly harden and transmuted the stone and finally he sunk the beast 1 m into stone. The Behemoth’s power was so terrifying that if he let up for just a moment, cracks would from in the formation and it would try to slip out. In order to prevent this Hajime did not let up on his continuous transmuting. He observed the Behemoth struggling to get free with its head buried underground. For anyone else it would have looked very silly.
การเคลื่อนไหวของ "เบฮีมอธ" ที่กำลังพยายามดึงหัวของมันออกจากพื้นหยุดลง. เพราะหินที่อยู่รอบๆเคลื่อนเข้ากลบหัวมันเอาไว้. ไม่ว่าจะทำลายหินไปเท่าไหร่เพื่อทำให้ตัวชองมันเป็นอิสระ, ฮาจิเมะก็ซ่อมแซมมันทันทีด้วยการแปรรูป. ด้วยการใช้เท้ายัน "เบฮีมอธ" พยายามที่จะทำให้ตัวของมันหลุดจากพันธนาการ. แต่ฮาจิเมะก็ใช้การแปรรูปหินไปล้อมขาของมันไว้. ฮาจิเมะแปรรูปเสริมความมั่นคงของพันธนาการหินอย่างต่อเนื่องจนในที่สุดก็ทำให้ "เบฮีมอธ" ถูกถมด้วยหิน หนากว่า 1 เมตร. พลังของ"เบฮีมอธ" นั้น ช่างน่ากลัว ถึงขนาดที่ว่า ถ้าปล่อยมือเพียงนิดเดียว, มันก็คงจะสร้างรอยร้าวให้กับหิน แล้วหลุดออกมาได้. เพื่อป้องกันในเรื่องนั้น ฮาจิเมะจึงทำการแปรรูปอย่างต่อเนื่องจนแทบจะไม่ได้หยุดพักหายใจ. ฮาจิเมะมองดู "เบฮีมอธ" ที่ดิ้นรนพยายามดึงหัวของมันให้หลุดออกจากพื้น. ถ้าคนอื่นมาเห็นก็คงเห็นเป็นภาพที่ดูตลกน่าดู.

In the meantime, Kaori and the recovered knights were gathered and carried Kouki’s party back. On the side with the Traum Soldiers, the students had regained some of their composure and started to cooperate with each other. The reason for the recovery was because of the girl Hajime saved earlier. A simple contribution from Hajime.
ระหว่างนั้น, คาโอริ และ เหล่าอัศวินที่ฟื้นตัวได้แล้ว ก็มารวมกัน โดยแบกโคคิ และ กลุ่มของเขามาด้วย แล้วเตรียมตัวถอยไปที่บันได. ทางด้านสะพานที่มีเหล่า "ทรัม โซลเยอร์", พวกนักเรียนจำนวนหนึ่งก็เริ่มตั้งสติได้แล้ว และร่วมมือกันต่อสู้. เหตุผลที่พวกเขาสามารถใจเย็นลงได้นั้น เป็นเพราะ เด็กสาวที่ฮาจิเมะได้ช่วยเอาไว้เมื่อก่อนหน้านี้. เป็นผลจากการช่วยเหลือเพียงเล็กน้อยของฮาจิเมะนั่นเอง.

“Wait! There is still Nagumo-kun.”
"เดี๋ยวก่อนค่ะ! ยังเหลือนากุโมะคุงอยู่อีกคน"

Kaori protested to Meld who was withdrawing.
คาโอริพูดคัดค้านกับเมลด์ที่สั่งให้ทุกคนถอย.

“This is his plan! We are going to clear the Soldiers and make a safety zone for ourselves, and then we will bombard the beast with magic! Of course, we will allow him to retreat too! He can retreat when our magic barrage holds that beast in place, then we can retreat to the upper level.”
"นี่เป็นแผนของเขา! เพื่อที่จะไปอยู่ในเขตปลอดภัย แล้วทำการระดมยิงเวทย์โจมตีใส่ "เบฮีมอธ" ได้. พวกเราจะต้องถอยไปเปิดช่องทางโดยฝ่าพวก "ทรัม โซลเยอร์" ออกไป. ถ้าทำสาเร็จเขาเองก็จะถอยออกมาได้"

“Then, I’ll stay and help him!”
 "ถ้างั้น ฉันจะอยู่คอยช่วยเขาเอง!"

“Not possible! Your healing is needed to back up Kouki as we retreat!”
"ไม่ได้! เวทย์รักษาของเจ้าเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อฟื้นฟูโคคิและพวกในตอนที่เราถอย!"

“But!”
"แต่ว่า!"

Meld shouted at the protesting Kaori.
เมลด์ตะโกนใส่คาโอริที่กำลังคัดค้าน.

“Don’t let his effort be in vain!”
"อย่าทำให้ความพยายามของเขาต้องสูญเปล่า!"

“Tsu!?”
“!?”
Including Meld, the other one with the highest power was without a doubt Kouki. If she did not use her healing magic effectively, they may eventually lack the power to stop the Behemoth. That is why it is necessary for her to join the retreating group. They did not have to time to stop and heal with other slower means, and if they were not fast enough Hajime will run out of mana to trap the Behemoth.
นอกจากเมลด์แล้ว, คนที่มีพลังสูงที่สุดคงไม่ใช่ใครอื่นนอกจากโคคิ. ถ้าหากคาโอริไม่ทำการรักษาโคคิด้วยเวทย์รักษาที่ทรงพลังของเธอแล้วละก็. พวกเขาก็อาจจะไม่มีพลังมากพอที่จะหยุดการเคลื่อนไหวของ "เบฮีมอธ" ได้. เพราะอย่างนั้น มันจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องมีเธอไปกับกลุ่ม. จะให้คนอื่นใช้เวทย์รักษาแทนก็ไม่ได้, เพราะถ้าหากรักษาได้ไม่เร็วพอ ฮาจิเมะก็อาจจะใช้พลังเวทย์จนหมด แล้วคงไม่สามารตรึง "เบฮีมอธ" เอาไว้ได้อีกต่อไป.


“Breath of Heaven, Fill to the brim, Purify and Heal, “Heaven’s Blessing”!”
"ลมหายใจแห่งสวรรค์อันเต็มเปี่ยม, จงชำระล้าง และ ทำการรักษา [เฮฟเว่น เบลชซิ่ง]". (คำอวยพรแห่งสวรรค์)

Even if she had a face like she wanted to cry, she continued with her incantation. A pale light engulfed Kouki. The restorative property of her magic healed his body of injuries at the same time it enveloped him. Meld placed a hand on Kaori’s shoulder and nodded, and she nodded back. Again, Kaori turned around to look at the scene of Hajime transmuting against the Behemoth. All of them started to retreat after that.
แม้กำลังทำสีหน้าเหมือนจะร้องไห้, คาโอริก็ร่ายเวทย์ออกมา. แสงสว่างอันอ่อนโยน เข้าปกคลุมร่างของโคคิ. เวทย์รักษาของคาโอริ ทำการ สมานบาดแผลของโคคิ ในขณะที่แสงห่อหุ้มร่างของเขา. เมลด์วางมือลงบนบ่าของคาโอริ แล้ว พยักหน้าให้, คาโอริก็พยักหน้าตอบรับ. อีกครั้งหนึ่ง คาโอริ หันไปมอง ภาพของฮาจิเมะที่กำลังใช้เวทย์แปรรูปตรึงร่างของ "เบฮีมอธ" เอาไว้. หลังจากนั้นทุกคนก็ถอยไปที่อีกด้านของสะพาน.


The numbers of the Traum Soldier was still increasing. Currently, they numbered around 200. They all filled up the stair side of the bridge. But in a sense it might be a good thing. If a gap was present, the students would try to push through, but their lack of experience would lead them into getting surrounded and slaughtered. Actual this was a good number for the students who were having trouble with the 100 earlier.
จำนวนของเหล่าทหารโครงกระดูกยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ. ในตอนนี้มีจำนวนอยู่ประมาณ 200 ตัว. พวกมันยืนออกันอยู่จนไปถึงบริเวณบันไดที่อยู่อีกด้าน. แต่แบบนี้ก็อาจจะเป็นเรื่องดีเลยก็ได้ เพราะถ้าหากสร้างช่องว่างได้ พวกนักเรียนก็จะสามารถทะลวงผ่านไปได้, แต่ทว่าเพราะขาดประสบการณ์ ก็อาจจะทำพวกเขาถูกล้อม และ โดนกำจัดกันหมด. อันที่จริง ถ้าเทียบกับตอนที่มีปัญหา กับการรับมือ "ทรัม โซล์เยอร์" แค่ 100 กว่าตัวแล้ว. ในตอนนี้ กับจำนวนของพวกมันตั้งขนาดนี้ ก็นับว่ายังพอจะรับมือได้ดีอยู่.


Lucky, there had not been a single death, it was thanks to the earnest knights who protected them. It was not an exaggeration to say that they were desperately covering the students’ lives. The expense came in the form of all the wounds they had acquired.
โชคดี, ที่ยังไม่มีใครเสียชีวิต. ต้องขอบใจในความทุ่มเทของเหล่าอัศวินที่คอยปกป้องพวกเขา. ถ้าจะพูดว่า พวกเขาสู้อย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อปกป้องเหล่านักเรียนแล้วละก็ มันก็ฟังดูไม่เกินจริงเลยแม้แต่น้อย. ผลที่ได้คือบาดแผลนับไม่ถ้วนที่อยู่บนร่างกายของเหล่าอัศวิน.

If they lost the knights’ support, for the increasing number of students who were panicking and did not know the magic that caused the increasing monsters, they would fall apart in minutes.
เพื่อช่วยเหลือเหล่าอัศวินที่ล้มลง, พวกเขา เหล่านักเรียน บ้างก็กวัดแกว่งดาบ บ้างก็แทงหอก และบ้างก็ยิงเวทย์ใส่ พวก "ทรัม โซลเยอร์" ที่เพิ่มจำนวนขึ้นมาอยู่เรื่อยๆไม่หยุด.


Despair struck the students who realized it. The group that cooperated with the girl that Hajime saved earlier, even though they fought bravely their face conveyed that they were at their limits. When they thought it was finished…
ความสิ้นหวังเริ่มกัดกินหัวใจอีกครั้ง เมื่อพวกนักเรียนรู้สึกถึงเรื่องนั้น. กลุ่มที่ร่วมมือกับ เด็กสาวที่ฮาจิเมะช่วยเอาไว้เมื่อก่อนหน้านี้, ถึงแม้พวกเขาจะต่อสู้อย่างกล้าหาญ แต่สีหน้าของพวกเขาก็แสดงออกให้เห็นว่ามาถึงขีดสุดแล้ว. พอคิดว่าทุกอย่างกาลังจะจบลงอยู่นั้น...

“Soaring Flash!” [ซอร์ริ่งแฟลช!]
A pure-white slash exploded right through the ranks of Traum Soldiers. The Soldiers near the side edges of the bridge was blown into the abyss. After the slash thought, the remaining Soldiers filled in the gap that was created by the skill. They surely saw the stair that led to the upper level though. The wished to see it but it had been covered by the sea of swords.
แสงสีขาวก็ฟาดลงที่ตำแหน่งที่เหล่าทหารโครงกระดูกยืนอยู่. พวกที่ยืนอยู่ริมขอบสะพาน ก็ถูกชัดกระเด็นลงไปในหุบเหวแห่งนรก. หลังจากลำแสงตัดผ่านไป พวกทหารโครงกระดูกที่เหลือก็เข้ามาแทนจุดที่เป็นช่องว่างที่ถูกสร้างขึ้นจากทักษะเมื่อครู่. ชั่วเวลาหนึ่งที่ช่องว่างนั้นทำให้เห็นบันไดที่ขึ้นไปสู่ชั้นบน, แต่ไม่นานก็ถูกปิดลงด้วยดาบนับไม่ถ้วนของพวก "ทรัม โซลเยอร์".

“Everyone! Don’t give up, I’ll open up a path!”
"ทุกคนอย่าเพิ่งยอมแพ้! ฉันจะเปิดทางให้เอง!"

He spewed those lines as the “Soaring Flash” tore through the enemies. The students energized at the charisma Kouki displayed.
โคคิตะโกนออกมา พร้อมกับ ลำแสงสีขาว พาดผ่านตรงไปยังศัตรู. พวกนักเรียนต่างถูกกระตุ้นให้มีกำลังใจขึ้นจากความสามารถที่โคคิแสดงให้เห็น.

“What have you guys been doing this whole time? Remember your training, and start cooperating with each other! Fools!”
"มัวทำอะไรกันอยู่? ลืมที่ฝึกมากันหมดแล้วรึไง! มาร่วมมือกันต่อสู้ได้แล้ว! เจ้าพวกโง่!"

The leader everyone relied on released a skill that was not inferior to “Soaring Flash” at the enemies. The reliably feeling returned to his voice. His body filled with power and his mind cleared. Kaori’s magic was doing their job, the magic to calm the mind. The magic was just a relaxation magic but combined with Kouki’s performance it was super effective.
ผู้นำที่เหล่านักเรียนต่างเชื่อใจ ปลดปล่อยสกิลที่ไม่ได้ด้อยไปกว่า [ซอร์ริ่งแฟลช] ไปทางพวกศัตรู. ความรู้สึกอันน่าเชื่อถือ กลับคืนมาในน้ำเสียงของเขา. ร่างกายถูกเติมเต็มไปด้วยพลัง และ จิตใจก็ปลอดโปร่ง. เวทย์รักษาของคาโอริท่าทางจะใช้ได้ผลดี, มันเป็นเวทย์ที่ทำให้จิตใจสงบลง. หรืออาจเป็นเพียงแค่เวทย์ที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย แต่ด้วยการที่รวมเข้ากับ การแสดงออกของของโคคิ มันทำให้ได้ผลดีแบบสุดๆ.

Anyone with an aptitude for healing started to heal everyone. The people with high aptitude for magic made up the rear guard, they started their chants. The vanguard formed a firm rank, they steadily moved but put an emphasis in protecting the rear guard.
คนที่มีความถนัดด้านเวทย์รักษาเริ่มทำการรักษาให้คนอื่นๆ. คนที่มีความถนัดด้านเวทย์โจมตี ไปอยู่ทางแนวหลัง, แล้วเริ่มร่ายเวทย์. ที่แนวหน้า ทำการรักษาระยะ และ เคลื่อนที่อย่างมั่นคง โดยที่ยังคงเน้นความสำคัญในการปกป้องแนวหลัง.

The knights who recovered also join them, then the signal for their counter-attack came. The cheat class started to perform their martial arts and magic, they descended down on their enemy like a surging wave. Monsters fell so quickly that they had finally passed the spawning rate of the magic circle.
เหล่าอัศวินที่ถูกรักษาจนฟื้นตัว ก็เข้าไปร่วมกับพวกนักเรียนแล้วด้วย, จากนั้นสัญญาณสาหรับการ สวนกลับก็ถูกส่งออกมา. เหล่านักเรียนด้วยพลังสุดโกง เริ่มทำการบรรเลง เวทย์มนต์ และ ศิลปะการต่อสู้ของตัวเอง. พวกเขาส่งศัตรูที่ขวางหน้ากลับบ้านเก่า เหมือนคลื่นยักษ์ที่ไม่อาจต้านทาน. พวกมอนสเตอร์ ถูกกำจัดไปอย่างรวดเร็ว จนในที่สุด พวกเขาก็ผ่านตำแหน่งที่วงแหวนเวทย์ปรากฏขึ้นมาได้.

Soon, the path to the stairs were opened.
ในไม่ช้า ทางไปสู่บันไดชั้นบนก็เปิดออก.

“Everyone advance! We need to secure the stairs!”"ทุกคนเคลื่อนตัวไปข้างหน้า! เราต้องไปยึดเอาพื้นที่ตรงบันไดเอาไว้!"

Kouki started to run as soon as he shouted. The recovered Shizuku and Ryutaro accompanied Kouki in the charge. They cut through the encircling Traum Soldier like a hot knife through butter. Finally, they broke through the besiegement. Kouki quickly cast his magic to prevent the gap from the bridge they just created from being filled by the Soldiers.
โคคิเริ่มวิ่งทันทีหลังจากที่ตะโกนออกมา.ชิซึกุ กับ เรียวทาโร่ ที่ฟื้นตัว ก็เข้าร่วมการบุกของโคคิด้วย. พวกเขาตัดผ่านวงล้อมของ ทหารโครงกระดูกไปได้อย่างง่ายดายเหมือนกับตัดเนย. ในที่สุด ทั้งหมดก็ทะลวงวงล้อมของศัตรูมาได้. โคคิ เริ่มร่ายเวทย์เพื่อป้องกันช่องทางจากสะพานที่เปิดขึ้น จากพวก "ทรัม โซลเยอร์".

The classmates looked doubtful. It will be like that. In front of them were the stairs, and naturally they wanted to get to safety quickly.
พวกเพื่อนร่วมชั้นต่างทำหน้างงงวยด้วยความสงสัย, จากมุมมองของพวกเขามันก็คงจะเป็นอย่างนั้น. บันไดก็อยู่ตรงหน้าแล้วแท้ๆ ก็เป็นธรรมดาที่อยากจะกลับขึ้นไปโดยเร็ว.

“Wait everyone! We still have to save Nagumo-kun! Just by himself, he has been suppressing that demon!”
"เดี๋ยวก่อนทุกคน! เราต้องช่วย นากุโมะคุงก่อน! ด้วยตัวเพียงคนเดียว ตอนนี้เขากำลังตรึงเจ้าปีศาจนั่นไว้อยู่ด้วยตัวเอง!"

Kaori’s class faced her with a very doubtful expression. They all thought it was impossible, because they all thought he was useless. When the perplexed classmates looked over at the bridge, Hajime was really there.
พวกเพื่อนร่วมชั้นมองหน้าของโคคิด้วยความสงสัย. พวกเขาคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะพวกเขาคิดว่าฮาจิเมะนั้นเป็นคนไร้ประโยชน์. พอพวกนักเรียนที่กาลังงงอยู่มองไปที่บนสะพาน, ฮาจิเมะยังคงยืนอยู่ตรงนั้น.

“What is he doing?”
"ทำอะไรของหมอนั่นอยู่น่ะ?"

“That demon is buried!”
"เจ้าปีศาจนั่นกาลังถูกฝังไว้อยู่อยู่นี่นา"

Meld answered the questions the students had.
แล้วเมลด์กล่าวขึ้น เพื่อแก้ไขข้อข้องใจของพวกนักเรียน.

“It’s true! It was because of him stopping that demon that we could retreat! Vanguard don’t let any soldier near us! Rear guard prepare your long range magic! He is about to run out of magic, we will have him retreat while we bombard the Behemoth!”
"
มันเป็นความจริง! เป็นเพราะเขาช่วยตรึงเจ้าปีศาจนั่นเอาไว้ จึงทำให้พวกเราถอยมาที่นี่ได้! แนวหน้า อย่าปล่อยให้พวกศัตรูเข้ามาใกล้ได้เป็นอันเด็ดขาด! แนวหลัง จงเตรียมร่ายเวทย์ระยะไกลซะ! พลังเวทย์ของเขาใกล้จะหมดลงแล้ว, เราจะเปิดช่องว่างให้เขาถอยกลับมา ตอนที่ระดมยิงเวทย์ใส่ "เบฮีมอธ"!"

The students braced themselves when that voice resounded with them. There were people who looked at in the direction of the stairs in regret. No wonder, they just had a near death experience. They naturally wanted to get to safety as fast as possible. However, when Meld angrily shouted out to hurry up, they returned to the battlefield.
เมื่อได้ยินเสียงคำสั่งดังกังวานของเมลด์ พวกนักเรียนก็ทำการเตรียมพร้อม. บางคนก็ส่องสายตาผิดหวังมองไปที่บันได. ไม่น่าแปลกเลย เพราะการที่ผ่านกับเหตุการณ์เกือบถึงตายมาหมาดๆ. ปกติแล้วก็ต้องอยากจะไปในที่ที่ปลอดภัยโดยเร็วที่สุดเป็นธรรมดา. ถึงอย่างนั้น พอเมลด์ตะโกนออกมาด้วยเสียงโกรธ พวกเขาก็กลับเข้าสู่สนามรบ.

In there was Hiyama Daisuke. Although he thought so highly of himself, he was really scared, he wanted to run as fast as possible away.
ที่ตรงนั้น ฮิยามะ ไดสึเกะ ยืนนิ่งอยู่. ถึงจะตีค่าตัวเองซะสูง แต่เขากลับหวาดกลัวจนแทบคลั่ง, เขาอยากจะวิ่งหนีไปโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้.

At that moment, the scene from that day flashed in his mind. It was yesterday when they were staying in Horlad. He was so overcome by anxiety of the next day that he couldn’t sleep properly and went out to get some air then headed for the toilet. The cool breeze relaxed him and he was returning to his room when he saw something. Along the way, he had seen Kaori in her negligee. This was the first time he had seen her in such a state and he instinctively hid and held his breath at such a sight. Kaori passed by without noticing him.
ในเวลานั้น, ในหัวของเขาก็คิดถึงภาพเหตุการณ์ของคืนวันก่อน. เมื่อวานตอนที่พวกเขายังอยู่ที่เมือง "ฮอร์แลด". เพราะความกังวลต่อการเดินทางในวันพรุ่ง เลยทำให้เขาหลับไม่ลง แล้วจึงเดินออกมาสูดอากาศข้างนอก. สายลมเย็นยามดึกทำให้เขาใจสงบลง และ ในตอนที่กำลังจะกลับห้องนั้นเอง เขาก็มองไปเห็นใครบางคนเข้า. ที่ทางเดิน เขามองเห็น คาโอริ ในชุดนอน. นี่เป็นครั้งแรก ที่เขาได้เห็นเธออยู่ในชุดแบบนี้ โดยสัญชาตญาณ ฮิยามะหลบเข้าที่มุมทางเดิน แล้วพยายามควบคุมเสียงลมหายใจที่หอบแรงเอาไว้. คาโอริเดินผ่านไปโดยที่ไม่สังเกตเห็น.

Daisuke was interested and followed her, until she stopped in front of a certain room and knocked. The one to answer the door was…Hajime. Hiyama’s mind blanked at that. He liked Kaori, however he thought that he was not good enough for her. When comparing himself to Kouki, he felt like he was way out of his league, so he gave up.
ด้วยความสนใจ ฮิยามะจึงตามเธอไป, จนกระทั่งเธอหยุดอยู่ที่หน้าห้องหนึ่ง แล้ว เคาะประตู. คนที่ออกมาเปิดประตูให้ก็คือ...ฮาจิเมะ. ในหัวของฮิยามะขาวโพลนขึ้นมาทันที ต่อสิ่งที่ได้เห็น. เขาชอบคาโอริ, แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อเทียบกับโคคิ เขาก็คิดว่าตัวเองไม่ดีพอสาหรับเธอ. เขาคิดว่าเธอเป็นคนที่อยู่สูงเกินเอื้อม, จึงได้ยอมแพ้.

Hajime was different, Daisuke thought Hajime was inferior to him. So to find Hajime in the presence of Kaori was weird. He thought that if this was the case, why won’t he do? Daisuke heard every word in his head, is his head alright? Hiyama seriously thought that though. His dissatisfaction against Hajime had always been piling up, now this had swelled into hatred. When he saw Kaori get mesmerized by the Grantz Crystal, he was probably driven by these feelings.
แต่กับฮาจิเมะ นั้นต่างออกไป, ฮาจิเมะเป็นคนที่ด้อยกว่าเขา. เพราะงั้นการที่ ฮาจิเมะ ได้รับความสนอกสนใจจากคาโอริ จึงเป็นเรื่องที่ฟังดูแปลกสำหรับเขา.เขาคิดว่าถ้าเป็นแบบนั้นละก็, ทำไมเขาจะไม่มีโอกาส? ฮิยามะ ได้ยินเสียงคำพูดพวกนั้นวนเวียนอยู่ภายในหัวอย่างชัดเจน. ความไม่พอใจของเขาที่มีต่อฮาจิเมะก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น, แล้วก็กลายเป็นความเกลียดชัง. ตอนที่เห็นคาโอริมองดู คริสตัลด้วยความหลงใหล, เขาจึงถูกความรู้สึกพวกนี้ทำให้เคลื่อนไหว.


Hiyama remembered all that. Looking at Hajime who was suppressing the Behemoth by himself, Kaori staring worried for Hajime and even praying for him…a dark smile bloomed on Daisuke’s face.
ฮิยามะนึกถึงเรื่องพวกนั้นในหัว. แล้วมองไปที่ฮาจิเมะ ที่กำลัง ตรึงร่างของ "เบฮีมอธ" อยู่ด้วยตัวเองเพียงลำพัง, คาโอริ ก็มองดูฮาจิเมะ ด้วยความเป็นห่วง ทั้งยังทำมือภาวนาให้เขา...


Hajime felt his mana running out, and he had ran out of any potions. He quickly surveyed his surrounding and noticed that everyone had retreated. Ranks were being formed and magic was being prepared for the last part of the plan.
รอยยิ้มเหี้ยมอันดำมืด เผยขึ้นมาบนหน้าของฮิยามะ ไดสึเกะ. ฮาจิเมะ รู้สึกได้ว่าพลังเวทย์ของตัวเองกำลังจะหมดลง, โพชั่นเองก็ใช้ไปหมดแล้ว. พอมองไปรอบๆก็ดูเหมือนว่าทุกคนจะถอยกันไปหมดแล้ว. ทุกคนประจำตำแหน่งที่จะร่ายเวทย์ระดมยิงตามแผนสุดท้ายที่วางไว้แล้วด้วย.

Behemoth was still struggling, at this rate there were still a few seconds of intermission even if he stopped transmuting. In the meantime he had to get some distance. A drop of sweat entered his eye. Hajime had never been in such a situation that caused his heart to thump so loudly that he could hear it. Timing was going to be important here.
"เบฮีมอธ" ยังคงติดอยู่ที่พื้น, ถ้ายังเป็นแบบนี้ ถึงจะหยุดการแปรรูปไป ก็พอจะมีเวลาให้พักอยู่. ในจังหวะนั้นจะต้องสร้างระยะห่างขึ้นมา. เหงื่อไหลผ่านเข้ามาที่ดวงตาของฮาจิเมะ. เขาไม่เคยพบเจอกับสถานการณ์ที่ทำให้หัวใจเต้นแรงจนได้ยินเสียงดังฟังชัดขนาดนี้มาก่อน. จังหวะคือสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้.


Dozens of cracks formed in the restraints that held the Behemoth, and they were failing to hold it back. At the same moment, Hajime started to sprint.
ปราการหินที่คอยตรึงร่างของ "เบฮีมอธ" เอาไว้ เริ่มจะต้านมันเอาไว้ไม่อยู่ และ มีรอยแตกร้าวจำนวนมากเกิดขึ้น. ในเวลาเดียวกัน ฮาจิเมะ ก็เริ่มวิ่งเต็มฝีเท้า.


5 seconds after Hajime started to run away, the Behemoth fully freed itself and roared. The rage present in its eyes could never be misunderstood. Quickly it’s vision searched for its sworn enemy and found Hajime. Behemoth roared in anger again , and collected power into its legs to chase after Hajime.
5
วินาที หลังจากที่ฮาจิเมะเริ่มวิ่ง, "เบฮีมอธ" ก็เป็นอิสระจากพันธนาการ และ คำรามออกมาเสียงดัง. ดวงตาของมันกำลังพิโรธอยู่ ไม่ผิดอย่างแน่นอน. มันรีบสอดส่องสายตามองหาศัตรูคู่แค้นของมัน แล้วก็พบ ฮาจิเมะเข้า. "เบฮีมอธ" คำรามด้วยความโกรธขึ้นอีกครั้ง, แล้วรวบรวมพลังไว้ที่ขาเพื่อไล่ตามฮาจิเมะ.


However, a barrage of magic attacks stopped it.
แต่ทว่า เวทย์มนต์ก็ระดมยิงถาโถมเข้ามา หยุดมันเอาไว้.


Like shooting stars painting the night sky, magic of countless colors bombarded the Behemoth. There was no damage, but the force prevented it from advancing.
เหมือนกับฝนดาวตกที่ร่วงหล่นจากฟากฟ้า, เวทย์มนตร์นับไม่ถ้วน ถูกยิงกระหน่ำลงมาที่ "เบฮีมอธ". แม้ดูจะไม่ได้รับความเสียหายเลยแม้แต่น้อย, แต่แรงของเวทย์มนต์ก็ทำให้มันไม่สามารถขยับไปข้างหน้าต่อได้.


Hajime lowered his head and dashed while taking care not to fall. With all those lethal spells passing over his head, Hajime was not afraid for his life. There was no way those cheats would be able to miss. The distance between the Behemoth and him was also 30m.
ฮาจิเมะก้มหน้าลงและพุ่งออกไปโดยไม่สนใจว่าตัวเองอาจจะหล่อนจากสะพานกได้,ด้วยเหล่าเวทย์อันตรายได้บินข้ามหัวเขาไป,ฮาจิเมะไม่ได้เกรงกลัวในชีวิตเขาแม้แต่น้อย,ไม่มีทางทีเวทย์มนต์เหล่านั้นจะพลาดเป้าได้,ระยะห่างระหว่างเขากับเบฮีมอสนั้นห่างกว่า 30 เมตร

Hajime relaxed at that.
ฮาจิเมะ รู้สึกโล่งขึ้นมาจากสิ่งที่เห็น.

 However, something happened that cause him to freeze.
ถึงอย่างนั้น ก็มีบางสิ่งเกิดขึ้นจนทำให้เจ้าตัวถึงกับตัวแข็งทื่อ.

One of the “Fireball” in the endless stream of spells, bent slightly and started to head his way. This was clearly aimed at him.
หนึ่งในเวทย์ "ไฟร์บอล" ในหมู่เวทย์นับไม่ถ้วน, พุ่งเป็นเส้นโค้งตรงลงมาที่ฮาจิเมะ. นี่เป็นเวทย์ที่เล็งมาที่เขาโดยตรง.

(Why!?) (ทำไม!?)

Doubt and bewilderment, all of this ran through his brain and it appalled him.
ในชั่วขณะของความสงสัย และ มึนงง. ทุกอย่างแล่นเข้ามาในสมองของเขา มันทำให้เขานั้นตระหนกกับเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างมาก.

Hajime slid and braced himself as the “Fireball” struck the ground right in front of his eyes. He was blown back the way he came from by the shock-wave. No real damage was taken because he was able to avoid a direct hit, but his sense of balance was thrown out of whack. Seems like semicircular canal was damaged.
ฮาจิเมะกระโดดถอยหลังแล้วยกมือขึ้นมาป้องกันร่างกายเอาไว้. คลื่นจากแรงกระแทกส่งตัวฮาจิเมะ กระเด็นไปทางด้านหลังในทิศที่ตัวเขาวิ่งจากมา. เพราะสามารถหลบการโจมตีได้หวุดหวิด จึงทาให้ไม่บาดเจ็บอะไรมาก, ทว่า การรับรู้ถึงความสมดุลกลับทื่อลง. ดูเหมือนว่าหูชั้นใน จะได้รับความเสียหาย.

Standing up was a little hard because he was dizzy. The Behemoth like usual was not going to go down alone. When Hajime got up, the beast roared again. Hajime looked at the Behemoth and was stunned by the piercing eyes it had. For the third time it’s horns started to and he lunged towards Hajime.
การจะยืนขึ้นนั้นค่อนข้างทำได้ลำบาก เพราะอาการวิงเวียนที่ศีรษะ. "เบฮีมอธ" ก็เหมือน ยังไงก็ไม่ยอมล้มลงง่ายๆ. พอฮาจิเมะลุกขึ้นมา สัตว์ร้ายก็ส่งเสียงคำรามดังกึกก้องอีกครั้ง. ฮาจิเมะมองไปที่ "เบฮีมอธ" แล้วก็ต้องตัวแข็งทื่อจากสายตาทิ่มแทงของมัน. เป็นครั้งที่ 3 ที่เขา และ หมวกเหล็กของมันเปลี่ยนเป็นสีแดงร้อยระอุ แล้วมันก็พุ่งตัวเข้าใส่ฮาจิเมะ.

The unsteady head, hazy vision, looming Behemoth, impatience screams and roars from his classmates in the distance.
ในหัวที่โคลงเคลง, ภาพเบลอที่มองเห็น, เบฮีมอธที่เข้ามาใกล้, เสียงกรีดร้อง และ ตะโกน อย่างสิ้นหวัง จากเหล่าเพื่อนร่วมชั้นที่อยู่ไกลออกไป.


Hajime tried desperately to muster the strength to jump away. A furious shock ripped through the entire bridge, it shocked from the strength of the Behemoth’s attack. Cracks spread out from the epicenter. The bridge screamed.
ฮาจิเมะ พยายามรวบรวมเรี่ยวแรงเพื่อกระโดดหลบอย่างสุดชีวิต. แรงกระแทกอันรุนแรงส่งไปทั่วทั้งสะพาน, การกระแทกจากแรงพุ่งชนของ "เบฮีมอธ" ทำให้รอยปริแตกลุกลาม ออกจากจุดศูนย์กลางของการสั่นสะเทือน. สะพานส่งเสียงดังลั่น.


Finally, after all that punishment, the bridge collapsed.
ในที่สุดมันก็ได้พังลง.  สะพานที่ได้รับการกระแทกจากการโจมตีซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็พังลงมา

The bridge had finally reached the threshold and gave out.
สะพานดังกล่าวนั้นในที่สุดมันก็เกินขีดจำกัดที่จะสามารถทนรับน้ำหนักไหว.

“Guaaa!”
"คลืนน"

Behemoth clawed desperately to find a place to hold on to. However even the ground that connected the bridge collapsed and fell into the abyss. Death throes could be heard from the Behemoth.
"เบฮีมอธ" ใช้กรงเล็บครวญหาที่ยึดเกาะ อย่างสุดชีวิต.ถึงแม้พื้นที่เชื่อมสะพานจะพังลงไปแล้ว และ ร่วงลงสู่ขุมนรก. เสียงร้องแห่งความตายของ "เบฮีมอธ" ก็ยังคงดังก้องมาจากนรกเบื้องล่าง.


Hajime crawled to escape somehow, however every place he held onto collapsed.
ฮาจิเมะ ดูเหมือนจะคลานหนีออกมาได้หวุดหวิด, แต่ทว่าพื้นที่เขาเกาะไว้ก็เริ่มจะพังลงเช่นกัน.

“Ah, it’s no good…”
"อา แย่ละสิ..."


While he thought that, he turned his gaze towards his classmates. He saw Shizuku and Kaori holding Kaori back, like she wanted to jump after him. His other classmates were pale and had their hands over their eyes or mouths. Meld and the Knights had a mortifying expression on their faces.
ขณะเขาคิดอย่างนั้น ฮาจิเมะ ก็หันสายตามองไปยังพวกเพื่อนร่วมชั้น. เขามองเห็น ชิซึกุ ที่กำลังพยายามห้ามคาโอริ ที่ดูเหมือนทำท่าจะกระโดดลงมาหาเขา, พวกเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆมีสีหน้าซีดเผือด และ ทาบมือบนหน้า หรือ ปิดปากเอาไว้. เมลด์ และ เหล่าอัศวิน มีสีหน้าเป็นทุกข์ด้วยความรู้สึกอันยากจะอธิบาย.

The scaffolding that held Hajime finally crumbled. He fell backwards into the dark abyss, while he tried to grasp the dimming light.
ในที่สุดพื้นที่ฮาจิเมะยึดอยู่ก็พังทลายลง. เขาหันหลังตกลงไปในความมือมิด
ในขณะที่มือนั้นยื่นออกไปเพื่อพยายามไขว่คว้าแสงสว่างอันริบลี่ที่อยู่เบื้องหน้าเอาไว้.






#นิยายแนวฮาเร็ม#Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou #นิยายแปลไทย
Author(s)



2 ความคิดเห็น:

  1. ยิ่งอ่านก็ยิ่งสนุก

    ตอบลบ
  2. ขอบคุณครับ สนุกดีครับ นึกว่าจะต้องรอ พี่เนี้ยหลี่ แบบ หง่อย ๆ ซะแล้ว

    ตอบลบ