วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Tale of the demon and god novel Chapter Chapter 190 – Exchange

Tale of the demon and god novel Chapter Chapter 190 – Exchange

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่ 190 - แลกเปลี่ยน


บทที่ 190 - แลกเปลี่ยน


การแลกเปลี่ยน


   เนี่ยหลี่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งและพูด “พวกเสื้อผ้าดีใหม?”


     เขาหยิบชุดหลาย ๆ ชุดออกมาจากวงแหวนมิติและวางพวกมันลงบนโต๊ะ


    หยุนหลิงเบิกตากว้าง เนี่ยหลี่มีแม้กระทั่งวงแหวนมิติ สิ่งหนึ่งที่รู้ก็คือวงแหวนมิติเป็นของที่หายากมากในที่ราบสูงชะตาสวรรค์ อาจะมีแค่คนระดับหัวหน้าเท่านั้นที่มี สายตาของนางถูกดึงดูดด้วยชุดที่วางบนโต๊ะ นางร้องออกมาอย่างประหลาดใจและลงมือจับต้องเสื้อผ้าชุดหนึ่ง เสื้อผ้าพวกนี้อ่อนนุ่มและเรียบลื่น เต็มไปด้วยลวดลายของดอกไม้ที่งดงาม


      หลังจากสัมผัสชุดเหล่านี้ หยุนหลิงก็ไม่สามารถละสายตาไปแม้ชั่วครู่ ในที่ราบสูงนั้นมีแต่เสื้อผ้าที่หยาบกระด้าง ไหนเลยจะมีชุดดี ๆ เช่นนี้?


      “เจ้าคิดว่าจะขายเสื้อผ้าเหล่านี้เป็นจำนวนกี่เหรียญทองแดงกัน?” หยุนหลิงผงกศีรษะขึ้นมาและถามเนี่ยหลี่ แก้มของนางเปลี่ยนเป็นสีชมพู นางถูกสะกดจิตด้วยเสื้อผ้าเหล่านี้ทำให้นางสูญเสียความเยือกเย็นไปชั่วขณะ


     “อย่างนั้นก็สองร้อยเหรียญทองแดงละกัน” เนี่ยหลี่พูดและยิ้มออกมา




     “แค่สองร้อยเหรียญทองแดงเองหรือ? หากว่าจะแลกเปลี่ยนเป็นเงินห้าร้อยเหรียญทองแดงก็ยังมีคนจำนวนมากยินดีต่อแถวรอซื้อเสื้อผ้าเหล่านั้น!” หยุนหลิงพูดด้วยความประหลาดใจ


      หยุนหลิงในชาตินี้ไม่เปลี่ยนไปจากชาติที่แล้วเลย นางปฏิบัติกับคนอื่น ๆ ด้วยความจริงใจและความเมตตา เนี่ยหลี่ยิ้มและพูด “สองร้อยเหรียญทองแดงก็พอสำหรับที่ข้าจะกินอาหารไปได้หลายวันแล้ว ให้ท่านคิดว่าข้ามอบของเหล่านี้เป็นของกำนัลให้แก่พี่หยุนหลิงแล้วกัน ข้าขอเพียงให้ท่านช่วยอะไรข้าซักเรื่องหนึ่ง”


      “ช่วยเรื่องอะไรอย่างนั้นหรือ?” หยุนหลิงถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทันใดนั้นนางรู้สึกตกตะลึงทันทีในบางเรื่อง


     “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าชื่อหยุนหลิง?”


     “ข้าก็ได้ยินมาจากชาวบ้านในตลาดนี่แหละ” เนี่ยหลี่ยิ้มและพูดออกมา “จะมีใครเล่าที่ไม่รู้จักพี่หยุนหลิง?”


       ในที่แห่งนี้ หยุนหลิงสามารถพูดได้ว่านางเป็นคนที่รู้จักดีในหมู่ชาวบ้านแถวนี้ ผู้คนได้ยินกิตติศัพท์เรื่องความงามและความขยันของนาง ชายหนุ่มจำนวนมากต่างก็มาเคาะประตูบ้านเรียกร้องขอนางแต่งงาน


        “โอ้” หยุนหลิงผงกศีรษะ


       “พี่หยุนหลิงรู้จักหินที่มีสีม่วงที่มีรูปร่างสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนที่อยู่รอบ ๆ บริเวณนี้หรือไม่?”  เนี่ยหลี่หยั่งเชิงแล้วยิ้ม “มันสามารถปล่อยควันสีม่วงจาง ๆ ออกมาภายใต้แสงอาทิตย์และมีความร้อนสูงด้วย”


        “โอ้ เจ้าคงหมายถึงหินหมอกม่วงกระมัง รอบ ๆ บริเวณนี้มีหินพวกนี้อยู่เป็นจำนวนมาก หิน เหล่านี้ล้วนแต่ไร้ค่า นอกจากนั้นตัวมันเองยังก็ยังเป็นพิษอ่อน ๆ อีกด้วย” หยุนหลิงอธิบาย “ไม่มีใครต้องการของสิ่งนี้กันหรอก


      หินหมอกม่วงที่หยุนหลิงกล่าวถึงแท้จริงแล้วมันคือผลึกหิน สีม่วง มันเป็นหินล้ำค่าชนิดหนึ่ง เมื่อนำมันมามาผ่านกรรมวิธีพิเศษ มันจะช่วยให้เนี่ยหลี่ สามารถก้าวไปสู่ระดับทองขั้นสามดาวด้วยความเร็วที่สูงที่สุด


       “ถูกต้องแล้ว ข้าต้องการหินหมอกม่วงเหล่านี้ ไม่ว่ามันจะมีราคาค่างวดเท่าไรก็ตาม ข้าจะแลกเปลี่ยนมันกับอาหาร หินหมอกม่วงจำนวนสิบก้อนต่อข้าวสารหนึ่งถุง “เนี่ยหลี่พูด สำหรับการเดินทางเที่ยวนี้เนี่ยหลี่เตรียมการไว้พร้อม ฟังคำของเนี่ยหลี่แล้วหยุนหลิงถึงกับตกตะลึง หินหมอกม่วงสิบก้อนกับข้าวสารถุงหนึ่งเชียวเหรอ?



   “เจ้าพูดจริงหรือเปล่าเนี่ย?” หยุนหลิงถามมาด้วยความตกใจ


      “แน่นอน ข้าพูดความจริง” เนี่ยหลี่ผงกศีรษะ เหตุผลเดียวที่ทำไมเขาถึงใช้ข้าวสารในการแลกเปลี่ยน เพราะว่า พื้นที่ที่รายล้อมอยู่รอบ ๆ ที่ราบสูงชะตาสวรรค์นั้นกันดารมาก อาหารมีอยู่ค่อนข้างจำกัด ในชาติที่แล้ว เมื่อเขา เย่ จื้อหวิ๋นและพวกคนอื่นมาถึงที่นี่ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม แต่อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ยังได้รับความช่วยเหลือจากคนใจดีบางส่วน การใช้ข้าวสารเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนก็ถือได้ว่าถูกต้องแล้ว



        “อย่างนั้นข้าจะไปเก็บหินหมอกม่วงมาให้!” หยุนหลิงรีบพูด จากนั้นนางจึงรีบออกไปเก็บรวบรวมหินหมอกม่วงทันที เมื่อเทียบกับเสื้อผ้าที่ละเอียดอ่อนประณีต ข้าวสารที่สามารถประทังชีวิตได้ยังล้ำค่ามากกว่า ที่ราบสูงชะตาสวรรค์นี้ประสบกับสภาวะขาดแคลนอาหารเป็นอย่างมาก


      หยุนหลิงนำหินหมอกม่วงยี่สิบก้อนและเหรียญทองแดงสองร้อยเหรียญมาให้เนี่ยหลี่อย่างรวดเร็ว เนี่ยหลี่ก็มอบเสื้อผ้าและอาหารให้ตามที่เขาได้สัญญาเอาไว้ หินหมอกม่วงสามารถแลกเปลี่ยนเป็นอาหารได้จริง ๆ หรือนี่?


     หลังจากได้ข้าวสารสองถุงแล้ว หยุนหลิงรู้สึกเหมือนฝันไป สิ่งที่พวกเขากินกันก็คือผงไม้ซึ่งขูดมาจากต้นไม้ที่มีชื่อว่าต้นมู่หยาง ข้าวสารเป็นสิ่งล้ำค่า มีเพียงชนชั้นสูงเท่านั้นที่จะสามารถซื้อหามาได้

    ข้าวสารเพียงแค่ถุงเดียวก็สามารถแลกเปลี่ยนกับสาวงามจากตระกูลยากจนได้เลย
 และนางสามารถได้มันมาจากการแลกเปลี่ยนกับหินหมอกม่วงแค่สิบก้อนเท่านั้น


   “เนี่ยหลี่ การแลกเปลี่ยนเช่นนี้ยังสามารถทำได้อีกหรือไม่?” หยุนหลิงถาม วี่แววตื่นเต้นดีใจปรากฏออกมา


       “ย่อมได้อยู่แล้ว” เนี่ยหลี่ผงกศีรษะของเขา


   “อย่างไรก็ตามข้าเองก็มีข้าวสารจำนวนจำกัด แต่หินหมอกม่วงสิบก้อนก็ยังสามารถแลกเปลี่ยนเป็นเนื้อห้าชั่งได้ด้วยนะ!”


  ก่อนที่เนี่ยหลี่จะมาที่นี่ เนี่ยหลี่ได้นำเอาวงแหวนมิติที่เต็มไปด้วยอาหารและสิ่งอื่น ๆ มาด้วยเป็นจำนวนมาก


      “ตกลง ข้าจะไปบอกทุก ๆ คน” หยุนหลิงดีใจรีบลุกขึ้น หินหมอกม่วงสามารถแลกเปลี่ยนกับเนื้อและข้าวสารได้ นางแทบจะรอไม่ไหวที่จะออกไปป่าวประกาศให้ทุกคนรู้เรื่องนี้


     ถ้าเป็นคนอื่น พวกเขาย่อมต้องเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับเพื่อที่จะทำให้ตัวเองร่ำรวยแต่เพียงผู้เดียว อย่างไรก็ตามหยุนหลิงไม่ได้มีความคิดเช่นนั้น นางแค่ต้องการให้ทุกคนแลกเปลี่ยนอาหารเพื่อให้คุณภาพชีวิตของพวกเขาดีขึ้น


  หลังจากหยุนหลิงจากไป เด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินตรงมาที่เนี่ยหลี่ และนั่งลงตรงหน้าเขา



       “ยินดีที่ได้พบท่าน ข้ามีนามว่าเสี่ยวหยาง ข้าได้ยินมาว่าพี่ชายใช้ข้าวสารและเนื้อในการแลกเปลี่ยนกับหินหมอกม่วงสิบก้อน” เสี่ยวหยางมองและพูดกับเนี่ยหลี่ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นคนจากภายนอกในรอบหลายปี ดังนั้นเขาจึงสงสัยในตัวของเนี่ยหลี่



       “ถูกต้องแล้ว” เนี่ยหลี่ผงกศีรษะ


  “ข้าสงสัยว่าหินหมอกม่วงจะเอาไปใช้ทำอะไรได้? เสี่ยวหยาง ถามหยั่งเชิง ทุกคนให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องที่สามารถแลกเปลี่ยนข้าวสารและเนื้อ แต่เสี่ยวหยางสงสัยในเรื่องของหินหมอกม่วง



        “ข้าไม่สามารถบอกท่านในเรื่องนั้นได้” เนี่ยหลี่พูดพร้อมกับส่ายศีรษะ เสี่ยวหยางผงกศีรษะและไม่ถามอะไรอีก หากว่าเนี่ยหลี่ใช้ข้าวสารและเนื้อในการเปลี่ยนกับหินหมอกม่วง พวกเขาจะต้องมีประโยชน์อย่างมากแน่ ๆ มันเป็นเรื่องที่ยากจะเข้าใจได้ ถ้าเนี่ยหลี่ไม่ยอมพูดออกมา


        เดิมทีการที่จะเก็บรวบรวมหินหมอกม่วงเหล่านั้นมันไม่ใช่เรื่องยากเย็นนัก อาจเป็นเพราะเนี่ยหลี่ไม่ได้เตรียมตัวมาพักอาศัยในที่ราบสูงชะตาสวรรค์นานและจะต้องจากไปในไม่กี่วัน นอกจากนั้นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในที่ราบสูงชะตาสวรรค์นั้นก็เป็นแค่นักสู้ระดับทองดำขั้นหนึ่งดาวเท่านั้น ไม่มีเหตุผลที่จะมีใครสามารถคุกคามเขาได้ ดังนั้นเนี่ยหลี่จึงไม่ได้กังวลในเรื่องนี้


      ถ้าเป็นร่างทรงอสูรระดับทองดำขั้นหนึ่งดาวบางทีเนี่ยหลี่อาจจะรู้สึกเกรงเล็กน้อย แต่ถ้าหากว่าเป็นนักสู้ระดับทองดำขั้นหนึ่งดาวนั้นก็ไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรมาก


      แม้ว่าเนี่ยหลี่จะอยู่ในระดับทองขั้นสองดาวเท่านั้น แต่ด้วยการใช้กลวิธีต่าง ๆ เขาก็สามารถสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับผู้เชี่ยวชาญระดับทองดำได้ ที่ผ่านมามีผู้เชี่ยวชาญ ระดับทองดำเสียชีวิตด้วยน้ำมือของเนี่ยหลี่เป็นจำนวนมาก นับว่าเขาก็ไม่ธรรมดา


    หลังจากข่าวสารได้แพร่กระจายออกไป ประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนก็เพิ่มสูงขึ้น


      จากข่าวที่ว่าสามารถแลกเปลี่ยนหินหมอกม่วงเป็นข้าวสารและเนื้อได้ คนจำนวนมากเกิดความเคลือบแคลงสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามก็ยังมีคนจำนวนมากที่เชื่อคำพูดของหยุนหลิง พวกเขาก็มีท่าทีที่จะลองดูและนำหินหมอกม่วงมาให้ ผู้คนจำนวนมากเก็บหิน มาแค่สองสามก้อนเท่านั้น ถึงแม้ว่ามันจะมีจำนวนมาก แต่มันก็ไม่ได้มีไปหมดทุกที่


  หินหมอกม่วงกับเนื้อครึ่งชั่งและข้าวสารสิบถุง เนี่ยหลี่มีงานยุ่งทันที



  “หินหมอกม่วงสามารถใช้แลกเปลี่ยนเป็นข้าวสารและเนื้อได้จริง ๆ รึ?”


 “เทพเจ้าทรงโปรด! แลกได้จริง ๆ ด้วย!”


     ข่าวที่มีคนสามารถเอาของไปแลกเปลี่ยนได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว


   จากนั้น ผู้คนจำนวนมากต่างก็นำหินหมอกม่วงมาแลกเปลี่ยนกับเนี่ยหลี่ จำนวนคนที่ออกไปเสาะแสวงหาหินหมอกม่วงได้เพิ่มจำนวนขึ้น



     จากการเก็บรวบรวมหินหมอกม่วงอย่างต่อเนื่อง จำนวนของมันเพิ่มสูงขึ้นถึงสองสามพันก้อน จำนวนผู้ที่มาแลกเปลี่ยนก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนแน่นร้านข้าวต้ม


       เสี่ยวหยางและพวกคาดไม่ถึงว่าเนี่ยหลี่จะมีข้าวสารและเนื้อเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นเขายังไม่ได้มีท่าทีจะหยุดแลกเปลี่ยนเลย คนผู้นี้ช่างร่ำรวยจริง ๆ ทันใดนั้นเสียงกึกก้องก็ดังมาจากข้างนอก


      “หลีกทาง หลีกไปให้พ้นทางของข้า!”  ชายฉกรรจ์หลายคนผลักดันฝูงชนออกไปและพากันเดินเข้าไปในร้านข้าวต้ม ผู้ที่เดินนำเข้ามาเป็นชายหนุ่มศีรษะโล้น เขาเปลือยร่างท่อนบนเผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งของเขา หน้าตาและทั่วร่างของเขามีรอยแผลเป็นที่น่าเกลียดน่ากลัว


 “เขาเป็นลูกชายของหัวหน้าเผ่าระวังตัวด้วยนะเนี่ยหลี่” หยุนหลิงเตือนเนี่ยหลี่ด้วยความเป็นห่วง



      เสี่ยวหยางขมวดคิ้วเข้าด้วยกัน เขาไม่คิดว่าเสี่ยวกวงจะมา เสี่ยวกวงเป็นบุตรชายคนที่สองของหัวหน้าเผ่า เขาอยู่ในระดับทองขั้นสามดาว ตามปกติเขามักจะมีนิสัยก้าวร้าวเกรี้ยวกราด จำนวนคนที่เขาโค่นล้มลงเพื่อความสนุกนั้นมีไม่น้อยกว่าสองหรือสามคน


       เสี่ยวหยางดูว่าเนี่ยหลี่ว่าจะรับมือกับเสี่ยวกวงอย่างไร ถ้าเนี่ยหลี่ไม่สามารถรับมือเสี่ยวกวงได้ เขาก็จะออกหน้ายุติเรื่องราวเอง


     “โอ้ เจ้าคนแปลกหน้า” เสี่ยวกวงเอาขาข้างหนึ่งเหยียบลงไปบนเก้าอี้อย่างโอหัง  ดูช่างข่มขู่คุกคามคนยิ่งนัก “เจ้ารู้รึเปล่าว่าที่นี่ที่ไหน? ถ้าเจ้าจะเริ่มทำการค้าที่นี่ เจ้าก็จะต้องจ่ายภาษี!”


     “ภาษีอย่างนั้นรึ? ข้าสงสัยว่าข้าจะต้องจ่ายภาษีอะไร?” เนี่ยหลี่มองเสี่ยวกวง



       “ก็ภาษีการค้ายังไงล่ะ เจ้าแลกเปลี่ยนหินหมอกม่วงไปจำนวนมาก ก่อนอื่นเจ้าจงเอาข้าวสารห้าร้อยถุงมาให้ข้า ไม่อย่างนั้นข้ากับเจ้าได้เห็นดีกัน” เสี่ยวกวงคำราม รังสีการฆ่าฟันแผ่ออกมาจากร่างของเขา หลังจากที่ได้ฆ่าสัตว์อสูรจำนวนมากมาเป็นเวลานาน ร่างกายของเขาก็เต็มไปด้วยรังสีการฆ่าฟันอย่างกระหายเลือด



   “เสี่ยวกวง เจ้าสามหาวเกินไปแล้ว” หยุนหลิงก้าวเข้ามาและจับจ้องไปที่เสี่ยวกวง


     “หยุนหลิง เห็นแก่หน้าพ่อของเจ้า ข้าจะไม่ทำอะไรเจ้า แต่เจ้าอย่าได้เข้ามาแส่ในเรื่องนี้ ไปให้พ้น” เสี่ยวกวงคำราม


   เนี่ยหลี่ดึงหยุนหลิงออกไปข้าง ๆ แล้วพูดยิ้ม ๆ


      “นายน้อยเสี่ยวกวง ข้าย่อมมีข้าวสารห้าร้อยถุงอยู่กับตัวข้า ถ้าท่านต้องการจะเอามันไป อย่างนั้นเราก็ต้องมาดูกันว่าท่านจะสามารถเอามันไปได้หรือไม่”


       “โอ้ เจ้าคนแปลกหน้า เจ้าช่างสามหาวนัก เจ้ารู้หรือไม่ว่าที่นี่มันที่ไหน?” เสี่ยวกวงจ้องเนี่ยหลี่อย่างโหดเหี้ยม


      “ข้ารู้สิ ที่นี่คือที่ราบสูงชะตาสวรรค์ ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดของที่นี่มีระดับเพียงแค่ทองดำหนึ่งดาว” เนี่ยหลี่ยิ้ม


     ภายใต้การข่มขู่คุกคามของเขา เนี่ยหลี่ไม่ได้แสดงออกถึงความอ่อนแอแม้แต่น้อย เสี่ยวกวงอดคิดอยู่ครู่หนึ่ง  เนี่ยหลี่เป็นใคร? เขาเป็นถึงลูกชายของหัวหน้าเผ่า แม้ว่าเขาจะมีท่าทียโสโอหังอยู่เสมอ แต่เขาก็ไม่ใช่คนไร้สมอง เขายิ้มเย็นเยียบแล้วถาม “เจ้าเด็กเหลือขอ เจ้ามาจากที่ใดกัน?”


    “เมืองกลอรี่” เนี่ยหลี่ยิ้มและยังคงรักษาความเยือกเย็นเอาไว้


      “เมืองกลอรี่? สถานที่แห่งนั้นตั้งอยู่ที่ไหน? พวกเจ้าเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับสถานที่แห่งนั้นหรือไม่?” เสี่ยวกวงหันกลับไปถามพวกสมุน


     “ข้าไม่รู้” สมุนของเขาทั้งหมดต่างก็ส่ายศีรษะ พวกเขาไม่เคยย่างกรายออกจากที่ราบสูงชะตาสวรรค์มาก่อนเลย..



ที่มาจาก http://www.wuxiaworld.com/


#นิยาย พงศาวดารภูติ#Tale of the demon god#นิยายแปลไทย
Author(s)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น