วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou (WN) Chapter 02 Status Plate

Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou (WN)  Chapter 02 Status Plate

นิยาย แปลไทย Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou ตอนที่  02 แผ่นการ์ดสเตตัส


บทที่ 02 แผ่นการ์ดสเตตัส


It’s explanation time.
ช่วงเวลาแห่งการอธิบาย.

* * *
Since they all agreed to participate in the war, the students would have to learn how to fight. Even if they had a lot of extra power and potential, they were all just regular Japanese high school students that were used to peace. Suddenly fighting monsters and devils would not go well.

เนื่อง จากคนส่วนใหญ่ตกลงที่จะเข้าร่วมสงคราม, พวกนักเรียนจึงจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการต่อสู้. ถึงแม้จะมีพลัง หรือ พรสวรรค์ มากเกินกว่าคนทั่วไป, แต่ก็ยังเป็นเพียงแค่นักเรียน ม.ปลาย ญี่ปุ่น ธรรมดาทั่วไป ที่เคยชินกับความสงบสุข. หากจะให้ไปสู้กับ มอสเตอร์ หรือ ปีศาจในทันทีทันใดนั้น คงจะเป็นไปไม่ได้.



However, the church and parties involved had already predicted this circumstance, Ishtar said, this church is located on “God’s Mountain” and at the foot is the “Hairihi Kingdom” have arrange for this. The kingdom had a very close relationship with the Church, the god that they worshipped, was the God of Creation Eht and this country was founded by the family of Charm Byrne. The relationship was strong because the church supported this country.
อย่างไรก็ตาม, ทางโบสถ์ และ หมู่คณะ ก็คาดเดาสถานการณ์เช่นนี้เอาไว้แล้ว. อิสทาร์ กล่าวว่า โบสถ์แห่งนี้ตั้งอยู่บน หุบเขาพระเจ้าและ มี ราชอาณาจักรไฮลิก[1]” ตั้งอยู่ตีนเขา. ทางอาณาจักรมีความผูกพันอย่างแน่นแฟ้น กับทางโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์, มีพระเจ้าแห่งการกำเนิด เอฮิโตะ เป็นที่สักการะบูชา. ประเทศนี้ก่อตั้งโดยตระกูล ซาร์ม ไบรน์. การที่มีความสัมพันธุ์ที่แน่นแฟ้นกันนั้น มาจากการที่โบสถ์ให้การสนับสนุนแก่อาณาจักรนั่นเอง.
[1] มาจากคาว่า "heilig" เป็นภาษาดัตช์ มีความหมายว่า "ศักดิ์สิทธิ์" แต่การออกเสียง ไม่แน่ใจว่า เป็น ไฮดัส หรือเปล่า แต่ในที่นี้ขอให้คาว่า ไฮลิก ไปก่อนละกัน.

The students went out the front gate of the church. They were going to descend the mountain and visit the Hairihi Kingdom. The church was located at the summit of “God’s Mountain”. When the majestic church gates opened, there was a sea of clouds there to greet them. Even if it was very high, they did not feel the effects of the high altitude. Maybe it was because the magic made it a more comfortable living environment. They were fascinated with the grand scene of the blue sky, the sparkling sun, and the sea of clouds.

ฮาจิเมะ และ พวกนักเรียนมุ่งหน้าไปที่ประตูด้านหน้าของโบสถ์ เพื่อจะลงจากหุบเขาไปยัง อาณาจักรไฮลิก. โบสถ์นั้นตั้งอยู่ส่วนบนสุดของ "หุบเขาพระเจ้า". เมื่อบานประตูโบสถ์อันใหญ่โตโอ่อ่าเปิดออก, ทำให้มองเห็นทะเลเมฆคอยต้อนรับพวกเขา. แม้จะอยู่บนที่สูง แต่กลับไม่รู้สึกถึงผลกระทบจากความกดอากาศต่ำเลยแม้แต่น้อย. บางทีอาจจะเป็นเพราะเวทย์มนตร์ที่ปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะแก่การอยู่อาศัย. เหล่านักเรียนต่างก็ตราตรึงใจกับภาพเสน่ห์ ของ ท้องฟ้าสีฟ้าใสอันปลอดโปร่ง, ดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงเป็นประกาย และ ทะเลแห่งหมู่เมฆ.


Ishtar urged them to proceed, while boasting about something. Eventually a circular white pedestal surround by fences came into their view. The beautiful corridor was made of the same material as seen in the cathedral they approached the pedestal and rode on it.
ใน ขณะที่เดินต่อไป อิสทาร์ก็คุยโตโอ้อวดเรื่องต่างๆไปด้วย. พอเดินมาเรื่อยๆในที่สุด ก็มองเห็นแท่นสีขาวขนาดใหญ่เป็นทรงกลมที่มีรั้วล้อมรอบอยู่ต่อหน้า. ระเบียงอันสวยงามที่ถูกสร้างด้วยวัสดุแบบเดียวกับที่เห็นภายในโบสถ์. เหล่าคณะก็พากันเดินตรงไปยังแท่นแล้วยืนอยู่บนนั้น.


On the pedestal, there were huge magic formations carved into it. Because there was a sea of clouds on the other side of the fence, the students gathered in the center restlessly.
Ishtar started to chant.
บนแท่นที่ยืน อยู่ มีวงแหวนเวทย์ขนาดใหญ่สลักอยู่. เพราะอีกด้านของรั้วเต็มไปด้วยทะเลเมฆ พวกนักเรียนจึงมารวมตัวกันอยู่ตรงกลางอย่างกระสับกระส่าย. แล้วอิสทาร์ก็เริ่มร่ายอะไรสักอย่าง

“The road that leads, opens for the faithful, “Tendou”.”
As soon as he said that, the magic formation started to shine. The pedestal started to move smoothly like it was on a ropeway, it moved diagonally towards the ground. Apparently, the “chant” empowered the magic formation engraved into the pedestal. The pedestal was most likely a ropeway. For the students, seeing magic the first time made them excited. When the pedestal broke into the clouds, it caused an uproar.
"ถนนที่นำทางผู้คน, จงเปิดเส้นทางแด่ผู้ศรัทธา, เทนโดว" พอ ร่ายจบ, วงแหวนเวทย์ก็เริ่มส่องแสง. แท่นยืนก็เริ่มเคลื่อนตัวอย่างราบรื่นเหมือนกระเช้าลอยฟ้า, แท่นยืนเคลื่อนที่เป็นแนวทแยงมุ่งหน้าสู่พื้นดินด้านล่าง. ดูเหมือนว่า "คาถา" จะเป็นตัวกระตุ้นให้ วงแหวนเวทย์ที่สลักอยู่บนแท่นเหยียบทำงาน, ดูอย่างกับกระเช้าจริงๆนั่นแหละ. สำหรับพวกนักเรียนที่ได้เห็น "เวทย์มนตร์"เป็นครั้งแรก ก็ทาให้รู้สึกตื่นเต้นกันใหญ่. พอแท่นเหยียบผ่านทะลุเข้าไปไปในทะเลเมฆก็ทาเกิดความอีกทึกครึกโครมไม่น้อยเลย ทีเดียว.


Eventually, it passed through the clouds and the ground could be seen. They could see a big town underneath. A huge castle was built into the mountain and the castle town spread from the castle. This was the Hairihi Kingdom. The pedestal lead them to the roof of a very expensive tower that was connected to the royal palace.

ในที่สุดก็ผ่านออกมาจากทะเลเมฆ แล้วมองเห็นพื้นดิน. ด้านล่างมีตัวเมืองขนาดใหญ่ ไม่สิ...ประเทศ ที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า. มีตัวเมืองกระจายจากตัวปราสาทอันใหญ่โตที่ตั้งอยู่ถัดจากไหล่เขา. ทั้งหมดนี่คืออาณาจักรไฮริกอันยิ่งใหญ่. แท่นเหยียบนาพวกเขาไปสู่ดาดฟ้าของหอคอยอันหรูหรา ที่เชื่อมต่อด้วยระเบียงลอยฟ้า กับ พระราชวัง.


Hajime cynically laughed at the production value at display. To descend from the heavens through the sea of clouds, they were being presented as the Chosen of God. They just didn’t present the students in a good light, but also the members of the church.
ฮาจิเมะหัวเราะเชิงถากถาง. เตรียมการเสมอเหมือนการอวตารลงมาจากสรวงสวรรค์ เคลื่อนผ่านทะเลแห่งหมู่เมฆ แสดงให้เหมือนกับว่าเป็น"สาวกผู้ถูกเลือกจากพระเจ้า"เลยทีเดียว. ไม่ใช่แค่พวกเรา แต่พวกนักบวชของโบสถ์เองคงถูกมองเป็นแบบนั้นด้วยเหมือนกันแน่.


Hajime remembered the pre-war Japan days. At that time religion and politics were closely tied together. There was a likelihood that it would lead to trouble later on. However, this world may be even more strained. After all, this world had the power to touch other worlds, all the while following the “Will of God”.
ฮาจิ เมะนึกถึง ช่วงก่อนสงครามในญี่ปุ่นสมัยก่อน. ในตอนนั้น ศาสนา และ การเมืองถูกโยงเข้าด้วยกัน ซึ่งทาให้เกิด โศกนาฏกรรมต่างๆมากมายในภายหลัง. แต่ในโลกนี้อาจจะยิ่งผิดเพี้ยนมากกว่านั้น. เพราะการมีตัวตนของพลังแห่งปาฏิหาริย์ในโลกใบนี้ที่ถึงขนาดสามารถแทรกแซงโลก อื่นได้. เป็นโลกที่ถูกชักจูงไปตามสิ่งที่เรียกว่า "ความประสงค์แห่งพระเจ้า".


The possibility of them returning, all relied on saving the world on the feelings of their god. While looking over the Capital city and its view becoming clearer, Hajime suppressed the uneasiness he felt in his heart. Anyway, he was going to do what he can.
เฉกเช่นเดียวกันกับความเป็นไปได้ที่จะทำ ให้พวกเขากลับไปโลกเดิมได้. โชคชะตาของโลกนี้ขึ้นอยู่กับความประสงค์พระเจ้าเพียงอย่างเดียว. ฮาจิเมะเก็บความรู้สึกอันไม่สบายใจนี้ไว้ในใจขณะที่มองไปยัง ทิวทัศน์ของตัวเมืองอันยิ่งใหญ่ที่เริ่มเห็นได้อย่างชัดเจน. ยังไงก็มีแต่ต้องพยายามในสิ่งที่ตัวเองพอจะทำได้ให้ดีที่สุดเท่านั้น ฮาจิเมะกำหมัดแน่นพร้อมกับความคิดเช่นนั้น.

* * *
When they arrived at the Royal Palace, they were ushered into the throne room straight away. They walked through the corridors and could not help but notice the beauty of the decorations. Along the way, they saw someone dressed up like a knight. they also passed by some maids, everyone was fully uniformed. They looked at the students with awe. The students seemed to be popular or known already.
พอ มาถึงพระราชวัง, ฮาจิเมะ และคนอื่นๆ ก็ถูกนำทางไปยังห้องบัลลังก์ในทันที. พอเดินผ่านทางระเบียงจะมองเห็นเครื่องประดับอันงดงามที่ตกแต่งไว้อย่างโอ่อ่า เป็นประกายระยิบระยับ ไม่แพ้ที่โบสถ์เลย. ในระหว่างทาง ก็สังเกตเห็นคนเหมือนเป็นข้าราชการ, คนที่สวมชุดเหมือนกับอัศวิน, คุณเมดแล้วก็อื่นๆ..., สายตาคนเหล่านั้นมองมายังพวกฮาจิเมะด้วยความรู้สึกหลากหลาย บ้างก็ดูจะเกรงกลัว บ้างก็มองด้วยความคาดหวังอย่างเต็มเปี่ยม.


Hajime seemed uncomfortable so he stuck around at the end of the group. They arrived in front of a set of huge double doors that was designed beautifully, two Soldiers stood at attention on both sides of the door when Ishtar and the party came. Without waiting for a reply, they opened the door.
Ishtar just leisurely entered like it was the natural thing to do. Students filed in feeling a little uneasy, with the exception of Kouki.
ฮาจิเมะเองก็พอจะเข้าใจในเรื่องนั้นอยู่. เพราะรู้สึกไม่สบายใจ ฮาจิเมะจึงเดินอยู่ท้ายสุดของกลุ่ม. พอมาถึงประตูบานคู่ขนาดใหญ่ที่ออกแบบไว้อย่างสวยงาม, เมื่อทหารสองคนที่ยืนอยู่ประจำที่สองข้างประตู มองเห็นอิสทาร์ และ เหล่าคณะ โดยที่ไม่รีรอ ทั้งคู่ก็ผลักบานประตูให้เปิดออก. อิสทาร์ก้าวเข้าไปอย่างไม่เร่งรีบเหมือนเป็นเรื่องปกติ. ส่วนนักเรียนคนอื่นๆเดินเข้าไปอย่างกระสับกระส่าย ยกเว้นพวกของโคคิ.




At that point I entered the doorway too. There was a red carpet that led from the entrance all the way to a luxurious throne. On the throne sat a middle aged man that conveyed ambition and dignity. They all stood before the throne and waited. There was a woman next to the throne, that seemed to be the queen. Next to her was a 10 year old boy with blonde hair and blue eyes. A 15-16 year old Bishoujo was next to him, and there was a small 7-8 year old girl that accompanied her. There were people that looked like civil officers on the right side of the carpet, on the left were what looked like to be military officers.

ที่ อยู่ตรงหน้าหลังจากที่ฉันได้เดินเข้าไปนั้น จะมีพรมแดงทอดยาวจากทางเข้าไปจนถึงบัลลังก์ที่ดูโอ่อ่า, ตรงกลางของบัลลังก์มีชายชราที่สวมชุดที่แสดงให้เห็นถึง ความสูงศักดิ์และ ความทะเยอทะยานอันสูงส่ง. สตรีที่นั่งอยู่ข้างๆบัลลังก์ดูเหมือนว่าจะเป็นราชินี. ถัดจากราชินีก็มีเด็กผู้ชาย อายุราวๆสิบขวบ มีผมสีบลอนด์ ตาสีฟ้า. ที่ข้างๆก็มีเด็กสาว ผมสีบลอนด์ ตาสีฟ้าเช่นกัน อายุราวๆ 15-16 กับ เด็กสาวตัวเล็กๆ อายุราวๆ 7-8 ขวบ ยืนอยู่ด้วยกัน. ด้านขวาของพรมแดงที่อยู่ตรงกลาง ดูเหมือนจะเป็นพวกข้าราชการในวัง ส่วนทางด้านซ้ายก็มีกลุ่มคนในชุดเครื่องแบบ ที่มีเสื้อเกราะสวมทับไว้. ทั้งหมดนับดูคร่าวๆแล้วมีประมาณ 30 กว่าคน.


Arriving in front of the throne, Hajime’s group stopped, while Ishtar proceeded next to the King. The King lightly kissed the Pope’s hand as a sign of respect. Apparently, the Pope was the top dog here. This just confirmed Hajime’s theory that the country was run by “God”, he sighed inwardly at that.
From there, they introduced themselves. The King’s name was Erihido S. B. Hairihi. Luruaria the Queen, Randell the prince, 1st princess Liliana, and 2nd princess Maribelle. After, the prime minister, Knight commander, and other high status people introduced themselves. It seemed that Kaori’s charm was universal because the young prince was gazing admiringly at her.
เมื่อมาถึงข้างหน้า บัลลังก์ อิสทาร์ก็ส่งสัญญาณให้พวกเราหยุดเดิน, หลังจากนั้นเจ้าตัวก็เดินไปที่ด้านข้างของพระราชา. พระราชาทำการจุมพิตบนมือของอิสทาร์เพื่อแสดงความเคารพ. ดูเหมือนสังฆราชจะมีตำแหน่งสูงกว่าพระราชาสินะ, คงจะยืนยันได้แล้วว่าความคิดที่ว่าประเทศนี้ เคลื่อนไหวโดย "พระเจ้า"นั้นเป็นความจริง. ฮาจิเมะถอนหายใจออกมาเบาๆ.จากนั้นก็เป็น การแนะนาตัว. ราชา มีพระนามว่า เอริฮิโดะ เอส.บี. ไฮลิก. ส่วนพระนามของราชินี คือ ลูรูอาเรีย, เจ้าชาย แรนเดล, เจ้าหญิงลาดับที่ 1 ลิเลียน่า, เจ้าหญิงลาดับที่ 2 มาริเบล. หลังจากนั้นก็ได้รับฟัง การแนะนาตัวของ อัครมหาเสนาบดี, หัวหน้าอัศวิน และ เหล่าอัศวิน แล้วก็ ขุนนางชั้นสูงอื่นๆ. ดูเหมือนว่าความสวยของ คาโอริ แม้แต่ในโลกนี้ก็ยังเป็นที่สะดุดตา สาเหตุก็เพราะว่า เจ้าชายน้อยดูจะเอาแต่จ้องมองเธออย่าไม่ละสายตา.


A banquet was held after and they were able to enjoy this world’s cuisine. The appearance of this kingdom was very similar to olden Europeans of Earth. The drink they served was pink in color but glistened like a rainbow, it was very delicious.
หลังจากนั้นก็เป็นงานรื่นเริงกับงานเลี้ยงอาหารค่ำในต่างโลกที่ทางพระราชวังจัดขึ้น. ลักษณะของอาณาจักรแห่งนี้ไม่ค่อยจะแตกต่างจากยุโรปยุคเก่าในโลกเท่าใดนัก. เครื่องดื่มที่เสิร์ฟเป็นสีชมพู แต่กลับส่องแสงระยิบระยิบเหมือนสายรุ้ง เป็นเครื่องดื่มที่อร่อยมาก.


The prince seemed to take a liking to Kaori because he was often talking to Kaori, and this got a lot of the class boys fretting. Hajime did not expect much chance for the prince because he was just 10 years old.
เจ้าชายน้อยดูจะถูกใจคาโอริมาก เพราะเขาเข้าไปคุยกับคาโอริบ่อยๆ ซึ่งเรื่องนี้ก็ทำให้พวกนักเรียนชายรู้สึกหงุดหงิดกันใหญ่. สาหรับฮาจิเมะ นั้น คิดว่าเจ้าชายน้อยก็ไม่ค่อยมีโอกาสเท่าไหร่ ก็เจ้าตัวอายุแค่ 10 ขวบเองนี่นะ.

In the royal palace, they were introduced to the instructors that would train them. They also would provided shelter, food, and clothing for all of them. The instructors were handpicked from the Knights, Imperial Court Mages, and much more. This would allow them to develop friendships for the forthcoming war.
ณ ที่แห่งนั้น, พวกนักเรียนได้ถูกแนะนำให้รู้จักกับเหล่าครูฝึกที่จะเป็นคนทำหน้าที่ฝึก สอนพวกเขา. เหล่านักเรียนจะได้รับการเอื้ออำนวยในเรื่องของ อุปกรณ์, ที่พักอาศัย, อาหาร และ เสื้อผ้าต่างๆ. ครูฝึกสอนนั้นถูกเลือกมาจาก เหล่าอัศวิน, นักเวทย์, หมอ ประจำราชวัง และ อื่นๆอีกมาก. เพื่อสงครามที่ใกล้เข้ามาการกระชับมิตรให้แน่นแฟ้นกับผู้คนของอาณาจักรก็ เป็นเรื่องที่ควรทำ.


After they were finished with the dinner, each person was lead to their own room. Hajime was not the only one to be amazed by the bed that had a canopy over it. Hajime was uncomfortable in such a luxurious room. Still the room allowed for all the strain and stress they got today to melt away. He laid on the bed and he slowly drifted off to sleep.
* * *
หลังจากทานอาหารกันเสร็จ, แต่ละคนก็ถูกนำไปยังห้องพักของตัวเอง. ฮาจิเมะคงไม่ใช่คนเดียวที่รู้สึกประหลาดใจกับเตียงนอนที่มีมุ้งกางแบบเตียงเจ้าหญิงที่เคยเห็นในนิทาน. เห็นห้องนอนที่หรูหราแบบนี้ก็ทำให้รู้สึกอึดอัดอยู่ละนะ แต่เพราะความเครียด และ ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดวัน ฮาจิเมะจึงเอนตัวลงบนที่นอนแล้วผลอยหลับไป.


Training and lectures began the very next day.
First, each of the students were introduced to a silver plate (12cm x 7 cm). The students looked at the plates curiously. Knight Commander Meld Loggins started to explain.
He thought it was good to have a constant attendance for training, he did not seem to be able to leave it to the students to clear up their mess. Besides Meld, there was the Deputy Leader, who just laughed and said it was going to be alright. Well the Deputy leader may be alright.

การฝึกฝน และ การสอน เริ่มขึ้นในวันต่อมา. ก่อน อื่น, แผ่นเงิน ขนาด 12 cm x 7 cm ถูกแจกจ่ายให้กับนักเรียนแต่ละคน. พวกนักเรียนมองแผ่นเงินที่ถูกมอบให้อย่างสนอกสนใจ. หัวหน้าอัศวิน เมลด์ ล็อคกิ้น เริ่มทำการอธิบาย. เมลด์คิดว่าการเรียนรู้ด้วยตัวเองก็เป็น เรื่องดี. แต่จะปล่อยให้พวกนักเรียนทำทุกอย่างเองก็คงจะไม่ได้. ที่ยืนอยู่ข้างๆเมลด์ คือ รองหัวหน้าอัศวิน ที่หัวเราะ แล้วบอกว่าไม่เป็นไรหรอก. ซึ่งบางที รองหัวหน้าคนนั้นอาจจะพูดถูกก็ได้.


“Yoshi, did everyone get one? These plates are called Status Plates. Literally, these plates will show your stats and status. The plate also serves as an identification card. As long as you have this, you cannot get lost, so don’t lose it.”
Meld had a very carefree way of speaking. He had an open-hearted character, since they were going to be comrades was he going to speak formally to them. He advised that they talk to each other in a normal manner. They asked them to feel at ease. The students did not feel comfortable addressing their elders in such a nonchalant way.

"เอาล่ะ ได้รับกันครบหมดทุกคนแล้วสินะ? แผ่นพวกนี้เรียกว่า แผ่นการ์ด สเตตัส. ก็ตามชื่อ แผ่นพวกนี้จะแสดงค่าสถานะต่างๆของเจ้าของออกมา. แล้วก็ยังใช้เป็น การ์ดแสดงตัวที่เชื่อถือได้. ถึงจะหลงทางไปไหนก็สบายหายห่วง เพราะงั้นอย่าทำหายล่ะ" เมลด์ กล่าวอย่างไร้กังวล. เขาเป็นคนพูดจาอย่างเปิดเผย, ยังไงก็จะเป็นสหายสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันทั้งที จะพูดสุภาพไปก็กระดากปาก เจ้าตัวว่ามางั้น. ทั้งกับลูกน้องเขาก็พูดด้วยอย่างเป็นกันเอง. เขาบอกให้ทุกคนทำตัวตามสบาย. ถึงนักเรียนส่วนใหญ่จะรู้สึกไม่สบายใจกับการที่จะพูดคุยกับผู้ใหญ่ที่มี อายุมากกว่าด้วยคำพูดห้วนๆก็ตามที.


“There are magic cravings on the plate. I will make a small wound with a needle on your finger, just drip a drop of your blood onto that magic formation. Then the owner of that plate will be registered. If you say “Status Open”, the plate will display you your stats. Ah, have you never heard of such a thing? I didn’t know that. This is a kind of artifact from ancient times. ”
"ที่แผ่นการ์ดน่ะ มีเวทย์สลักไว้อยู่. ให้ใช้เข็มจิ้มที่ปลายนิ้ว แล้วหยดเลือดลงบนวงเวทย์บนแผ่นการ์ด. แล้วแผนการ์ดก็จะบันทึกผู้เป็นเจ้าของเอาไว้. ถ้าพูดว่า "โอเพ่น" แผ่นการ์ดก็จะแสดงค่าสถานะของเจ้าของออกมา. อ้อ คงไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้กันมาก่อนสินะ? ข้าก็ไม่ค่อยรู้หรอก คล้ายๆว่าเป็นอาร์ติแฟคจากยุคโบราณน่ะ"


“Artifact?” "อาร์ติแฟค?"

Kouki asked the question because he was not familiar with the word.
โคคิ เอ่ยถามขึ้นมาเพราะไม่คุ้นกับคำๆนี้.

“The artifact is a powerful tool that cannot be reproduced with modern means. It is said that they were created when God and his family still roamed this land. The status plate is one of the artifacts he left behind that cannot be reproduced. It is usually would be called a national treasure rather than an artifact, but it is distributed in the generally public. Because it was a very convenient ID card. ”
"อาร์ ติแฟคเป็นเครื่องมือที่มีสมรรถภาพสูง และไม่สามารถผลิตด้วยวิทยาการในปัจจุบันได้. ว่ากันว่ามันถูกสร้างขึ้นในสมัยที่พระเจ้ายังคงท่องไปบนโลก. แผ่นสเตตัสเป็นหนึ่งในอาร์ติแฟคที่พระองค์เหลือทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง และ ไม่สามารถถอดแบบผลิตขึ้นมาได้. นอกจากที่เรียกว่าอาร์ติแฟค บ้างก็มักจะถูกเรียกว่าเป็นสมบัติของชาติ, แต่ก็เป็นสิ่งที่แจกจ่ายทั่วไปให้แก่ประชาชน. เพราะใช้เป็นบัตรแสดงตัวที่แสนสะดวกอีกต่างหาก"


I see, so the student’s poked their fingers for their blood and smeared their blood onto the plates to activate the innate magic. The magic formation shined red for an instant. Hajime did the same with his blood and plate.
งั้นรึ,งั้นเหล่านักเรียนก็ต้องใช้นิ้วที่เปื้อนเลือดป้ายไปยังแผ่นดังกล่าวเพื่อเปิดใช้งานเวทมนต์.เวทย์มนต์ได้ส่งแสงสีแดงขึ้นมาในทันที.ฮาจิเมะได้ใช้เลือดของเขาป้ายไปที่แผ่นดังกล่าว.

ชื่อ
นากุโมะ ฮาจิเมะ
อายุ
17 ปี
เพศ
ชาย
เลเวล
1
อาชีพ
ศิลปินนักแปรสภาพ  (นักแปรธาตุ)
ความแข็งแกร่ง
10
พลังกาย
10
ความต้านทาน
10
ความว่องไว
10
เวทมนต์
10
ความต้านทานเวทมนต์
10
ทักษะ
  • แปรสภาพ
  • ความเข้าใจในภาษา



To see the stats displayed, he couldn’t help but feel like he was a character in a game. The other students were looking over their status seriously. The stats were than explained to them by Meld.
มอง เห็นค่าสเตตัสของตัวเองได้แบบนี้ ยิ่งรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองกลายเป็นตัวละครในเกมส์ไปกันใหญ่เลย ฮาจิเมะคิด. พวกนักเรียนคนอื่นๆก็มองไปที่ค่าสเตตัสของตัวเองอย่างใจจดใจจ่อ. แล้วเมลด์ก็เริ่มอธิบายเกี่ยวกับค่าสเตตัสต่อ.


“Did everyone see? Let me explain. First, let go over “level”. The level will increase if you get an increase in stats. The max level for a human was 100. In other words, the level shows the base and potential that a human can reach. When you reach level 100, then you have achieved the potential of humans. It is very rare for someone to reach that though.”
Unlike games, leveling up does not mean getting extra stats in our case.

"เห็นกันรึเปล่า? ให้ข้าอธิบายให้ฟังเอง. ก่อนอื่น, ดูที่ "level" เลเวลจะเพิ่มขึ้นเมื่อค่าสเตตัสเพิ่มขึ้น. ขีดจำกัดสำหรับมนุษย์คือ 100. หรืออีกนัยหนึ่ง เลเวลจะเป็นตัวแสดงถึง พื้นฐาน และ ศักยภาพ ที่มนุษย์จะไปถึง. เมื่อไปถึงเลเวล 100 ก็จะได้รับศักยภาพสูงสุดของมนุษย์. ถึงจะมีน้อยคนนักที่ไปถึงจุดนั้นก็เถอะ" ไม่เหมือนกับเกมส์, การที่เลเวลเพิ่มขึ้น ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับค่าสเตตัสส่วนเกินเพิ่มขึ้นมา.


“Your stats can be raised by training, magic, or magical tools. Also, someone with a high magic stat allows other stats to increase faster. Although we don’t know the whole detail, it is believe that magical power somehow assists the physical body to improve.


"ค่า สเตตัสสามารถทำให้เพิ่มขึ้นได้ด้วยการฝึกฝน, ใช้เวทย์มนตร์ หรือ อุปกรณ์เวทย์. อีกอย่างคนที่มีพลังเวทย์สูง จะทำให้ค่าสเตตัสอื่นๆเพิ่มเร็วขึ้น. ถึงจะไม่รู้รายละเอียดดีนัก, แต่ว่ากันว่า พลังเวทย์นั้น ช่วยเสริมให้ ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นด้วย. "


Afterwards, look forward to the gear we selected for you. After all, you are the heroes. The national treasury is being used to supply you!”
หลัง จากนี้ ก็ยังมีพวกอุปกรณ์สวมใส่ที่ได้ตระเตรียมไว้ให้อยู่อีก. เพราะยังไง พวกเจ้าก็เป็นถึงผู้กล้า. สมบัติต่างๆของชาติก็ได้ถูกนำมาให้ใช้ด้วยเช่นกัน!"

From what Meld said, just because you kill a demon or monster does not guarantee your stats will go up. The stats will improve steadily with practice and experience.
จากเรื่องที่ เมลด์ได้พูดมา, การฆ่าปีศาจ หรือ มอนสเตอร์นั้น ไม่มีอะไรยืนยันว่าจะทำให้สเตตัสเพิ่มขึ้น. การจะเพิ่มสเตตัสได้อย่างแน่นอนนั้นต้องอาศัย การฝึกฝน และ ประสบการณ์.

“Next we are going to cover “Class”. Simply this is the talent you have. The skills you have at the end of your status is directly linked to the class you have. People who have a class are rare. The classes can be divided into two category: combat classes and non-combat classes. A combat class only shows up in 1 out of 1000 people with classes. Non-combat class only shows up in 1 out of 100 people. Out of those non-combat jobs there are about 1 out of 10 that have an extraordinary class. Most of the people in non-combat classes have manufacturing classes.”
"ต่อ ไป เราจะมาพูดถึงเรื่อง "อาชีพ" กัน. พูดง่ายๆ สิ่งนี้ก็คือ พรสวรรค์ที่พวกเจ้ามี. ทักษะที่แสดงอยู่ล่างสุดของค่าสเตตัสนั้น เกี่ยวพันโดยตรงกับ อาชีพที่พวกเจ้ามี. คนที่มีสเตตัสอาชีพนั้นหาได้ยาก. แล้วอาชีพก็แบ่งออกเป็น 2 ประเภท: อาชีพสายต่อสู้ และ สายสนับสนุน. คนที่มีอาชีพสายต่อสู้นั้นมีเพียง 1 ใน 1000. ส่วนสายสนับสนุนนั้น มี 1 ใน 100. ในสายสนับสนุน ส่วนใหญ่จะมีอาชีพสายผลิตที่พิเศษออกไปหน่อย ซึ่งมีอัตราส่วนผู้ที่มีอาชีพนี้มีอยู่ 1 ใน 10.


Hajime took a look at his stats. Surely his class was “Synergist”. He was gifted the ability to “synergize”. Well, they were from a stronger world, so naturally he should have higher specs than a normal person from Tortus. Hajime just slightly smirked at that thought. After all he was glad to have talent. However his joy was short lived because Meld started to explain more about the stats.
ฮาจิเมะมองไปยังสเต ตัสของตัวเอง, อาชีพนั้นเป็น"นักแปรธาตุ" มีทักษะในการ "แปรรูปวัตถุ". การที่เป็นคนจากโลกที่มีระดับสูงกว่า, เพราะอย่างนั้นถึงทำให้พวกเรามีพลังที่เหนือกว่าชาวทอร์ทัสสินะ. ฮาจิเมะยิ้มแหยๆกับสิ่งที่ตัวเองคิด. แต่ถึงอย่างนั้นก็ดีใจละนะที่ตัวเองมีพรสวรรค์อยู่บ้าง. แต่ทว่าความปลื้มปิติของฮาจิเมะนั้นมันช่างแสนสั้น เมื่อเมลด์ทำการอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่าของสเตตัส.


“So…let’s see everyone’s stats. For example, the average person has stats of around 10 at level 1. Well you guys should have several times higher than that. So enviable! Please give reports on what your status plate says. This is so we can develop a training regimen that fits each of you.”
The average person at level 1 has stats around 10. Hajime’s stats lined up perfectly to display 10s on all of them. Hajime tilt his head and scratched at it as he broke out in an unpleasant sweat.
"งั้น...มาดู สเตตัสของทุกคนกัน. ยกตัวอย่าง, คนปกติทั่วไป เลเวล 1 จะมีค่าสเตตัสต่างๆ อยู่ที่ราวๆ 10. ส่วนพวกเจ้าก็น่าจะมีสูงกว่านั้นหลายเท่าละนะ. ช่างน่าอิจฉานักเชียว! เอาล่ะ รายงานค่าสเตตัสที่เห็นในแผ่นการ์ดของตัวเองมาซะ. จะได้ตระเตรียมหลักสูตรการฝึกที่เหมาะสมกับแต่ละคนได้". คนปกติทั่วไป ที่เลเวล 1 มีค่าสเตตัสต่างๆอยู่ที่ราวๆ 10 งั้นเรอะ!? ค่าสเตตัสต่างๆของฮาจิเมะต่างก็อยู่ที่เลข 10 ทั้งหมด. ฮาจิเมะเอียงคองง แล้วขัดๆถูๆแผ่นสเตตัสดู พร้อมเหงื่อที่เริ่มแตกพลั่ก.

(Are? No matter how you look at it, I’m so average…so absolutely average. Not a cheat. I’m not “TUEEEE”(?) What about everyone else? Maybe it was like this in the beginning.)
Hajime clings to that hope as he looks around at the others. Everyone else had a bright face, nothing like how Hajime’s face was like.
"อ้าว? จะดูยังไง ก็ค่าสเตตัสของเราก็อยู่ที่ระดับคนปกตินี่นา...โคตรจะปกติเลยด้วย. ไม่ใช่ตัวโกง แต่เป็นระดับชาวบ้านปกติทั่วไปหรอกเรอะ!? แล้วคนอื่นๆล่ะ? หรือตอนแรกจะเป็นแบบนี้กันหมด?" ฮาจิเมะ ยึดความหวังอันเล็กน้อยนั่นไว้ แล้วสอดส่องสายตารอบๆดูคนอื่น. ทุกคนต่างมีสีหน้าที่เบิกบาน ไม่เหมือนสีหน้าที่ฮาจิเมะแสดงออกอยู่นี่เลยสักนิด.


Immediately responding to Meld’s request, Kouki steps forward to report his status.
เพื่อตอบรับต่อคำพูดที่เมลด์ได้ขอมา, โคคิก้าวออกมาข้างหน้าแล้วรายงานค่าสเตตัสของตัวเอง

ชื่อ
อมาโนะคาว่า โคคิ
อายุ
17 ปี
เพศ
ชาย
เลเวล
1
อาชีพ
ผู้กล้า
ความแข็งแกร่ง
100
กำลังกาย
100
ความต้านทาน
100
ความว่องไว
100
เวทมนต์
100
ความต้านทานเวทมนต์
100
ทักษะ
  • คุณสมบัติถนัดทุกอย่าง
  • ต้านทานธาตุทุกชนิด
  • ต้านทานทางกายภาพ
  • คลังเวทมนต์
  • ฟันดาบ
  • ความแข็งแกร่งมหาศาล
  • การเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
  • ตรวจจับ
  • ฟื้นฟูเวทมนต์ความเร็วสูง
  • รับรู้ล่องหน้า
  • การรับรู้เวทมนตร์
  • ทำลายขีด จำกัด
  • ความเข้าใจภาษา


The definition of a Cheat.
“Ho, truly a hero. To be at the same stats as me at level 1…I’m a little depressed. Usually a person only has 2 to 3 skills…unbelievable. Very reliable.”

ตัวละครโกงขนานแท้. "สม กับเป็นผู้กล้า. แค่เลเวล 1 ก็มีสเตตัสเกือบพอๆกับข้าแล้ว...รู้สึกเศร้านิดๆเลยแฮะ. ปกติหนึ่งคนจะมีทักษะแค่ 2 หรือ 3 เท่านั้น...ไม่น่าเชื่อจริงๆ. สมแล้วล่ะ"

“Iya~, Ahaha…”

. "ฮ่ะฮ่ะฮ่ะ...."

Kouki scratches his head in embarrassment at Meld’s praise. By the way, Meld is level 62. His stats average at around 200, and this is considered top-level in the world for a human. However, Kouki is already at half his stats at only level 1. At this growth rate, he will overpass him quickly.

โคคิเกาหัวตัวเองเพราะความเขินต่อคำยกย่องของเมลด์. แล้วก็เมลด์นั้น อยู่ที่เลเวล 62. ค่าสเตตัสของเขาเฉลี่ยอยู่ที่ 200, และนี่ก็เป็นเลเวลที่อยู่ระดับท็อบของโลกสาหรับเผ่ามนุษย์. ถึงอย่างนั้น โคคิ ที่อยู่เลเวล 1 ก็มีค่าสเตตัสเทียบเท่ากับครึ่งหนึ่งของตัวเขาแล้ว. ด้วยอัตราการพัฒนาระดับนี้ คงโดนแซงหน้าไปในไม่ช้าแน่

By the way, Skill can equate to talent and that is something that cannot be changed. The only exception is “Derivation Skill.” This derives from polishing ones skill for many years, this skill is acquired when the person can “break through the wall” to acquire it. It sounds easy, but it has not been done before, it would mean to get a boost in skill level in just one day.
อีกเรื่อง หนึ่ง ทักษะนั้นเทียบเท่ากับพรสวรรค์ ซึ่งเป็นสิ่งที่จะไม่เปลี่ยนแปลง. ยกเว้น "การพัฒนาขึ้น" ทักษะนี้เป็นผลจาการขัดเกลาทักษะใดทักษะหนึ่งเป็นเวลาหลายปี, เป็นทักษะที่จะได้รับมาเมื่อสามารถ "ทำลายขีดจำกัด" เพื่อให้ได้มันมา. ดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่าย, แต่ก็ไม่เคยได้ยินว่ามีใครทำสำเร็จมาก่อน,หมายความว่าพวกเขาสามารถมีระดับทักษะแค่เพียงวันเดียว.

It was thought that only Kouki was special, but the others had superior stats, although not as good as Kouki, they can still be considered cheats. A lot of the classmates had combat classes too. Hajime just looked at his class name. When trying to imagine his class, it was not possible to see this class in battle. Also, he only had two skills. One of them was the default language comprehension too. Truthfully, he only had one real skill then. Hajime just gave a dry smile at that. Because he had to report to him, Hajime handed his plate to Meld.
ดู เหมือนจะมีแค่โคคิที่พิเศษกว่าคนอื่นๆ, พวกเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆเองต่างก็มีสเตตัสที่สูงๆกันทั้งนั้น. ถึงจะไม่เท่ากับโคคิ แต่ก็นับว่าโกงอยู่ดี. แล้วก็มีคนที่อยู่สายต่อสู้ไม่น้อยเลยด้วย. พอพยายามจะนึกเรื่องอาชีพของตัวเองดู, ยังไงก็ไม่น่าจะเป็นอาชีพไว้ใช้ต่อสู้. อีกอย่าง, ตัวเขาก็มีแค่ 2 ทักษะ. หนึ่งในนั้นก็เป็นทักษะมาตฐานอีกด้วย. พูดตามจริง ที่เป็นทักษะจริงๆก็มีแค่ทักษะเดียวเอง. ฮาจิเมะยิ้มแห้งๆกับสภาพที่เป็นอยู่. เพราะเขาจะต้องรายงานให้เมลด์รู้ด้วยสิ. ฮาจิเมะยื่นแผ่นการ์ดของตัวเองให้กับเมลด์.

Until now, Meld had a great expression from seeing all those special status plates. To be able to have so many strong comrades was a joy. Meld’s expression retained its smile as he stated “Huh?” He beat the plate Hajime handed to him to see if it was malfunctioning, and held it up to the light. After staring at it, he returned the plate to Hajime with an unremarkable expression.

จนถึงตอนนี้ เมลด์ก็มีสีหน้ายินดีกับการที่ได้เห็นค่าสเตตัสที่พิเศษกว่าปกติของเหล่านักเรียน. การมีสหายที่แข็งแกร่งมากมายขนาดนี้ คงไม่มีสิ่งใดจะน่ายินดีไปกว่านี้อีกแล้ว. สีหน้าเมลด์เต็มไปด้วยรอยยิ้มในขณะที่รับแผ่นการ์ดจากฮาจิเมะ

“Ah, this is. If you think about Synergists, it was a crafting class. It’s useful if you want to be a blacksmith…”
Meld described the class to Hajime with as much articulation as he could. The boys who did not like Hajime, would jump at opportunity to make fun of Hajime. The class was clearly a non-combat class. All his classmates had combat classes, Hajime would not be helpful in the future battles because of this.
"
ห๊ะ? เมลด์ขัดๆถูกๆแผ่นการ์ดที่ฮาจิเมะส่งมาให้เพื่อดูว่ามันทำงานผิดปกติอะไรรึเปล่า แล้วยกแผ่นการ์ดขึ้นมาเพื่อให้เห็นชัดๆ, หลังจากจ้องมันอยู่ครู่หนึ่ง, เขาก็ส่งแผ่นการ์ดคืนให้กับฮาจิเมะ ด้วยสีหน้าที่ไร้อารมณ์. "เอ่อ นี่มัน. ถ้าพูดถึงการแปรธาตุ. คงเป็นอาชีพสายผลิตแหละนะ. ถ้าคิดจะเป็นช่างตีเหล็กก็น่าจะมีประโยชน์แหละ..." เมลด์ อธิบายเรื่องสายอาชีพให้ฮาจิเมะฟังด้วยน้าเสียงชัดเจนเท่าที่จะทาได้. ถ้าเป็นคนที่ไม่ชอบขี้หน้าฮาจิเมะ คงใช้โอกาสนี้ล้อเลียนเขาเป็นบ้าเป็นหลังแน่. ดูเหมือนว่าจะเป็นที่แน่นอนแล้วว่าอาชีพนี้ไม่ใช่สายต่อสู้. ในขณะที่เพื่อนร่วมชั้นทั้งหมดเป็นสายต่อสู้ ในการต่อสู้ในอนาคตอันใกล้ ฮาจิเมะคงจะทำประโยชน์อะไรให้ไม่ได้มากเพราะเรื่องนี้.


While grinning, Hiyama Daisuke screamed out.
“Oi Oi, Nagumo. It can’t possibly be, but did you get a non-combat class? How can a crafting class fight? Meld-san, is this class rare?”
.ขณะที่แสยะยิ้มอยู่ ฮิยามะ ไดสึเกะ ก็ตะโกนออกมา. "เฮ้ย เฮ้ย นากุโมะ. อย่าบอกว่า นายไม่ใช่สายต่อสู้? สายผลิตจะสู้ได้ยังไงฟระ? คุณเมลด์ครับ สายนี้หายากหรือเปล่า?"

“…Iya, 1 out of every 10 crafting class is one. All the countries employ a lot of them.”
"...
เอ่อ สาหรับสายผลิดก็มีอัตราอยู่ที่ 1 ใน 10 คน. ทั่วประเทศมีการว่าจ้างอาชีพนี้อยู่ไม่น้อย"


“Oi oi, Nagumo~, are you going to fight like that?”
Hiyama throws an arm around Hajime’s shoulder, this just annoys Hajime. If you look around at the students, the boys in particular were grinning at his misfortune.
"เฮ้ย เฮ้ย นากุโมะคุง~ จะสู้ทั้งอย่างนี้เลยงั้นเหรอ?" ฮิ ยามะ พาดแขนโอบบนไหล่ของฮาจิเมะ, แต่สาหรับฮาจิเมะแล้วก็แค่ทำให้รู้สึกรำคาญเท่านั้น. ถ้าสังเกตดูเหล่านักเรียนรอบๆ พวกนักเรียนชายต่างกาลังทำหน้าแสยะยิ้มกับความโชคร้ายของฮาจิเมะกันอยู่

“Sa~, I won’t know if I don’t try it out.”
"พูดสิโว้ย ถ้าไม่พูดออกมาแล้วพวกเราจะรู้ได้ยังไง?"

“Jyaa, let us see your stats. The class isn’t that great, but you do have great stats, right?”
"ช่างเหอะ เอาแผ่นสเตตัสมาดูหน่อย. ค่าสเตตัสของคนอื่นในห้องก็ไม่ได้ดีเด่นอะไรมาก แต่ของนายคงจะดีสุดๆไปเลยใช่ม้า~?"

He could already guess the stats from the expression Meld had earlier, he just wanted to bully Hajime even more. He really is a bastard. His three lackeys also joined in on the fun. It was the typical behavior, the lackeys joined in with their leader while he picked on someone. The fact was though, Kaori and Shizuku had very unpleasant expression at the bullying.
ดู จากสีหน้าของคุณเมลด์ก่อนหน้านี้ ก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจแล้วแท้ๆ คงแค่อยากจะแกล้งกันสินะ. บัดชบจริงๆเลย! แล้วพวกของฮิยามะอีกสามหน่อก็ มาร่วมวงด้วย. เป็นพฤติกรรมตามแบบฉบับละนะ พอหัวโจกไปแกล้งใครสักคน พวกลูกน้องก็ตามไปขอส่วนบุญด้วย. ต่อเหตุการณ์กลั่นแกล้งเบื้องหน้า คาโอริ กับ ชิซึกุ นั้นไม่ได้มีอารมณ์สนุกด้วยเลยสักนิด.

If Daisuke liked Kaori, how was he not able to read her disdain for this kind of treatment? Hajime just handed the plate like it was nothing.
ถ้าเจ้าไดสึเกะนี่ แอบชอบคาโอริอยู่ละก็ ทำไมถึงดูสีหน้าที่ไม่ชอบใจของเธอต่อการกระทำแบบนี้ไม่ออกกันนะ? แล้วฮาจิเมะ ก็ยื่นแผ่นสเตตัสให้ ฮิยามะ เหมือนไม่มีอะไร.

When he looked at Hajime’s plate, Hiyama laughed at it. He passed the plate to the others and his followers also joined in on the laughter.
พอมองดูแผ่นสเตตัสของฮาจิเมะ ฮิยามะก็หัวเราะก๊ากออกมา. แล้วส่งต่อแผ่นการ์ดให้เหล่าผู้ติดตามที่มาร่วมวงหัวเราะด้วย.

“Fu~Hahahaha, what is this? All of it is so average.”
"ก๊ากกกกกกกกกกกกก ฮ่าๆๆๆๆๆๆ อะไรเนี่ย? ค่าอยู่ในระดับปกติหมดเลยนี่หว่า"

“Kya~hahah, all of it is 10. He is probably weaker than the kids around the block."
"ว่ะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ 10 หมดเลยเว้ยเฮ้ย นี่คงกระจอกกว่าเด็กชาวบ้านที่มุมถนนอีกมั้งเนี่ย"

“Hi~hahahah, I can’t take it! He is going to die! He can’t even be a meat shield!”
"เคี้ยกกกกกกก ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ไม่ไหวแล้ว! หมอนี่ตายแหง! เป็นโล่เนื้อยังไม่ได้เลย!"

Kaori started to approach the students that were laughing with an angry expression. However, before she got there, someone let out a voice filled with anger. It was Aiko-sensei.คา โอริ เริ่มเดินเข้าไปหาเจ้าพวกที่กำลังหัวเราะเยาะฮาจิเมะอยู่ ด้วยสีหน้าโกรธแบบสุดๆ. แต่ทว่า ก่อนที่เธอจะเดินไปถึง, ก็มีคนส่งเสียงตะโกนออกมาด้วยความโกรธ. ซึ่งก็คืออาจารย์ไอโกะนั่นเอง.


“Kora-! What are you guys laughing at? Laughing at your fellow classmate is something I will not allow! I will absolutely not allow it! Return Nagumo-kun’s plate!”
Aiko-sensei tried to express her anger as well as she could have with her tiny body. The plate was reluctantly returned to Hajime after that.
"เดี๋ยว เถอะ! หัวเราะอะไรกันน่ะ? มาหัวเราะเพื่อนร่วมชั้นแบบนี้อาจารย์ไม่ยอมให้หรอกนะ! ห้ามทำเด็ดขาด! รีบส่งแผ่นการ์ดคืนให้นากุโมะคุงเดี๋ยวนี้!" อาจารย์ ไอโกะ พยายามแสดงสีหน้าโกรธเต็มที่เท่าที่จะทำได้ ด้วยร่างกายโลลิของเจ้าตัว. หลังจากนั้นแผ่นการ์ดสเตตัสก็ถูกส่งคืนให้ฮาจิเมะ.

Aiko-sensei tried to cheer Hajime up by tapping his shoulders.
อาจารย์ ไอโกะ พยายามปลอบใจ ฮาจิเมะโดยการ ตบบ่าฮาจิเมะเบาๆ

“Nagumo-kun, don’t mind it at all. I’m also a non-combat class. Just like my class, my stats are average. You’re not alone, Nagumo-kun.”
"นา กุโมะคุง อย่าใส่ใจเลยนะ อาจารย์เองก็ไม่ใช่อาชีพสายต่อสู้เหมือนกัน. แล้วค่าสเตตัสโดยรวมก็อยู่ในระดับปกติด้วย เธอไม่ใช่คนเดียวที่ได้ค่าสเตตัสแบบนั้นหรอก นากุโมะคุง."

At that, Hajime was handed Aiko-sensei’s plate.
พูดอย่างนั้น แล้วอาจารย์ไอโกะ ก็ยื่นแผ่นสเตตัส ของ ตัวเองให้ฮาจิเมะดู.

ชื่อ
ฮาตายามะ ไอโกะ
อายุ
25 ปี
เพศ
หญิง
เลเวล
1
อาชีพ
ชาวนา
ความแข็งแกร่ง
5
พละกำลัง
10
ความต้านทาน
10
ความว่องไว
5
เวทมนต์
100
ความต้านทานเวทมนต์
10
ทักษะ
  • การจัดการที่ดิน
  • ฟื้นฟูพื้นดิน
  • จัดการฤดูเพาะปลูก,
  • กระตุ้นการเจริญเติบโต
  • คัดเลือกพันธุ์,
  • ประเมินพืชพรรณ
  • ผลิตปุ๋ย
  • การพัฒนาที่ดินส่วนผสม
  • เก็บเกี่ยวอัตโนมัติ,
  • ถนอมอาหาร
  • ปรับปรุงอุณหภูมิ
  • กำแพงป้องกันพื้นที่เพาะปลูก
  • สร้างฝน
  • ความเข้าใจภาษา

Hajime look at the plate with dead-fish eyes.
“Are, what’s the matter? Nagumo-kun!” Aiko-sensei started to shake Hajime. Yeah, her stats overall was average, her class was also non-combat, but if only comparing magic it was hero level. She also had quite a number of skills. Resources were a big problem in wars. Unlike Hajime’s class, this was a very good alternative. Aiko-sensei was good enough to be considered a cheat.
This damaged him even more because he thought he was not alone.
ฮาจิเมะมองดูค่าสเตตัสด้วยสายตาปลาตาย. "อ้าว เป็นอะไรไปเหรอจ๊ะ? นากุโมะคุง!" อาจารย์ไอโกะเริ่มเขย่าตัวฮาจิเมะ. ใช่แล้วล่ะ ค่าสเตตัสโดยรวมของเธออยู่ในระดับปกติ, อาชีพก็ไม่ใช่สายต่อสู้, แต่ถ้าเทียบแค่พลังเวทย์เพียงอย่างเดียวก็เทียบเท่ากับระดับของผู้กล้าแล้ว. แถมยังมีทักษะเพียบ. ทรัพยากรนั้นเป็นปัญหาสำคัญในสงคราม. ไม่เหมือนกับอาชีพของฮาจิเมะ, นี่ก็เป็นอีกค่าสเตตัสที่มีค่าอย่างมาก. อาจารย์ไอโกะเองก็ถือว่าเป็นตัวละครโกงเหมือนกัน! นึกว่าจะไม่ใช่คนเดียวที่มีค่าสเตตัสต่ำเตี้ยแล้วซะอีก แบบนี้ยิ่งเจ็บปวดเข้าไปใหญ่.

“Ara Ara, Ai-chan stop sparkling…”
“Na-Nagumo-kun! Are you okay?”
Hajime was no longer responding, Shizuku just smiled wryly at it. Kaori runs up anxiously. Aiko just tilts her head in confusion. As usual, Aiko-sensei was somewhat of an airhead.
Although it did stop the bullying Hajime was going through, but it seemed that the future was going to be hard for Hajime.
* * *
"เอาล่ะ เอาล่ะ ไอจังพอแค่นั้นล่ะ..." "นะ...นากุโมะคุง ไม่เป็นไรนะ?" ฮา จิเมะไม่ตอบสนองอะไรอีกแล้ว ชิซึกุได้แต่ยิ้มเจื่อนๆกับสถานการณ์ตรงหน้า. คาโอริก็รีบวิ่งเข้ามาอย่างลนลาน ส่วนอาจารย์ไอโกะก็เอียงคองงด้วยความสับสน. "เอ๋ เอ๋...?" นักเรียนที่ปลงตกกับอาจารย์ไอโกะ ก็ได้แต่เหม่อมองไปบนท้องฟ้า. ถึงการกลั่นแกล้งฮาจิเมะถูกเลิกล้มกลางครัน, แต่ดูเหมือนว่า อนาคตที่รออยู่ตรงหน้าฮาจิเมะนั้นดูจะลำบากแสนเข็นจริงๆเลยล่ะ









#นิยายแนวฮาเร็ม#Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou #นิยายแปลไทย
Author(s)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น