วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Tale of the demon and god novel Chapter 263 – Skysoul Institute

Tale of the demon and god novel Chapter 263 – Skysoul Institute

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่ 263 สถาบันวิญญาณสวรรค์


บทที่ 263 - สถาบันวิญญาณสวรรค์


ณ อาณาจักรซากมังกร

นี่เป็นโลกที่กว้างใหญ่ไพศาลเป็นอย่างมากและประกอบด้วยกองกำลังที่มีทรงพลังเป็นจำนวนมาก,พวกล้วนแล้วแต่เป็นฝ่ายธรรมะ ที่อยู่ภายใต้ นิกายขนนกแห่งทวยเทพ,บันทึกฟ้า,ไร้รูป,พันบุฟผา,กำเนิดสวรรค์,และอัคคีสวรรค์. และฝ่ายอธรรมภายใต้นิกาย เทพปิศาจ,ห้าอสนีปิศาจ,และดวงจันทร์สีเลือด และนอกจากนี้ยังมีนิกายที่ค่อนข้างสันโดษและไม่ทราบความข้อมูล,รวมทั้ง ยังมีดินแดนแห่งเทพเจ้าบรรพบุรุษและดินแดนเทพเจ้าปิศาจ,รวมอยู่ในนั้นด้วย

กองกำลังเหล่านี้นั้นก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่นานมาแล้ว และได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญต่างๆภายใต้นิกายของพวกเขามากมาย,เพื่อที่จะแย่งยินที่อยู่อาศัยกัน


ภาคตะวันออกของอาณาจักรซากมังกร

ดินแดนส่วนนี้อยู่ภายใต้นิกายขนนกแห่งทวยเทพ ไม่มีใครรู้ว่านิกายนี้ได้อยู่ที่นี่มานานมากแค่ไหนแล้ว นิกายนี้มีหลายร้อยเมืองและมีจำนวนคนกว่าร้อยล้าน แค่นับจำนวนสาวกภายนอกอย่างเดียวก็หลายล้านแล้ว ไม่มีใครทราบถึงจำนวนที่แน่ชัด รวมถึงจำนวนผู้เก่งกาจที่อยู่ภายใต้นิกายขนนกแห่งทวยเทพว่ามีอยู่เท่าไหร่

นิกายขนนกแห่งทวยเทพถูกแบ่งเป็น ชั้นสวรรค์ ชั้นใน และ ชั้นนอก คนสามัญทั่วไปจะเริ่มจากส่วนชั้นนอกเท่านั้น และจะผ่านเข้าสู่ชั้นในตามข้อกำหนด ในส่วนของภายในนั้น ยังมีหลายๆอย่างที่ลึกลับ และส่วนของชั้นสวรรค์นั้นยิ่งไกลออกไป จนแทบจะเป็นตำนาน

นอกจากนั้น ยังมีหน่วยงานที่ดูแลพวกเขาทั้งหลาย นั่นก็คือสถาบันวิญญาณสวรรค์ซึ่งอยู่ภายในนิกายขนนกแห่งทวยเทพ อัจฉริยะจากเมืองที่อยู่กระจัดกระจายกัน หรือมา จากอาณาจักรเล็กๆจะมาลงทะเบียนเรียนเพื่อพัฒนาฝึกฝนตนเองในสถาบันนี้ สถาบันวิญญาณสวรรค์นี้จึงเป็นโรงเรียนที่มีขนาดใหญ่มาก มีนักเรียนจำนวนนับล้าน เป็น อาณาจักรย่อมๆได้เลยทีเดียว

สถาบันแห่งนี้อยู่ลึกเข้าไปในเทือกเขา จากอาคารเรียนสามารถมองเห็นได้ทั่วทั้งป่า เป็นฉากที่งดงามน่าจดจำ



เซี่ยวหยู๋ เนี้ยหลี่ หลู่เปียว และ กวนยี่ กำลังเดินผ่านป่าด้วยเส้นทางเล็กๆ กวนยี่อายุ 20 ปี อยู่ในระดับเซียน เขามาจากดินแดนใต้พิภพชื่อเมืองซูหยู๋ เขามีลักษณะคล้ายกับมนุษย์มากแต่มีผิวสีแดงกว่าหน่อย

กวนยี่มีลักษณะหยิ่งและหน้าตาหงุดหงิดตลอดเวลา เท่าที่เนี้ยหลี่สังเกตุ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเป็นลูกศิษย์ของจ้าวแห่งดินแดนใต้พิภพด้วยกันแต่ยังไม่ได้มีการพูดคุยกันเลย

วิธีการที่จะเข้าสถาบันแห่งนี้มีอยู่ไม่กี่วิธี ซึ่งตอนนี้เป็นช่วงรับสมัครพอดีในรอบสิบปี ดังนั้นทุกคนที่อยู่บริเวณนี้กำลังจะเป็นนักเรียนใหม่ของสถาบันแห่งนี้

ในระหว่างที่เดินอยู่ เซี่ยวหยู๋ก็อธิบายว่า “ สถาบันวิญญาณสวรรค์นี้ แบ่งออกเป็น 5 ส่วน แต่ละส่วนมีการจัดอันดับ ส่วนกลางเป็นส่วนที่แข็งแกร่งที่สุด ส่วนตะวันออกเป็นลำดับสอง ส่วนตะวันตกลำดับสาม ส่วนใต้และเหนือ เป็นพวกปลายแถว พวกเจ้าจะต้องมีการสอบวัดระดับก่อนเพื่อเข้าสู่ส่วนต่างๆ”

เขาเหลือบไปมองกวนยี่และพูดต่อ “นอกจากนี้ข้าอยากจะให้พวกเจ้าทำความเข้าใจจุดนี้ก่อน ถึงแม้ว่าเจ้าจะอยู่ในระดับตำนาน หรือระดับเซียน เจ้าไม่ควรแสดงความเย่อหยิ่ง ตอนนี้เจ้าอยู่ในดินแดนซากมังกร เจ้าเพิ่งมีพลังอยู่ในด่านแรกเท่านั้น ระดับพลังในดินแดนซากมังกรนี้แบ่งออกเป็น 5 ระดับจิตวิญญาณ คือ ลิขิตสวรรค์ ดาราสวรรค์ แดนสวรรค์ ปราชญ์แห่งมังกร และเทพสงคราม ทุกระดับจิตวิญญาณแบ่งย่อยอีก 9 ขั้น ต่ำกว่าระดับลิขิตสวรรค์ เราเรียกว่า ลิขิตปฐพี ใครที่ยังไม่ได้ปลุกลิขิตวิญญาณ เราเห็นเขาเป็นชนชั้นแรงงานเลยทีเดียว

จากที่เซี่ยวหยู๋ อธิบาย กวนยี่ ถึงกับตะลึง ในดินแดนใต้พิภพของเขานั้น ผู้เชี่ยวชาญระดับเซียน ถือว่าอยู่ในจุดสูงสุดแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ณ ดินแดนซากมังกร เขาเป็นเพียงแค่ ระดับลิขิตปฐพีเท่านั้นหรอ เป็นไปได้อย่างไร ด้วยความสามารถของเขา เขาจะต้องเหนือกว่าคนอื่น ๆ สิ

กวนยี่หันไปมองเนี้ยหลี่อย่างรวดเร็ว เขารู้สึกไม่พอใจเนี้ยหลี่เป็นอย่างมาก เขาทั้งคู่เป็นลูกศิษย์ของจ้าวแห่งดินแดนใต้พิภพเหมือนกัน แต่เนี้ยหลีกลับได้รับการยอมรับที่สูงกว่าจากจ้าวแห่งดินแดนใต้พิภพ อาจเป็นเพราะเนี้ยหลี่มีความใกล้ชิดกับลูกบุญธรรมของจ้าวแห่งดินแดนใต้พิภพ ทำให้กวนยี่รู้สึกเป็นคนนอก

เนี้ยหลี่รู้สึกได้ถึงความเป็นปรปักษ์ที่ออกมาจากกวนยี่ แต่เขาก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก ศัตรูที่แท้จริงของเขาคือ เจ้าอสูรและปราชญ์จักรพรรดิเท่านั้น กวนยี่ยังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นคู่ต่อสู้ของเขาเลย

จากคำอธิบายของ เซี่ยวหยู๋ ทั้งสามคนได้เข้ามาสู่สนามหญ้า ที่ ๆ อาจารย์ของเขาจะขานชื่อเรียกพวกเขา อาจารย์เหล่านี้สวมเสื้อคลุมยาวและมีรัศมีออร่าที่ออกมาจากตัวพวกเขา ด้วยรัศมีที่ปล่อยออกมานี้อย่างน้อยที่สุดพวกเขาอยู่ในระดับลิขิตสวรรค์เป็นอย่างน้อย

เซี่ยวหยู๋ เดินไปหาอาจารย์คนหนึ่งแล้วบอกกว่า “นี่คือจดหมายแนะนำตัวของนักเรียนทั้งสามคนนี้”

อาจารย์วัยสามสิบที่สวมเสื้อคลุมสีเงิน เมื่อเขามองเห็นเซี่ยวหยู๋ ก็เกิดร่องรอยความประหลาดใจผ่านดวงตาของเขา “โอ๊ะ นั่น เซี่ยวหยู๋”

เมื่อได้ยินอาจารย์พูดออกมา อาจารย์คนอื่นๆก็หันมาสนใจพวกเขา

อาจารย์คนแรกรีบมองไปทางเนี้ยหลี่และหันไปทางอาจารย์คนอื่นๆ “เราได้รับจดหมายแนะนำตัวแล้ว นำพวกเขาเข้าไปข้างใน”

เซี่ยวหยู๋ โยกศีรษะและบอกเนี้ยหลี่และอีกสองคน “ตามข้ามา”

เนี้ยหลี่ มองไปที่อาจารย์ที่ตกใจหลังจากได้ยินชื่อของเซี่ยวหยู๋ เหมือนกับว่าเซี่ยวหยู๋ มีชื่อเสียงอย่างมากในสถาบันวิญญาณสวรรค์นี้ ถึงแม้ว่าระดับพลังของเซี่ยวหยู๋ยังอยู่ในช่วงปลุกลิขิตวิญญาณ

พวกเขาเดินผ่านเข้ามาทางห้องโถงใหญ่ ที่ที่นักเรียนนับพันคนรวมตัวกันและร่วมทำกิจกรรมกันบางอย่าง

เซี่ยวหยู๋ หันมาทางพวกเขาและบอก เนี่ยหลี่และอีกคนทั้งสองว่า “ก่อนที่จะได้รับอนุญาตเข้าไปยังสถาบันวิญญาณสวรรค์อย่างแรกเลยจะต้องผ่านการทดสอบ การทดสอบนี้จะแบ่งระดับตามรากจิตวิญญาณ ซึ่งแบ่งออกเป็น รากจิตวิญญาณแห่งสวรรค์ รากจิตวิญญาณแห่งปฐพี และ รากจิตวิญญาณแห่งมนุษย์ ซึ่งพวกเขาแบ่งระดับย่อยอีก 9 ขั้น คนที่มีรากจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งจะฉลาดและมีความสามารถที่จะพัฒนาจะได้รับเอาพลังสวรรค์ไปได้อย่างรวดเร็ว

“แล้วท่านล่ะมีรากจิตวิญญาณอยู่ระดับไหน.” หลู่เปียวถามเซี่ยวหยู๋ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น

"ข้าอยู่ขั้น 7 ของรากจิตวิญญาณแห่งสวรรค์” เซี่ยวหยู๋กระซิบบอก

หลังพูดจบ เนี้ยหลี่ตกใจ เขาคาดไม่ถึงเลยว่าพรสวรรค์ของเซี่ยวหยู๋อยู่ในระดับสูงขนาดนี้ แล้วทำไมเขายังไม่สามารถปลุกลิขิตวิญญาณได้ละ โดยทั่วไปแล้วแค่ขั้น 7 ของรากจิตวิญญาณแห่งมนุษย์ ก็ถือว่ามีฉลาดยอดเยี่ยมมาก และตั้งแต่ขั้น 5 ของรากจิตวิญญาณแห่งปฐพีขึ้นไป ก็เข้าสู่ระดับอัจฉริยะ แต่สำหรับรากจิตวิญญาณแห่งสวรรค์นั้น หาได้ยากมาก ภายในนิกายขนนกแห่งทวยเทพ มีแทบไม่ถึงพันคนเลย

“ขั้น 7 ของรากจิตวิญญาณแห่งสวรรค์ นี่แข็งแกร่งมากเลยหรอ” หลู่เปียวหันไปถามเนี้ยหลี่

คนที่ยืนอยู่ใกล้ๆได้ยินคำพูดของหลู่เปียวหันไปมองทันที คนคนนี้โคตรโง่เง่าน่ารังเกียจ ถามมาได้อย่างไร รากจิตวิญญาณแห่งสวรรค์หาได้ยากมาก ตั้งแต่ขั้นที่ 3 ขึ้นไปก็ถือว่าฉลาดล้ำเลิศแล้ว ยิ่งใครสูงกว่าขั้นที่ 7 นี่สะเทือนสวรรค์ได้เลยหละ

หลังจากจับสัญญาณจากคนรอบข้างได้ หลู่เปียวเกาหัว เขาเพิ่งรู้สึกตัวว่าเขาไม่ควรถามแบบนี้

เนี้ยหลี่มองไปที่เซี่ยวหยู๋ ในความเป็นจริงแล้วถ้าเขาอยู่ขั้น 7 ของรากจิตวิญญาณแห่งสวรรค์ และด้วยอายุเท่านี้ เขาน่าจะปลุกลิขิตวิญญาณได้แล้ว แต่ทำไมเขายังไม่มีอีกละ เนี้ยหลี่ยังคงมึนงงคิดไม่ตกกับสิ่งนี้

ในชีวิตก่อนหน้าของเนี้ยหลี่ เขาเองได้ถูกทดสอบและได้ขั้น 7 ของรากจิตวิญญาณแห่งปฐพี ซึ่งมีความฉลาดในระดับสามัญ อย่างไรก็ตาม เพราะเขาครอบครองตำราภูติห้วงกาลลี้ลับเนี้ยหลี่ก็สามารถเข้าถึงระดับเทพสงครามได้

ถึงแม้ว่าเขาจะไม่มีตำราภูติห้วงกาลลี้ลับในชีวิตนี้ แต่เขาก็ยังคงมีความรู้จากชีวิตในก่อนหน้านี้

“การทดสอบรากจิตวิญญาณนี่น่ากลัวชะมัด ข้ากลัวผลของการทดสอบเหลือเกิน การทดสอบจิตวิญญาณครั้งสุดท้าย ข้ายังคงเป็นที่โหล่” หลู่เปียวกล่าวแบบคอตก

“การทดสอบนี้เป็นการทดสอบรากจิตวิญญาณ ไม่เหมือนกับการสอบจิตวิญญาณที่เคยทดสอบ เพียงแค่ทำตามเทคนิคฝึกฝนที่เคยได้ทำมา แม้ว่าระดับรากจิตวิญญาณของเจ้าจะไม่สูง เจ้าก็ยังสามารถพัฒนาไปได้อยู่ดี ไม่ต้องกังวลมาก” เนี้ยหลี่ตบไหล่หลู่เปียวและยิ้มให้

กวนยี่เหลือบมองไปที่หลู่เปียว แล้วเขาก็หัวเราะหลู่เปียว สำหรับการทดสอบนี้พวกอ่อนหัดก็มักจะกลัวการทดสอบ

จำนวนของคนที่เข้ามาทดสอบเพิ่มขึ้น อาจารย์ทั้งสามยังคงบันทึกคะแนนอยู่

“ขั้น 3 ของรากจิตวิญญาณแห่งมนุษย์ ส่งกลับไป”

“ขั้น 2 ของรากจิตวิญญาณแห่งมนุษย์ ส่งกลับไป”

ได้ยินเสียงอาจารย์บอกอย่างนั้น หลู่เปียว หันกลับมาถามเซี่ยวหยู๋ “อะไรคือส่งกลับไป”

เซี่ยวหยู๋ อธิบาย “เมื่อพวกเขาถูกระบุให้ ส่งกลับไป หมายความว่า สถาบันนี้ไม่ยอมรับเขา สถาบันวิญญาณสวรรค์จะรับคนที่สูงกว่า ขั้น 5 ของรากจิตวิญญาณแห่งมนุษย์ ขึ้นไป พวกที่พรสวรรค์ไม่ถึง จะถูกปฎิเสธ”

หลังจากเซี่ยวหยู๋พูด หลู่เปียวหดคอเหมือนเต่า ความคิดว่า “ส่งกลับไป ช่างน่ากลัวเหลือเกิน พวกเขาไม่สามารถกลับไปยังโลกเล็ก ๆของพวกเขาได้ภายใน 5 ปี ดังนั้นถ้าสถาบันวิญญาณสวรรค์นี้ไม่รับเขา เขาจะไปที่ใดได้ล่ะ? หลู่เปียวแทบจะร้องไห้ออกมาในขณะที่เขาคิดว่าจุดจบของเขาคือ ส่งกลับไป”

กวนยี่ ชำเลืองมองไปที่ใบหน้าของหลู่เปียวอย่างเย็นชา และสบถ “เจ้า ขยะ”

หลังจากกวนยี่พูด เนี้ยหลี่หันไปจ้องหน้ากวนยี่อย่างเย็นชาและพูดว่า “ใครที่เจ้าเรียกว่าขยะ” เนี้ยหลี่ไม่ยอมให้ใครดูถูกเพื่อนของเขา

เห็นเนี้ยหลี่ถามอย่างนั้น กวนยี่ยักไหล่ “เจ้าคิดว่าข้าพูดถึงใครละ”

เซี่ยวหยู๋ ขมวดคิ้วของเขาสักพัก เขาก็ไม่พอใจในคำพูดของกวนยี่ อย่างไรก็ตามเมื่อเห็นเนี่ยหลี่เอาเรื่อง เซี่ยวหยู๋กลัวว่าเนี่ยหลี่จะจัดการกับเขาแน่ เขาจึงรีบไปห้ามและกล่าว “สถาบันวิญญาณสวรรค์นี้ไม่อนุญาตให้มีการต่อสู้ใดๆเกิดขึ้น นอกเหนือจากการแข่งขันอย่างเป็นทางการภายใน พวกเขามีบทลงโทษที่เข้มงวด สำหรับผู้ไม่ปฏิบัติตามกฎเหล่านั้น พวกเขาจะถูกส่งไปยังคุกใต้ดินเป็นเวลาหลายเดือน”

แม้เขารำคาญกวนยี่อย่างมาก เนี้ยหลี่ก็เข้าใจในกฎและไม่ได้เอาเรื่องต่อ

เซี่ยวหยู๋มองไปที่กวนยี่และกล่าวอย่างเย็นชา "เจ้าเป็นลูกศิษย์ของพ่อบุญธรรมข้า ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะไม่สร้างปัญหาใด ๆ ให้กับคนอื่น ถ้าใครพยายามเริ่มมันขึ้นมา อย่าหาว่าข้าไม่เตือนเจ้าก่อน และอย่ามาร้องไห้ขอให้ข้าช่วยเมื่อเจ้าถูกทำโทษละกัน”

ได้ยินคำที่เซี่ยวหยู๋กล่าว กวนยี่รีบขอโทษทันที “นายน้อยเซี่ยวหยู๋ เมื่อสักครู่ข้าพลั้งปากไปหน่อย กรุณาอย่าได้ใส่ใจ”

เซี่ยวหยู๋ถอนหายใจแต่ยังคงเงียบ

กวนยี่เหงื่อตก เขาไม่คิดว่าเซี่ยวหยู๋จะเข้าข้างเนี้ยหลี่และหลู่เปียว เขาเข้าใจชัดแล้วว่า เขาต่อต้านเซี่ยวหยู๋ไปก็เป็นการตัดสินใจที่ไม่ฉลาด แม้ว่าเขายังคงดูหมิ่นพวกเนี้ยหลี่และหลู่เปียว แต่มันจะดีที่สุดถ้าเขาหลีกเลี่ยงและไม่ต่อต้านเซี่ยวหยู๋

ในขณะที่ทั้งสี่คนพูดคุยกัน ก็มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งเดินผ่านเข้ามา คนที่เป็นผู้นำดูหนุ่มแน่นและมีรังสีประสงค์ร้ายเล็ดรอดออกมา เขาอายุประมาณสิบเจ็ด หรือสิบแปด และยิ้มเล็กน้อยมองมาทางนี้

หนุ่มคนนั้น พูดเล่นเสียง “โอ้ว นั้นมันสุดยอดอัจฉริยะเซี่ยวหยู๋จากส่วนตะวันตกนี่ ไม่ได้เจอกันนาน กลับมาเจอกันในที่แห่งนี้ มันช่างบังเอิญอะไรขนาดนี้”

“ ฮวาหลิง ถ้าเจ้าไม่พูด ก็ไม่มีใครว่าอะไรหรอกนะ ข้าไม่ได้มีเวลาว่างมาสนทนากันเจ้า” เซี่ยวหยู๋ทำสีหน้าเย็นชาใส่

เนี้ยหลี่รู้สึกได้ถึงความเป็นปรปักษ์ระหว่างคนทั้งสอง เนี้ยหลี่สังเกตคนที่ชื่อฮวาหลิง หนุ่มคนนี้มีคนหลายสิบคนตามหลังเขามา และเขาก็มีลิขิตวิญญาณแล้ว และกำลังจะเขาสู่ระดับลิขิตสวรรค์

ฮวาหลิง หัวเราะออกมาและพยายามกอดคอเซี่ยวหยู๋ แต่เซี่ยวหยู๋สะบัดออกไป ฮวาหลิงดึงแขนกลับแล้วหัวเราะ นายน้อยเซี่ยวหยู๋ ยังคงไม่สุภาพเหมือนเดิม เลยนะ


ที่มาจาก http://www.wuxiaworld.com/


#นิยาย พงศาวดารภูติ#Tale of the demon god#นิยายแปลไทย
Author(s)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น