วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou (WN) Chapter 03 Bullying the Weakest

Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou (WN)  Chapter 03 Bullying the Weakest

นิยาย แปลไทย Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou ตอนที่  03 การกลั่นแกล้งผู้อ่อนแอที่สุด.


บทที่ 03 การกลั่นแกล้งผู้อ่อนแอที่สุด.




Two weeks has passed since Hajime’s condition was known to everyone.
สองอาทิตย์ผ่านไปนับตั้งแต่วันที่ทุกคนรับรู้ค่าสเตตัส ของ ฮาจิเมะ .

Currently, Hajime was using his break from training to check out the Royal Library. There was a huge book that was titled “An Illustrated Guide to The Monsters of the North Continent” that Hajime read a lot of. Why read such a book? Because even after training for 2 weeks, his talentless showed even more. Since he was not strong, he decided to study to gain knowledge and wisdom to use.
ในตอนนี้ เวลาพักจากการฝึก ฮาจิเมะจะไปหมกตัวอยู่ หอสมุดหลวง. ที่นั่นมีหนังสือเล่มหนา ที่มักจะอ่านอยู่บ่อยๆ ซึ่งมีชื่อบนปกว่า "สารานุกรม ปีศาจแห่งทวีปทางตอนเหนือ". ทำไมเขาถึงมาอ่านหนังสือแบบนี้น่ะเหรอ? นั่นเป็นเพราะว่าแม้จะผ่านการฝึกมา 2 อาทิตย์, ความไร้พรสวรรค์ของเขาก็ยิ่งแสดงออกมาให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น. เพราะไม่ได้แข็งแกร่ง, ตัวเขาจึงตัดสินใจที่จะขนขวยหาปัญญาความรู้แทน.


Hajime looked through the book for quite a while, but eventually sighed and threw it back onto the desk. When the book made a loud noise, the librarian glared at Hajime.
ฮาจิเมะ จ้องมองหนังสืออยู่สักพัก, แล้วก็ถอนหายใจออกมา "เฮ้อ~" แล้วทิ้งหนังสือลงบนโต๊ะเสียงดังตุบ, หลังจากนั้นคุณบรรณารักษ์ก็ส่งสายตาจ้องเขม็งมาที่มาให้ทันทีเลย. พอสะดุ้งโหยงกับสายตาที่จ้องมา,

After flinching at the glare, Hajime apologized for the noise. “Hey! There won’t be a next time,” after he received the stare they let it go. “What are you doing!?” he said to himself, acting like his own Tsukkomi, he sighed at that revelation.
เขาก็เลยกล่าวขอโทษที่ทำเสียงดังไป "ห้ามมีครั้งต่อไปอีก เข้าใจนะ!" หลังจากได้รับคำตักเตือนก็โดนปล่อยตัว. "มัวทำบ้าอะไรของเราอยู่กัน!?" ฮาจิเมะบ่นพึมพากับตัวเอง พร้อมกับเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่อีกครั้งหนึ่ง.

Hajime slowly took out his Status Plate and rested it on his palm.
จากนั้นฉันก็ยิบแผ่นสเตตัสขึ้นมามองดู.
ชื่อ
นากุโมะ ฮาจิเมะ
อายุ
17 ปี
เพศ
ชาย
เลเวล
2
อาชีพ
ศิลปินนักแปรสภาพ  (นักแปรธาตุ)
ความแข็งแกร่ง
12
พลังกาย
12
ความต้านทาน
12
ความว่องไว
12
เวทมนต์
12
ความต้านทานเวทมนต์
12
ทักษะ
  • แปรสภาพ
  • ความเข้าใจในภาษา

This was the result of 2 weeks of hard training. What a big increase! I shouldn’t try to be my own secret Tsukkomi. By the way, Kouki’s…
นี่คือผลจากการฝึกฝนมาเป็นเวลา 2 อาทิตย์. " ขึ้นมาโคตรจะเยอะเลยแน่ะ!" ว่าแล้วฉันเล่นตบมุกเองซะอย่างนั้น. แล้วก็นะ ค่าสเตตัสของโคคินั้น...
ชื่อ
อมาโนะคาว่า โคคิ
อายุ
17 ปี
เพศ
ชาย
เลเวล
10
อาชีพ
ผู้กล้า
ความแข็งแกร่ง
200
กำลังกาย
200
ความต้านทาน
200
ความว่องไว
200
เวทมนต์
200
ความต้านทานเวทมนต์
200
ทักษะ
  • คุณสมบัติถนัดทุกอย่าง
  • ต้านทานธาตุทุกชนิด
  • ต้านทานทางกายภาพ
  • คลังเวทมนต์
  • ฟันดาบ
  • ความแข็งแกร่งมหาศาล
  • การเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
  • ตรวจจับ
  • ฟื้นฟูเวทมนต์ความเร็วสูง
  • รับรู้ล่องหน้า
  • การรับรู้เวทมนตร์
  • ทำลายขีด จำกัด
  • ความเข้าใจภาษา

His growth rate was 5 times that of Hajime’s.
ค่าอัตราการพัฒนาของสเตตัส สูงกว่าของฮาจิเมะถึง 5 เท่า.

Just as a bonus, Hajime found out that he had no magical aptitude. What happens if you have no magical aptitude? Let’s explains the concept of magic in this world.
ดูเหมือนว่าฮาจิเมะจะไม่มีความถนัดด้านเวทย์มนตร์เลย ถ้าถามว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าไม่มีความถนัดทางด้านเวทย์มนตร์? งั้นมาลองฟังเกี่ยวกับจุดมุ่งหมายของเวทย์มนตร์ในโลกนี้ดูกัน.

The magic in Tortus is process where magic from within the body is utilized with an aria and magic formation. The magic will then proceed through the magical formula in the magic formation to achieve the results. There is no way to directly manipulate magic in its base form, so you must correctly set up the magic formation you want to use.
เวทย์มนตร์ในทอร์ทัสนั้น, โดยใช้ คำร่าย และ วงแหวนเวทย์ จะทำให้สามารถดึงพลังเวทย์จากร่างกายมาใช้ได้. โดยผ่านสูตรเวทย์มนตร์ที่แสดงออกในรูปแบบของวงเวทย์จะทำให้เกิดผลลัพธ์ ซึ่งเรียกว่าเวทย์มนตร์ขึ้นมา. พื้นฐานแล้วการจะใช้เวทย์มนตร์โดยตรงนั้นแทบเป็นไปไม่ได้, เพราะอย่างนั้นจึงต้องเตรียมวงเวทย์อย่างถูกต้องเพื่อที่จะสามารถใช้เวทย์มนตร์ที่ต้องการได้.


Also the amount of magic used is directly related to how long the incantation lasts. The amount of formulas and formations in the magic formation also dictates its complexity and scale of effect. all of this is necessary to perform stronger spells.
อีกอย่าง ปริมาณของพลังเวทย์ที่ใช้ จะขึ้นอยู่กับความยาวของคำร่ายเวทย์. จำนวนสูตร และ วงเวทย์ ก็เป็นตัวบ่งบอกถึงความซับซ้อน และ ผลลัพธ์ ของเวทย์มนตร์ที่ใช้. ทั้งหมดนี่คือสิ่งจำเป็นในการใช้เวทย์ที่รุนแรงขึ้น.


Even to just cast a simple “Fireball”, that is present in classic RPGs, it takes a 20 cm diameter magical formation to cast it. The basic concepts are: attribute, power, range, scope, and mana usage all of this is required. There can be other things added to the formula like inductivity and sustain duration to create stronger magic.
แค่การร่ายเวทย์ธรรมดาอย่าง "ไฟร์บอล" (ลูกบอลเพลิง) ที่เห็นได้ทั่วไปในเกม RPG, แต่ก็ต้องใช้วงแหวนเวทย์ขนาด 25 cm เพื่อร่ายแล้ว. หลักพื้นฐานของสูตรเวทย์มนตร์ก็คือ: คุณสมบัติ(ธาตุ), ความรุนแรง, วิถี, ขอบเขต แล้วก็ มานา หลักเหล่านี้คือพื้นฐานอันจำเป็นต่อการใช้เวทย์มนตร์. นอกจากนั้นก็อาจจะมีการเพิ่มเติมอะไรเข้าไปในสูตรได้ อย่างเช่น เสริมธาตุพิเศษเข้าไป เช่น การชักนำไฟฟ้า หรือ เพิ่มช่วงเวลาหน่วงเวทย์ เพื่อสร้างเวทย์ที่รุนแรงขึ้น.


However, there are exceptions to these concepts. These are “aptitudes”. With this, some parts of the formula can be omitted. For example, if you have an aptitude with Fire, you can skip writing the attribute section of the magic formula. This omission is done because the person can imagine it.

ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีข้อยกเว้นในหลักนี้อยู่. นั่นก็คือ "ความถนัด" ด้วยความถนัดบางส่วนของขั้นตอนในวงเวทย์จึงสามารถละเว้นไปได้. ตัวอย่างเช่น, ถ้าหากมีความถนัดเวทย์ไฟ. ก็จะสามารถข้ามสูตร "คุณสมบัติ(ธาตุ)" ในวงเวทย์ได้. การละเว้นนี้จะทำได้ก็เพราะการที่ผู้ใช้สามารถจินตนาการถึงมันได้.


Instead of writing it out, the person can imagine the fire when chanting the spell.
แทนที่จะเขียนสูตรออกมา ผู้ใช้ก็แค่จินตนาการรับรู้ถึงไฟในตอนที่ร่ายเวทย์ก็พอแล้ว.

Because most human beings have some kind of aptitude, the 20 cm diameter magic formation is about average. In Hajime cases, because he has no aptitude, he has to add a lot of to his formula to get the same affect. He has to add concepts like: speed, trajectory, ballistic-diffusion rate, and much more. For his case, it would take a 2 m magic circle to perform that “fireball” spell. This was totally useless in combat.
เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่จะมีความถนัดเฉพาะตัว, วงเวทย์ขนาด 20 cm จึงเป็นขนาดเฉลี่ยโดยปกติ. แต่ในกรณีของฮาจิเมะนั้น เพราะไม่มีความถนัดทางเวทย์มนตร์สายไหนเลย. เขาจึงต้องเพิ่มจำนวนสูตรเข้าไปมากขึ้นเพื่อทำให้เวทย์แสดงผล. อย่างเช่น สูตรในวงเวทย์ของฮาจิเมะ จะประกอบไปด้วย: ความเร็ว, เส้นโคจร, อัตราการดูดซับ แล้วก็อื่นๆอีก. เพราะเหตุนี้ อย่างน้อยวงเวทย์ของฮาจิเมะจึงใหญ่เกือบ 2 m เพื่อให้ปล่อย "ไฟร์บอล"ออกมา. ซึ่งแบบนี้สำหรับการต่อสู้มันก็ไร้ประโยชน์ชัดๆ.


For magic, there is two ways to engrave the magic formula, into special metals or minerals that allow for reuse or disposable special paper. The former way is more expensive and more powerful than the disposable version. Since the non-paper version are bulky, you can’t carry around much of them. Both of the variations have their own advantages and disadvantages. The staff that Ishtar has is the permanent type.
สำหรับเวทย์มนตร์แล้ว การจะสลักวงเวทย์ลงในวัตถุนั้น มีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี, อย่างแรกคือการสลักลงใน โลหะ หรือ แร่ที่สามารถนาวงเวทย์กลับมาใช้ใหม่ได้. อีกวิธีคือ การสลักวงเวทย์ลงในกระดาษพิเศษแบบใช้แล้วทิ้ง. วิธีแรกนั้นมีค่าใช้จ่ายสูง และ มีพลังมากกว่า วิธีอย่างหลัง. เพราะกระดาษที่สลักวงเวทย์ลงไปนั้นค่อนข้างใหญ่ จะพกกระดาษจำนวนมากไปไหนมาไหนด้วยก็ออกจะเกะกะ. ทั้งสองวิธี ต่างก็มีข้อดี ข้อเสียของตัวเอง คฑาที่อิสทาร์ใช้อยู่นั้นเป็นแบบถาวร.


Because of how magic worked, it was not practical in close combat, it would be impossible if the person did not have an aptitude. For a manufacturing class, “Synergist” was stuck with useless skills that just process or changed the forms of minerals. There was no artifact that helped with the synergy, just gloves that had the synergy magical formula drawn on it. Well, he can make pitfall and protrusions. Hajime had been able to do it on the ground and gradually he could up the scale. Well, it was useless in combat.
เพราะการใช้งานเวทย์มนตร์นั้นมีขั้นตอนค่อนข้างยุ่งยาก, การใช้เพื่อต่อสู้ในระยะประชิดจึงไม่ค่อยเหมาะนัก. ยิ่งถ้าไม่มีความถนัดแล้วยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย. ค่าสเตตัสก็ต่ำเตี้ย เวทย์มนตร์ก็ใช้ไม่ได้เรื่อง อาชีพ "นักแปรธาตุ" ก็ไม่ค่อนจะมีประโยชน์ ทำได้แค่ เปลี่ยนแปลงรูปร่างของ พวกวัตถุ หรือ แร่ธาตุเท่านั้นเอง. แถมได้ยินว่าไม่มีอาร์ติแฟคที่ช่วยในการแปรธาตุอีกต่างหาก. ที่ฮาจิเมะมีอยู่ ก็แค่ถุงมือที่สลักวงเวทย์ของเวทย์แปรธาตุเท่านั้น. ถึงอย่างนั้น ก็พอจะสร้างหลุมกับดัก หรือ กำแพงขึ้นมาจากพื้นได้อยู่บ้างละนะ. พักนี้ก็เริ่มจะทำให้มีขนาดใหญ่ขึ้นได้ทีละนิดแล้วด้วย. ถึงจะไม่ค่อยมีประโยชน์ในการต่อสู้ก็เถอะ...


All his classmates labeled him useless after they saw his stats and his progress after 2 weeks. Reluctantly, he started to accumulate knowledge. He did not see a bright future ahead for him, this caused him to sigh increasingly each day.
หลังจากที่เห็นค่าสเตตัส กับ ความคืบหน้าของฮาจิเมะใน 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา พวกนักเรียนในห้องก็ตราหน้าฮาจิเมะว่าเป็นไอ้คนไร้ประโยชน์. แม้จะไม่ค่อยสมัครใจนัก แต่พักนี้ความรู้ของฮาจิเมะนั้นก็ได้เพิ่มพูนมากขึ้นจากการขนขวยหาความรู้อยู่เสมอ. แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น เขาก็ยังมองไม่เห็นแสงสว่างในอนาคตข้างหน้าเลย และเรื่องนี้ก็ทำให้เจ้าตัวถอนหายใจมากขึ้น มากขึ้นในแต่ล่ะวัน.


Hajime considered, while looking at the blue sky from the library window, whether he should take a trip. It was at the very end. Hajime had begun to be lost in wondering where he wanted to go, while he was learning things that he tried so hard to learn these past 2 weeks.
ฮาจิเมะครุ่นคิด, ในขณะที่เหม่อมองออกไปยังท้องฟ้าสีครามผ่านทางหน้าต่างของห้องสมุด, ว่าตัวเองควรจะออกเดินทางดีไหม. ถึงจะสายไปหน่อย แต่ถ้าออกเดินทางจะไปที่ไหนดีละ? ช่วงที่ขบคิดเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ ฮาจิเมะก็ยังพยายามอย่างสุดความสามารถมากกว่าใครๆ เพื่อเรียนรู้สิ่งต่างๆในตลอด 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา.


(After all, he wanted to check out the demi-human country. He can’t really say he went to another world if he did not experience a kemomimi. However, they were in the “Sea of Trees”. Besides the slaves, it was rare to see them outside of the forest.)
"ยังไงก็อยากจะไปดูประเทศของเผ่ากึ่งมนุษย์จริงๆนั่นแหละ. ถ้าไม่ได้ไปเจอสาวหูแมวให้เห็นกับตาตัวเอง คงพูดไม่ได้หรอกว่าได้มาที่ต่างโลก! ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็อาศัยอยู่ที่ ป่าขนาดใหญ่ที่เรียกว่า "นทีแห่งไม้" ด้วยสิ. นอกจากทาสแล้ว การจะเห็นเผ่ากึ่งมนุษย์นอกป่านั้นก็นับว่าหากได้ยากมากอีกด้วย"

To Hajime’s knowledge, the Demi-humans were a race that was discriminated. They lived in the Hartzena Forest that spread north and south on the east side of the continent. They are discriminated against because they do not have any magical power at all.
ตามความรู้ของฮาจิเมะ, เผ่ากึ่งมนุษย์เป็นเผ่าที่ถูกแบ่งแยก. พวกเขานั้นอาศัยอยู่ที่[ป่าฮาร์ทเซน่า] ที่กระจายทั่ว ไปทางตอนเหนือและใต้ ของแต่ละทวีป. สาเหตุที่ทำให้พวกเขาถูกแบ่งแยกนั้นเป็นเพราะว่า เผ่ากึ่งมนุษย์เป็นเผ่าที่ไม่มีพลังเวทย์อยู่ในตัวนั่นเอง.


In ancient times, this world was created by ancient magic that was performed by their god Eht. The magic used in this age is a degrade version of those ancient magic. Therefore, it is believed that magic is a gift from God. Well, that is what the Church of Saints taught everyone.
ในยุคโบราณ, โลกนี้ถูกสร้างขึ้นจากเวทย์มนตร์ที่ พระเจ้าเอฮิโตะเป็นผู้ร่าย. เวทย์มนตร์ที่ถูกใช้ในยุคปัจจุบันนี้เป็นเวทย์โบราณกาลที่ถูกลดทอนอำนาจลงจากยุคโบราณ. นอกจากนั้นยังมีความเชื่อที่ว่า เวทย์มนตร์นั้นคือ พรแห่งพระเจ้า. แต่เรื่องนั้นก็เป็นคำสอนของทางโบสถ์.


So, for a race to not have any magical power, it is perceived by humans that they were scorned by God.
เพราะอย่างนั้น, เผ่าพันธุ์ที่ไม่มีพลังเวทย์, ก็จะถูกมองจากเผ่ามนุษย์ว่าเป็นเผ่าที่ถูกพระเจ้าทอดทิ้ง.

Then, how did monster come into being? The monster’s are not to be gifted by God, but rather they were just a natural disaster that occurred. They were only vermin. Hajime was disgusted inwardly by the interpretation people had on them.
แล้วพวกมอนสเตอร์ใช้เวทย์มนตร์ได้ยังไงน่ะเหรอ? พวกมอนสเตอร์จะไม่ถูกนับว่าเป็นพวกที่ได้รับพรจากพระเจ้า, แต่จะถือว่าเป็นภัยพิบัติตามธรรมชาติ. เป็นแค่หนอนพยาธิ. ฮาจิเมะรู้สึกประหลาดใจ กับมุมมองที่ผู้คนใช้อธิบายเกี่ยวกับเหล่ามอสเตอร์.


The Devils worshipped a different God than the ones that the Church worshipped. This was similar to how the Demi-humans thought too. Devil’s all had a very high aptitude for magic. They were able to perform stronger magic with shorter incantations and smaller magic formations than humans.
ดูเหมือนเผ่าปีศาจนั้นจะบูชาพระเจ้าคนละองค์กับที่ทางโบสถ์บูชา. ซึ่งเผ่ากึ่งมนุษย์เองก็คล้ายๆกัน. เผ่าปีศาจนั้นมีความถนัดทางเวทย์มนตร์สูง. พวกมันสามารถปล่อยเวทย์ที่แข็งแกร่งได้ด้วยการร่ายเวทย์เพียงสั้นๆ และ มีวงเวทย์ที่เล็กกว่า ของเผ่ามนุษย์.

Humans thought the Devils were their enemies because they worshipped a different God, and discriminate against the unloved Demi-humans. This was what the Church taught. The Devil’s felt the same. The Demi-humans, just wanted to live in peace. All the races were very exclusive.
เผ่ามนุษย์คิดว่าเผ่าปีศาจเป็นศัตรูเพราะการที่เผ่าปีศาจนั้นบูชาพระเจ้าคนละองค์กับเผ่าตน. ทั้งยังแบ่งแยกเหยียดหยามเผ่ากึ่งมนุษย์ที่ถูกพระเจ้าทอดทิ้ง.นี่เป็นคำสอนของทางโบสถ์. เผ่าปีศาจเองก็มีมุมมองไม่ต่างกัน. ส่วนเผ่ากึ่งมนุษย์นั้นเป็นเผ่าพันธุ์ที่รักสงบ. ไม่ว่าจะเป็นเผ่าไหนต่างก็กีดกันเผ่าอื่นกันแทบทั้งนั้น.


(If going to the “Sea of Trees” is impossible, maybe I should head for the west sea. If I remember correctly, there is a maritime town called Erisen. If I can’t see a Kemomimi, than I want to see a Mermaid. It’s a man’s romance. He wanted to try the seafood here too.)
"จะไปที่ "นทีแห่งป่า" ก็คงจะเป็นไปไม่ได้, บางทีเราน่าจะไปที่ทะเลทางตะวันตก. ถ้าจำไม่ผิด, ที่นั่นมีเมืองแห่งการประมงชื่อว่า "เอลิเซน"อยู่. ถ้าไม่ได้เห็นสาวหูแมว, งั้นก็ขอไปดูนางเงือกแทนละกัน. ก็มันเป็นความโรมานต์ของลูกผู้ชายเลย. แล้วก็อยากจะลองชิมอาหารทะเลที่นั่นด้วย"

The town is said to be off the coast of the western sea and a group of demi-human fishermen are there. This is the only demi-human group that is protected by the Empire. This is because 80% of the seafood the northern continent consumes is provided by them. It’s pretty much a straight reason. I wonder where the religious reason to discriminate them had gone? When he heard the story, Hajime felt like he was a Tsukkomi at that.
ว่ากันว่าเมืองตั้งอยู่ริมฝั่ง ของทะเลทางตะวันตก แล้วก็มีเผ่ากึ่งมนุษย์ที่เป็นชาวประมงอยู่ที่นั่นด้วย. เป็นเพียงกึ่งมนุษย์เพียงกลุ่มเดียวที่ถูกปกป้องโดยจักรวรรดิ. สาเหตุก็เพราะว่า 80% ของอาหารทะเล ที่บริโภคกัน ในทวีปทางตอนเหนือ ล้วนได้มาจากพวกเขา. ก็เป็นเหตุผลที่ง่ายดี. แต่ว่าไอ้เหตุผลทางศาสนา ที่ไปแบ่งแยกพวกเขาน่ะ เอาไปไว้ที่ไหนกันหมดเล่า!? พอได้รู้ถึงเรื่องนี้ ตัวฉันก็เล่นตบมุกเองอยู่ในใจ.

Past the western sea is the large Guryuen Desert. In this desert is the great transist oasis the Dukedom of Ancarge and the Mountain of Great Flames. This Mountain of Great Flames is one of the 8 Great Dungeons.
ถัดจากทะเลทางตะวันตก ก็คือ [ทะเลทรายกูริวเอ็น]. และที่นั่นก็มี [ภูเขาไฟกูริวเอ็น] เขตปกครองโดย ดยุค "อันคาร์จ" เป็นโอเอชิสที่สำคัญ ที่เป็นทางผ่านก่อนจะไปสำรวจทะเลทรายอันกว้างใหญ่. [ภูเขาไฟกูริวเอ็น] นั้นเป็นหนึ่งใน [มหาดันเจี้ยนทั้ง 8].


The 8 Great Dungeons, are one of the most dangerous areas in the world. The previously mentioned Hartzena Forest is also one, and another is the Orcus Dungeon which is located southwest of the Hairihi Kingdom. The reason they were considered 3 of the 8 Great Dungeons is because it was recorded in history. The other 5 Great Dungeons have yet to be located.
[มหาดันเจี้ยนทั้ง 8] เป็นหนึ่งในสถานที่ที่อันตรายที่สุดในโลก. ก่อนหน้านี้ที่เคยพูดถึงก็มี [ป่าฮาร์ทเซน่า], อีกที่ก็คือ [ออคัสดันเจี้ยน] ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของ อาณาจักรไฮริก. เหตุผลที่สถานที่เหล่านี้ถูกขนานนามว่าเป็น 3 ใน 8 มหาดันเจี้ยน เพราะว่ามันเป็นสถานที่ที่มีจารึกอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์นั่นเอง. ส่วนสถานที่ของมหาดันเจี้ยนที่เหลืออีก 5 แห่ง เพราะไม่มีบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับที่ตั้ง จึงยังไม่ถูกค้นพบ.

One of the proposed Great Dungeon is the Raisen Great Canyon, which expands from the north to south of the continent. At the southern hinterlands, where snow and ice are prominent is another rumored Great Dungeon called the Schnee Snowfield.
พื้นที่ที่คาดว่าจะมีมหาดันเจี้ยนที่เหลืออยู่ก็คือ [มหาหุบเขาไรเซ็น], เป็นหุบเขาที่ลากยาวจากทางตอนเหนือจนถึงทางตอนใต้ของทวีป. ทางตอนใต้แถบชนบทที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ และ น้าแข็ง มีข่าวลือว่ามีมหาดันเจี้ยน ที่ชื่อ [ทุ่งหิมะชิเน่][2] (ตั้งอยู่. [2]Schnee snowfield ในภาษาเยอรมัน Schnee มีความหมายว่า "หิมะ" "

(After all, the desert is impossible…no other choice but to look for slaves in the Empire. As expected though I have no confidence in treating someone as a slave.)
(คิดดูแล้ว, ทะเลทรายคงจะเป็นไปไม่ได้...ไม่มีทางเลือก คงมีแต่ต้องไปหาดูทาสในอาณาจักรเอาสินะ. แต่อย่างว่าแหละ การที่จะเห็นสาวหูแมวถูกปฏิบัติเยี่ยงทาสนี่ อย่างเราคงทนดูไม่ได้หรอก)

When mentioning Empire, it refers to the Hersha Empire. This country is a rising country that was formed by mercenaries that fought a large-scale war against the Devils 300 years ago. The Empire is known for employing mercenaries and is regard as a military centered nation, often adventurers congregated there. Advocates the supremacy of force and is quite the black country.
พูดถึงจักรวรรดิ ก็จะหมายถึง[จักรวรรดิโฮลซ่า]. ประเทศแห่งนี้เกิดจากการรวมตัวของเหล่านักรบในช่วงสงครามต่อสู้กับเผ่าปีศาจเมื่อ 300 ปีก่อน. จักรวรรดิเป็นที่รู้จักในการว่าจ้างเหล่านักรบรับจ้าง และ ยังเป็นประเทศศูนย์กลางของกองกำลังทหาร และ เหล่านักผจญภัยอีกด้วย. อำนาจที่มีก็ดูจะมากโขอยู่ แต่ก็เป็นประเทศที่มีด้านมืดอยู่ด้วย.


This Empire thought about the uses for Demi-humans, they concluded that the Demi-humans could be slaves.
จักรวรรดิมีความคิดที่จะใช้ เผ่ากึ่งมนุษย์ พวกเขาตัดสินใจว่า เผ่ากึ่งมนุษย์นั้นสามารถนำมาเป็นทาสได้.

The Hersha Empire existed to the east of the Hairihi Kingdom, and between these two countries is the neutral Fyulen Commercial City. The neutral city is an independent entity that does not rely on any country. Using its neutrality, the city was able to exert all of its management into economic expansion. If there is anything you want, the Commercial City is believed to have it.
จักรวรรดิโฮลซ่านั้นตั้งอยู่ทาง ตะวันออกของ อาณาจักรไฮลิก, และ ระหว่างกลางของสองประเทศก็มี เมืองการค้าที่เป็นกลาง ชื่อว่า [ฟุยเร็น] อยู่.เมืองที่เป็นกลาง จะมีอิสระที่ไม่ขึ้นกับประเทศใด. อาศัยความเป็นกลาง เมืองแห่งนี้จึงสามารถทุ่มเทการบริหารทั้งหมด ให้กับการค้าขายทำกำไร. ถ้าหากมีสิ่งที่ต้องการอยู่ละก็ เมืองแห่งการค้าแห่งนี้ต้องตอบสนองสิ่งที่คุณต้องการได้แน่นอน.


(But, if I want to return I can’t just run away. Crap, it’s almost time for training!)
"ถ้าอยากจะกลับบ้าน ยังไงก็หนีไปไหนไม่ได้. อ๊ะ แย่ละ ถึงเวลาต้องฝึกต่อแล้ว!"


After all, it was just escapism of his current situation. Since it was almost time for training, Hajime left the library in a hurry. From the library, it was a short distance to the Royal Palace, on the way you can hear and see the bustle in the Royal Capital. There was the voices of children playing and shopkeepers advertising their wares. A distance away you can hear someone scolding a child, this was the picture of a daily peaceful day.
ยังไงก็ตามแต่ เรื่องพวกนั้น ในตอนนี้ก็เป็นได้แค่การหนีจากความเป็นจริงของตัวเองนั่นล่ะ. เพราะใกล้จะถึงเวลาฝึกแล้ว ฮาจิเมะจึงออกจากหอสมุดหลวงด้วยความเร่งรีบ. จากห้องสมุดถึงตัวพระราชวังนั้น ไม่ไกลจากกันเท่าไหร่นัก, ระหว่างทางจะได้ยินเสียง และ มองเห็น ความอึกทึกภายใน เมือง. ที่นั่นจะมีเสียงของพวกเด็กๆที่วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนานร่าเริง. พ่อค้าแม่ค้าที่ส่งเสียงตะโกนเพื่อนำเสนอสินค้าของตัวเอง. ห่างไปอีกหน่อย ก็จะได้ยินเสียงผู้หญิงที่กำลังต่อว่าบุตรของตัวอยู่, นี่เป็นภาพประจำวันที่สงบสุขอีกวันหนึ่ง.

(Since there does not seem to be a war, can’t they just return us.)
"
ดูยังไงก็ไม่เหมือนจะมีสงครามเกิดขึ้นเลย แบบนี้น่าจะส่งพวกเรากลับไปได้แล้ว"

Hajime just dreamed of that impossibility. It was just escapism to the depressing times that were ahead.
* * *
ฮาจิเมะคิดเพ้อฝันในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้. เป็นความคิดที่อยากจะหนีจากความเป็นจริงอันสิ้นหวังที่อยู่ต่อหน้า. * * *

When Hajime arrived at the training facility, there were already many students there. Some of them were chatting while others were doing some free practice. It seems like he arrived earlier than he thought. Hajime went to get a western-style sword, that was provided for at the side, and did some free practice while he waited.
พอฮาจิเมะมาถึงสถานที่ฝึก, ก็มีนักเรียนคนอื่นๆมารวมตัวกันอยู่ก่อนแล้ว. บางคนก็กำลังยืนคุยกันกับคนอื่น ในขณะที่บางคนก็กำลังฝึกอิสระด้วยตัวเองอยู่. ดูเหมือนว่าจะมาเร็วกว่าที่คิด. ด้วยเหตุนั้นฮาจิเมะจึงเดินไปหยิบเอาดาบสไตล์ตะวันตกที่ถูกตระเตรียมไว้ที่มุมข้างๆสถานที่ดังกล่าวขึ้นมา และ ทำการฝึกอิสระในขณะที่รอ.

Suddenly from behind, something surprised Hajime to cause him to move. By rotating he was able to avoid it but he broke out into a cold sweat at the drawn sword. Hajime looked back while he was frowning, he had a tired expression at this.
ทันใดนั้นเอง ก็มีอะไรบางอย่างโผล่มาจากด้านหลัง ทำให้ฮาจิเมะตกใจกระโดดถอยออกห่างในทันที. ด้วยการหมูนตัวทำให้เขาสามารถหลบพ้น แต่ก็ต้องถึงกับเหงื่อตกเพราะดาบที่ยื่นมา. ฮาจิเมะมองไปข้างหลังในขณะที่ทำหน้าคิ้วขมวด.แล้วก็ต้องทำสีหน้าเหนื่อยใจขึ้นมาทันที.


There they were, led by Hiyama Daisuke, was the Bastards Four (Hajime made it up). Since their training had started, they have been messing with Hajime whenever possible. They were half the reason why he felt depressed when training. (The other half was his incompetence).
มากันอีกแล้ว เจ้าพวกสี่หน่อบัดซบนี่ (ฮาจิเมะตั้งชื่อให้ให้กลุ่มสี่คนนี้), นำมาโดย ฮิยามะ ไดสึเกะ. ตั้งแต่เริ่มฝึกกัน เจ้าพวกนี่ก็มายุ่งวุ่นวายหาเรื่องกับฮาจิเมะตลอด. เหตุผลที่ฮาจิเมะรู้สึกห่อเหี่ยวในตอนที่ฝึก ครึ่งหนึ่งก็เป็นเพราะเจ้าพวกนี้ (ส่วนอีกครึ่งก็เป็นเพราะความไร้ความสามารถของเจ้าตัวเองละนะ).

“Yo, Nagumo. What are you doing? Even though you are useless with a sword. Seriously useless.”
"ว่าไง, นากุโมะ ทำอะไรอยู่ล่ะ? ใช้ดาบก็ห่วยแตกออกปานนั้น. ไร้ประโยชน์จริงๆเลยน้า~"

“Hey, that’s so mean, Hiyama. Even if it’s the truth~ Gya ha ha ha.”
"เฮ้ โหดร้ายจังเลยนะ ฮิยามะ. ถึงมันจริงก็เถอะ ก๊ากกกก ฮ่ะ ฮ่าฮ่า"

“Why do you even come to train every day? If I was you, I would be too ashamed to come. Hi hi hi!”
"ยังจะอุตส่าห์มาฝึกทุกวันอีกนะ? ถ้าฉันเป็นแกล่ะก็ คงอายจนไม่กล้าแบกหน้ามาแล้วล่ะ วะฮ่าฮ่า"

“Hey, Daisuke. Since this guy is so pathetic, why don’t we help him practice?”
"เฮ้ย ไดสึเกะ. ไหนๆหมอนี่ก็ดูน่าสมเพชขนาดนี้แล้ว มาช่วยฝึกให้หมอนี่กันสักหน่อยเป็นไง?"

They laughed and grinned at that like it was the funniest thing in the world.
แล้วเจ้าพวกนี้ก็หัวเราะแสยะยิ้มซะอย่างกับว่ามันเป็นเรื่องที่ตลกที่สุดในโลกงั้นแหละ.

“Hey, you are so nice, Shinji. Well, since I’m so nice too, I’ll help out~”
"เฮ้ นายนี่มันคนดีจริงๆ ชินจิ. เอาเถอะ ไอ้ฉันมันก็คนใจดีซะด้วย จะช่วยสักหน่อยก็ได้~"

“Good idea. Since I’m super nice, I’ll use my precious time to help. You should be thankful, Nagumo~”
"ความคิดดีมาก. ฉันเองก็โคตรจะเป็นคนดีเหมือนกัน งั้นจะช่วยสละเวลาอันมีค่ามาช่วยแกสักหน่อยละกัน สำนึกขอบใจซะด้วยล่ะ นากุโมะ~"


Hiyama would take them to an area where other people would not see, while he acted friendly with Hajime and spoke. The classmates that noticed this would just turn a blind eye to it.
แล้วฮิยามะก็เอามือพาดบนไหล่ของฮาจิเมะ เพื่อบังคับพาไปยังที่ลับตาคน ในขณะที่ทำเป็นสนิทสนม, พวกนักเรียนคนอื่นๆเองก็สังเกตเห็นแต่ก็ทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่.

“Iya, I’m fine by myself. You can just leave me to myself.”
Hajime tried to refuse gently.
"ไม่ล่ะ ฉันฝึกของฉันเองได้. ปล่อยฉันไว้คนเดียวเถอะ" ฮาจิเมะ พยายามพูดปฏิเสธไปแบบสุภาพ.


“Hey, when we are going out of our way just to help the useless you, what are you saying? Seriously, I can’t have that. You should just stay quiet and thank us for helping you.”
"เฮ้ๆ คนเขาสู้อุตส่าห์ใจดีจะช่วยฝึกให้คนไร้ประโยชน์อย่างแกแท้ๆ แล้วพล่ามอะไรออกมาวะ?,ให้ตายสิ รับไม่ได้จริงๆ น่าจะอยู่เงียบๆ แล้วสำนึกขอบคุณที่พวกเราอุตส่าห์มาช่วยแท้ๆ"

As he said that, he struck Hajime in the side. Hajime jerked as a his face turned into a painful expression at the blow. At that point the Bastards Four did not hesitate to get gradually more violent with him. Although it was unavoidable since it was adolescence boys that suddenly realized they had power. Though it sucked to be the aim of their violence. Hajime had no power to resist them with. He just had to clench his teeth and bare with it.
พอพูดแบบนั้นแล้ว ฮิยามะก็ต่อยเข้าที่สีข้างลำตัวของฮาจิเมะ. แล้วฮาจิเมะก็แสดงสีหน้าเจ็บปวดจากแรงอัดที่ได้รับ. จากนั้นเจ้าพวกสี่หน่อเวรตะไลนี่ก็อัดเอาอัดเอา. ถึงอยากใช้พลังที่ที่จู่ๆได้รับมา มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เพราะเป็นวัยคึกคะนอง. แต่การที่ตกเป็นเป้าหมายการใช้ความรุนแรงของเจ้าพวกนี้มันก็ช่างเป็นเรื่องที่บัดชบดีจริงๆ. ฮาจิเมะไม่มีพลังพอที่จะต่อต้านสี่คนนี้. ทำได้เพียงแค่กัดฟันแล้วอดทนเอาไว้.


When they arrived at an unpopulated area of the training facility that no one else had vision of. Hiyama bull rushed Hajime.
พอมาถึงที่ลับตาคน ภายในสถานที่ฝึกที่ไม่มีใครจะมองเห็น. ฮิยามะก็เข้ามาอัดฮาจิเมะทันที.

“Hey, let’s hurry up and start. It’s time for fun training.”
"เฮ้ มาเริ่มกันเลยดีกว่า ได้เวลาฝึกสนุกๆแล้ว"


At this moment Hiyama, Nakano, Saito, and Kondo surrounded Hajime. Hajime just stood there and prepared himself.
แล้วทั้งสี่คน ฮิยามะ, นากาโนะ, ไซโต้ และ คอนโด ก็ล้อมฮาจิเมะไว้ แล้วทำการเตรียมพร้อม.

“Gua!”
"อั่ก!?"

At that moment, he got smashed in the back from behind. Kondo hit Hajime with his sword that still had its sheath. Hajime screamed and fell down face first, but they continued to press.
เสียงฟาดเข้าที่หลังของฮาจิเมะดังขึ้น, คอนโดนฟาดฮาจิเมะ ด้วยดาบที่ยังอยู่ในฝัก. ฮาจิเมะหน้าคว่ำลงที่พื้นแล้วร้องออกมา แต่ทั้งสี่คนก็ยังไม่หยุด.

“Hey, why are you sleeping? Burn~! I command thee Fire, “Kakyu (Fireball)”.”
"เฮ้ยๆ หลับอยู่หรือไง? ข้าขอบัญชา จิตวิญญาณแห่งเปลวเพลิง "จงเผาไหม้![ไฟร์บอล!]"

Nakano casted “Fireball”. Hajime, who was on floor because of the blow from Kondo, could not get up fast enough from the pain, so he desperately rolled to avoid the spell. However at this time, Saito had completed his spell.

นากาโนะ ร่ายเวทย์ "ไฟร์บอล".ฮาจิเมะที่ล้มบนพื้นเพราะแรงฟาดของคอนโดนั้นไม่สามารถลุกขึ้นได้เพราะความเจ็บปวด. เพราะงั้นจึงได้กลิ้งตัวหลบเวทย์ที่ร่ายมา. แต่ทว่า ในตอนนั้น ไซโต้ก็ร่ายเวทย์ของตัวเองเสร็จเป็นที่เรียบร้อย"

“I command thee Wind, “Kazedama (Windball).”
"ข้าขอบัญชา จิตวิญญาณแห่งสายลม [วินด์บอล!]"


The wind hit Hajime directly in the abdomen, and he fell on his back. A “blech” could be heard as Hajime vomited from the blow. The magic circle was a simple one at 10 cm in diameter.
สายลมกระหน่ำซัดช่องท้องของฮาจิเมะเข้าอย่างจัง พอล้มลงพื้น ฮาจิเมะก็ถึงกับอาเจียนออกมาเพราะแรงกระแทก. วงเวทย์เป็นแบบง่ายๆ โดยมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเพียงแค่ 10 cm.


Still there was enough power in that spell to knock out a pro boxer. The artifact was one for high aptitude and high magic power was supplied for by the Kingdom. Normally these would have been used in cooking or just making a breeze.
ถึงอย่างนั้นก็เป็นเวทย์ที่มีพลังพอที่จะคว่ำนักมวยอาชีพลงได้. ทั้งยังมีอาร์ติแฟคที่เข้ากับความถนัดเฉพาะของผู้ใช้เวทย์ แล้วยังมีพลังเวทย์สูง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทางอาณาจักรได้ตระเตรียมไว้ให้. ปกติแล้วสิ่งนี้จะถูกใช้ในการทำอาหาร หรือ สร้างสายลมพัดเบาๆ.

“Wow, so weak! Hey Nagumo, take this seriously~”
"อ้าว กระจอกชิบ! เฮ้ย นากุโมะ เอาจริงกว่านี้หน่อยเซ่~"


Hiyama kicked Hajime, who was crouching to vomit, in the stomach as he said this. Hajime did his best to control the feeling of vomiting welling in him.
ฮิยามะเตะไปที่ท้องฮาจิเมะ ที่หมอบอยู่พร้อมทั้งอาเจียนออกมา. ฮาจิเมะพยายามควบคุมตัวเองไม่ให้อาเจียนออกมาอีกครั้ง.


The lynching, disguised as practice, continued for a while after that. Hajime tighten his jaw to endure the pain, while he thought in vexation to himself how weak he was. Normally at this point, even if you were no match, there would be a counterattack.
การกลั่นแกล้งรังแก ที่บอกว่าเป็นการฝึก ยังคงดำเนินต่อไปสักพัก. ฮาจิเมะขบฟันกรามแน่นเพื่อทนต่อความเจ็บปวด ในขณะที่รู้สึกสมเพชกับความอ่อนแอของตัวเอง. ปกติแล้วถึงจะเอาชนะไม่ได้อย่างน้อยก็น่าจะสวนกลับไปได้บ้าง.


However, ever since he was small, whenever he encountered something like this, Hajime was not good at dealing with it and just backed off. Hajime would just tell himself to endure it. He thought it was better than fighting.
ถึงอย่างนั้น ตั้งแต่ยังเด็ก พอไปเจอกับสถานการณ์แบบนี้เข้า ฮาจิเมะที่ไม่ถนัดรับมือเรื่องแบบนี้ พร้อมทั้งพยายามหลบหนี, แค่บอกกับตัวเองว่าต้องอดทนไว้, คิดแค่ว่าไม่ตอบโต้กลับไปคงเป็นการดีกว่า.


While some people may think that it was very kind of Hajime, but others would think he was pathetic for it. Even Hajime wasn’t sure which it was.
บางคนอาจจะคิดว่าเขาเป็นคนใจดีเกินไป, บ้างก็อาจจะคิดว่าตัวเขามันน่าสมเพช. แม้แต่ฮาจิเมะเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอย่างไหน.

The pain was getting unbearable, suddenly, a girls voice filled with anger rang out.
ความเจ็บปวดเริ่มรุนแรงเกินกว่าจะทน, ทันใดนั้นเอง เสียงของเด็กสาวที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวก็ดังขึ้นมา.

“What are you doing?!”
"ทำอะไรของพวกนายอยู่นะ!?"

When the Bastards Four heard that voice, they thought they were busted. They thought that because the voice belong to Kaori, who Hiyama liked. It wasn’t just Kaori, the rest of the gang was there.
พอสี่หน่อบัดชบได้ยินเสียงนั้น ก็นึกว่าพวกตัวเองโดนจับได้ซะแล้ว. เพราะเสียงที่ได้ยินนั้น คิดว่าคงเป็นเสียงของคาโอริ คนที่ฮิยามะแอบชอบ. แต่ ไม่ใช่แค่คาโอริ แต่ที่โผล่มาคือทั้งกลุ่มของเธอ.



“Iya, don’t get us wrong. We were just helping Nagumo practice.”
"เอ่อ อย่าเข้าใจผิดนะ พวกเราแค่ช่วยนากุโมะฝึกแค่นั้นเอง"

“Nagumo-kun!”
"นากุโมะคุง!"


Kaori totally ignored Hiyama, and Kaori rushed over to Hajime, who was coughing up a fit. The moment she saw Hajime’s state, everyone else did not matter, like Hiyama.
คาโอริเมินฮิยามะอย่างสิ้นเชิง, เธอรีบวิ่งเข้าไปหาฮาจิเมะ ที่กำลังไอคอกแค่กอยู่.ขณะที่เธอเห็นสภาพของฮาจิเมะ คนอื่นก็ไม่อยู่ในสายตาของเธอแล้ว.

“Practice. This is such a one-sided practice.”
"ฝึก? นี่มันการฝึกแบบไหนกัน!?"


“Iya, that is…”
"เอ่อ ก็แบบว่า..."

“Good excuse. Even if Nagumo can’t fight, he is a fellow classmate. Don’t do something this again.”
"อย่ามาแก้ตัวหน่อยเลย ถึงนากุโมะคุงจะสู้ไม่ได้ แต่เขาก็เป็นเพื่อนร่วมชั้นนะ. อย่าทำอะไรแบบนี้อีกเด็ดขาด!"

“If you have so much free time, go train yourselves.”
"ถ้ามีเวลาว่างนักละก็ ไปฝึกให้ตัวเองเถอะ"


Not wanting to argue more, Hiyama and the others laughed deceptively and hastily left. Kaori healed Hajime with her healing magic.

โดยที่ไม่คิดจะโต้แย้ง ฮิยามะ กับ พวกก็ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ และเดินจากไปทั้งอย่างนั้น. คาโอริใช้เวทย์รักษาของเธอ รักษาให้กับฮาจิเมะ.


“Thank you, Shirasaki-san. You saved me.”
"ขอบใจนะ ชิราซากิซัง ช่วยได้มากเลยล่ะ"


Kaori just shakes her head at him while looking teary eyed.
คาโอริผงกหัวตอบรับ และ มองดูฮาจิเมะด้วยดวงตาที่เหมือนกาลังจะร้องไห้.


“Have they always been doing this to you? If so, I’ll…”
"พวกนั้นทำแบบนี้กับเธอเสมอเลยงั้นเหรอ? ถ้าใช่ล่ะก็ ฉันจะ..."


Kaori’s face formed into an angry expression and glares at the direction the Bastards Four left in, Hajime stopped her.
สีหน้าของคาโอริแสดงออกถึงความโกรธ แล้วจ้องเขม็งไปยังทิศทางที่พวกฮิยามะเดินจากไป, ฮาจิเมะจึงรีบห้ามเธอไว้.

“Iya, it’s not always like this. I’m fine, so don’t worry about it.”
"ก็ไม่ได้เป็นแบบนี้ตลอดหรอก ฉันไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วง"

“But…”
"
แต่ว่า..."

Hajime smiled at Kaori, who did not seem to be convinced. Reluctantly, Kaori decided to let it go.
ฮาจิเมะ ยิ้มให้คาโอริ ที่ดูเหมือนจะไม่เชื่อ. ถึงอย่างนั้นคาโอริก็ตัดสินใจปล่อยเรื่องนั้นไปอย่างไม่เต็มใจนัก.

“Nagumo-kun, if you need anything, don’t hesitate to ask. Kaori will agree to it.”

"นากุโมะคุง ถ้ามีเรื่องอะไรละก็ ไม่ต้องเกรงใจ บอกมาได้เลยนะ"
Shizuku said this with a wry smile as she took up Kaori’s side. Hajime just said thanks to that. However, someone decided to be a wet blanket with their Hero like quality.

ชิซึกุ พูดออกมาพร้อมกับรอยยิ้มเจื่อนๆ ขณะที่ยืนอยู่ข้างคาโอริที่กำลังทำสีหน้าขมขื่นอยู่. ฮาจิเมะก็พูดขอบใจกับเธอ. แต่ทว่า ท่านยอดผู้กล้าผู้ดีเลิศประเสริฐศรี ก็พูดอะไรที่ทำให้รู้สึกเหนื่อยใจขึ้นมา.


“However, Nagumo should try harder. Being weak does not excuse you from trying to get stronger. If I heard correctly, after practice you just head to the library. If I was you, I would use the free time to get stronger. Nagumo, you should take this more seriously. I think Hiyama and his friends are just trying to correct your non-serious attitude.”
"ถึงอย่างนั้นก็เถอะ นากุโมะ นายควรจะพยายามให้มากกว่านี้. การที่อ่อนแอมันไม่ใช่ข้ออ้างที่จะทำให้เลิกพยายามที่จะแข็งแกร่งขึ้น. ถ้าฉันเข้าใจถูกต้องแล้วละก็, พอพักจากการฝึกนายก็หนีไปหมกตัวที่ห้องสมุด. ถ้าฉันเป็นนายละก็ คงจะใช้เวลาว่างเพื่อฝึกให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น. นากุโมะ นายน่ะควรจะจริงจังให้มันมากกว่านี้. ที่ฮิยามะกับพวกทำแบบนี้ ก็เพราะอยากจะช่วยนายแก้นิสัยเสียที่ไม่เอาจริงเอาจังของนายนั่นแหละ"


How do I interpret that? Hajime was just stunned by it, Kouki was just a person that believed in the good of others, so he did not see what really was going on. He did not think humans were possible of such evils. He just thought that there was a good reason for them to act that way. When he looked at it, Hajime was possibly the cause. It seemed that was his process of thought.
จะให้แปลความว่ายังไงดีละนั่น? ฮาจิเมะถึงกับอึ้งกับคาพูดของโคคิ, โคคินั้นเป็นคนที่เชื่อในความดีของคนอื่น, ก็เลยไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวเลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น. ไม่เคยจะคิดว่ามนุษย์นั้นชั่วร้าย. คิดแค่ว่า การที่พวกฮิยามะทำแบบนี้ ก็เพราะมีเหตุผลที่ดีสำหรับมัน. พอมองดูแล้ว สาเหตุก็เพราะตัวฮาจิเมะเองนั่นแหละ นั่นคือสิ่งที่โคคิคิด.


Kouki did not have any malice or ill intent in his thoughts. He was seriously just trying to advise Hajime. Hajime did not have the energy to try to clear the misunderstanding. He thought it would be useless to argue with someone like Kouki, who had such a strong sense of justice.
โคคิไม่ได้มีเจตนาไม่ดี หรือ คิดร้ายอะไรในความคิดของเขา. เขาก็แค่พยายามจะให้คำแนะนำอย่างจริงจังกับฮาจิเมะ. ส่วนฮาจิเมะก็ไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะไปแก้ไขความเข้าใจผิดของโคคิ. จะไปโต้เถียงกับคนอย่างโคคิไปก็ป่วยการ, เพราะหมอนี่เป็นคนที่มีสำนึกในความยุติธรรมสูงเกินบันยะบันยัง.


Shizuku who understood everything just sighed at that and apologized to Hajime.
ชิซึกุที่เข้าใจเรื่องทุกอย่างก็ถอนหายใจขึ้นมาแล้วกล่าวขอโทษต่อฮาจิเมะ.

“Gomenasai ne? Kouki didn’t mean any harm.”
"ขอโทษด้วยนะ. โคคิน่ะไม่ได้คิดไม่ดีอะไรหรอก"

“Ahaha, it’s okay. I understand.”
"ฮ่ะฮ่ะฮ่ะ ไม่เป็นไร ฉันเข้าใจ"

Hajime replied with a smile. He got up to wipe his dirty clothes.
ฮาจิเมะตอบกลับไปด้วยรอยยิ้ม แล้วลุกขึ้นปัดฝุ่นจากเสื้อผ้าที่เปื้อนเปรอะ.

“Hora, training is going to start. Let’s go.”
"เอาล่ะ การฝึกจะเริ่มแล้ว รีบไปกันเถอะ"

Hajime urges everyone to head back to the training facility. Kaori still looked worried, but Hajime decided to pretend not to notice. As expected, as a man, he did not want to be babied by a girl.
ฮาจิเมะเร่งเร้าให้ทุกคนกลับไปยังสถานที่ฝึก. คาโอริดูจะยังเป็นกังวล แต่ฮาจิเมะก็แสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจ. อย่างที่คิด ในฐานะผู้ชายแล้ว ก็ไม่อยากจะทำตัวอ่อนแอต่อหน้าผู้หญิงหรอก.

When they reached the facility, a deep sigh was released because of the events today. The future looked bleak.
* * *
พอมาถึงลานฝึก, ฮาจิเมะก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา เพราะเรื่องในวันนี้. อนาคตข้างหน้าก็ยังคงหม่นหมองอยู่.
* * *

After training finished, usually they would have free time until dinner, but this time Meld held them back to make an announcement. The students wondered what he would say. Meld used a deep voice to announce.
หลังจากเสร็จจากการฝึก, ปกติก็จะมีเวลาว่างจนถึงช่วงมื้อเย็น, แต่ในครั้งนี้เมลด์ได้หยุดทุกคนเอาไว้ก่อน เพื่อทำการประกาศเรื่องบางอย่าง. พวกนักเรียนต่างก็สงสัยว่าเขาจะพูดอะไร. เมลด์ ใช้น้ำเสียงเข้มแล้วประกาศว่า.

“Tomorrow, as practical training, we will be venturing into the Orcus Dungeon. All the necessary items will be prepared for, the monsters outside the capital are totally different from training so please make note of that. Get ready! For today, just rest. Dismissed.”
"วันพรุ่งนี้ เพื่อเป็นการฝึกซ้อม, พวกเราจะไปสำรวจ [ออคัสดันเจี้ยน] กัน. จงเตรียมไอเท็มที่จำเป็นให้พร้อม, เพราะพวกมอนสเตอร์นอกเมืองหลวงนั้นแตกต่างจากพวกที่ใช้ฝึกอย่างสิ้นเชิง. จงจำเรื่องนั้นใส่ใจไว้ให้ดี. เอาล่ะ! วันนี้จงพักผ่อนให้สบาย แยกย้ายได้!"

After saying that, he quickly left. The student were hustling and bustling at the announcement. Hajime just looked up into the sky.
หลังจากพูดเสร็จ, เขาก็เดินจากไปอย่างรวดเร็ว. พวกนักเรียนก็เริ่มส่งเสียงดังเอะอะอึกทึก หลังจากได้ยินเรื่องที่เมลด์ประกาศส่วนฮาจิเมะก็ส่งสายตาเหม่อมองไปบนท้องฟ้า.







#นิยายแนวฮาเร็ม#Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou #นิยายแปลไทย
Author(s)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น