วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou (WN) Chapter 04 A Chat Under the Moonlight

Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou (WN)  Chapter 04 A Chat Under the Moonlight

 นิยาย แปลไทย Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou ตอนที่  04 การพูดคุยใต้แสงจันทร์ 


บทที่ 04 การพูดคุยใต้แสงจันทร์ 



Still not the strongest.
ด้วยการยังไม่ใช่คนที่แข็งแกร่งที่สุด.

Wanted to convey how it felt for someone that did not get their strength so easily given to them.
ความต้องการที่จะสื่อในความรู้สึกถึงบางคนที่ไม่สามารถได้รับความแข็งแกร่งมาอย่างง่ายๆ.

* * *
Orcus Dungeon.
[ออคัสดันเจี้ยน]


This was a large labyrinth that consisted of 100 levels. As one of the 8 Great Dungeons, the lower you go, the stronger the monsters become. Still, this dungeon was a very popular place for mercenaries and adventurers. This place was also a great training ground for recruits. This is because it was easy to measure the strength of the monsters by the dungeon level. The monsters also have better quality magic stone than the monsters in the wilderness.
เป็นดันเจี้ยนขนาดใหญ่ที่มี 100 กว่าชั้น. ด้วยความที่เป็น 1 ใน [มหาดันเจี้ยนทั้ง 8], ยิ่งลงไปชั้นล่างลึกเท่าใด มอนสเตอร์ที่พบก็จะยิ่งแกร่งขึ้นเท่านั้น. ถึงอย่างนั้น ดันเจี้ยนแห่งนี้ก็เป็นสถานที่ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่ นักรบ และ นักผจญภัย. เป็นสถานที่เหมาะแก่การฝึกฝนของพวกมือใหม่. นั่นก็เพราะว่า ความแข็งแกร่งของมอนสเตอร์ สามารถประเมินได้ง่ายโดยดูจาก ระดับชั้นของดันเจี้ยน. "หินเวทย์มนต์" (Magical stone) ที่ได้จากมอนสเตอร์ที่นี่ ก็มีพลังเวทย์คุณภาพสูงกว่าที่ได้จากมอสเตอร์ในเขตรกร้างทุรกันดารนอกดันเจี้ยนซะอีก.


The magic stone is the core of a monster and it is this that provides them with powers. The bigger and better quality the stone, the stronger the monster is. These stones are what is used as raw materials to make magic formulas. The magic formation can be drawn to cast the spell, but they can also be drawn with the powder made from the magic stone. Using non-magic stone materials to make the magic circle diminishes the power by 1/3.
"หินเวทมนต์" คือแกนกลางของมอนสเตอร์ และ เป็นสิ่งที่มอบพลังเวทย์ให้แก่พวกมัน. ยิ่งขนาดของหินเวทมนต์ใหญ่เท่าไหร่ คุณภาพของหิน และ ความแข็งแกร่งของมอนสเตอร์ก็ยิ่งสูงเท่านั้น. หินพวกนี้ คือวัตถุดิบที่ใช้สร้างสูตรเวทย์. การสร้างวงเวทย์นั้นสามารถทำได้จากการร่ายเวทย์ แต่ก็มีอีกวิธีโดยการวาดวงเวทย์ด้วย"ผงเวทย์" (Magic power) ที่สร้างจากหินเวทย์มนตร์. หากไม่ใช้หินเวทมนต์เพื่อสร้างวงแหวนเวทย์จะทำให้อำนาจของเวทย์นั้นลดลงเหลือแค่ 1 ใน 3.


In brief, it was better to use the magic stone to power spells because it was more effective. In addition, a magic stone is used to make magic tools that is used in everyday life. There is a very high demand for these magic stones. Both the military and civilians needed it.
พูดง่ายๆก็คือ, มันเป็นการดีกว่าที่จะใช้ "หินเวทมนต์" เพื่อเสริมพลังให้แก่เวทย์มนตร์ที่ร่าย เพราะจะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า. นอกจากนั้น "หินเวทมนต์" ยังถูกใช้เป็นอุปกรณ์เวทย์ที่ใช้สอย ในชีวิตประจาวันอีกด้วย. "หินเวทมนต์" นั้นเป็นสินค้า ที่มีความต้องการ ของตลาดสูง. ทั้งกองทหาร และ พลเรือนต่างก็ต้องการมันกันทั้งนั้น.

By the way, strong monsters with high quality magic stone can use special magic. Special Magic does not use magical chants or circles to perform that magic. The monsters cannot use a large variety of magic, but they do not require the incantation or circle. This special magic is the reason why monsters are dangerous.
อีกอย่างหนึ่ง, มอนสเตอร์ที่แข็งแกร่งที่มีหินเวทมนต์คุณภาพสูง จะสามารถใช้ [เวทย์พิเศษ]ได้. [เวทย์พิเศษ] นั้นไม่จำเป็นต้องมี คำร่าย หรือ วงเวทย์ เพื่อทำให้เวทย์มนตร์ทำงาน. และเพราะ [เวทย์พิเศษ] นี้เอง ที่ทำให้มอนสเตอร์นั้นเป็นตัวอันตราย.

The students and knights led by Meld arrived at the town, Horlad, that adventurers stayed at before they headed into the Dungeon. They used at an inn that was managed by the Kingdom, where recruits in training stayed at. Hajime, who had not seen a normal room in a long time, dived into the bed. All the rooms were designed for two people but only Hajime got a room to himself. He could be carefree here. He wasn’t lonely by himself.
โดยการนำของ เมลด์ ในที่สุดพวกนักเรียน และ เหล่าอัศวินก็มาถึงเมือง "ฮอร์แลด", เป็นเมืองที่เหล่านักผจญภัยจะมาพักค้างแรม ก่อนมุ่งหน้าเข้าสู่ดันเจี้ยน. พวกเรามุ่งหน้าไปยังโรงแรมเล็กๆที่บริหารโดยอาณาจักร อันเป็นสถานที่ที่จะให้พวกมือใหม่เข้ามาพักแรมกัน. หลังจากที่ไม่ได้เห็นห้องนอนปกติๆมาเป็นเวลานาน ฮาจิเมะก็โน้มตัวฟุ่บลงบนเตียง. ห้องทั้งหมดถูกออกแบบมาให้เข้าพัก สองคนต่อหนึ่งห้อง แต่ไม่รู้ทำไมฮาจิเมะถึงได้ใช้ห้องคนเดียว. เอาเถอะ แบบนี้ก็จะได้ทำตัวตามสบายได้แบบหายห่วง. บอกไว้ก่อนว่าไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยว หรือ อะไรหรอกนะ.

Tomorrow was the day they would challenge the dungeon. This time, they would only challenge the first 10 levels. If it is only that, even someone as weak as Hajime should be fine in behind cover. Still Hajime wanted to apologize for being a burden. Rather, he was glad to be out of the city… Hajime could not read the atmosphere.
วันพรุ่งนี้จะเป็นวันที่ต้องไปท้าทายกับดันเจี้ยน. ครั้งนี้กำหนดไว้ว่าจะไปให้ถึงชั้น 10. ถ้าแค่นั้นล่ะก็ หากคอยสนับสนุนอยู่ด้านหลังแม้แต่คนที่อ่อนแออย่างฮาจิเมะ ก็น่าจะไม่เป็นอะไรมาก. ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังรู้สึกอยากขอโทษ ที่ตัวเองเป็นตัวถ่วงให้. แต่อย่างน้อยก็ยังดีใจที่ได้ออกมานอกเมืองแล้ว...ถึงอาจจะฟังดูเหมือนคนมองบรรยากาศไม่ออกก็เถอะ.


For a while, Hajime read the monster reference book he got from the library. It was still early but he decided to sleep earlier. Hajime had already perfected his sleeping skill in his school life. When he was about to doze off, he heard someone knock on his door. Even if it was still early for Hajime who was used to all nighters in Japan, it was about midnight for Tortus. Wha, was it Hiyama? Hajime was a little worried. However, when he heard the voice, he relaxed.
ฮาจิเมะใช้เวลาอ่านสารานุกรมที่ได้มาจากหอสมุดหลวงอยู่พักหนึ่ง. จากนั้นก็ตัดสินใจเข้านอนเร็วกว่าปกติหน่อย. ยังไงด้วยทักษะการนอนหลับที่ฝึกปรือมาตอนใช้ชีวิตนักเรียนในโลกเก่านั้น ก็ทำให้หลับลงได้ไม่ยาก. พอฮาจิเมะกำลังจะเข้าสู่ห้วงแห่งนิทรา, ก็ได้ยินเสียงคนเคาะประตูดังขึ้นมา. ถึงสำหรับฮาจิเมะที่ชอบโต้รุ่งตอนอยู่ญี่ปุ่น การจะหลับตอนนี้ก็นับว่านอนเร็วกว่าปกติ. แต่สำหรับที่ทอร์ทัส, ตอนนี้มันก็ราวๆเที่ยงคืนแล้ว. ฮะ...ฮิยามะงั้นเหรอ? ฮาจิเมะรู้สึกกังวลใจขึ้นมา. ถึงอย่างนั้น พอได้ยินเสียงของคนที่เคาะประตู ก็รู้สึกโล่งใจทันที.

“Nagumo-kun, are you still awake? It’s me, Shirasaki. Can I bother you for a moment?”
"นากุโมะคุง, ยังตื่นอยู่ไหม? นี่ฉันเอง ชิราซากิจ้ะ. ขอรบกวนสักหน่อยจะได้หรือเปล่า?"

What? For a moment he froze, but after he hurried to the door. He removed the lock and opened the door. Kaori was standing there with a snow-white negligee on.
เอ๋? ฮาจิเมะถึงกับตัวแข็งทื่อไปพักหนึ่ง, แต่ก็รีบลุกไปยังประตู. ยื่นมือไปปลดล็อค และ เปิดประตูออก. คาโอริก็ยืนอยู่ตรงหน้าประตู โดยใส่ชุดคลุมนอนสีขาวราวหิมะ.

“Say What??”
"มีอะไรรึ??"
“Eh?”
"อ๋า?"

When presented with such a scene, Hajime unexpectedly switched to a Kansai dialect and performed a Tsukkomi. Kaori was speechless because she didn’t hear it well. Quickly he gathered himself, he tried not to stare too much at Kaori. Although he didn’t have too much interest, he was still an adolescent boy. The current appearance of Kaori was slightly too stimulating.
พอเจอกับภาพเบื้องหน้า, ฮาจิเมะก็ถึงกับหลุดสำเนียงคันไซออกมาแล้วตบมุกตาม. คาโอริไม่พูดอะไรเพราะเธอได้ยินไม่ค่อยชัด. จากนั้นฮาจิเมะก็ตั้งสติให้ตัวเองใหม่ แล้วพยายามไม่จ้องคาโอริให้มากนัก. ถึงจะไม่ได้สนใจมากมาย แต่เจ้าตัวก็เป็นวัยรุ่นสุขภาพดีคนหนึ่ง. สภาพของคาโอริในตอนนี้นั้น มันก็ช่างยั่วยวนใจซะเหลือเกิน.

“Iya, it’s nothing. Eh, what’s the matter? Did you have something to tell me?”
"เอ่อ เปล่าๆ ไม่มีอะไร แล้ว... มีอะไรเหรอ? มีเรื่องอะไรหรือเปล่า?"

“No, I just wanted to talk to you. I wonder if I’m bothering you?”
"เปล่าจ้ะ, ฉันแค่อยากจะคุยด้วย. จะเป็นการรบกวนเธอหรือเปล่า?"

“Come in.”
"เข้ามาสิ."

Most likely, he thought it was about the trip tomorrow, but Kaori quickly shot down his thoughts. The upturned eyes was so explosive. It’s super effective! She noticed the open door and invitation.
บางที คงจะเป็นเรื่องการเดินทางในวันพรุ่งนี้ละมั้ง.พอกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น คาโอริก็ทำให้ความคิดของฮาจิเมะต้องชะงักลงทันที ด้วยการจู่โจมด้วยสายตาออดอ้อนแทบจะทำให้บรรยากาศปะทุขึ้นมา,มันเป็นสุดยอดแห่งประสิทธิภาพ!หล่อนได้เปิดประตูตามคำเชื้อเชิญและเข้ามา.

“Okay.”
"โอเคจ้ะ"

Without any caution, she entered the room happily. She sat at the table near the window. Hajime unconsciously prepares the tea while still being slightly confused. Even though it was really just something like a tea bag that imitated black tea. He prepared enough for both, and handed her own. Hajime took the set across from her.
จากนั้นคุณเธอก็เดินดุ่ยๆเข้ามา ด้วยสีหน้ามีความสุขทั้งอย่างนั้น. แล้วเธอก็นั่งลงบนโต๊ะใกล้กับหน้าต่าง. ส่วนฮาจิเมะก็ไปเตรียมเสิร์ฟชามาให้ ขณะที่ในหัวยังสับสนอยู่. ฮาจิเมะหย่อนถุงชา ที่ทำลอกเลียนเหมือนชาดำลงไป. เขาเตรียมถ้วยเสิร์ฟสำหรับสองคน. เมื่อส่งถ้วยชาให้คาโอริ แล้วเจ้าตัวก็นั่งลงที่ตรงกันข้ามกับเธอ.

“Thank you.”
"ขอบใจจ้ะ"

Kaori took the offered fake tea and tasted it with joy. The moonlight that shone through the window illuminates her. It seemed like there was a halo around her glossy black hair, she looked like an angel. Without any lust, Hajime was fascinated with Kaori’s purity. He recovered himself when he heard Kaori place down her cup. Hajime drank his tea to calm his mind. He choked a little as he drank too fast. How embarrassing.
คาโอริรับถ้วยชา แล้ว ชิมดู ด้วยสีหน้าดีใจ. แสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านทางหน้าต่าง ทำให้เห็นร่างของคาโอริส่องสว่างขึ้นมา. ราวกับมีรัศมีฉายแสงรอบๆ ผมสีดาเงานั้นของเธอ.หล่อนมองดูคล้ายกับเทพธิดา,ไร้ซึ่งมลทินใดๆ,ฮาจิเมะรู้สึกตะลึงกับความความสวยบริสุทธิ์ของคาโอริ,เขาคืนสติหลังจากที่คาโอริวางแก้วลง,ฮาจิเมะดืมชาของเขาเพื่อสงบจิตใจ,ก่อนที่เขาจะสำลักมันออกมาเนื่องด้วยกลืนมันเร็วจนเกินไป,ช่างน่าอายยิ่งนัก.

Kaori giggled at his state. Hajime quickly struck a conversation to quickly hide his embarrassment.
คาโอริหัวเราะคิกคัก กับ ปฏิกิริยาของฮิจิเมะ. พอเห็นอย่างนั้นฮาจิเมะก็เริ่มบทสนทนาขึ้นมาเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอายของตังเอง.

“So, what did you want to talk about? Is it about tomorrow?”
"แล้ว มีอะไรอยากจะคุยเหรอ? เป็นเรื่องของการเดินทางพรุ่งนี้ใช่ไหม?"

To Hajime’s question, Kaori nodded her head. Unlike her smiling face from just a moment ago, she started to brood.
ต่อคำถามของ ฮาจิเมะ, คาโอริก็ผงกศีรษะตอบรับ. ไม่เหมือนกับรอยยิ้มบนหน้าที่เห็นเมื่อก่อนหน้านี้. เธอทำสีหน้าเป็นกังวลขึ้นมา.

“It’s about the trip into the dungeon tomorrow. I want Nagumo-kun to stay here. I will persuade and explain to the instructors and everyone. So, please!”
"เรื่องของการเดินทางในวันพรุ่งนี้แหละจ้ะ. ฉันอยากจะให้นากุโมะคุงรออยู่ที่นี่. ฉันจะไปพูดอธิบายให้พวกครูฝึก กับ ทุกคนเข้าใจเอง เพราะงั้นได้โปรดรออยู่ที่นี่เถอะนะ!"

She leaned over as she pleaded with Hajime. Hajime was perplexed. Even if Hajime was a burden, wasn’t this a little too much?
 เธอเอนตัวเข้ามาใกล้ขณะที่พยายามเกลี้ยกล่อมฮาจิเมะ. ฮาจิเมะทาหน้านิ่วคิ้วขมวด. ถึงเขาจะเป็นภาระก็เถอะ แต่พูดมาแบบนั้นมันไม่เกินไปหน่อยเหรอ?


“Eto, I know I’m a burden…but since I’m already here I don’t think I’ll be able to just stay put.”
"เอ่อ ฉันรู้อยู่หรอกว่าตัวเองเป็นภาระให้คนอื่น...แต่อย่างไรก็มาถึงที่นี่แล้ว จะให้ฉันรออยู่เฉยๆไม่ทำอะไร คงจะไม่ได้หรอก"

“You’re wrong. I don’t mean you’re a burden.”
"ไม่ใช่นะ ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น"

Kaori tried to clear up the misunderstanding. Maybe I was too hasty, she thought. She put her hand on her chest and took a deep breath. It calmed her down a little. She quickly and quietly apologized.
คาโอริพยายามพูดแก้ไขความเข้าใจผิด. ตัวฉันคงรีบร้อนเกินไปสินะ, คาโอริคิดในใจ. เธอวางมือทาบลงบนอกแล้วสูดหายใจลึก. เมื่อใจสงบลงบ้างแล้ว เธอก็พูดขอโทษออกไปในทันที.


“I just had a very bad feeling. When I was sleeping earlier, I was dreaming and you were there. When I called out to you, you did not even notice. When I chased you, I never caught up. At the end…”
"ฉันแค่รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี. ตอนที่หลับอยู่ก่อนหน้านี้, ฉันฝันเห็นเธอในฝัน. พอร้องเรียกเธอ เธอกลับไม่ได้ยิน. พอจะไล่ตาม แต่กลับไล่ตามไม่ทัน แล้วสุดท้าย..."

She seemed afraid to speak the rest. Wanting to hear the rest, Hajime urged her to continue.
เธอดูเหมือนจะกลัวที่จะพูดต่อ. เพราะความอยากจะรู้ ฮาจิเมะจึงเร่งเร้าให้เธอพูดต่อไป

“At the end?”
"สุดท้าย?"

With a jerk, Kaori lifted her head. Hajime saw her teary expression, and her biting her lips.
ถึงกับสะดุ้ง คาโอริเงยหน้าขึ้น ฮาจิเมะมองเห็นสีหน้าที่เหมือนจะร้องไห้ของคาโอริ แล้วเธอก็กัดริมฝีปากพูดต่อ.

“You disappeared.”
"เธอหายตัวไป"

“I see.”
"งั้นเหรอ"

They sat in silence for a while. Hajime looks at Kaori, who was still hanging her head. It really was an ominous dream, but it was just a dream. With just that, they wouldn’t permit him to stay. If such a thing was allowed, there would be trouble from the classmates. If such a thing happened, he really would not be welcomed anymore. He had no choice but to go. To reassure Kaori, Hajime started to speak as gently as possible.
ทั้งคู่นั่งเงียบอยู่สักพัก. ฮาจิเมะมองไปยังคาโอริที่กำลังใช้มือกุมศีรษะของตัวเองเอาไว้. เป็นฝันร้ายจริงๆนั่นล่ะ. แต่ก็ยังเป็นเพียงแค่ความฝัน. ด้วยเรื่องแค่นั้นคนอื่นๆคงไม่ยอมให้เขารออยู่ที่นี่หรอก. ถ้ายอมให้กับเรื่องแบบนั้น คงจะสร้างความไม่พอใจในหมู่พวกนักเรียนขึ้นมาเป็นแน่. ถ้าเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นละก็ เขาคงจะไม่เป็นที่ต้อนรับอีกต่อไป. มันไม่มีทางเลือก มีแต่จะต้องไปเท่านั้น. เพื่อปลอบขวัญคาโอริ, ฮาจิเมะจึงพูดออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเท่าที่จะทำได้.

“A dream is just a dream, Shirasaki-san. This time we have Meld and his veteran knights to accompany us. A lot of strong people like Kouki are coming with us. Rather, our whole class is amazing. I actually feel sorry for our enemies. I am weak and because I have shown such weakness is probably the reason for your dreams.”
"ความฝันก็เป็นได้แค่ความฝัน, ชิราซากิซัง. คราวนี้เรามีทั้งคุณเมลด์ แล้วก็เหล่าอัศวินที่มีประสบการณ์ ร่วมทางไปกับพวกเราด้วย. คนที่แข็งแกร่งหลายๆคนอย่างโคคิเองก็อยู่ด้วย. พวกคนในห้องเราน่ะสุดยอดกันแทบทั้งนั้น. ฉันรู้สึกเศร้าแทนพวกศัตรูของเรามากกว่าอีก. ฉันมันอ่อนแอ ที่เธอฝันแบบนั้นก็อาจจะเป็นเพราะการที่ฉันแสดงความอ่อนแอแบบนั้นให้เธอเห็น"

Kaori just stared at Hajime with an anxious expression, while he spoke.
คาโอริได้แต่มองฮาจิเมะด้วยสีหน้าเป็นทุกข์ขณะที่เขาพูด.


“Still…Still…I’m still worried.”
"แต่ว่า...แต่ว่านะ...ฉันก็ยังเป็นห่วงอยู่ดี"

“Then.”
"ถ้างั้น"


Hajime was somewhat shy, but he stared straight into Kaori’s eyes.
ถึงดูเหมือนฮาจิเมะจะทำท่าทีเขินๆ แต่เขาก็จ้องมองไปที่ดวงตาของคาโอริโดยตรง.

“Will you protect me?”
"เธอจะช่วยปกป้องฉันได้ไหม?"

“Eh?”
"เอ๋?"
He was aware of what he was saying, and as a man saying this to her it ashamed him. His face was already red with shame. In the room that was illuminated by the moonlight. Kaori understood the situation well.
ฮาจิเมะรู้ตัวอยู่แล้วว่าที่ตัวเองพูดออกไปนั้น ในฐานะของลูกผู้ชายคนหนึ่งแล้ว มันช่างดูน่าสมเพช. ใบหน้าของเขาแดงก่ำไปด้วยความละอายใจ,ในห้องที่สว่างเพราะแสงจากดวงจันทร์. คาโอริเองก็เข้าใจสถานการณ์เป็นอย่างดี.

“You are a healer, right Shirasaki-san? Healer was a class that had an innate talent for healing magic. No matter what, even if I get injured, you can cure me. Will you protect me with this power? If so, I believe I’ll be fine.”
"เธอเป็นผู้ใช้เวทย์รักษาใช่ไหมล่ะ? ชิราซากิซัง? ผู้ใช้เวทย์รักษาน่ะเป็นอาชีพ ที่มีพรสวรรค์ในการใช้เวทย์มนต์รักษา. ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แม้ว่าฉันจะบาดเจ็บขึ้นมา. เธอก็จะปกป้องฉันด้วยเวทย์นี้ได้ใช่ไหมล่ะ? ถ้าอย่างนั้นล่ะก็ ฉันเชื่อว่า ฉันจะต้องไม่เป็นไรแน่"


Kaori just stared at him for a bit. Hajime just endured desperately the shame that he felt, and he kept his eyes from breaking contact with Kaori’s. Even though his body was writhing.
คาโอริได้แต่จ้องมองไปที่ฮาจิเมะอยู่ครู่หนึ่ง. ฮาจิเมะได้แค่อดกลั้นต่อความละอายใจที่ตัวเองรู้สึก และยังคงจับจ้องสายตายไปที่ดวงตาของคาโอริ อย่างมั่นคง แม้ร่างกายอยากจะชักดิ้นชักงอถึงเพียงไหนก็ตาม.


The biggest cause of a person’s insecurity is the unknown. Kaori right now, was worrying about what could possibly attack Hajime. So, it would be soothing, if they had the confidence to face the unknown that would attack him.
สิ่งที่จะสร้างความไม่ปลอดภัยแก่ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้ายังไม่อาจรู้ได้แน่ชัด. คาโอริในตอนนี้ มีแต่ความกังวลกับอันตรายที่จะเข้ามาทำร้ายฮาจิเมะ. เพราะงั้น, การที่มีความมั่นใจว่าจะสามารถรับมือกับสิ่งที่จะมาทำร้ายเขาได้นั้น. ก็ทำให้บรรเทาความกังวลลงได้ไม่น้อยเลย.


For a while, they stared at each other. The silence was broken when Kaori started to smile.
ทั้งคู่จ้องมองกัน และ กันอยู่สักพัก. ความเงียบพังทลายลงเมื่อคาโอริเริ่มเผยรอยยิ้มออกมาให้เห็น.


“You never change, Nagumo-kun.”
"เธอไม่เปลี่ยนไปเลยนะ นากุโมะคุง"

“?”
"?"
Hajime made a doubtful expression as Kaori said that. Kaori laughed at his expression.
ฮาจิเมะ ทำสีหน้าสงสัยกับสิ่งที่คาโอริพูดออกมา. คาโอริยิ้มหัวเราะกับปฏิกิริยาของฮาจิเมะ.

“Nagumo-kun, you probably think we first met in high school. I knew you since the second year of middle school.”
"นากุโมะคุง เธออาจจะคิดว่าเราเจอกันครั้งแรก ตอน .ปลาย. แต่ว่าฉันน่ะ รู้จักเธอตั้งแต่ตอนอยู่ .ต้น ปี 2 แล้วล่ะ"

This revelation caused Hajime to widen his eyes in shock. He quickly searched through his memories, but he couldn’t recall the meeting. Hajime groaned as he thought, and this caused Kaori to giggle at him.
การเปิดเผยเรื่องนั้นทำให้ฮาจิเมะ เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ. แล้วก็เริ่มนึกย้อนถึงความทรงจำของตัวเอง. แต่ก็จำไม่ได้เลยว่าเคยเจอกันที่ไหน. ฮาจิเมะทาเสียง"ฮื่มมม" ในลำคอ, ซึ่งก็ยิ่งทำให้คาโอริยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ใส่เขา.


“It was a one-sided meeting. The first time I saw you, you were in Dogeza (Prostration). Since you were in such a position, you did not see me.”
"เป็นการเจอกันเพียงฝ่ายเดียวน่ะ. ครั้งแรกที่ฉันเห็นเธอ, เธออยู่ใน [3]ท่าหมอบกราบแหละจ้ะ. เพราะอยู่ในท่านั้นเธอคงไม่สังเกตเห็นฉันหรอก"
[3] "Dogeza" อ่านว่า "โดเงะซะ" ท่าหมอบกราบตามแบบฉบับญี่ปุ่น
“Do-Dogeza!?”
"มะ...หมอบกราบเลยเรอะ!?"


Why did she see him in such an uncool time? His body writhed again, but for a different reason this time. Where and when did she see him in such a position? He frantically searched his memories. Kaori giggled as she saw Hajime make so many comedic faces.
ทำไมดันมาเห็นในสภาพไม่น่าดูแบบนั้นเล่า? ร่างกายของฮาจิเมะอยากจะชักดิ้นชักงออีกครั้ง, แต่คราวนี้ด้วยเหตุผลคนละอย่าง. เธอไปเห็นเราอยู่ในท่านั้น ที่ไหน เมื่อไหร่กัน? ฮาจิเมะเริ่มคิดย้อนความทรงจำอีกครั้ง. คาโอริก็ยิ้มหัวเราะ กับการที่ได้เห็นฮาจิเมะทำสีหน้าตลกหลายๆแบบ.

“Yeah, you were surrounded by shady people. Even when they spit at you, poured their drinks on you, or stepped on you, you did not stop. Before long, the left appalled.”
"ใช่จ้ะ, ตอนนั้นเธอถูกพวกคนที่ดูน่ากลัวล้อมไว้อยู่. ถึงพวกนั้นจะถ่มน้ำลายใส่, ถอกน้าใส่ หรือ ใช้เท้าเหยียบ. เธอก็ยังคงอยู่ในท่านั้น. จนพวกนั้นรู้สึกประหลาดใจ แล้วยอมถอยไปเอง."

“I showed such an unsightly sight…”
"ทำให้เธอเห็นภาพไม่น่าดูซะแล้วสิ..."


Hajime felt like dying a little. It would have been the same as if she saw him when he was still suffering from his Chunibyo. And it would have to be the worst scene in his dark past. Only a humorless smile came out. The same humorless smile that came out when he found out that his mom had found his hidden Ero doujinshi stash and placed them neatly on his bookshelf.
ฮาจิเมะรู้สึกอยากตายเพราะความอายขึ้นมาเลย. ถ้าโดนเห็นตอนยังเป็น โรคป่วย . 2 อยู่ละก็ ยิ่งรู้สึกไม่ต่างกัน. เป็นอดีตอันดำมืดที่เลวร้ายของเขาในสมัยก่อน. ตอนนี้ฮาจิเมะได้แต่ยิ้มเจื่อนๆออกมา. เป็นรอยยิ้มแบบเดียวกันกับตอน ที่คุณแม่ มาเจอ หนังสือโป๊ที่เขาสะสม และ ซ่อนเอาไว้อย่างดี บนชั้นวางหนังสือ.


However, Kaori just gave him a gentle look. One that was free from contempt and ridicule.
ถึงอย่างนั้น คาโอริก็ยังมองเขาด้วยสายตาที่อ่อนโยน. สายตาที่ปราศจากการดูถูก หรือ หัวเราะเยาะ.


“No, it wasn’t unsightly. Rather, when I saw you like that, I thought you were a very strong and kind person.”
"ไม่หรอกจ้ะ, ไม่ใช่ภาพที่ไม่น่าดูหรอก. แทนที่จะเป็นแบบนั้น ในตอนที่ฉันเห็นเธอทำแบบนั้น ฉันก็คิดเลยว่าเธอเป็นคนที่เข้มแข็ง แล้วก็ อ่อนโยน"

“Ha?”
"หะ?"

Hajime couldn’t believe what he heard. That’s not the kind of impression someone would have, if they saw that. Perhaps, Shirasaki-san had a special fetish for that? Hajime thought it was very rude to imagine such a thing.
ฮาจิเมะไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน. ถ้าเห็นไอ้สภาพในแบบนั้นแล้ว ไม่มีทางที่จะทำให้รู้สึกชื่นชมได้หรอก. หรือว่า, ชิราซากิซังจะเป็นพวกมีรสนิยมแปลกๆ? ฮาจิเมะคิดว่าที่ตัวเองคิดแบบนั้นไป ออกจะเป็นการเสียมารยาทกับเจ้าตัวเกินไปหน่อย.

“I mean, Nagumo-kun. You did it for the sake of a grandmother and her grandson.”
"ก็เพราะ... ที่นากุโมะคุงทำแบบนั้น. เป็นการทำเพื่อ คุณยาย กับ หลานคู่หนึ่งนี่นา"

When she said that, Hajime finally remembered something. There was such an incident during his middle school years.
It started when the little boy accidently hit delinquents, and smashed his Takoyaki onto them. The little boy started to cry, the delinquents started to niggle the grandmother. The grandmother cowered in fear, they were in a very difficult situation.
พอเธอพูดขึ้นมาแบบนั้น ในที่สุดฮาจิเมะก็จำได้เสียที. มันมีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นจริงๆในสมัยที่เขายังอยู่ . ต้น. เรื่องมันเริ่มจากการที่เด็กน้อยเดินไปชนกับพวกนักเลงเข้า, แล้วทำให้ทาโกยากิที่ถืออยู่ไปเลอะเสื้อผ้าของเจ้าพวกนั้น. เด็กน้อยก็เริ่มร้องไห้ขึ้นมา ส่วนเจ้าพวกนักเลงก็ไปต่อว่าไถตังค่าเสียหายกับคุณยาย. คุณยายก็ตกใจกลัวใหญ่. ตอนนั้นคู่ ยาย-หลาน ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากมากเลย.


By chance Hajime was just passing through. When the grandmother started to take out her wallet, his body moved on its own. He had never fought in his life before. He had only practice his Chunibyo Special Moves at home. It couldn’t be helped against such opponents, so he performed Dogeza. In public he did it. It was unexpectedly embarrassing for everyone there. He felt like running away. It went as planned and soon the delinquents left.
ด้วยเหตุบังเอิญ ฮาจิเมะก็ผ่านไปเห็นเข้าพอดี. พอคุณยายล้วงไปหยิบกระเป๋าสตางค์ใบน้อยออกมา. ร่างกายของฮาจิเมะก็ขยับไปเองแบบไม่รู้ตัว. เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยไปมีเรื่องเลยสักครั้ง. ที่เคยทำก็มีแค่การฝึกฝนท่าไม้ตายฉบับจูนิเบี้ยวที่บ้าน. กับคู่ต่อสู้แบบนี้มันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริงๆ. ฮาจิเมะ ใช้ท่าไม้ตายหมอบกราบศิโรราบอย่างงดงามบนพื้น. ทำจ๊ะๆต่อหน้าสาธารณชน. ต่อหน้าคนที่อยู่รอบๆนั้น มันช่างเป็นอะไรที่ทำให้น่าอายแบบสุดๆไปเลยล่ะ. จนรู้สึกอยากจะหนีไปให้พ้นๆ. แล้วก็เป็นไปตามแผน ไม่ช้าพวกนักเลงก็เดินหนีไปทั้งอย่างนั้น.


“Strong people would have solved it easily with violence. Kouki would defeat the person that was causing the trouble. But I don’t think there are many people who would help others even when they were not strong. Especially someone that would prostate themselves for the sake of others. In fact, at that time, I was afraid. I just used the excuse that if I was strong like Shizuku, but I just stood there and did nothing. Just asking someone to save them.”
"คนที่แข็งแกร่งก็คงจะแก้ไขปัญหานี้ง่ายๆด้วยการใช้กำลัง. โคคิคุงเองก็อาจจะจัดการพวกที่ก่อปัญหาได้อยู่. แต่จะมีคนอยู่สักกี่คน ที่จะเข้าไปช่วยคนอื่น ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรเลยสักนิด. โดยเฉพาะคนที่จะอุทิศตัวให้กับคนอื่นได้แบบนั้น. ที่จริงแล้ว ตอนนั้นน่ะ, ฉันได้แต่กลัว. ใช้ข้ออ้างที่ว่า "ถ้าตัวเองแข็งแกร่งเหมือนชิซึกุงจังละก็..." แต่ความเป็นจริง ฉันก็แค่ยืนอยู่ตรงนั้นโดยไม่ทำอะไร. แค่โยนให้คนอื่นเป็นคนช่วยเหลือพวกเขา"

“Shirasaki-san…”
"ชิราซากิซัง..."

“So, I believe you are the strongest person I know. When I saw you in high school, I was so happy to see you. I wanted to become like you, and get to know you. But you just fell asleep…”
"เพราะอย่างนั้น, ฉันถึงเชื่อว่าเธอคือคนที่เข้มแข็งที่สุดที่ฉันรู้จัก. ตอนที่ได้เห็นเธอ หลังจากขึ้น ม.ปลาย, ฉันรู้สึกดีใจมากๆที่ได้เจอเธอ. ฉันอยากจะเป็นอย่างเธอ, อยากจะรู้จักเธอ, แต่เพราะเธอเอาแต่หลับ..."

“Ahaha, Sorry.”
"ฮ่ะฮ่ะ ขอโทษนะ"

Hajime was shy and embarrassed when he knew the reason Kaori interacted with him so much. He just laughed wryly at the unexpected high opinion she held for him.
ฮาจิเมะ รู้สึกเขินอาย หลังจากที่ได้รู้เหตุผลว่าทำไม คาโอริถึงให้ความสนอกสนใจในตัวเขานัก. ฮาจิเมะยิ้มแหยๆ ต่อความเห็นที่เธอตีค่าเขาสูงอย่างไม่คาดคิด.


“Therefore, even if I am a little uneasy. I’ll make sure you don’t do anything crazy in the dungeon. Like when you faced the delinquents.”
"ฉะนั้น, ถึงจะยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่. แต่ฉันจะทำให้แน่ใจว่าเธอจะไม่ทำอะไรบ้าๆในดันเจี้ยน, เหมือนอย่างที่เธอทำกับพวกนักเลงเมื่อตอนนั้น"

Kaori looked at Hajime with determination.
คาโอริ มองไปยังฮาจิเมะ ด้วยสีหน้าที่บ่งบอกถึงการตัดสินใจอันแน่แน่ว.

“I’ll protect you, Nagumo-kun.”
"ฉันจะปกป้องเธอเอง, นากุโมะคุง"

Hajime accepted her determination. He looked straight at her, and nodded.
ฮาจิเมะตอบรับการตัดสินใจของเธอ. เขามองตรงไปยังเธอ แล้ว ผงกศีรษะตอบรับ.

“Thank you.”
"ขอบใจนะ"

Immediately after, Hajime wryly laughed. The role of the man and woman was totally reversed. Without doubt, Kaori was playing the hero. While Hajime was playing the damsel in distress. He couldn’t help but laugh at the weird situation.
หลังจากที่ฮาจิเมะยิ้มเจื่อนๆออกมา. บทบาทของ ชาย หญิง ก็กลับกันอย่างสิ้นเชิง. ไม่ต้องสงสัยเลยว่า คาโอรินั้นรับบทเป็นพระเอก. ส่วนฮาจิเมะ รับบทเป็น หญิงสาวผู้เคราะห์ร้าย. กับสถานการณ์อย่างนี้ ฮาจิเมะทำอะไรไม่ได้นอกจากเพียงหัวเราะ.

They chatted for a few moments, then Kaori returned to her room. While Hajime was laying on the bed, he thought over things. He wanted to find something he could be useful for. Hajime wanted to rid himself of his incompetence. It did not sit so well with him, that he was so dependent on others. Hajime fell asleep with renewed determination in mind.
* * *
หลังจากนั้นทั้งคู่ก็คุยเล่นด้วยกันสักพัก, แล้วคาโอริก็กลับห้องของตัวเองไป. ขณะที่ ฮาจิเมะล้มตัวลงบนที่นอน, ครุ่นคิดเรื่องบางอย่าง. ตัวเขาอยากจะคิดหาทางที่จะทำให้ตัวเองเป็นประโยชน์. อยากจะสลัดความไร้สามารถของตัวเองทิ้งไป. การที่ต้องพึ่งพาแต่คนอื่น มันทำให้รู้สึกไม่ดีเอาซะเลย. แล้วฮาจิเมะก็ผล็อยหลับไป พร้อมกับ ความตั้งมั่นต่อคำสัญญา ภายในใจ.
* * *

Nobody noticed the person that was staring as Kaori left Hajime’s room. The person just had an ugly distorted expression on their face.
ไม่มีใครเลยที่สังเกตเห็น สายตาที่จ้องมองดู คาโอริที่ออกมาจากห้องของฮาจิเมะ. สีหน้าของคนที่จ้องไปที่คาโอรินั้น บิดเบี้ยวไปด้วยความฉุนเฉียวอันน่ารังเกียจ.







#นิยายแนวฮาเร็ม#Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou #นิยายแปลไทย
Author(s)




1 ความคิดเห็น: