วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Tale of the demon and god novel Chapter Chapter 113 – Of course it was on purpose

Tale of the demon and god novel Chapter Chapter 113 – Of course it was on purpose

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่  113 - แน่นอนมันคือวัตถุประสงค์


บทที่ 113 - แน่นอนมันคือวัตถุประสงค์


เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วเนี้ยหลี่เข้าพักอาศัยอยู่ในตึกของเย่ จื้อหวิ๋นเป็นเวลาล่วงเลยมาเจ็ดวันแล้ว  ในระหว่างเจ็ดวันนี้นอกจากการฝึกฝนและสร้างค่ายกลหมื่นสัตว์อสูร เขาเพียงพูดคุยกับเย่ จื้อหวิ๋นบ้างเท่านั้น ไม่มีสิ่งใดเป็นพิเศษเกิดขึ้น


  เนี้ยหลี่บ่มเพาะพลังจนกระทั้งทะลุผ่านมาเป็น  ระดับเงินขั้นห้าดาวแล้ว กระบวนการทะลุผ่านระดับโกลด์เป็นเรื่องที่ยากมาก  สำหรับคนทั่วไปต้องมีโอกาสอันดีจริงจะประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตามสำหรับเนี้ยหลี่นั้นมันเป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น

ณ  บริเวณสวน  มีเพียงนกตัวน้อย และดอกไม้ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวน สภาพแวดล้อมช่างสวยงามและเงียบสงบนัก

เพื่อทีจะป้องกันเนี้ยหลี่   เย่ซ่งได้ย้ายที่ทำงานของเขามาอยู่ที่บริเวณข้างสวนแห่งนี้  แม้เขาจะยุ่งวุ่นวายทุกวัน  บางครั้งเย่ซ่งก็ ยังใช้อาณาเขตพลังวิญญาณแผ่พุ่งเข้าไปตรวจสอบบริเวณรอบสวนแห่งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เนี้ยหลี่กระทำการอนาจารใดๆ



แม้ว่าเย่ซ่งจะรู้สึกว่าไม่ต้องคิดมากนัก  เนื่องจากยังมีภาระหน้าที่การงาน แต่เขาก็ไม่เคยลดการป้องกันเนี้ยหลี่ให้คลายลงแม้แต้น้อย

เย่ ซิ่ว  จู่ๆก็วิ่งเข้ามาด้านใน

 “เจ้าเมือง  ท่านประธานกู้เหยียน ขอเข้าพบ” เย่ ซิ่วกล่าวพร้อมโค้งตัวเคารพ

 “โอ้? ท่านประธาน กู้เหยียน มาที่นี่เหรอ?  รีบนำเขาเข้ามาข้างในเร็วเข้า”  เย่ซ่งกล่าวขึ้นมาในทันที ถึงแม้ว่าสมาคมนักปรุงยาที่ผ่านมา แม้ว่ามูลค่าการตลาดสูงมาก แต่ตำแหน่งกลับไม่สูงนัก อย่างไรก็ตามด้วยยาทิพย์ตัวใหม่ ส่งผลให้ท่านประธานกู้เหยียน มีตำแหน่งในนครรุ่งโรจน์แห่งนี้ไม่แตกต่างจากเย่ซ่งมากนัก

สักครู่ ท่านประธานกู้เหยียน  สวมใส่ชุดคลุมสีเทาเดินเข้ามาด้านใน  เขาเงยหน้าขึ้นมองมาที่ เย่ซ่ง  พร้อมกับโค้งคำนับเล็กน้อยและกล่าวว่า “ ข้าขอเคารพท่านเจ้าเมือง”


    “ท่านประธานกู้เหยียน ไม่ต้องมากพิธี ให้คิดเสมือนว่าที่นี่คือบ้านของท่าน” เย่ซ่งกล่าวพร้อมทั้งยิ้มดวงตาของเขานั้นกวาดไปที่ ใบหน้ากู้ เหยียน และเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ “ท่านประธานกู้เหยียน ดูเหมือนว่าท่านจะมีบางสิ่งที่สำคัญมาพูด ข้าแปลกใจนักเรื่องราวอะไรจึงนำท่านเดินทางมาที่นี่?”

กู้เหยียนชำเลืองไปรอบๆอย่างระมัดระวัง


 “ท่านประธานกู้เหยียน  ทุกๆคนในที่นี่ล้วนเป็นคนของเรา แม้แต่ยอดยุทธ์ระดับแบล็คโกลด์ก็ไม่สามารถเข้ามาที่นี่ได้” เย่ซ่ง ยิ้มเล็กน้อยอยู่ในใจ  ดูเหมือนว่าประธานกู้เหยียน  จะระมัดระวังกลัวว่าจะมีบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้น

การแสดงออกของกู้เหยียน นั้นดูเคร่งขรึม เขามองไปยัง เย่ซ่ง หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก็กล่าวขึ้นว่า  “ ข้าไม่มั่นใจว่าคำพูดเหล่านี้ของข้าควรกล่าว  แต่ถ้าไม่พูดก็เกรงว่าผลกระทบที่ตามมามันจะรุนแรงนัก”

 “ท่านประธาน กู้เหยียน  ไม่มีอันตรายสิ่งใดในการพูดความจริงหรอก”


ประธานกู้เหยียน พยักหน้าแล้วกล่าว “ ก่อนหน้านี้สมาคมนักปรุงยาได้สงสัยว่าตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ได้แอบสมคบคิดกับสมาคมทมิฬ เมื่อไม่นานมานี้ ผู้อาวุโสหลักของตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ เสิ่นหมิง ได้ส่งคนมาโจมตีเนี้ยหลี่ แต่ถูกจับได้ ภายใต้การสอบสวนของสมาคมนักปรุงยา เขาสารภาพ บางอย่างเกี่ยวกับการกระทำของตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์”

 “บางอย่าง เกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่?”  เย่ซ่ง ขมวดคิ้วแน่น “มีเพียงคำพูดจากเสิ่น หมิง  เพียงอย่างเดียว ข้ากลัวว่าจะไม่เพียงพอต่อการตัดสินว่า มีการร่วมมือกันระหว่างตระกูลเทพศักดิ์สิทธิกับสมาคมทมิฬ จะต้องมีหลักฐานที่แน่นหนากว่านี้

กู้เหยียน เงยหน้าของเขาขึ้นมองด้วยแววตาอันดุดันพร้อมทั้งกล่าว “ หลังจาก เสิ่นหมิง รับสารภาพ    เราก็เข้าใจขึ้นมา แต่นั้นไม่ใช่หลักฐานที่แน่นหนาเพียงพอ  หลังจากนั้นตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์จู่ๆก็ซื้อยาทิพย์จากพวกเราจำนวนมาก  ในชุดยาเหล่านั้น เราได้ใส่ ยาตามรอยวิญญาณ  และได้ส่งสัตว์อสูรสุนัขล่าเนื้อสามหัว ติดตามพวกมัน   ในท้ายที่สุดแล้วพวกเราสามารถยืนยันได้ว่ายาทิพย์เหล่านั้นกำลังมุ่งหน้าไปยังสมาคมทมิฬ

ถ้าเป็นเช่นนี้  ตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์  คงไม่สามารถที่จะพ้นจากการเป็นผู้ต้องสงสัยได้


     “ตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ได้ฝังรากลึกลงในนครรุ่งโรจน์   แม้จะใช้สิ่งเหล่านี้ยืนยันก็ไร้ประโยชน์   ถึงแม้ว่าจะมี เสิ่นหมิง  เป็นพยานสำคัญ  มันก็ไม่สามารถที่จะสั่นคลอนฐานะของตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์”  เย่ซ่ง เงียบไปชั่วขณะ  ท่านประธานกู้ เหยียน  คงจะไม่ใส่ความตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์โดยไม่มีเหตุผล  “  ข้าจะส่งบางคนไปตรวจสอบเรื่องนี้เอง”

เย่ซ่ง มองไปยังเย่ ซิ่ว และกล่าวว่า  “ เย่ ซิ่ว  เรื่องนี้อยู่ในความดูแลของเจ้า”

 “ ขอรับนายท่าน”  เย่ ซิ่ว  พยักหน้ารับคำทันที  และพร้อมทั้งกล่าวตอบ

กู้เหยียน เอ่ยว่าจา ด้วยความกังวลเล็กน้อย  “ ก่อนหน้านี้เมื่อพวกเราได้ตรวจสอบตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์  เราได้กระตุ้นความสนใจพวกมันแล้ว  ท่านเจ้าเย่ ซิ่ว  ท่านโปรดระมัดระวังตัวด้วย”

 “ ข้าเข้าใจ”  แย่ ซิ่ว พยักหน้า  ตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ มีร่างทรงอสูรระดับแบล็คโกลด์อยู่ถึงสามคน แม้ยังไม่ต้องคิดเรื่องอื่นก็รู้ว่า  พวกเขานั้นมีพละกำลังมหาศาล ทั้งยังมีสมาคมทมิฬที่หลบซ่อนอยู่อีก  เขาไม่กล้าที่จะประมาทเป็นแน่

หลังจากจบการสนทนาสักครู่ กู้เหยียน ก็เดินจากไป

 “เย่ ซิ่ว  ข้าขอโทษ ที่ข้านำปัญหาเรื่องนี้มาให้เจ้า” เย่ซ่ง ถอนหายใจเล็กน้อย  ในตอนนี้มีคนจำนวนไม่มากที่สามารถเชื่อถือและไว้วางใจได้ ในนครรุ่งโรจน์แห่งนี้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้  กำแพงเมืองในนครรุ่งโรจน์ ได้ถูกสร้างให้สูงขึ้นจากเดิมมากมายนัก  แต่เหล่าอัจฉริยะที่เกิดขึ้นมากลับยิ่งลดน้อยลงไปเรื่อยๆทุกที แค่เพียงกำแพงเมืองเพียงอย่างเดียว มันคงไม่สามารถป้องกันพวกเราจากเหล่าสัตว์อสูรได้”

      “ ท่านเจ้าเมืองไม่ต้องกังวล ยังคงมีพวกชนรุ่นใหม่ที่เหมือนกับ  จื้อหวิ๋น และเนี้ยหลี่  พวกเขาจะต้องกลายมาเป็นเสาหลักของนครรุ่งโรจน์แห่งนี้อย่างแน่นนอน” เย่ ซิ่ว กล่าวช่วยให้ เย่ซ่ง ได้ผ่อนคลาย

 “เพียงแต่เราไม่รู้ได้ว่าจะต้องรอคอยอีกนานเท่าไร  เวลานั้นจึงมาถึง” เย่ ซ่ง กล่าวอย่างขมขื่น พร้อมทั้งส่ายหน้า  เขาเข้าใจถึงสถานการณ์ในปัจจุบันของนครรุ่งโรจน์ดียิ่ง ตอนนี้หนึ่งในสามของตระกูลหลักอย่าง ตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ กำลังทรยศต่อนครรุ่งโรจน์  ใครจะรู้ได้ว่าอนาคตจะออกมาในรูปแบบใด?


เย่ ซิ่ว ยังคงเศร้าเล็กน้อย เขามักจะเดินทางติดตาม เย่ โม่  ออกไปข้างนอกนครเป็นประจำ  ทำให้รู้ธรรมชาติของสัตว์อสูรลมหิมะ บริเวณรอบนอกนครรุ่งโรจน์แห่งนี้  กำลังมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  ความแข็งแกร่งของมันก็เพิ่มมากขึ้น ใครจะรู้ว่าเมื่อไหร่สัตว์อสูรเหล่านั้นจะมาถึง?

เย่ซ่ง คิดถึงบางอย่างและกล่าวออกมาพร้อมยิ้มเล็กน้อย “ ในอีกไม่กี่วัน ฮั่นเอ๋อ  จะกลับมา  สองปีที่ผ่านมา เขาก็เป็นร่างทรงอสูรระดับโกลด์ ขั้นหนึ่งดาวแล้ว  ข้า สงสัยว่าปัจจุบันเขามีการบ่มเพาะพลังวิญาณเป็นเช่นไร?

เย่ ฮั่น  เป็นบุตรบุญธรรมของเย่ซ่ง  ความสามารถของเขานั้นมหัศจรรย์มาก  มีจิตวิญญาณของฟ้าดิน จึงได้รับการสนใจจากเย่ซ่ง  ตอนนี้เขามีอายุยี่สิบปี  ได้ติดตามผู้อาวุโสหลักของตระกูล ออกไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์  เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย  เย่ ฮั่นนั้นทำให้ เย่ ซ่ง ภาคภูมิใจมาก  ถึงขนาดคิดฟูมฟักให้เขากลายเป็นเจ้าเมืองคนต่อไปในอนาคต


     เย่ ซิ่ว อยู่ในอาการเงียบสงบ  เย่ซ่งนั้นฟูมฟัก เย่ ฮั่น ราวกับเป็นลูกของตัวเอง  แต่ เขาไม่ได้เป็นคนของตระกูลหิมะเหมันต์  ในสายตาของเขาตำแหน่งของเจ้าเมืองสามารถถ่ายทอดโดยตรงเพียงคนภายในตระกูลหิมะเหมันต์เท่านั้น  ลูกสาวของเย่ซ่ง  เย่ จื้อหวิ๋นนั้นในเมื่อก่อน ไม่ว่าจะปรับปรุงวิธีการบ่มเพาะพลังแก่  เย่ จื้อหวิ๋น อย่างไร ก็ไม่สามารถก้าวหน้าขึ้น แต่ตอนนี้ เย่ จื้อหวิ๋น  แสดงออกให้เห็นถึงความสามารถในการบ่มเพาะพลังอันน่ามหัศจรรย์ ตำแหน่งเจ้าเมืองคงจะต้องถูกนำมาพิจาณาใหม่อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม  เย่ ซิ่ว นั้นไม่ได้มีความประทับใจ ดีๆ กับคนนอกอย่างเย่ ฮั่น

เย่ ซิ่ว คิดเรื่องบางอย่าง และเอ่ยถาม เย่ ซ่ง  “ ข้าได้ยินว่าบางส่วนของค่ายกลหมื่นสัตว์อสูรที่ได้ก่อสร้างสามารถใช้งานได้แล้วในบางส่วนและเผยให้เห็นถึงอำนาจอันแข็งแกร่งของมัน   ท่านเจ้าเมืองต้องการที่จะเยี่ยมชมหรือไม่?

ก่อนหน้านี้ เนี้ยหลี่ ได้บอกกับ เย่ ซิ่ว ว่าอาณาเขตหมื่นสัตย์อสูรนั้นทำมาจากแปดอาณาเขตย่อย  กำลังของอาณาเขตย่อยทั้งแปดเหล่านี้นั้น ค่อนข้างดีเลยทีเดียว  หลังจากผสานอาณาเขตย่อยทั้งแปดนี้เข้าด้วยกัน  มันจะเกิดพลังอันมหาศาลจนน่าตกตะลึงเลยทีเดียว  ตอนนี้ เนี้ยหลี่ ได้สร้างส่วนหนึ่งของอาณาเขตย่อย   มันสามารถแสดงให้เห็นถึงพลังอำนาจของมันในส่วนนั้นได้


เย่ ซ่ง  คิ้วขยับเล็กน้อย ก่อนหน้านี้เขาสงสัยในคำพูดของ เนี้ยหลี่เกี่ยวกับค่ายกลหมื่นสัตว์อสูร มันแข็งแกร่งเหมือนกับที่เนี้ยหลี่ ได้บรรยายมันหรือไม่? ทุกส่วนในค่ายกลหมื่นสัตว์อสูรล้วนต้องใช้ทรัพยากรปริมาณมหาศาล  ถ้ามันไม่แข็งแกร่งจริงอย่างที่เนี้ยหลี่ พรรณนามันต้องเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่


เย่ซ่ง เดิมคิดว่ากำลังของ ค่ายกลหมื่นสัตว์อสูรสามารถรู้ได้เพียงเมื่อมันสร้างเสร็จแล้ว  เขาไม่เคยคิดว่ามันสามารถทดสอบได้ เขาจึงไม่รีรอที่จะเข้าไปทดสอบมัน

 “ เรารีบไปชมกันเถอะ!” เย่ซ่ง กล่าว โดยตัดสินใจในทันที

ตำหนักเจ้าเมืองบริเวณด้านทิศตะวันออก

ที่บริเวณนี้เคยมีสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่  อย่างไรก็ตามในการสร้างค่ายกลหมื่นสัตว์อสูรแล้วพื้นที่บริเวณนี้ถูกเปิดโล่ง  ใจกลางของมันเป็นที่ว่าง  มีแท่งศิลา ขนาด มโหฬารสูงตระหง่านตั้งอยู่หลายสิบต้น  แท่งศิลาเหล่านี้ถูกสลักทุกอย่างตามรูปแบบของจารึกลี้ลับเป็นภาพเสมือนจริงของสัตว์อสูร ล้อมรอบมัน

พวกมันทุกตัวคือสัตว์อสูรระดับแบล็คโกลด์ ร่างกายของมันเต็มไปด้วยลวดลายอาคมจากจารึก ที่บางครั้งจะเปล่งแสงสีทองมันวาววับออกมา

นี่คือส่วนหนึ่งของค่ายกลหมื่นสัตว์อสูรจากแปดอาณาเขตสังหารอันยิ่งใหญ่  อาณาเขตย่อยหมื่นสัตว์อสูรสังหาร!

เนี้ยหลี่ และพวกยืนอยู่ตรงด้านหน้าของ ค่ายกลย่อยหมื่นสัตว์อสูรสังหาร

พลังอำนาจล้อมรอบพุ่งพล่านไปมา ชนิดที่ว่าเป็นประกายรัศมีแสงจากสวรรค์อันแหลมคม

ถึงแม้ว่าเนี้ยหลี่ต้องการซ่อนประกายรัศมีของค่ายกลหมื่นสัตว์อสูร แต่พลังอำนาจจากค่ายกลหมื่นสัตว์อสูรมันเห็นได้เด่นชัดเกินไป เขาไม่สามารถที่จะซ่อนมันได้โดยง่าย  ยังไม่ต้องพูดถึงแท่งศิลาขนาดมโหฬารสูงตระหง่านทุกต้น มันอาจจะเป็นที่ดึงดูดความสนใจของเหล่าผู้คน


      อย่างไรก็ตาม ค่ายกลหมื่นสัตว์อสูรนั้นมี วิธีสังหาร เจ็ดสิบสองชนิด  เนี้ยหลี่เป็นผู้ใช้ความสามารถพิเศษในการควบคุมมัน  ไม่มีใครสามารถเข้าใกล้มันได้  ถึงแม้จะส่งผู้เชี่ยวชาญระดับตำนาน  ยังเป็นไปไม่ได้ที่จะทำลายค่ายกลหมื่นสัตว์อสูรนี้ลงได้  

 “นี่หรือคือค่ายกลหมื่นสัตว์อสูรที่เจ้าสร้าง”

เย่ ซ่ง เงยหน้าขึ้นมองที่มัน  แม้ว่าเขาจะตะลึง แต่เขายังไม่แสดงอาการใดๆให้เห็นบนใบหน้า

      “ นี่ไม่ใช่ ค่ายกลหมื่นสัตว์อสูร มันเป็นเพียงส่วนย่อย ของค่ายกลหมื่นสัตว์อสูร”  เนี้ยหลี่ไม่แสดงความอ่อนแอใดๆเมื่อพบหน้าเย่ซ่ง เขายกแขนขึ้นขวางเบาๆแล้วกล่าวว่า “ ถึงจะเป็นเพียงส่วนย่อยของมัน   ก็สามารถฆ่าพวกขยะระดับแบล็คโกลด์  ได้อย่างไม่มีปัญหา”

เนี้ยหลี่จงใจยั่วยุ เย่ซ่ง  เมื่อได้ยินคำพูดของเนี้ยหลี่  เย่ ซิ่ว และ  เย่ซ่ง ก็มีอาการกระตุกที่มุมใบหน้า

ขยะระดับแบล็คโกลด์หรือ?

ในนครรุ่งโรจน์ นอกจากเนี้ยหลี่ ใครจะกล้าเรียกผู้เชี่ยวชาญระดับแบล็คโกลด์ว่าขยะเยี่ยงนี้?

ใครก็ต้องรู้ว่าระดับแบล็คโกลด์นั้น  เป็นรองเพียงระดับตำนานเท่านั้น!

เย่ซ่งโกรธเพิ่มขึ้น   เนี้ยหลี่ ใคร่ครวญในคำพูดแล้วหรือจึงว่าร่างทรงอสูรระดับแบล็คโกลด์เช่นนี้  มันเป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีของร่างทรงอสูรระดับแบล็คโกลด์  เขาปล่อยลมหายใจออกมาพร้อมทั้งกล่าว “ แค่ค่ายกลนี้ก็สามารถฆ่าร่างทรงอสูรระดับแบล็คโกลด์ได้แน่หรือ?  เจ้ารู้จักพลังความแข็งแกร่งของร่างทรงอสูรระดับแบล็คโกลด์แล้วจริงหรือ?”


เย่ ซิ่ว ยิ้มอย่างขมขื่น หัวใจนั้นสั่นระรัว  เขาไม่รู้ว่าเพราะเรื่องอะไร เนี้ยหลี่และเย่ซ่ง ทุกครั้งที่สองคนนี้อยู่ด้วยกัน พวกเขาจะเหมือนกับคู่ของผงแป้งที่เมื่อโดนประกายไฟพร้อมจะสามารถระเบิดออกมาได้ตลอดเวลา เย่ ซ่งนั้นมีตำแหน่งสูง ถึงระดับเจ้าเมือง เขามีศักดิ์ศรีที่สูงส่ง  มาทะเลาะกับเด็กธรรมดาสามัญที่ดูจากภายนอกรู้สึกอ่อนแอนัก อย่างไรก็ตามเนี้ยหลี่ไม่กลัวเย่ซ่งแม้แต่น้อย  เขายังคงแกล้งแหย่เย่ซ่ง สาเหตุนี้หละที่ทำให้ เย่ ซิ่ว ทำอะไรไม่ถูกเลยทีเดียว

 “ท่านเจ้าเมือง ข้าไม่คิดว่า เนี้ยหลี่ จงใจหมายถึงอย่างนั้น  เขาเพียงแต่พยายามอธิบายถึงอำนาจการทำลายของค่ายกล ว่าสามารถทำลายร่างทรงอสูรระดับแบล็คโกลด์ได้โดยง่าย.....?” เมื่อมอง เย่ซ่ง ดูโกรธจัด  เย่ ซิ่วก็พยายามแก้ไขสถานการณ์โดยทันที








“แน่นอนว่ามันคือวัตถุประสงค์ของข้า” เนี้ยหลี่ถอนหายใจเงยหน้าไปมองเย่ซ่งพร้อมทั้งกล่าว “อย่าคิดว่าท่านยิ่งใหญ่เป็นถึงร่างทรงอสูรระดับแบล็คโกลด์   ท่านยังไม่เคยเห็นผู้เชี่ยวชาญที่แท้จริงมาก่อน  ยังเป็นแค่พวกกบในบ่อน้ำ ในสายตาข้าร่างทรงอสูรระดับแบล็คโกลด์เป็นเพียงแค่กาก.เจ้าเมือง.ท่านเจ้าเมือง.ท่านเอ่ยว่าค่ายกลหมื่นสัตว์อสูรของข้าไม่สามารถฆ่าร่างทรงอสูรระดับแบล็คโกลด์ได้ ท่านต้องการลองมันไหม?


ที่มาจาก http://www.wuxiaworld.com/


#นิยาย พงศาวดารภูติ#Tale of the demon god#นิยายแปลไทย
Author(s)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น