วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou (WN) Chapter 05 Trap

Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou (WN)  Chapter 05 Trap

นิยาย แปลไทย Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou ตอนที่  05 กับดัก


บทที่ 05 กับดัก


Currently, Hajime and party is gathered around the square just in front of the Orcus Dungeon entrance.
ตอนนี้ ฮาจิเมะ กับ พวกนักเรียนคนอื่นๆ มารวมตัวกันอยู่ ลานกว้างหน้าทางเข้า ของ [ออร์คัสดันเจี้ยน]

For Hajime, he imagined a dark gloomy entrance, but the entrance looked like the entrance to a museum, heck it even had a reception desk for the entrance. There was a smiling Onee-san in uniform that was checking people who entered and left the dungeon. Apparently, this was the place people checked in with their Status Plate. Using those figures, they could record who perished in the dungeon. With the war nearing, they did not want too many casualties.
สำหรับตอนแรกนึกว่าจะเป็นทางเข้าที่ดูมืดๆดูน่ากลัวๆ แต่นี่มันเหมือนกับทางเข้าพิพิธภัณฑ์เลย. มีกระทั่งโต๊ะต้อนรับตั้งอยู่หน้าทางเข้า. ที่ตรงนั้นมีคุณพี่สาว สวมเครื่องแบบ ก็กำลังตรวจดูคนเข้า คนออก จากดันเจี้ยน ด้วยรอยยิ้ม. ดูเหมือนว่าที่นี่จะเป็นสถานที่ที่คนเขาใช้เช็คอินด้วยแผ่นการ์ดสเตตัส ก่อนเข้าดันเจี้ยน. ด้วยวิธีนี้ จะทำให้สามารถบักทึกคนหายไปในดันเจี้ยนได้. เพราะการที่สงครามใกล้เข้ามา, เลยไม่อยากให้มีคนบาดเจ็บหรือล้มตายด้วยอุบัติเหตุในดันเจี้ยนมากนัก.


In the square near the entrance, there were many stalls there lined up. The shops were competing against each other. It was like a festival. This place was a popular area to earn a good income because people naturally gathered here. The superficial levels of the Dungeon was popular. There were many people who wanted to challenge the Dungeon, some took it seriously while others just fooled around with their lives. There seemed to be a lot of criminal activity in the back alley near the Dungeon. The country, with help from the adventurer guild, have establish operations and facilities to limit the crimes because of the pending war. This was very useful because you can buy and sell material here, and it was close to the Dungeon.
ที่ลานหน้าประตู, มีร้านต่างๆตั้งเรียงรายกันอยู่. พวกร้านค้าต่างๆก็แข่งขันกัน ราวกับเป็นงานเทศกาล. เพราะการที่มีคนมากมายมารวมตัวกันในที่แห่งนี้, มันจึงเป็นสถานที่ที่นิยมแก่การหารายได้เข้ากระเป๋า. ชั้นที่ไม่ลึกมากของดันเจี้ยนจะเป็นที่นิยมมาก. มีคนหลากหลายประเภทที่เข้ามาท้าทายในดันเจี้ยน, บางคนก็มาด้วยเหตุผลที่จริงจัง ในขณะที่บางคนก็มาเพื่อเที่ยวเล่น. ในตรอกซอยต่างๆใกล้ดันเจี้ยนมักจะมีการก่ออาชญากรรมเกิดขึ้นอยู่เนื่องๆ. ด้วยเหตุที่ประเทศกำลังอยู่ในช่วงใกล้สงคราม จึงได้อาศัยความร่วมมือกับ กิลด์ของนักผจญภัย โดยการวาง ร้านอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อลดอาชญากรรมต่างๆที่เกิดขึ้นในดันเจี้ยน. ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะทำให้สามารถซื้อขาย วัตถุดิบได้ที่นี่ แล้วยังใกล้กับดันเจี้ยนอีกด้วย.

While the class was looking around like some bumpkins, they followed the duck-like mount behind Meld.
* * *
ขณะที่เดินตามหลัง เมลด์ เข้าไปในดันเจี้ยน, พวกนักเรียนก็ส่งสายตามองไปรอบๆเหมือนเด็กบ้านนอกเข้าเมืองกรุง, * * *

The inside of the Dungeon was totally different to the bustling of the outside. There is not much ambient light, but in front was a passage that emitted light. The passage was about 5 m high and wide, it was possible to see to some extent even without any magical light or torches. Special green stones, that were buried in the walls, emitted light to brighten the dungeon. Orcus Dungeon seemed like it had a huge vein of these green stones.
บรรยากาศภายในดันเจี้ยน แตกต่างจากข้างนอกที่มีเสียงเอะอะอึกทึก ราวกับเป็นเหรียญคนละด้าน. รอบๆบริเวณไม่ค่อยมีแสงสว่างมากเท่าไรนัก, แต่ข้างหน้าทางเดิน ก็มีแสงของโคมไฟสลัวๆอยู่. ถึงไม่ต้องใช้แสงจากเวทย์มนตร์ หรือ คบเพลิง ก็ยังพอจะมองเห็นได้. หินผลึกสีเขียวพิเศษ ถูกฝังอยู่ตามกำแพง, ทั้งยังเปล่งแสงออกมาเพื่อทำให้ภายในดันเจี้ยนสว่างขึ้น. ดูเหมือนภายใน[ออร์คัสดันเจี้ยน]จะมีหินผลึกสีเขียวพวกนี้อยู่เต็มไปหมด.

The party organized into rank and progressed forward. For a while, nothing of interest happened till they advanced into a hall. The hall was dome shaped and the ceiling looked to be around 7-8 m high. Gray fluffy balls gushed out from the cervices of the wall.
ปาร์ตี้ถูกจัดตามระดับ และ ความคืบหน้าจากการฝึก. การสำรวจยังคงไม่มีอะไรน่าสนใจจนกระทั่งไปถึงห้องโถง. เป็นห้องโถงมีลักษณะเป็นโดม มีเพดานที่ดูจะสูงราวๆ 7 ถึง 8 เมตร. แล้วบอลขนปุยสีเทา ก็พากันพุ่งตัวออกมาจากรูตามกำแพง.

“Okay, Kouki and group step forward. Anyone else fall back! We will take shifts for the front-line. Get ready! These monsters are called Ratmen. They are that strong or dangerous, but they are quick. Take it steadily.”
"เอาล่ะ กลุ่มของโคคิก้าวมาข้างหน้า. คนอื่นๆถอยไปอยู่แนวหลัง! พวกเราจะเคลื่อนไปที่แนวหน้าเอง. เตรียมตัวให้พร้อม! มอนสเตอร์พวกนี้ เรียกว่า "แรทแมน". ถึงจะไม่ค่อยแข็งแกร่ง หรือ เป็นอันตรายอะไรมากนัก แต่เจ้าพวกนี้เคลื่อนไหวเร็วมาก. อย่าประมาทล่ะ!"

Just like he said, the Ratmen jumped at them with speedily. Their scarlet eyes shined eerily between their gray hair. Their name suited them. Ratmen were bipedal and had a muscular upper body, and they had mouse-like features. Only their chest and abdomen, which had an 8 pack, was not covered in hair. It was like they were showing off their abs.
พอพูดจบ, พวก"แรทแมน" ก็กระโจนเข้าใส่พวกเขาอย่างรวดเร็ว. ดวงตาที่อยู่ระหว่างขนสีเทาของพวกมันเป็นประกายใสสีแดงเข้ม. เหมือนกับชื่อ "แรทแมน" ของพวกมัน เจ้าพวกนี้ยืนด้วยสองเท้า ลำตัวด้านบนมีกล้ามเป็นมัดๆ, มีรูปร่างคล้ายพวกหนู. มีแค่ส่วนหน้าอก และ กล้ามท้อง 8 แพค ที่ไม่มีขนปกคลุม.ราวกับว่าอยากจะอวดกล้ามของตัวเองให้เห็นยังไงยังงั้น.


The front-line was comprised of Kouki and his party. When Shizuku, who was at the front, saw the enemy her face stiffen up. The Ratmen gave off a creepy feeling. Kouki, Shizuku, and Ryutaro intercepted the charging Ratmen. Meanwhile, two girls that were close to Kaori started to chant. The girls were Nakamura Eri the meganekko, and Taniguchi Suzu the energetic loli. They prepare to invoke their magic. They stayed in the formation they were taught.
แนวหน้านั้นประกอบได้ด้วย โคคิ กับ ปาร์ตี้ของเจ้าตัว. พอชิซึกุ ที่อยู่ข้างหน้า มองเห็นศัตรู สีหน้าของเธอก็ตึงเครียดขึ้น. "แรทแมน"นั้นทำให้เธอรู้สึกขนลุกขึ้นมาเพราะความขยะแขยง. โคคิ, ชิซึกุ และ เรียวทาโร่ ช่วยกันต้านการบุกของพวก "แรทแมน"เอาไว้. สักพักหนึ่ง สองคน ที่ยืนอยู่ใกล้กับโคคิ ก็ร่ายเวทย์ขึ้นมา. คนหนึ่งคือสาวแว่น นากามุระ เอริ อีกคนคือ ทานิกุจิ ซึสึ สาวน้อยโลลิผู้ร่าเริง. ทั้งคู่ร่ายเวทย์ของตัวเองออกมา โดยที่ยืนในตาแหน่งฟอร์เมชั่น ตามที่เคยฝึก.

Kouki wielded his white shining bastard sword so quickly that it was hard to see the motions, he quickly made short work of a few enemies. His sword was one of the artifacts that the Kingdom gave to him, the “Holy Sword”. The sword had a light attribute. Any enemies caught in the light, that the sword produces, weakens and it also automatically strengthens its wielder. Even if it is “Holy”, it has such “dirty” abilities.
โคคิ ตวัดดาบสีขาวสว่างจ้าของตัวเองอย่างรวดเร็วจนแทบจะมองตามการเคลื่อนที่ของตัวดาบไม่ทัน, จัดการกับศัตรูสองสามตัวไปได้อย่างง่ายดาย. ดาบของโคคิ เป็นหนึ่งในอาร์ติแฟคที่ทางอาณาจักรมอบให้ ชื่อของมันคือ "ดาบศักดิ์สิทธิ์" เป็นดาบธาตุแสง. ศัตรูที่ถูกแสงของดาบจะทำให้อ่อนแอลง และ ยังเพิ่มพลังในการกวัดแกว่งดาบให้แก่ผู้ใช้โดยอัตโนมัติ. ถึงแม้จะเป็นดาบ"ศักดิ์สิทธิ์" แต่ก็มีความสามารถที่ "สกปรก" เสียจริง.


Ryutaro’s class was a “Fist Fighter”, so he used gauntlets and shin guards as his equipment. These were also artifacts, and they could cause shock-waves. They were also believed to be unbreakable. Ryutaro takes a imposing stance and does not let any enemy pass by him with carefully placed kicks and punches. Though he had no shield, he acted like a heavy armored tank.
อาชีพของเรียวทาโร่คือ "นักสู้มือเปล่า" เพราะอย่างนั้นเจ้าตัวถึงได้ใช้ [สนับมือ] และ [สนับแข้ง] เป็นอุปกรณ์สวมใส่. อุปกรณ์พวกนี้เองก็เป็นอาร์ติแฟค, มันสามารถสร้างคลื่นกระแทกออกมาได้. ทั้งยังเชื่อกันว่าเป็นอุปกรณ์ที่ไม่สามารถทำลายได้. เรียวทาโร่ ตั้งท่ายืนอย่างน่าเกรงขาม และ ใช้หมัด พร้อมลูกเตะ สกัดกั้นไม่ยอมปล่อยให้ศัตรูผ่านไปได้. ถึงจะไม่มีโล่ แต่เจ้าตัวก็ทำหน้าที่ได้อย่างกับเป็นตัวรับการโจมตีที่สวมอาวุธหนักครบมือยังไงยังงั้น.


Shizuku, who was like a Samurai girl, with her “Swordswoman” class and sword that was like the mixture of a Shamshir and a Katana. Took a battojutsu stance and drew her sword. All the enemies were cut in an instant. The draw was so refined, that the knights were dazzled by it.
ชิซึกุ ที่เป็นเหมือนกับซามูไร อาชีพของเธอคือ "นักดาบหญิง" และ มีดาบที่เหมือนเป็นการผสมผสานระหว่างดาบแชมเชอร์ (Shamshir) กับ ดาบซามูไร เป็นอาวุธ. เธอยืนด้วยท่าร่างอิไอ เพื่อชักดาบ. ศัตรูถูกตัดในเสี้ยวพริบตา. เป็นการชักดาบที่งดงามยิ่ง กระทั่งเหล่าอัศวินที่ได้เห็นต่างก็ต้องตกตะลึง.

While the other students were fascinated by Kouki’s party’s battle, a chant resounded.
ขณะที่พวกนักเรียนกำลังทึ่งกับ การต่อสู้ของกลุ่มโคคิ, เสียงร่ายเวทย์ก็ดังขึ้น.

“””Swirling Dark Flames, Incinerate My Enemies, Return them to the Earth as Ashes, “Spiral Flame”.”””
"""เพลิงทมิฆจงหมุนวน แผดเผาศัตรูแห่งข้า ให้เป็นเถ้าธุลี คืนกลับสู่ผืนดิน""", [[[สไปรอลเฟรม]]] (เพลิงหมุนวน)

Three people simultaneously casted it, and three spiraling flames engulfed the Ratmen. The Ratmen gave out a death cry as the flames turned them to ashes.
มีสามคนร่ายเวทย์ขึ้นมาพร้อมกัน, พายุเพลิงสามลูกกลืนกินเหล่า"แรทแมน".  เหล่าแรทแมนส่งเสียงร้องแห่งความเจ็บปวด ในขณะที่เปลวเพลิงเผาพวกมันจนเป็นเถ้าถ่าน.

They noticed that all the Ratmen were wiped out. The other students didn’t get a turn. It seemed like that the enemies on the first level were too weak for Kouki’s party.
เหล่า"แรทแมท"ถูกกำจัดไปจนหมด. พวกนักเรียนคนอื่นไม่มีโอกาสได้ออกโรงเลย. ดูเหมือนว่าศัตรูในชั้นแรกจะกระจอกเกินไปสำหรับกลุ่มของโคคิ.

“Yeah, Good Job! Next time you guys try it, don’t lower your guard though.”
"ทำได้ดีมาก! ครั้งต่อไป พวกที่เหลือก็ลองสู้ดูบ้าง. แต่อย่าลดการป้องกันลงโดยเด็ดขาด"

Meld warned not to let up, but he smiled at the prowess the students showed. However, the tension from their first experience at encountering monsters in a dungeon could not be stopped. The students faces broke out into smiles. Meld just shrugged his shoulders at their reactions.
เมลด์ย้ำไม่ให้ชะล่าใจ, แต่ก็ยิ้มยินดีต่อพลังที่พวกนักเรียนได้แสดงออกมาให้เห็น. ถึงอย่างนั้น ความตื่นเต้นจากการประสบการณ์ต่อสู้ชนะมอนสเตอร์ในดันเจี้ยนเป็นครั้งแรก ก็ไม่อาจจะหยุดลงได้. ใบหน้าของพวกนักเรียนเต็มไปด้วยรอยยิ้ม. เมลด์ก็ได้แต่ยักไหล่ต่อปฏิกิริยาที่เหล่านักเรียนแสดงออกมา.

“Although this is a training exercise, don’t forget to keep in mind about Magic Stones. Since it’s obviously overkill.”
"ถึงนี่จะเป็นเพียงแค่การฝึกซ้อม, แต่อย่าลืมจำเรื่องเกี่ยวหินเวทย์มนต์เอาไว้ให้ดี. เพราะผลจากการร่ายเวทย์เมื่อครู่ทำให้เห็นว่า เป็น [1]โอเวอร์คิล"
[1] Over kill การใช้พลังที่มากเกินจำเป็นในการฆ่าศัตรูที่กำจัดได้ง่ายๆด้วยเวทย์หรือการโจมตี

At Meld’s words the people in Kaori’s group that casted the spell blushed.
ต่อคำพูดที่เมลด์กล่าว คนในกลุ่มของโคคิที่เป็นคนร่ายเวทย์ก็เขินด้วยความอาย.

There were no particular problems from there, they repeated battles in the same manner. Everything was going well in the lower levels. Eventually, they arrived at the 20th floor, which is the mark of a first-class adventurer. The highest level explored was the 65th floor for Orcus Dungeon. This achievement was done by adventurers over 100 years ago. Getting to the 40th level is considered Elite first-class. Those who passed the 20th level was considered first-class. Since all the students were cheats, they easily broke through to the 20th level, even if they did not have much experience.
ดูเหมือนว่าจะไม่มีปัญหาอะไร, พวกนักเรียนทำการต่อสู้ด้วยลักษณะเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก. ในชั้นแรกๆทุกอย่างดูจะยังเป็นไปได้ด้วยดี. ในที่สุด พวกฮาจิเมะก็มาถึงชั้นที่ 20, ซึ่งถูกลงความเห็นว่าเป็นชั้นสำหรับ นักผจญภัยชั้นหนึ่ง. ชั้นที่สูงที่สุดที่เคยมีการสำรวจสำหรับ[ออร์คัสดันเจี้ยน] คือ ชั้นที่ 65. ความสำเร็จนี้คือสิ่งที่นักผจญภัยเมื่อ 100 ปีก่อน เคยทำเอาไว้. การที่ไปถึงชั้น 40 ได้ก็จะถือว่าเป็น นักผจญภัยระดับหัวกะทิ. ผู้ที่ผ่านชั้น 20 ไป จะนับว่าเป็น นักผจญภัยชั้นหนึ่ง. เพราะการที่พวกนักเรียนเกือบทั้งหมดล้วนเป็นตัวละครโกง, พวกเขาจึงสามารถผ่านชั้น 20 ไปได้อย่างง่ายดาย. ถึงจะไม่ได้มีประสบการณ์อะไรมากนักก็ตาม.

Traps were the scariest feature of a Dungeon. In some instances, the traps were lethal. There was something called Fair Scope for the lower levels. This is a gadget that detected traps by feeling flow of magic. Because most traps in a dungeon use magic, the Fair Scope can detect more than 80% of traps. The detecting range is somewhat narrow, so experience or information was needed to progress smoothly.
กับดักคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในดันเจี้ยน. ในบางกรณี การติดกับดัก หมายถึงความตาย. ในชั้นที่ไม่ลึกมากจะมีสิ่งที่เรียกว่า อุปกรณ์ตรวจจับอยู่. มันเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ตรวจหากับดักโดยการรับรู้ถึงการไหลของเวทย์มนตร์. เพราะการที่กับดักส่วนใหญ่ในดันเจี้ยนขับเคลื่อนด้วยพลังเวทย์ อุปกรณ์ ตรวจจับจึงสามารถตรวจหากับดักได้แน่นอนถึง 80%. ระยะของการตรวจจับนั้นค่อนข้างจะสั้น, เพราะอย่างนั้น ข้อมูลข่าวสาร และ ประสบการณ์จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อทำให้การสำรวจเป็นไปได้ด้วยดี.

Therefore, they were able to quickly breeze through the floors. This was mainly because of how earnestly the Knights guided them. Meld especially mentioned to them that if they did not know the layout, check for the traps. If they were not sure if traps were around, move with caution.
ด้วยเหตุนั้น พวกเขาจึงสามารถผ่านชั้นต่างๆไปได้อย่างง่ายดาย. หลักๆก็เป็นเพราะว่าได้รับคำแนะนำที่ดีจากเหล่าอัศวิน. เมลด์ บอกให้รู้ว่า ถ้าหากเป็นสถานที่ที่พวกของเมลด์ไม่คุ้น ให้ทำการตรวจหากับดักไว้ก่อน. ถ้าไม่รู้ว่ามีกับดักอยู่รอบๆหรือไม่ ก็ให้เคลื่อนไหวอย่างระมัดระวัง

“All right, you guys. From this point on, not only will there be other types of demons but they will work together to attack us. Do not get careless just because it had been easy so far! After we clear the 20th level, it will be it for today! Get fired up!”
"
เอาล่ะ, ทุกคน. จากจุดนี้ไป, ไม่ใช่แค่ประเภทของมอนสเตอร์ที่จะเปลี่ยนไป แต่เจ้าพวกนั้นยังร่วมมือกันจู่โจมอีกด้วย. อย่าได้ประมาทเพียงเพราะว่าผ่านมาจนถึงตอนนี้  สามารถผ่านมาได้อย่างง่ายดาย! หลังจากที่เคลียร์ชั้น 20 นี่เสร็จ วันนี้เราก็จะหยุดพักกันแค่นี้! พยายามเข้า!"


Meld’s undertone in his message resounds with everyone. Up to this point, Hajime had not done anything in particular. Once, he practiced on a monster that the knights had weakened. He created a pitfall for the monster to fall into, and stabbed it with a sword. Until now, he had only defeated one dog-like monster.
ในข้อความจากคำพูดของเมลด์ที่ส่งถึงพวกนักเรียนสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลอยู่. จนถึงตอนนี้ ตัวฮาจิเมะแทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย, มีแค่บางครั้งบางคราวที่ไปจัดการกับมอนสเตอร์ที่พวกอัศวินทำให้มันอ่อนแอลง. โดยการสร้างหลุมกับดักให้พวกมอนสเตอร์ตกลงไป แล้วแทงมันด้วยดาบ. จนถึงตอนนี้ สามารถจัดการกับมอนสเตอร์คล้ายๆสุนัข ไปได้แค่ตัวเดียวเอง.

No one wanted him in their party. Basically, he just stood behind the cover provided by the knights. It was pretty pathetic. However, by repeatedly using his “Synergy” skill in combat he could improve his magical power. His magical power raised by 2 points, it seemed actual combat was useful.
ไม่มีใครอยากให้ฮาจิเมะเข้าร่วมปาร์ตี้ด้วยสักคน. ทำให้เขาทำได้แค่ยืนอยู่ข้างหลังให้พวกอัศวินคอยปกป้อง. น่าสมเพชจริงๆ. แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น การใช้ ทักษะ"แปรรูป" ซ้ำไปซ้ำมา ในการต่อสู้ ก็ทำให้ค่าพลังเวทย์เพิ่มขึ้นมา. ดูเหมือนว่าการได้ต่อสู้จริงจะเป็นประโยชน์ไม่น้อย.

(Still, I’m totally a parasite player…)
(แต่ถึงอย่างงั้น ฉันนี่มันก็เป็นตัวละครกาฝากชัดๆ...)

Again, a weakened monster was thrown to Hajime by the Knight that weakened it. When it approached, Hajime transmuted the ground and breathed out a sigh. With it restrained, Hajime swung his sword to strike down the monster.
อีกครั้ง, มอนสเตอร์ที่ถูกทำให้อ่อนแอลง จะถูกโยนมาให้ โดยอัศวินที่อยู่ด้านหน้า. พอมอนสเตอร์เข้ามาใกล้ ฮาจิเมะก็แปรรูปพื้น แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา. เพราะความอึดของมอนสเตอร์ จึงต้องใช้ดาบฟันให้มันล้มลงอีกที.

(Well, it seems like my precision with transmutation has gone up. Let’s do our best step-by-step.)
(ดูเหมือนว่า ความแม่นยำในการแปรรูปจะเพิ่มขึ้นด้วยล่ะ. แบบนี้มาพยายามไปทีละขั้นดีกว่า)

He consumed a magic replenishing pill, as he wiped the sweat of his brow. Hajime had not noticed, but there were some knights that were impressed with him.
เมื่อพลังเวทย์หมด ฮาจิเมะก็กลืนเม็ดยาฟื้นฟูพลังเวทย์เข้าไป ในขณะที่เช็ดเหงื่อออกจากหน้าผาก. ถึงจะไม่รู้สึกตัว แต่ก็มีอัศวินจานวนหนึ่งที่รู้สึกประทับใจในตัวเขาอยู่.

The knight did not expect anything from him in the beginning. In battle however he dared to fight against the demons and do not just stand around. Of course, weakened monsters.
ตั้งแต่แรกพวกอัศวินก็ไม่ได้หวังอะไรกับฮาจิเมะอยู่แล้ว. ถึงอย่างนั้นในการต่อสู้ ฮาจิเมะก็ยังกล้าต่อสู้เผชิญหน้ากับมอนสเตอร์ โดยที่ไม่ยอมยืนอยู่เฉย.แน่นอน,ถึงจะเป็นแค่มอนสเตอร์ที่อ่อนแอก็เถอะ.

For the knights, they thought Hajime would fight using his barely used sword. Hajime choose to use his transmutation to seal their movements. He brought down decisive blows on the monsters with a reliably strategy that the Knights had never seen before. “Synergist” was considered as a crafting class. They had never thought of using the transmutation skill like that in combat.
สำหรับพวกอัศวินแล้ว, พวกเขาคิดว่า ฮาจิเมะจะสู้โดยใช้เพียงแค่ดาบ. แต่ทว่าเขากับเลือกใช้การแปรรูปเพื่อผนึกการเคลื่อนไหวของมอนสเตอร์. แล้วลงปิดบัญชีกับพวกมอนสเตอร์ด้วยกลยุทธ์ที่เหล่าอัศวินไม่เคยเห็นมาก่อน. "การแปรรูป" ถูกมองว่าเป็นแค่อาชีพสายช่างฝีมือ. พวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะนำมาใช้ในการต่อสู้ได้แบบนี้.

Since he did not have anything else, Hajime thought about transmuting his weapon. He thought that if he could manipulate minerals, why can’t he manipulate the ground? Since he was surrounded by so many strong people, and him just defeating a few, he felt useless. This was his first public exhibition of his tactic. When his impotence was shown in the combat training in the capital, he came up with this tactic.
เพราะไม่มีทักษะอะไรอื่นอีก, ฮาจิเมะจึงคิดจะใช้ทักษะแปรรูปของตนในฐานะอาวุธ. พอคิดว่าตัวเองสามารถเปลี่ยนแปลงพวกแร่ต่างๆได้, แล้วทำไมจะแปรรูปพื้นไม่ได้ล่ะ? เพราะการที่คนรอบข้างล้วนมีแต่คนแข็งแกร่ง, ฮาจิเมะจึงจัดการมอนสเตอร์ได้เพียงไม่กี่ตัว, จึงทำให้รู้สึกว่าตัวเองมันไร้ประโยชน์สิ้นดี. นี่เป็นครั้งแรกที่เขาแสดงกลยุทธ์การต่อสู้ให้คนอื่นเห็น. เพราะความอ่อนแอที่แสดงให้เห็นจากการฝึกที่เมืองหลวง, ฮาจิเมะจึงได้คิดค้นกลยุทธ์การต่อสู้แบบนี้ขึ้นมา.

They stopped for a short rest. He looked forward and met eyes with Kaori. She looked towards Hajime and smiled at him. Kaori seemed to be keeping an eye on him after last night’s declaration to “protect” him. This caused Hajime to be embarrassed and he broke eye contact. Her expression sulked slightly at that. Shizuku who had been observing what was going on with a wry smile on her face, she asked in a small voice.
ตอนนี้พวกเขากำลังหยุดพักกันอยู่. พอเขามองไปด้านหน้าก็สบตากับคาโอริเข้า. แล้วเธอก็มองกลับมาหาเขา แล้ว ยิ้มให้. คาโอริดูเหมือนจะคอยระวังหลัง ให้ฮาจิเมะอยู่ตลอด. เพราะเมื่อคืนเธอได้สัญญาเอาไว้แล้วว่า "จะปกป้อง" ฮาจิเมะ . ซึ่งเรื่องนี้ก็ทำให้เขารู้สึกละอายใจนัก และ ผละสายตาไปจากเธอ. พอเห็นอย่างนั้นคาโอริก็ทำสีหน้าเคืองนิดๆขึ้นมา. ชิซึกุที่เฝ้ามองเหตุการณ์อยู่ก็ยิ้มออกมา, แล้วเอ่ยถามด้วยเสียงเบาๆ.

“Kaori, why are you two constantly looking at each other? You can’t be considering a romantic comedy in the Dungeon, no time for that.”
"คาโอริ ทำไมจู่ๆก็จ้องนากุโมะคุงด้วยสายตาแบบนั้นล่ะ? จะมาเล่นบทเลิฟคอมเมดี้กันในดันเจี้ยนแบบนี้ มันไม่ได้หรอก, ตอนนี้มันไม่ใช่เวลาจะมาเล่นอะไรแบบนั้นกันหรอกนะ"

Kaori blushed at the teasing. She refuted Shizuku angrily.
คาโอริหน้าแดง เพราะคำหยอกล้อของชิซึกุ แล้วปฏิเสธด้วยท่าทีโมโห.

“Mou, Shizuku-chan. Don’t say strange things. I was just wondering if Nagumo-kun was alright. That’s it!”
"
โธ่ ชิซึกุจังละก็. อย่าพูดแปลกๆอย่างนั้นสิ. ฉันแค่จะดูให้แน่ใจว่า นากุโมะคุงไม่เป็นอะไร. แค่นั้นเอง"

Shizuku knew it wasn’t like that, but she kept her mouth shut. She didn’t want to say anything that might upset her more. Though she couldn’t hide the laughter in her eyes. Kaori saw that and just sulked at it.
ชิซึกุรู้อยู่แล้วว่ามันไม่ใช่แค่นั้น, แต่เธอก็ปิดปากเงียบไว้. เธอไม่อยากจะแกล้งคาโอริให้หงุดหงิดมากไปกว่านี้. ถึงจะกลั้นหัวเราะในแววตาของตัวเองเอาไว้ไม่ได้ก็เถอะ. พอคาโอริเห็นแบบนั้นก็ยิ่งเคืองใหญ่.

Hajime just side glance at their state, suddenly he felt a gaze. The unpleasant gaze was full with negative emotions and seemed to be glued to him. Hajime was not unfamiliar with such stares in the classroom, but this was feeling could not compare, it was so grave.
ฮาจิเมะก็เหลือบมองดูสองสาวหยอกล้อกัน, ทันใดนั้นก็รู้สึกถึงสายตาที่จ้องมายังเขา. เป็นสายตาที่ไม่เป็นมิตร เต็มไปด้วยความรู้สึกด้านลบ และ ดูจะชิงชังต่อตัวเขา. ไม่ใช่ว่าจะไม่คุ้นกับสายตาที่จ้องมาแบบนี้ในห้องเรียน, แต่คราวนี้มันให้ความรู้สึกอันเทียบกันไม่ได้, เป็นความรู้สึกที่ทั้งรุนแรง และ อันตราย.

It was not the first time today that he felt that gaze. Since the morning he had felt this stare. When he tried to locate the stare, it would disappear. Hajime was tired of it, after having it repeated so many times.
วันนี้มันไม่ใช่ครั้งแรกที่รู้สึกถึงสายตาที่จ้องมาแบบนี้. ตั้งแต่ช่วงเช้า ก็รู้สึกถึงสายตาแบบนี้มาตลอด. พอจะมองหาที่มา, ความรู้สึกถึงการถูกจ้องก็หายไป. รู้สึกแบบนี้ซ้ำๆซากๆ จนเหนื่อยหน่ายกับมันแล้ว.

(I wonder what it is…did I do something? I thought I was doing my best even if I was incompetent. I wonder if that’s the cause? I’m not getting arrogant! Target?)
(มันเรื่องอะไรกันแน่...นี่เราเผลอทำอะไรให้ผิดใจอีกแล้ว? เพราะการที่ไม่มีความสามารถ แต่เราก็พยายามเต็มที่แล้วนี่นา. มันเพราะอะไรกันแน่นะ? )

Hajime breathed out a deep sigh. He started to feel the bad feelings Kaori mentioned.
ฮาจิเมะถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา. ชักจะเริ่มจะรู้สึกไม่ดีอย่างที่ชิราซากิซังบอกแล้วสิ.

The party searches the 20th level. Each level of the Dungeon was several kilometers in each direction. It would take dozens of people several months to map out an unknown level. 47 levels have been mapped properly, so it was not that easy to get lost. There was not a big worry of getting caught in a trap.
กลุ่มปาร์ตี้ได้ทำการสำรวจ อยู่ที่ชั้น 20. ดันเจี้ยนในแต่ละชั้นจะมีเนื้อที่ประมาณ 2 ถึง 3 ตารางกิโลเมตร. ถ้าเป็นชั้นที่ยังไม่เคยมีการสำรวจ การทำแผนที่ให้เสร็จก็คงต้องใช้คนนับสิบ แล้วก็ต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆเลยทีเดียว. จนถึงชั้น ที่ 47 นั้น ได้มีการทำแผนที่ไว้หมดแล้ว, เพราะฉะนั้น การจะหลงทางก็คงจะเป็นไปได้ยาก. เรื่องกับดักก็ไม่มีอะไรต้องกังวลมากนัก.

The innermost room of the 20th level had a very complicated geographical feature. The walls were protruding like a stalactite cave and icicles formed around the room. The stairs to the 21st floor was just ahead of this room. If they reached that point, the training would be done for the day. In ancient times they were able to wield transportation type magic, but at the current age such means was impossible. They must head back the old fashion way. The party relaxed slightly, since the walls were protruding they had to advance in a column.
ภายในห้องที่อยู่ส่วนลึกของชั้น 20 มีลักษณะโครงสร้างที่ซับซ้อนเป็นอย่างมาก. เพดานมีส่วนยื่นออกมาเหมือนกับถ้ำหินย้อย และ มีน้าแข็งเกาะตามกำแพง อยู่ทั่วภายในห้อง. บันไดลงไปสู่ชั้นที่ 21 อยู่ข้างหน้านี้เอง. ถ้าไปถึงตรงนั้นการฝึกในวันนี้ก็ถือเป็นอันสิ้นสุด. ในยุคโบราญ คนในยุคนั้นสามารถใช้เวทย์เคลื่อนย้ายได้, แต่ในปัจจุบันการทำแบบนั้นมันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย. จะต้องถอยกลับขึ้นไปตามทางที่มาเท่านั้น. บรรยากาศเริ่มผ่อนคลายขึ้นมาเล็กน้อย. เพราะกำแพงที่ยื่นออกมา จึงทาให้ปาร์ตี้ต้องตั้งแถวเดินหน้าไปในแนวตรง.

After a bit, Kouki’s party and Meld that was in the front stopped. The classmates who were keen, got into their fighting stance.
หลังจานั้น เมลด์ และ กลุ่มของโคคิ ที่อยู่ในแนวหน้าก็หยุดเดิน. พวกนักเรียนที่หัวไว ก็เริ่มตั้งท่าเตรียมสู้.

“They’re camouflage!. Make sure to pay attention to your surroundings!”
"มีมอนสเตอร์ที่อำพางตัวอยู่! คอยสังเกตดูรอบๆเอาไว้ให้ดี!"

Meld advised them. The wall suddenly rose and discolored a bit. The body that was camouflaged was now dark brown, and they stood on 2 legs. It raised its chest and started to pound on it like a drum. When they took a good look at it, it was a gorilla-like demon with a camouflage ability.
เมลด์ เตือนเหล่านักเรียน. ทันใดนั้นกำแพงก็ยื่นออกมา และ เปลี่ยนสีไปเล็กน้อย. สิ่งที่ยื่นออกมาจากกำแพงเปลี่ยนเป็นสีเทาดำ ยืนด้วยสองขา.มันเชิดอกขึ้นแล้วใช้มือทุบเหมือนตีกลอง. พอมองดูดีๆแล้ว เป็นมอนสเตอร์รูปร่างคล้ายๆกับ กอริลล่า ที่มีความสามารถในการอำพางตัว.

“Rockmounts! Be careful of their arms, they are strong!”
Meld yelled echoed in the cave-like room. Kouki’s party went to engage them. Ryutaro was able to reflect the blow that came from a Rockmount. Kouki and Shizuku try to surround the beast. They could not position themselves because the terrain layout was too obstructive.
"รอคเม้าท์! ระวังแขนพวกมันไว้ให้ดี, เจ้าพวกนี้แข็งแกร่งมาก!" เมลด์ตะโกนเสียงดังออกมา. กลุ่มของโคคิก็เข้าไปสู้กับพวกมันทันที. เรียวทาโร่ ใช้กำปั้นปัดการโจมตีของ "รอคเม้าท์"ออกไป. ส่วนโคคิ กับ ชิซึกุก็พยายาม ล้อมมอนสเตอร์เอาไว้. ตอนนี้พวกเขาไม่สามารถใช้ฟอร์เมชั่นเดิมได้เพราะ ลักษณะของพื้นที่ที่มีสิ่งกีดขวางมากเกินไป.

When the Rockmount felt that he could not pass by Ryutaro, it withdraw a bit and inhaled a deep breath.
พอ "รอคเม้าท์" รู้สึกว่า ไม่สามารถผ่านเรียวทาโร่ไปได้. มันก็ถอยไปก้าวหนึ่งแล้ว สูดหายใจลึก.

“GuGaGaGaaaaa——!!””
"กัลกัลลลลล--!"
The intense roar vibrated the whole room.
เสียงคารามอันรุนแรงสั่นสะเทือนไปทั่วห้อง.

“Gu!?”อึก!?”
“Uwa!?”เหวอ!?”
“Kya!?”กรี๊ดด!?”
A shock ran through their bodies, it did not damage them, but it froze them. This was Rockmount’s Special Magic “Intimidating Roar”. The roar carried the magic that caused the temporary paralysis.
มีคลื่นช็อควิ่งผ่านร่างกายราวกับถูกไฟฟ้าช็อต, มันไม่ได้สร้างความเสียหายอะไรให้ แต่ทำให้พวกเขาหยุดชะงัก. นี่คือเวทย์พิเศษของ "รอคเม้าท์" [คำรามขู่ขวัญ]. เสียงคำราม มีเวทย์ที่ทำให้ เป็นอัมพาตชั่วขณะ.

Kouki’s vanguard took the roar almost point-blank, this caused them to freeze momentarily. The Rockmount took this gap in defense to attack, it lifted a boulder and threw it at Kaori’s rear guard. A stunning shot-put form was executed by it. The rock flew towards Kaori, and the frozen vanguard could not move to stop it.
กลุ่มของโคคิที่อยู่แนวหน้า โดนเสียงคำรามเข้าไปในระยะเผาขน, ซึ่งทำให้พวกเขาตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ. รอคเม้าท์ไม่ปล่อยให้โอกาสโจมตีนี้หลุดลอยไป, มันยกก้อนหินขนาดใหญ่ที่อยู่ข้างๆขึ้นมาโยนไปทางกลุ่มคาโอริที่อยู่แนวหลัง ด้วยท่าทางอย่างกับ นักกีฬาทุ่มน้ำหนัก. ก้อนหินลอยข้ามกลุ่มที่อยู่แนวหน้าที่ร่างกายเป็นอัมพาตอยู่ แล้วมุ่งตรงไปทางคาโอริ.

Kaori and her partners ready the magic wands they had, to intercept the boulder. There was not enough room to dodge it. However, the moment they were going to activate their magic, all of them involuntarily were stunned at the sight before them.
คาโอริ กับพวก ยกคทาเวทย์ที่ตนถืออยู่ขึ้น เพื่อร่ายเวยท์ขัดขวาง. เพื่อรับการโจมตีของหินก้อนนั้น,ไม่มีพื้นที่เพียงพอที่จะให้หลบ,ถึงการะนั้น ในจังหวะที่กำลังจะร่ายเวทย์ พวกเธอก็ถึงกับตัวแข็งทือเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า.


The boulder that was thrown was another Rockmount. Nearing Kaori’s group, it did a stunning rotation and expanded its arms. It’s appearance was like a Rune Diver. A voice saying “Ka-o-ri-chan~!” could almost be heard. Strangely, its eyes were bloodshot and its breathing was rough. Kaori, Eri, and Susu unintentionally screamed and stopped their magic.
หินที่ถูกขวางมานั้นมันคือ "รอคเม้าท์"อีกตัว. พอใกล้จะถึงกลุ่มของคาโอริ มันก็กางแขนแล้วหมุนติ้วๆเหมือนกับจะดาน้าไปในอากาศ. อย่างกับจะได้ยินเสียงร้องตะโกนจากมันว่า "คาโอริจางงงง" ยังไงยังงั้น. ในตาของรอคเม้าท์ตัวนั้น แดงก่า และ หายใจหอบแรงอย่างน่าประหลาด. คาโอริ, เอริ และ ซึสึ หยุดการร่ายเวทย์ แล้วกรี๊ดร้องออกมาโดยไม่รู้ตัว.


“Hey! What are you doing in a battle”
"เฮ้, มัวทำอะไรแบบนี้ในสนามรบ!"


In a hurry, Meld went to slay the Rockmount that was still in the dive. The girls apologized, but the bad feeling was still there. Their face had paled.
เมลด์ พุ่งเข้ามาฟัน รอคเม้าท์ที่กำลังดำน้ำอยู่ในอากาศทิ้งไป. พวกผู้หญิงพูดขอโทษออกไป. แต่ถึงอย่างนั้นความรู้สึกแย่ๆเมื่อกี้ก็ยังอยู่ ซึ่งมันแสดงออกมาทางสีหน้าที่ซีดเชียวของพวกเธอ.


There a person that got mad at such a situation. Our very own mass of justice, Amanokawa Kouki.
แล้วก็มีคนที่อารมณ์ปะทุขึ้นเพราะภาพเหตุการณ์ที่เห็น. คุณพ่อพระที่มีความยุติธรรมสูงลิ่วของเรานั่นเอง. อามาโนะโคคิ แผดเสียงตะโกน.


“Bastard…You dare treat them like that…I won’t forgive you!”
"พวกแก...บังอาจทำแบบนั้นกับพวกคาโอริได้...ฉันไม่มีวันยอมยกโทษให้เด็ดขาด!"


Kouki seemed to have misunderstood why the girls were pale and feeling bad, he thought they were afraid of their impending death. To frighten girls like that! Indescribably, small signs of anger surfaced on Kouki. His “Holy Sword” seemed to shine in response to his feelings.
โคคิดูเหมือนจะเข้าใจผิด กับ เหตุผลที่พวกผู้หญิงหน้าซีด และ รู้สึกไม่ดี, เขาคิดว่าพวกเธอกลัวกับความตายที่เกือบจะมาเยือน. ดันมาทำให้หญิงสาวต้องมาตกใจกลัวขนาดนั้นได้! อารมณ์โกรธสุดจะพรรณนา ประทุขึ้นที่ใบหน้าของโคคิ. ดาบ"ศักดิ์สิทธิ์" เองก็ส่องแสงเหมือนจะตอบสนอง ต่อความรู้สึกของเขา.

“Myriad of Soaring Wings, Reach the Heavens, “Soaring Flash””
"ปีกแห่งเวหา อันเหนือคณานับ จงพุ่งทะยานสู่สรวงสวรรค์ [ซอร์ริ่งแฟลช]" (ลำแสงเหินเวหา)

“Ah, this fool!”
"อ๋า,บ้าไปแล้ว!"
Ignoring Meld’s voice, Kouki brandished his sword over his head and swung down in one motion. His chant had made the sword emit an intense light, the slash released the light. Drawing a curve, the light bisected the Rockmount without encountering any resistance. The blade of light continued on until it destroyed the back wall.
ด้วยการเมินต่อเสียงทักท้วงของเมลด์, โคคิกวัดแกว่งดาบของเขาไว้เหนือหัว แล้วฟาดลงในทีเดียว. คำร่ายเวยท์ที่เจ้าตัวร่ายออกมา ทำให้ดาบส่องแสงเข้มขึ้นมา, การตวัดดาบทำให้แสงถูกปล่อยออกมาเป็นเส้นโค้ง, แสงตัด "รอคเม้าท์" ออกเป็นสองท่อน ได้อย่างง่ายดายเหมือนผ่าเนย. ดาบแห่งแสงยังคงส่องประกายจนกระทั่ง ทำลายผนังทางด้านหลังลง.


Debris lightly fell from the damaged wall. Kouki exhaled and gave the girls a sparkling smile. He had defeated the monster that scared them. It’s alright now! About to give credit to his voice, he was approached by a smiling Meld who smack him.
ซากปรักหักพังร่วงหล่นลงมาจากผนังที่ถูกทำลาย. โคคิถอนหายใจ แล้วหันไปยิ้มให้กับพวกผู้หญิง. คงเป็นการบอกว่า ฉันกำจัดมอนสเตอร์ที่ทำให้พวกเธอกลัวไปหมดแล้วนะ. พอกำลังจะพูดว่า "ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว" โคคิก็ถูกเมลด์ที่เดินยิ้มเข้ามาหา เขกหัวเข้าให้.
“Ow!?” "โอ๊ย!?"

“You fool. I understand how you feel, but you shouldn’t use such a technique in such a narrow place. If it collapse, what are you going to do?”
"เจ้าโง่เอ้ย. ข้าพอเข้าใจความรู้สึกอยู่หรอก, แต่เจ้าก็ไม่ควรจะใช้เทคนิคแบบนั้นในที่ที่แคบแบบนี้! ถ้าหากเพดานพังลงมาแล้วจะทำยังไง?"


At Meld’s rebuke, he choked. Kouki tried to apologize. The girls approached him and gave him a strained smile to try to comfort him.
ต่อคำต่อว่าของเมลด์, โคคิก็สำนึก แล้วพยายามจะพูดขอโทษ. พวกผู้หญิงเดินเข้ามาหาโคคิแล้วยิ้มให้ พร้อมๆกับพยายามให้กำลังใจเจ้าตัว.

At that moment, the collapsed wall caught Kaori’s attention.
ในขณะนั้น บริเวณที่ผนังพังลงมา ก็ไปดึงดูดความสนใจของคาโอริเข้า.

“What is that? It’s sparkling.”
"นั่นอะไรน่ะ? ส่องแสงอยู่ด้วย"


Everyone looked at the wall Kaori was mentioning. There blooming on the wall were minerals that radiated pale light. It was like a crystal covered in indicolite. The girls were enchanted by the beautiful sight of the crystals.
ทุกคนหันไปมองผนังที่คาโอริบอก. ที่อยู่ตรงนั้นเป็นแร่ที่ส่องแสงสีขาวแวววาวออกมา. เป็นคริสตัลที่ปกคุมไปด้วยอินดิโคไลต์[2]. เหล่านักเรียนหญิงต่างก็มองด้วยความหลงใหลกับความงดงามของคริสตัล.  [2]อินดิโคไลต์ (Indicolite) อยู่ในกลุ่มของ ทัวร์มาลีน (Tourmaline) ซึ่งเป็นอัญมณีที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ มีหลากหลายสีที่สุด พบได้ทุกสี หรือแม้แต่มีหลายสีในเม็ดเดียวกัน

“Oh, that’s Grantz Crystal. A one this big in size is rare.”
"อ้าว นั่นมัน [คริสตัลเรืองแสง] มิใช่รึ? ใหญ่ขนาดนี้หาได้ยากเลยนะ"


When talking about Grantz Crystal, it was like an ore that was like a jewel. The crystal did not have any special effects, but it’s cool and sparkling appearance is popular among the ladyship. Rings, earrings, pendants, and other jewelry have it set into them and it’s very well received. The jewel is one of the top 3 chooses for proposal rings.
ถ้าพูดถึงคริสตัลเรืองแสงแล้ว, มันเป็นแร่ที่คล้ายๆกับ อัญมณี หรือ เพชรพลอย. คริสตัลนั้นไม่มีพลังแฝงอะไร, ก็แค่ดูสวย ระยิบระยับ จึงเป็นของที่เป็นที่นิยมในหมู่หญิงสาว. เพชรพลอยต่างๆถูกทำให้เป็น แหวน, ต่างหู, สร้อยคอ และก็อื่นๆ ซึ่งก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างดี. 1 ใน 3ของวัตถุดิบที่ใช้ทำแหวนหมั้น หรือ แหวนแต่งงาน ก็คือ อัญมณี หรือ เพชรพลอยนี่เอง.

“Lovely…”"สวยจัง..."

Enchanted, Kaori’s cheeks blushed. Hajime and Shizuku were the only ones who noticed this.
คาโอริมองดูคริสตัลอย่างหลงใหล จนทำให้ใบหน้าแดงขึ้นมา. มีเพียงแค่ ฮาจิเมะ กับ ชิซึกุเท่านั้นที่สังเกตเห็นเข้า.

“If that’s the case, I’ll retrieve it!”
"ถ้างั้น, ฉันจะไปเอามาให้เอง!"


The one who announced that and abruptly moved toward it was Hiyama. He approached the wall and quickly reached towards the crystal. Meld panicked at that.
คนที่พูดเสียงดังออกมา แล้ว ก็เดินไปที่คริสตัลในทันทีก็คือ ฮิยามะ. เมื่อเดินมาถึงผนัง แล้วพยายามยื่นมือไปหยิบเอาคริสตัล. เมลด์ทำสีหน้าตื่นตระหนกขึ้นมา.

“Kora! Don’t just do what you want! We haven’t confirmed if it’s safe!”
"เดี๋ยว! อย่าเคลื่อนไหวเองตามใจสิ! เรายังไม่ได้ตรวจสอบว่ามันปลอดภัยแล้วหรือเปล่าเลยนะ!"

Hiyama pretended not to hear and finally arrived in front of the crystal. Meld chased after Hiyama to stop him. At that moment, one of the knight finished his analysis with the Fair Scope. He paled at the result.
ฮิยามะทำเป็นไม่ได้ยิน แล้วในที่สุดก็ยื่นมือมาอยู่ต่อหน้าคริสตัล. เมลด์รีบวิ่งเข้าไปห้ามฮิยามะในทันที. ตอนนั้นเอง อัศวิน ก็วิเคราะห์คริสตัลด้วย "อุปกรณ์ตรวจจับ" เสร็จเรียบร้อย. แต่สีหน้าของเขาก็ต้องซีดลงเมื่อรู้ผลการตรวจสอบ.


“Commander! It’s a trap!”
"
หัวหน้า มันเป็นกับดัก!"

“Tsu!?”
“!?”
However their warnings came too late. The moment Hiyama touched the Grantz Crystal, magic started to spread from the crystal. The trap was set for people who became so fascinated with the crystal that they would touch it carelessly. There’s a good story about this. It’s the way of the world.
แต่ทว่าสายเกินไปเสียแล้ว. ขณะที่ฮิยามะจับไปที่ [คริสตัลเรืองแสง] เวทย์มนตร์ก็เริ่มกระจายออกจากคริสตัล. กับดักถูกตั้งไว้ให้ทำงาน เมื่อมีคนแตะต้องคริสตัลอย่างไม่ระวัง เพราะต้องมนต์เสน่ห์ของมัน.


In a blink of an eye, the magic circle spread throughout the whole room, and it gradually shined brighter. It was like a replication of the magic that summoned them.
ในแค่ชั่วพริบตา, วงแหวนเวทย์ก็กระจายไปทั่วห้อง, แล้วค่อยๆส่องสว่างขึ้น. เหมือนกับเหตุการณ์ในตอนที่พวกเขาถูกอัญเชิญมาที่โลกแห่งนี้.

“Withdraw! Get out of this room this instant!”
"หนีเร็ว! ออกจากห้องนี้โดยทันที!"


At Meld’s insistence, everyone started to clear the room in a hurry, but they weren’t fast enough. When the light filled the room, everyone momentary felt a floating sensation. The students felt the change in atmosphere. They were slammed onto the ground with a thud.
ต่อเสียงตะโกนของเมลด์ ทุกคนเริ่มวิ่งหนีจากออกห้องอย่างเร่งรีบ, แต่ก็ไม่เร็วพอ. พอแสงสว่างสาดส่องไปทั่วทั้งห้อง, ชั่วขณะหนึ่งทุกคนรู้สึกราวกับว่าตัวเองลอยอยู่. พอลืมตาก็เห็นภาพบรรยากาศรอบๆที่เปลี่ยนไป. พวกเขาร่วงลงที่พื้นเสียงดังโครม.

With the increasing pain on his butt caused by the fall, Hajime looked at the surrounding. Same as Hajime, his classmates fell on their backside. Meld, the knights, and Kouki’s party quickly stood up and observed their surroundings. Seems like the earlier magic was a transportation type magic. Since such magic was not possible with current magic, it was most likely an ancient magic.
เพราะแรงกระแทกจากการตกเลยทำให้รู้สึกเจ็บก้นไปหมด, พอฮาจิเมะมองไปรอบๆ ก็เห็นพวกนักเรียนร่วงลงมาอยู่ทางด้านหลัง. เมลด์ กับ พวกอัศวิน แล้วก็ กลุ่มของโคคิ รีบลุกยืนขึ้นเพื่อสำรวจดูพื้นที่รอบๆ. ดูเหมือนว่าเวทย์มนตร์เมื่อกี้จะเป็นเวทย์ประเภทเคลื่อนย้าย. เพราะเวทย์ในสมัยปัจจุบันทำแบบนี้ไม่ได้ นี่คงจะเป็นเวทย์ยุคโบราญเป็นแน่.

They were all transferred onto a huge bridge made of stone. Approximately it was 100m in length. The ceiling looked to be about 20 m. There was no river passing by underneath the bridge, because of the darkness nothing else could be seen. It felt like there were in an abyss.
ทุกคนถูกเทเลพอร์ตมาที่สะพานขนาดใหญ่ที่สร้างจากหิน. ประมาณดูแล้ว ยาวราวๆ 100 เมตร. เพดานดูสูงราวๆ 20 เมตร. ไม่มีแม่น้ำอยู่ด้านล่างของสะพาน, มองลงไปด้านล่างก็จะ มองเห็นเพียงความมืดมิดสุดจะหยั่งถึง. รู้สึกราวกับเป็นทางเข้าสู่นรกอเวจี.


The width of the bridge was about 10m, but there were not even handrails. If you slipped there would be nothing to grab onto, and you would fall head-first. The group was right in the middle of the bridge. On both sides of the bridge, they could see a passage that led to a stairway that ascended to the upper level.
สะพานกว้างประมาณ 10 เมตร, แต่กลับไม่มีราวให้จับ. ถ้าหากลื่นล้มไปที่ขอบสะพาน คงไม่มีอะไรให้เกาะไว้ แล้วร่วงตกลงไปเป็นแน่แท้. ปาร์ตี้ทั้งหมดเกาะกลุ่มกันอยู่บนกลางสะพาน. ทั้งสองด้านของสะพาน สามารถมองเห็นเส้นทางที่ไปถึงบันไดที่มุ่งหน้าสู่ชั้นถัดไปได้.


When he confirmed it, Meld issued out orders with a grim expression.
พอยืนยันเสร็จ. เมลด์ก็สั่งการออกมา ด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด.

“You guys, get up there immediately, go towards the stairs. Hurry!”
"พวกเจ้าทุกคน, ลุกขึ้นเร็ว! รีบวิ่งไปยังบันไดข้างหน้าเร็วเข้า!"

Quickly the students moved. However, a trap in a dungeon was not going to be so easy, the retreat wasn’t that easy. Monsters emerged from the magic circles that appeared on both sides of the bridge. On one side was a huge monster. The other had a large amount of monsters.
พวกนักเรียนรีบเคลื่อนตัวไปอย่างเร่งรีบ. ทว่า กับดักในดันเจี้ยนมันไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น, การจะถอยหนีมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ. เหล่ามอนสเตอร์โผล่ออกมาจากวงแหวนเวทย์จากทั้งสองด้านของสะพาน. ด้านหนึ่งคือ มอนสเตอร์ขนาดใหญ่หนึ่งตัว. ส่วนอีกด้าน คือมอนสเตอร์จำนวนมาก.

Meld started at the huge demon and just whispered…
เมลด์มองไปยังมอนสเตอร์ขนาดใหญ่ แล้วกล่าวอย่างแผ่วเบา...

“No way…a Behemoth.”
"ไม่จริงน่า...เบฮิมอธ?"







#นิยายแนวฮาเร็ม#Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou #นิยายแปลไทย
Author(s)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น