วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou (WN) Chapter 01-Summoned to a Different World

Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou (WN)  Chapter 01-Summoned to a Different World

นิยาย แปลไทย Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou ตอนที่  01 อัญเชิญไปต่างโลก


บทที่ 01 อัญเชิญไปต่างโลก


Summoned to a Different World

Template summons.
ทำการอัญเชิญ!

* * *
Hajime stood there with his hands protecting his face and his eyes closed, but when he heard the rustling noise he slowly opened his eyes.
ฮาจิเมะ ยืนโดยเอามือป้องหน้าเอาไว้พร้อมกับตาที่ปิดอยู่, แต่พอได้ยินเสียงดังเอะอะ เขาก็เริ่มลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ.


Hajime looked around in utter amazement. The first thing to catch his eyes was a huge mural. The mural was about 10 meters in height, there was a person with androgynous features that had an aureole in the back and long flowing blonde hair with a slight smile on the mural. A grassy plain, a lake, and mountains are drawn in the background and the person had both of their hands extended out. It is a beautiful mural. It is a great mural. However, Hajime felt that the eyes were somewhat cold.
ฮาจิเมะมองไปรอบๆด้วยความประหลาดใจ. สิ่งแรกอันเป็นที่ประจักษ์ในสายตาคือผนังขนาดใหญ่. ผนังนั้นสูงราวๆ 10 เมตร, บนผนังนั้นมีภาพวาดคนผู้หนึ่งที่แยกไม่ออกว่าเป็นหญิงหรือชาย มีแสงสว่างเป็นทรงกลดจากด้านหลังของเจ้าตัว ผมสีบลอนด์ยาว กับ รอยยิ้มบางๆ. ทุ่งหญ้าบนที่ราบ, ทะเลสาบ, และ ภูเขาที่ถูกวาดลงเป็นฉากพื้นหลัง และ คนในรูปก็ยื่นแขนทั้งสองข้างกางออกมาด้านหน้า. เป็นจิตกรรมฝาผนังที่งดงามยิ่ง. เป็นงานศิลปะชั้นยอด. ถึงอย่างนั้น ฮาจิเมะก็รู้สึกว่าสายตาที่มองมาของคนในรูปนั้นดูจะเย็นชาอย่างน่าประหลาด.

When he looked around, he noticed that they were in a huge hall. He wondered if the whole hall was made of marble. The whole building was done with a smooth white luster, it had huge pillars that was carved beautifully holding it up, and the ceiling was done in a dome shape. The whole place looked like a cathedral and the hall had a very solemn atmosphere.
พอมองดูรอบๆ, ก็รู้สึกตัวว่าพวกเขาได้มาอยู่ในห้องโถงขนาดใหญ่. ห้องโถงนี้ทำมาจากหินอ่อนหมดเลยรึเปล่านะ ฮาจิเมะสงสัย. สิ่งก่อสร้างทั้งหมดเป็นสีขาวมันวาวดูเรียบลื่น, มีเสาสลักอย่างสวยงามเป็นสิ่งค้ายัน, เพดานถูกสร้างขึ้นในลักษณะของโดม. สถานที่ทั้งหมดดูราวกับโบสถ์ขนาดใหญ่ และ ห้องโถงเองก็ให้บรรยากาศที่น่าขนลุก.
It seemed that Hajime and the rest were at the top of a pedestal that was located in the deepest part of the building.
ดูเหมือนว่าฮาจิเมะและคนอื่นๆจะอยู่ด้านบนของแท่นที่ตั้งอยู่ในส่วนลึกสุดของตัวอาคาร.

They were in a position higher than the surrounding area. His classmates also looked around stunned at what they were seeing. Apparently, all that students that were present in the classroom at that time, was caught up in the situation.
อยู่ในตำแหน่งที่สูงสุดของพื้นที่รอบๆ. เพื่อนร่วมชั้นของฮาจิเมะเองก็มองไปรอบๆด้วยความมึนงงจากสิ่งที่ได้เห็น. ดูเหมือนว่า นักเรียนทั้งหมดที่อยู่ในห้องตอนนั้นจะถูกลากเข้ามาในเหตุการณ์นี้กันหมด.

Hajime glanced behind. There was Kaori also looking around stunned at was before them. She did not seem to be injured, so Hajime felt relief.
ฮาจิเมะมองไปที่ด้านหลัง. ที่นั่นคาโอริเองก็กาลังมองไปรอบๆด้วยความงงงวยกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า. ดูเหมือนว่าเธอจะไม่ได้บาดเจ็บอะไร ฮาจิเมะจึงรู้สึกโล่งใจขึ้นเล็กน้อย.

Perhaps, the people that were surrounding the pedestal would be able to explain the situation. Yeah, Hajime and his classmates were not the only ones here. There were at least 30 people on their knees giving prayer with both their hands in front of their chest. All of them wore a white robe that was embroidered with gold, and they had a staff right next to them. At the tip of the staves it spread out like a fan, and several pieces of disks hung around it in a circle.
บางที, ผู้คนที่อยู่รอบๆแท่นที่พวกเขายืนอยู่อาจจะสามารถอธิบาย สถานการณ์ที่พวกเขาเผชิญอยู่นี่ก็เป็นได้, ใช่แล้ว ฮาจิเมะ และ เหล่าเพื่อนร่วมชั้นของเขา ไม่ใช่คนกลุ่มเดียวที่อยู่ ที่แห่งนี้. ที่นั่นมีอย่างน้อย 30 คนที่คุกเข่าสวดภาวนาโดยวางมือทั้งสองข้างไว้บนอก. พวกเขาทั้งหมดสวมเสื้อคลุมยาวสีขาว ที่ประดับด้วยทองคำ, แล้วก็มีไม้เท้าอยู่ข้างๆของพวกเขา. ที่ปลายของไม้เท้านั้นบานออกเหมือนพัดลม, มีแผ่นกลมๆอยู่หลายแผ่นห้อยอยู่รอบๆเป็นวง.

One particular priest looked to be about 70 years old, what made him stand out was his very formal headwear that was close to 30 cm in height, stepped forward towards them. Though with his old age, he was wearing too flashy of a robe. He might have passed for someone in his 50s if not for the wrinkles that engraved his face.
มีนักบวชที่ดูพิเศษกว่ากว่าคนอื่น อายุราวๆ70 ปี, สิ่งที่ทำให้เขาผู้นี้ดูโดดเด่นจากคนอื่นๆนั่นก็เพราะที่คาดหัวดูเป็นพีธี ที่ยาวราวๆ 30cm, แล้วเจ้าตัวก็ก้าวเข้ามาใกล้พวกเขา. แม้จะดูชราแต่ตัวเขากลับใส่ชุดคลุมที่ดูหรูหราไม่สมวัย. ถ้าไม่ใช่เพราะรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าของเจ้าตัวแล้ว ก็คงจะทำให้ดูเหมือนคนวัย 50 อยู่หรอกนะ.

The old priest spoke to them with a clear and calming voice that fit his appearance, with the staff in his hand.
นักบวชเฒ่าเดินถือไม้เท้าในมือ เข้ามาคุยกับพวกฮาจิเมะ ด้วยเสียงที่ดูสงบเสงี่ยม และ ชัดเจน อันดูประจวบเหมาะกับรูปลักษณ์ของเจ้าตัว.


“Welcome to Tortus, our Hero and his fellow countrymen. We welcome you all. I am called Ishtar Lombard and I am the Pope of the Church of Saints. Please let’s get along.”
"
ยินดีตอนรับสู่ทอร์ทัส ท่านผู้กล้าของเรา และ เหล่าสหายผู้ติดตาม. พวกเราขอน้อมต้อนรับพวกท่านทุกคน. นามของเราคือ อิสทาร์ ลัมบาร์ด เป็นสังฆราชของโบสถ์อันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ "


After he introduced himself, he presented a smile that was often associated with nice elderly people.
หลังจากที่แนะนาตัวเอง นักบวชเฒ่าก็เผยรอยยิ้มที่มักจะพบเห็นได้จากคนชราใจดีทั่วๆไป.

* * *
Currently, Hajime and the rest moved locations, they had passed through the great hall and saw some tables lined up 10 meters in front of them. Without exception this room was made with gorgeous details. From a layman’s perspective, it seemed like all the works that decorated the room was made with masterful technique. Probably this was where they were going to eat. Kouki’s group of 4 and Aiko-sensei sat at the head of the table. Hajime sat at the last spot.
ในตอนนี้ ฮาจิเมะ และ คนอื่นๆ ได้ทำการย้ายสถานที่, เดินผ่านห้องโถงขนาดใหญ่ มองเห็นโต๊ะเรียงรายยาว 10 เมตรตรงหน้า. แม้แต่ที่นี่เองก็ถูกสร้าง และ ประดับตกแต่งรายละเอียดอย่างหรูหรา. จากมุมมองของคนธรรมดาแล้ว ดูเหมือนว่างานประดับตกแต่งห้องนั้นถูกทำโดยฝีมือของช่างที่มีฝีมือเป็นอย่างมาก. บางที ที่นี่คงเป็นห้องที่จะให้พวกเขาทานอาหารกัน. กลุ่มสี่คนของโคคิ กับ อาจารย์ ไอโกะ นั่งบนหัวโต๊ะ. ส่วนฮาจิเมะนั้นนั่งอยู่ส่วนท้ายสุด. นับตั้งแต่ตอนที่ถูกนำทางมาจากห้องโถง จนมาถึงห้องนี้แล้วนั่งลง

Nobody made any noise as they were guided to this area and seated, their minds were still trying to work out what happened to them. It was up to Ishtar to explain the situation, even Kouki with his EX Charisma was silently wondering. Aiko-sensei gathered the students like a teacher should, with teary eyes.
ไม่มีใครส่งเสียงอะไรออกมาเลยสักคน, ในใจแต่ละคนล้วนครุ่นคิดหาเหตุผลถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพวกเขา. จนกระทั่ง อิสทาร์เริ่มอธิบายถึงสถานการณ์ แม้แต่โคคิเองก็ยังสงสัยอยู่เงียบๆ. อาจารย์ ไอโกะ ที่ดวงตาเหมือนกำลังจะร้องไห้ ก็พยายามรวบรวมเหล่านักเรียนเข้าด้วยกัน เหมือนอย่างที่คนเป็นอาจารย์ควรทำ.

When everyone was seated, with amazing timing, the maids entered pushing carts. Yeah, real maids! Not like those fat Obaa-sans maids that plagued the earth. These were real and true beautiful woman, beautiful women maids that embodied the dreams of a man.
พอทุกคนนั่งลงกันหมดแล้ว, ด้วยจังหวะอย่างเหมาะเหม็ง เหล่าสาวใช้ก็นำอาหารเข้ามา. ใช้แล้วล่ะ คุณเมดตัวเป็นๆ! ไม่ใช่คุณป้าอ้วนท้วม ที่เห็นกันในโลกที่เราจากมาก. สาวสวยจริงๆของแท้ไม่มีเก้ เมดสาวแสนสวยที่เป็นความฝันของเหล่าท่านชาย.

The majority of the class boys stared at the maids because of their adolescent minds. Though the girls were sending cold glares at them.
นักเรียนชายส่วนใหญ่หันเหสายตาไปยังเหล่าสาวใช้ เพราะจิตใจของวัยอยากรู้อยากเห็น. ถึงพวกนักเรียนหญิงจะมองพวกเขาด้วยสายตาเย็นชาสุดๆก็เถอะ.
Hajime instinctively stares at the maid that comes by his side to serve the drinks…but for some reason he felt a chill down his spine and he fixed his staring. When he faced the direction of the chill, Hajime saw Kaori smiling at him. Hajime decided to stop looking.
ฮาจิเมะ ก็สอดส่องสายตาโดยไม่ได้ตั้งใจ ไปยังสาวใช้ที่มายืนอยู่ข้างๆเขาเพื่อเสิร์ฟน้ำให้... แต่เพราะอะไรไม่รู้ เขาถึงรู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันใด จนต้องละสายตาไปจากคุณเมด. พอหันไปมองยังทิศทางที่ทำให้รู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมานั้น, ฮาจิเมะก็เห็นคาโอริส่งยิ้มมาให้. เขาจึงตัดสินใจเลิกมองทันที. หลังจากที่แน่ใจแล้วว่าทุกคนดื่มน้ำกันหมดแล้ว

Ishtar started his explanation after he confirmed that everyone had gotten a drink.
“I’m sure you are all confused. I will explain first, so please listen till the end before asking any questions.”
อิสทำร์ก็เริ่มทำการอธิบาย. "เราคิดว่าพวกท่านคงกาลังรู้สึกสับสนกันอยู่. เช่นนั้นก็ขอให้เราได้อธิบายก่อน, โปรดจงรับฟังไปจนจบ ก่อนที่จะเอ่ยคาถามสิ่งใด"
After that, Ishtar arbitrarily explained the situation and it seemed like a fantasy.
หลังจากนั้น, อิสทำร์ ก็ได้อธิบายเรื่องราว ที่เป็นเหมือนกับแฟนตาชี อันเพ้อฝัน.
In summary.
First, the world was called Tortus. In this world, there were three major races. Humans, Devils, and demi-humans. The Humans ruled over the north area. The Devils ruled over the south area. The demi-humans lived quietly in the wilderness to the east.
โดยสรุปแล้ว. ก่อนอื่น, โลกนี้ถูกเรียกว่า ทอร์ทัส. ในโลกแห่งนี้, มีเผ่าพันธุ์หลักๆอยู่สามเผ่า. เผ่ามนุษย์, เผ่าปีศาจ และ เผ่ากึ่งมนุษย์. เผ่ามนุษย์ปกครองดินแดนทางตอนเหนือ, เผ่าปีศาจปกครองดินแดนทางตอนใต้ และ เผ่ากึ่งมนุษย์ปกครองดินแดนทางตะวันออก.
Of these, the Humans and Devils have been in a war for several hundred years. When compared a Devil was much stronger than a Human but Humans had the number advantage. Both sides have not been in a large-scale war in a few decades, but they are preparing themselves. Recently there has been abnormal happenings occurring. The deployment of monsters by the Devils.
ในสามเผ่านั้น, เผ่ามนุษย์ กับ เผ่าปีศาจทำสงครามกันมานานหลายร้อยปี. เทียบกันแล้วเผ่าปีศาจนั้นแข็งแกร่งกว่าเผ่ามนุษย์ แต่ทว่าเผ่ามนุษย์นั้นมี จำนวนมากกว่า. ทั้งสองเผ่า ไม่ได้ทำสงครามขนาดใหญ่กันมาหลายทศวรรษแล้ว, แต่ต่างฝ่ายก็กำลังเตรียมพร้อมกันอยู่. ไม่นานมานี้ มีเรื่องไม่ปกติเกิดขึ้น. นั่นคือการเคลื่อนกาลังพลของเหล่ามอสเตอร์โดยเผ่าปีศาจ.

Monsters are said to be a variant of wild animals that took in magic and changed. They were not considered real living organisms. They had the power to mimic peculiar magic that other races used, and this made them powerful and dangerous animals.
มอนสเตอร์นั้นว่ากันว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงของสัตว์ป่าที่รับพลังเวทย์แล้วทำให้เปลี่ยนไป. พวกมันไม่ได้ถูกนับว่าเป็นสิ่งมีชีวิต. ทั้งยังมีความสามารถลอกเลียนเวทย์มนตร์ที่เผ่าพันธุ์อื่นใช้, และ ทำให้พวกมันเป็นสัตว์ที่แข็งแกร่ง และ อันตรายเป็นอย่างมาก.

Until now there were very few people that could tame them. Even if they could be tamed, the tamer could only control 1 or 2 monsters at most. This common thought was completely reversed by the Devils. This meant that the Humans no longer had their number advantage. Now the Human race was facing a crisis.
จนถึงตอนนี้ มีเพียงแค่ไม่กี่คนที่สามารถฝึกมันได้. และถึงแม้จะฝึกได้, ผู้ฝึกก็สามารถควบคุมได้อย่างมากสุด แค่มอนสเตอร์ 1 หรือ 2 ตัวเท่านั้น. เพราะเหตุนี้เผ่าปีศาจจึงเป็นฝ่ายพลิกกระดานกลับ. ซึ่งหมายความว่า มนุษย์ไม่ใช่เผ่าที่มีจำนวนได้เปรียบอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้เผ่าพันธุ์มนุษย์จึงกำลังเผชิญกับวิกฤตอย่างใหญ่หลวง.

“The one to have summoned you here is Eht-sama. He is the god that protect us and the one we worship in the Church of Saints. He is the one that created this world. Most likely Eht-sama realized that if things remained this way the Humans would face destruction. For this reason you were summoned to avoid this future. The world you come from is higher ranked than ours, the people from your world would have exceptional power here. Before the summon, we prayed to Eht-sama. You were the “salvation” that he sent.
"ผู้ที่อัญเชิญพวกท่านมาที่นี่ คือ ท่านเอฮิโตะ. ท่านเป็นพระเจ้าที่คอยปกป้องพวกเรา และ เป็นพระเจ้าที่โบสถ์แห่งนี้ให้การสักการะ. เป็นพระเจ้าผู้สร้างโลกใบนี้. ดูเหมือนว่า ท่านเอฮิโตะนั้นแลเห็นว่าถ้าหากเหตุการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป เผ่าพันธุ์มนุษย์คงต้องสูญสิ้นเป็นแน่แท้. ด้วยเหตุนั้น พวกท่านจึงได้ถูกอัญเชิญมา เพื่อป้องกันอนาคตอันโหดร้ายนั้น. โลกที่พวกท่านจากมานั้นมีระดับสูงกว่าโลกของพวกเรา, เมื่อมายังโลกนี้คนจากโลกที่ท่านจากมาจะมีพลังพิเศษที่เหนือกว่าคนในโลกแห่งนี้. ในยามที่เราสวดอ้อนวอนต่อท่านเอฮิโตะนั้น. พวกท่านคือ "ผู้กอบกู้"ที่พระเจ้าส่งมาให้พวกเรา. "

With your powers, we will overthrow the Devils and save the Humans by the will of Eht-sama.”
ด้วยพลังของพวกท่าน เราจะกวดล้างปีศาจ และ ช่วยเหลือเผ่าพันธุ์มนุษย์ ตามพระประสงค์ของท่านเอฮิโตะ".

Ishtar said this with a very rapt expression. He was most likely recalling what the oracle had told him. More than 90% of Humans followed the teachings of the Church, those who have heard the oracle is often assigned to a position of power.
อิสทาร์พูดแบบนั้นออกมาด้วยท่าทางปราบปลื้มยินดีอย่างมาก. เขาพูดตามคำพยากรณ์ที่ได้ว่าไว้. เผ่าพันธุ์มนุษย์กว่า 90% เขื่อในคำสอนของโบสถ์, คนที่ได้ยินเสียงของเทพยากรณ์จะได้รับตำแหน่งที่เปี่ยมด้วยอำนาจ.
Hajime suspected this so called “Will of God”. He felt that Ishtar was distorting what the world really was and what it faced. People that wanted to protest suddenly appeared. It was Aiko-sensei.
ฮาจิเมะสงสัยในสิ่งที่เรียกว่า ความประสงค์ของพระเจ้าเขารู้สึกว่า อิสทาร์นั้นบิดเบือนในสิ่งที่โลกนี้เป็น และ กำลังเผชิญอยู่. แล้วคนที่ต้องการจะคัดค้านก็โผล่มา คนๆนั้นคือ อาจารย์ ไอโกะ.

“Please don’t joke around! In the end, these children will be fighting in a war! I won’t allow such a thing! I will absolutely not allow such a thing! Please let us return! Surely, their families will be worried about them! What you have done is merely kidnapping!”
อย่ามาพูดล้อเล่นแบบนี้สิคะ! แบบนี้ก็หมายความว่าเด็กๆพวกนี้ต้องไปสู้รบในสงครามน่ะสิ! ฉันไม่อนุญาต! ไม่มีทางยอมให้พวกเด็กๆต้องไปทำเรื่องแบบนั้นเด็ดขาด! ช่วยส่งพวกเรากลับด้วยค่ะ! ครอบครัวของพวกเด็กๆต้องเป็นห่วงอยู่แน่!สิ่งที่พวกคุณทำอยู่นี่มันเป็นการลักพาตัวชัดๆ!”

Aiko-sensei was angry. She was a very popular social studies teacher that was 25 years old. She had a baby like face with her 150 cm height. Her hair was done in a bob cut. For her student’s sake she tried her best and it was very heartwarming. There was often times when the students were protected by her even though her physique was not that adult like.
อาจารย์ ไอโกะ โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ. เธอเป็นอาจารย์สอนวิชาสังคมที่เป็นที่ชื่นชอบของพวกนักเรียน อายุ 25 ปี. เธอมีใบหน้าเหมือนเด็ก กับ ความสูงเพียงแค่ 150 cm. ตัดผมเป็นทรงบ๊อบสั้น. เพื่อนักเรียนของเธอแล้วเธอจะพยายามอย่างสุดความสามารถ เป็นคนที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นใจมาก. ถึงจะมีอยู่บ่อยครั้งที่พวกนักเรียนจะเป็นคนปกป้องเธอก็เถอะ ก็เธอนั้นไม่ได้มีเรี่ยวแรงเหมือนผู้ใหญ่เลยสักนิด.

The students often called her Ai-chan, even if she got angry when they referred to her as such. She was aiming to be a dignified teacher.
พวกนักเรียนมักจะเรียกเธอว่า ไอจัง, ถึงจะทำท่าทางโกรธที่ถูกพวกนักเรียนเรียกแบบนั้น แต่เจ้าตัวก็ตั้งใจจะเป็นอาจารย์ที่ผึ่งผายน่ายกย่อง.

She was angered at the unreasonable summoning and stood up against it. Ah, Ai-chan is trying her best again. There were students who were looking at Aiko-sensei’s admonishment of Ishtar with a fuzzy feeling. The following words from Ishtar froze them.
เธอโกรธเคืองกับการอัญเชิญอันไร้เหตุผล และ ยืนยันที่จะต่อต้านมัน. อา...ไอจัง พยายามเต็มที่เลย. เหล่านักเรียนที่มองดู อาจารย์ไอโกะ ต่อว่า อิสทาร์ ด้วยความรู้สึกที่คลุมเครือ.


“I sympathize with your feelings. Unfortunately we have no way to return you.”

 “เราเองก็เข้าใจในความรู้สึกของท่าน. แต่โชคร้าย ที่พวกท่านไม่อาจจะกลับไปได้แล้ว"
Silence filled the halls. There was a cold air that appeared throughout the whole area. Everyone gaze at Ishtar, not knowing what to say to that.
ความเงียบปกคลุมไปทั่วห้อง. มีบรรยากาศเย็นเยือกทอดผ่านไปทั่วบริเวน. ทุกสายตาจ้องไปยัง อิสทาร์,ทุกคนไม่รู้จะพูดตอบไปยังไงดีกับสิ่งที่ได้ยิน.

“That’s impossible, what do you mean not possible? If you can summon us, you can send us back!”
ไม่จริง..., หมายความว่ายังไงที่ว่ากลับไปไม่ได้? ถ้าพวกคุณอัญเชิญเรามาได้ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องส่งกลับไปได้ด้วยสิ!”
Aiko-sensei shouted out.
อาจารย์ไอโกะ ตะโกนออกมา.
“As I said earlier, it was Eht-sama that summoned you. The magic that interferes with other worlds is a magic we humans cannot use. Whether or not you can return it is left up to Eht-sama to decide.”
อย่างที่เราได้พูดไป, ผู้ที่อัญเชิญพวกท่านมาคือ ท่านเอฮิโตะ. เวทย์ที่ใช้แทรกแซงโลกอื่นนั้นมนุษย์เราไม่สามารถใช้ได้. การจะกลับไปได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่การตัดสินใจของ ท่านเอฮิโตะ

“Such a thing…”
เรื่องแบบนั้นมัน...”
Aiko-sensei lost her strength at that point and dropped into her chair like a stone. The students started to rustle at that.
จุดนั้น อาจารย์ไอโกะ ถึงกับหมดแรง และ ทรุดลงไปยังเก้าอี้ที่เหมือนกับหิน. เมื่อเห็นแบบนั้นพวกนักเรียนก็เริ่มส่งเสียงดังเซ็งแซ่เพราะความตื่นตระหนก.
“Lies! Why can’t we return?”
โกหก! กลับไปไม่ได้งั้นเหรอ?”
“Iyaa. I just want to return!”
ไม่นะ ฉันอยากกลับบ้าน!”
“Don’t even joke about war! Don’t mess with me!”
สงครามงั้นเรอะ!อย่ามาล้อตูเล่นนะโว้ย!”

“Why, Why, Why…”
ทำไม ทำไมล่ะ ทำไมกัน...”
The students started to panic at the situation. Even Hajime was not okay with this. However, being an Otaku he had read many situations like this before. Therefore, he expected these patterns. Since it was not the worst pattern, he was a lot calmer than the other students. Incidentally one of the worst pattern was being summoned to be a slave.
เหล่านักเรียนเริ่มหวาดกลัวต่อสถานการณ์. แม้แต่ฮาจิเมะเองก็รู้สึกไม่ดีเช่นกัน. ถึงอย่างนั้น เพราะการที่เป็นโอตาคุ เขาจึงเคยอ่านเรื่องเกี่ยวกับสถานการณ์แบบนี้มาก่อนไม่น้อย. เพราะอย่างนั้นถึงคาดหวังกับสถานการณ์ในรูปแบบนี้อยู่บ้าง. เพราะมันไม่ใช่กรณีที่เลวร้ายที่สุด, ฮาจิเมะจึงดูสงบใจเย็นกว่านักเรียนคนอื่นๆ. เพราะว่าในกรณีที่เลวร้ายที่สุดนั้นคือการถูกอัญเชิญไปเป็นทาสนั่นเอง.

While everyone was taken off guard, Ishtar was just calming watching the students’ reactions and choose to let it flow naturally. However, Hajime could see that behind that calm expression there was contempt for them. The priest was probably thinking that they should be honored to be picked by Eht-sama.
ในขณะที่ทุกคนไม่ตั้งตัวอยู่นั้น, อิสทาร์ก็มองดูการตอบสนองของเหล่านักเรียนอย่างใจเย็น และ ปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปตามธรรมชาติ. ถึงอย่างนั้น ฮาจิเมะก็มองเห็นภายใต้การแสดงออกอย่างสงบของเขานั้นมีความรู้สึกถึงการดูถูกเหยียดหยามซ่อนไว้อยู่.

Still, the panic did not settle down. Kouki at this moment stood up and slam the table with a bang. This sound surprised the students and got their attention. When he confirmed that he had everyone’s attention, Kouki began to talk.
กับความสับสน อลหม่าน ที่ดูจะไม่สงบลงง่ายๆ. ในเวลานั้น โคคิได้ลุกยืนขึ้น และ ทุบมือลงบนโต๊ะเป็นเสียงดัง. เสียงกระแทกนั้นทำให้พวกนักเรียนตกใจและหันความสนใจไปที่โคคิ. พอเห็นว่าทุกคนหันมาสนใจเขากันหมดแล้ว, โคคิก็เริ่มพูด.

“Everyone, there is no reason to make so much noise in front of Ishtar-san. He had nothing to do with it. …Me, I’m going to fight. The humans of this world are facing a crisis, that is a fact. Knowing that, I cannot ignore their pleas for help. If I was summoned to save humans, we may be able to return after we have saved them. Ishtar-san, how about it?”
ทุกคน, ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องไปทำตัวแตกตื่นต่อหน้า คุณ อิสทาร์หรอก. เขาไม่มีส่วนต้องรับผิดชอบกับเรื่องนี้...ฉันน่ะ จะสู้. มนุษย์ในโลกนี้กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤต, นั่นเป็นความจริง. ถ้ารู้อย่างนั้นแล้ว, ฉันก็คงไม่อาจจะเพิกเฉยต่อคำขอร้องให้ช่วยเหลือของพวกเขาได้. ถ้าฉันถูกอัญเชิญมาที่นี่เพื่อช่วยเหลือเหล่ามวลมนุษย์แล้วล่ะก็, ถ้าหากทำสำเร็จพวกเราอาจจะกลับไปได้ก็เป็นได้. คุณ อิสทาร์ เห็นเป็นอย่างไรบ้าง?”
“Right, Eht-sama will answer the wishes of the Saviors.”
ถูกต้องแล้ว, ท่านเอฮิโตะนั้นจะต้องตอบรับคำขอของผู้กอบกู้อย่างแน่นอน

“We all have special powers right? Since I came here I’ve been feeling this sense of power.”
พวกเรามีพลังพิเศษสินะ? ตั้งแต่ที่มาถึงที่นี่ ฉันก็รู้สึกได้ถึงพลังแปลกๆในตัว

“Yes, that’s right. Roughly, each of you have power that is several times higher than the people from this world.”
ใช่แล้ว, เป็นเช่นนั้น. โดยคร่าวๆแล้ว, พวกท่านทุกคนจะมีพลังเหนือกว่าผู้คนจากโลกนี้หลายเท่า

“Then it’s okay. I’ll fight. I’ll save the people, and then we can all go home. I’ll save the world and everyone, you’ll see!”
งั้นก็ดี. ฉันจะสู้. จะช่วยเหลือผู้คน, แล้วพวกเราจะได้กลับบ้าน. ดูไว้เถอะ! ฉันจะเป็นคนช่วยโลกนี้ และ ทุกคนเอง

Kouki gripped his fist tightly as he declared this. Vainly, Kouki showed his bright smile that sparkled. At this moment, there was no doubt that his EX charisma was very effective. The students that earlier had an expression of despair began to regain calmness and vigor. Kouki’s eyes that shined so brightly, seemed to have found hope in this situation. Half of the school girls sent admiring glances at him.
โคคิกำหมัดแน่น ประกาศคำพูดนั้นออกไป. ทั้งเผยรอยยิ้มอันเจิดจ้าอย่างทรนง. ในเวลานี้ ความสามารถในการดึงดูดใจผู้คนของโคคินั้น ดูจะได้ผลเป็นอย่างมาก. เหล่านักเรียนที่ก่อนหน้านี้มีสีหน้าของความสิ้นหวัง ก็เริ่มใจเย็น และ ฮึกเหิมขึ้นมา. ดวงตาของโคคิที่ฉายแววเป็นประกายเจิดจ้า, ดูจะทำให้มองเห็นความหวังในสถานการณ์ที่สิ้นหวังนี้. ครึ่งหนึ่งของพวกนักเรียนหญิงมองดูเขาด้วยสายตาชื่นชม.


“I thought you would say something like that. If you were to do it alone, I would worry about you. I’ll also fight.”
นึกแล้วว่านายจะพูดอะไรแบบนั้น. ถ้าปล่อยให้นายทำคนเดียวมันก็น่าเป็นห่วง ฉันก็จะสู้ด้วย

“Ryutaro”
เรียวทำโร่

“At this moment that is all we can do. It’s not like I hate it, I’ll fight too.”
ในเวลาแบบนี้ สิ่งที่พวกเราจะทำได้ก็มีแค่เรื่องเดียว. แล้วก็ใช่ว่าฉันจะเกลียดอะไรแบบนี้, ฉันเองก็จะสู้ด้วย

“Shizuku”
ชิซึกุ
“Eh, If Shizuku-chan is going, I’ll try my best.”
เอ่อ ถ้า ชิซึกุจังก็เอาด้วย, ฉันเองก็จะพยายามจ้ะ
“Kaori.”
คาโอริ
The usual group of 4 agree with Kaori. The rest of the classmates seem to approve and went with the flow. Aiko-sensei tried to argue against it with watery eyes, but against Kouki’s display it was useless.
กลุ่มของทั้ง4 คนเหมือนเคย ก็เห็นด้วยกับ คาโอริ. เพื่อนร่วมชั้นที่เหลือเองก็ดูจะเห็นด้วย และ ตามน้ำกันไป. อาจารย์ไอโกะ พยายามจะพูดโต้แย้งในเรื่องนั้นด้วยดวงตาที่เหมือนจะร้องไห้, แต่ต่อหน้า การแสดงออกของโคคิแล้ว มันไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง.


After all, it seemed that everyone was going to participate in the war. Most likely the classmates did not truly understand what it was meant to go to war, they were just fantasizing it. Most likely they agreed as a mechanism to escape the grim reality they were in, or else their spirits might have caved at the surreal situation. Hajime just observed Ishtar while thinking these things. The priest had a very satisfied expression on his face.
ท้ายที่สุดแล้ว, ดูเหมือนว่าทุกคนจะเข้าร่วมในสงคราม. ถึงส่วนใหญ่ดูจะไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าการไปร่วมสงครามนั้นมันหมายความว่าอะไร, พวกเขาได้แค่จิตนาการเกี่ยวกับมัน. เหล่านักเรียนส่วนใหญ่เห็นด้วยนั้น ก็เพื่อใช้มันเพื่อหลีกหนีความเป็นจริงอันโหดร้ายที่พวกเขาเผชิญ ไม่อย่างนั้นแล้วจิตใจของพวกเขาคงจะต้องแตกสลาย เพราะสถานการณ์อันเหลือเชื่อนี้เป็นแน่.

Hajime noticed it though. While Ishtar was giving the explanation, he observed Kouki, he confirmed what reaction they would have to the story. With Kouki’s strong sense of justice, it was easy to see his reaction to the tragedy that would befall humans. After he just told them about the ruthlessness of the Devils, Ishtar specifically emphasized the cruelty. Ishtar probably had good insight. He was wondering who had the most influence in the group.
ฮาจิเมะจับตาคอยสังเกต อิสทาร์ ในขณะ ที่ครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้. นักบวชเฒ่าแสดงสีหน้าพึงพอใจอย่างยิ่งออกมา. ฮาจิเมะก็รู้สึกได้ถึงสีหน้านั้น. ขณะที่ อิสทาร์กาลังอธิบายเรื่องราวต่างๆ, ก็สังเกตดูโคคิ, เพื่อยืนยันปฏิกิริยาของเหล่านักเรียนที่มีต่อเรื่องราวที่เขาอธิบาย. ด้วยการที่โคคิมีสานึกต่อความยุติธรรมสูงลิบ, จึงเป็นเรื่องง่ายมากที่จะมองเห็นปฏิกิริยาของเขาต่อภัยพิบัติที่จะบังเกิดแก่มนุษย์. หลังจากที่อิสทาร์เล่าถึงความโหดเหี้ยมของเผ่าปีศาจ, ทั้งเน้นย้ำในเรื่องของความโหดร้ายทารุณ. อิสทาร์ ลึกๆอาจจะเป็นคนดีก็ได้. ใน ขณะที่เล่าเขาก็สำรวจดูว่าใครที่เป็นคนที่มีอิทธิพลที่สุดในกลุ่ม.


It was probably natural for someone in the world’s largest religion, but what a tricky person. Hajime added Ishtar as someone to be careful of in his head.
มันอาจจะเป็นเรื่องปกติสาหรับคนที่อยู่ในลัทธิที่ใหญ่ที่สุดในโลก, แต่ว่านะ เขาเป็นคนที่เหลี่ยมจัดจริงๆ. ฮาจิเมะเพิ่มอิสทาร์ลงไปในรายชื่อคนที่ควรระวังเอาไว้ภายในหัว.

* * *
The one waiting for them after the summon was not a priestess or princess, but a really old guy!
คนที่รอพวกเราอยู่ หลังจากการอัญเชิญนั้น ไม่ใช่ ทั้งนักบวช หรือ เจ้าหญิงผู้งดงาม แต่ดันกลายเป็นตาแก่หงำเหงือกซะนี่!


#นิยายแนวฮาเร็ม#Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou #นิยายแปลไทย
Author(s)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น