วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Tale of the demon and god novel Chapter 248 – Confrontation

Tale of the demon and god novel Chapter 248 – Confrontation

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่ 248 - เผชิญหน้า


บทที่ 248 - เผชิญหน้า


หากในอนาคต กลุ่มของพวกเขามีโอกาสได้เดินทางไปยังดินแดนซากมังกร เมื่อไปถึงที่นั่นแล้ว พวกเขาย่อมได้รับพลังที่สามารถปกป้องตนเองจากอันตรายที่เข้ามากล้ำกรายในชีวิตได้ไม่มากก็น้อย

“งั้นลองไปที่ชั้นถัดไปกันเถอะ” เนี้ยหลี่กล่าวอย่างกระตือรือร้น ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ การบ่มเพาะของพวกเขารุดหน้าขึ้นอย่างก้าวกระโดด ยิ่งพวกเขาผ่านบททดสอบมากเท่าไหร่ ความแข็งแกร่งของพวกเขายิ่งเพิ่มพูนขึ้นมากเท่านั้นด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงตัดสินใจขึ้นไปยังชั้นถัดไปในทันที

ระหว่างที่กลุ่มของเด็กหนุ่มก้าวขึ้นมายังชั้นที่สามของหอคอยเพลิงทมิฬ พวกเขาค้นพบว่า ยังสามารถอดทนต่อแรงกดดันบนชั้นนี้ได้อย่างสบายๆ เว้นเสียแต่ หลู่เปียว และเสี่ยว เซี่ย ทั้งสองนั้น ยังคงไม่อาจต้านทานแรงกดดันได้ทั้งหมด ถึงกระนั้นก็ยังไม่ถึงจุดเลวร้ายอะไรที่น่าเป็นห่วง พวกเขาจึงรีบมุ่งหน้าขึ้นสู่ชั้นถัดไปพร้อมพกพาความเชื่อมั่นกันมาอย่างเต็มเปี่ยม

ทั้งกลุ่มก้าวเดินขึ้นบันไดอย่างแช่มช้า

ทว่า ในเวลาเดียวกัน ที่ชั้นเก้า ของหอคอยมรณะ

หลิงหยุน และเหล่าผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ ต่างก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย เมื่อสักครู่นี้พวกเขาเห็นเนี้ยหลี่กำราบกิเลนสวรรค์ด้วยวิธีที่พวกเขาไม่เคยพานพบที่ใดมาก่อน แม้แต่คนที่อยู่เหนือจุดสูงสุดอย่างพวกเขาก็ไม่อาจมองความซับซ้อนของมันออกได้โดยง่าย แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาประหลาดใจที่สุดก็คือ เนี้ยหลี่นำจิตอสูรที่ประเมินค่าไม่ได้ให้แก่สหายของเค้า คนเช่นนี้นับว่าหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร

“เทคนิคลับที่เจ้าหนุ่มนั่นใช้ในการประทับตราวิญญาณนั้น ดูเหมือนจะปรากฏเฉพาะที่ดินแดนซากมังกร แม้แต่ตัวข้าเองก็ไม่อาจมีความสามารถใช้เทคนิคลับนี้ได้ ข้าสงสัยนักว่าเจ้าหนุ่มนั่นได้เรียนรู้เทคนิคลับนี้มากจากที่ใด” แววตาของหลิงหยุนเต็มไปด้วยความสงสัย และเขายังคิดอีกว่า เนี้ยหลี่นั้นยังคงมีความลับอีกมากมายเก็บซ่อนเอาไว้อยู่



ส่วนผู้เชี่ยวชาญที่เหลือต่างก็พึมพำจนเสียงดังระงม ถึงแม้ว่าเนี้ยหลี่จะมีความสามารถที่น่าพิศวง แต่ก็ยังไม่อาจเทียบได้กับพรสวรรค์ราวกับสัตว์ประหลาดของเจ้าเด็กที่สวมชุดคลุมสีขาวนั่นอยู่ดี


จ้าวแห่งดินแดนใต้พิภพเหลือบสายตาไปยังบุรุษวัยกลางคน พร้อมกับหัวเราะเบาๆ “ข้าต้องขอแสดงความยินดีกับท่านเทียนฮุนด้วย ที่เจ้าหนูนั่นผสานวิญญาณเข้ากับกิเลนสวรรค์ได้ ด้วยเลือดของมันจะทำให้เจ้าหนูนั่นกลายเป็นอัจฉริยะภายในไม่ช้าอย่างแน่นอน”

ผู้เชี่ยวชาญเจ้าของนาม เทียนฮุน ยิ้มอย่างเปี่ยมสุข ถึงแม้ว่ากิเลนสวรรค์จะยังไม่เติบโตเต็มวัย แต่การผสานวิญญาณเข้ากับมันโดยการใช้เทคนิคลับ จะทำให้ตูเซอมีพัฒนาการอย่างก้าวกระโดด และในภายภาคหน้านั้น เขาจะต้องกลายเป็นสุดยอดอัจฉริยะที่หาตัวจับได้ยาก

“ฮ่าๆ ขอบคุณท่านมาก” เทียนฮุนระเบิดเสียงหัวเราออกมาดั่งลั่น พร้อมกับกุมมือขอบคุณ

ในดินแดนซากมังกรนั้น อาจารย์และลูกศิษย์ก็เปรียบเสมือนคนๆ เดียวกัน หากลูกศิษย์ชั่วช้า ประพฤติผิด ไร้คุณธรรม ตัวอาจารย์ผู้อบรมสั่งสอนก็จะพลอยได้รับความเดือดร้อนตามไปด้วย ทว่า ในทางตรงกันข้าม หากลูกศิษย์ประสบความสำเร็จ ก็จะแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของผู้เป็นอาจารย์ ทำให้อาจารย์ย่อมมีอิทธิพล เกียรติและศักดิ์ศรีเพิ่มขึ้นเป็นดั่งเงาตามตัว

นั่นคือเหตุว่าทำไมเหล่าบรรดาผู้เชี่ยวชาญ ถึงกระตืนรือร้นแย่งชิงลูกศิษย์กันถึงที่นี่ ซึ่งหากเทียบกับดินแดนซากมังกรแล้ว ดินแดนใต้พิภพแห่งนี้ พวกเขาย่อมมีสถานะสูงส่งและสามารถดึงตัวลูกศิษย์ได้ตามเท่าที่ต้องการ

“ข้าสงสัยยิ่งนักว่าเจ้าหนุ่มนี่จะพาข้าไปได้ไกลถึงจุดใด” จ้าวแห่งดินแดนใต้พิภพ มองดูเงาร่างของเนี้ยหลี่ผ่านแอ่งน้ำ บนใบหน้าของเขาฉาบไปด้วยรอยยิ้มแห่งความปิติยินดี

ชั้นที่ 4 ของหอคอยเพลิงทมิฬ

ที่ชั้นแห่งนี้มีผู้คนมาเยือนแล้วอยู่หลายสิบคน รวมถึงซางหมิง มู่เอีย และ หัว ฮัว ทั้งคู่นั้นต่างก็อยู่ด้วยเฉกเช่นเดียวกัน เว้นเสียแต่บุรุษหนุ่มผู้เป็นเจ้าของชุดคลุมสีขาวหม่น ซึ่งไม่ว่าจะมองสักเท่าใดก็ไม่อาจพบเห็นแม้แต่เงาร่าง

เนี้ยหลี่และเหล่าบรรดามิตรสหาย พวกเขาก็พึ่งจะมาถึงชั้นนี้เช่นเดียวกัน

ช่วงระยะเวลาก่อนหน้านี้กลุ่มของซางหมิงจับจ้องไปยังบันไดที่มุ่งสู่ชั้นถัดไปด้วยแววตาดุดันเกรี้ยวกราด ความรู้สึกไม่ยอมแพ้ล้นทะลักผ่านทางสีหน้าของพวกเขาจนไม่อาจเก็บงำเอาไว้ได้ ในการเข้าร่วมการคัดเลือกครั้งนี้ กลุ่มของพวกเขาต่างพกความมั่นใจกันมาอย่างเต็มเปี่ยม ไม่ว่าฟ้าถล่มหรือแผ่นดินจะแยก พวกเขาจักต้องได้รับเลือกให้เป็นศิษย์ของจ้าวแห่งดินแดนใต้พิภพให้จงได้ แม้ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นขุมนรกเขาก็ไม่เกี่ยง แต่ถึงกระนั้นความเป็นจริงย่อมโหดร้ายอยู่เสมอ เมื่อพวกเขาพยามก้าวสู่ชั้นถัดไป เปลวเพลิงทมิฬทวีความร้อนโหมกระหน่ำจนพวกเขาไม่อาจฝ่าฟันต่อไปได้อีก ด้วยเหตุนี้ทำให้พวกเขาได้แต่ยอมรับและถอยหลังกลับมาอย่างไม่มีทางเลือก

นั่นก็หมายความว่าพวกเขายังคงห่างชั้นกับเจ้าหมอนั่น !!!?

เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วกลุ่มของซางหมิง จึงได้หยุดลงในชั้นนี้ กระทั่งในที่สุดบรรดาผู้คนเริ่มทยอยขึ้นมาเรื่อยๆ ส่งผลให้กลุ่มของเนี้ยหลี่ ดูกลมกลืนเข้ากับฝูงชนในเวลาต่อมา มู่เอีย ลืมตาขึ้นก่อนจะทำทีเหลือบมองไปยังกลุ่มของเด็กหนุ่ม ในชั้นนี้ทุกคนล้วนแล้วเป็นคู่แข่งในระดับเดียวกัน นั่นทำให้เขารู้สึกประหลาดใจไม่น้อย เพราะกลุ่มของเนี้ยหลี่เป็นกลุ่มที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่พอสมควร และแต่ละคนนั้นตัวเขาไม่เคยคุ้นหน้าคุ้นตามาก่อน

หลังจากมาถึงชั้นที่ 4 แล้วนั้น ตูเซอ หลู่เปียว เสี่ยว เซี่ย เว่ยหนาน และคนอื่นๆ เริ่มอดทนต่อแรงกดดันไม่ไหว ส่วนหนิงเอ๋อ และ หวิ๋นเอ๋อ นั้นยังคงพอที่จะกัดฟันทนได้ แต่คาดว่าจะทนต่อไปได้อีกไม่นานนัก
ในขณะนี้เหลือเพียง เนี้ยหลี่ ยู่เหยียน และต้วนเจี้ยน ที่ยังคงอดทนต่อแรงกดกระหน่ำได้โดยไม่เผยสีหน้าอะไรออกมา

ที่ชั้น 4 นั้น เปลวเพลิงทมิฬทวีความโชติช่วงแทบทุกลมหายใจ ไอความเข้มข้นของมันทำให้หลู่เปียวและคนอื่นๆ รู้สึกร่างกายเหมือนโดนแผดเผา

 “พวกเจ้าอยู่ที่ชั้นนี้ ข้าจะขึ้นไปยังชั้นห้ากับพี่สาว ยู่เหยียน” เนื้อหลี่กล่าวต่อพรรคพวก และหันมากำชับกับต้วนเจี้ยน “ต้วนเจี้ยน เจ้าจงอยู่ที่ชั้นนี้เพื่อคอยปกป้องพวกเขา”

“ขอรับนายท่าน” ต้วนเจี้ยนตอบรับคำของเนี้ยหลี่ด้วยความเคารพ

“เนี้ยหลี่ !! ระวังตัวด้วยนะ” พรรคพวกของเขาเตือนด้วยความกังวล

“อื้อ” เนี้ยหลี่พยักหน้า พร้อมกับมุ่งตรงไปยังชั้นที่ 5 โดยทันที

ในขณะที่เฝ้าดูการกระทำของเนี้ยหลี่ ซางหมิงได้พึมพำอะไรบางอย่าง พลางกล่าวในใจว่า “การจะไปยังชั้นที่ 5 มันไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่เจ้าคิดหรอกนะ”

ก่อนหน้านี้เขาได้พยายามฝ่าฟันไปยังชั้น 5 แต่ทุกย่างก้าวของเขา เต็มไปด้วยเปลวเพลิงทมิฬโหมกระหน่ำ ระหว่างที่เขาก้าวขาขึ้นบันไดขั้นที่ 6  มันต้องประสบพบต่อความล้มเหลว ไม่ว่ามันจะดื้อดึงขัดขืนสักเท่าไหร่ ก็ไม่อาจขึ้นไปยังขั้นต่อไปได้โดยง่าย ไม่เพียงแต่เขาเท่านั้น คนอื่นๆ ในระดับเดียวกันก็เจอเหตุการณ์เช่นนี้ราวกับภาพซ้อนทับ ทว่า อย่างน้อยคนเหล่านั้นก็ไม่มีใครไปได้ไกลกว่าสถิติของเขา เรื่องดังกล่าวจึงย่อมไม่ทำให้เขาเสียหน้าไม่มากนัก

ในขณะที่เนี้ยหลี่วางเท้าลงที่ขั้นแรกนั้น พลันรู้สึกได้ถึงความร้อนที่โชติช่วงพุ่งพล่านดั่งอสูรร้าย เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นพลางจับจ้องไปยังสุดเหนือขอบบันได ‘ดูเหมือนว่าการจะไปยังชั้นต่อไปจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแฮะ!!’ เนี้ยหลี่ครุ่นคิดในใจ

 ระหว่างที่เตรียมขึ้นไปยังชั้นถัดไปนั้น ผู้คนทั่วชั้น 4 ต่างพุ่งความสนใจมายังเนี้ยหลี่ พวกเขาต่างอยากรู้ว่าเด็กหนุ่มจะไปได้ไกลสักแค่ไหน แม้ลึกๆ ว่าเขาจะไม่เชื่อว่าเนี้ยหลี่จะไปยังชั้นที่ 5 ได้ แต่พวกเขาก็ยังอยากดูผลลัพธ์ตรงหน้าว่าจะออกมาแบบใด เพราะจนถึงตอนนี้มีคนเพียงคนเดียวที่ไปยังชั้นที่ 5 ได้คือ เจ้าคนที่สวมชุดคลุมสีขาวนั่น ซึ่งความสามารถของพวกเขาล้วนแล้วห่างไกลจากเจ้านั่นราวฟ้ากับเหว


ภายใต้การจับตามองของทุกคน เนี้ยหลี่ยังคงก้าวไปอย่างแช่มช้า ก้าวที่หนึ่ง …สอง…สาม…..ทุกย่างก้าว เขารู้สึกถึงแรงกดดันของของเปลวเพลิงทมิฬที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าหวาดหวั่น เขาสงสัยนักว่าเจ้าคนที่สวมชุดคลุมสีขาวผ่านไปได้เยี่ยงไร หรือเจ้านั่นเป็นคนที่มีพลังวิญญาณที่แข็งแกร่ง?

ซึ่งในตอนนี้เนี้ยหลี่ไม่รู้ว่าเจ้าอสูรนั้นใช้เทคนิคย้ายจิตเหลี่ยนร่างวิญญาณ ทำให้จิตวิญญาณของเขาทุกทรมานจากการเผาไหม้ทุกช่วงทิวาราตรี ดังนั้นความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณของเขาจึงอยู่ในจุดที่หาผู้ใด้เปรียบ และยังคงเป็นความจริงอีกว่า เจ้าอสูรนั้นมีร่างกายที่แข็งแกร่งเหนือกว่าบุคคลธรรมดา เปลวเพลิงทมิฬอันเลื่องชื่อจึงไม่มีผลใดๆ ต่อเขา

เนี้ยหลี่ขมวดคิ้วมุ่น หากมีคนที่มีความสามารถก้าวไปยังชั้นที่ 5 ของหอคอยเพลิงทมิฬได้ ตัวเขานั้นจะด้อยว่าอย่างนั้นหรือ? ไม่น่ามีทางเป็นไปได้

เด็กหนุ่มยังคงก้าวขึ้นต่อไป ซางหมิง และคนอื่นๆ ต่างก็กำลังจับจ้องกันอย่างไม่วางตา ก้าวที่ห้า!! พวกเขารู้สึกตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่มิด เนี้ยหลี่ยังคงก้าวเดินต่อไป ก้าวที่หก ก้าวที่เจ็ด....

ซางหมิงแทบไม่เชื่อสายตา ว่าจะมีบุคคลลึกลับถึงสองคนที่มีความสามารถมากกว่าเขา เป็นเวลานานแล้วที่เขาถูกจัดให้เป็นอัจฉริยะประจำดินแดน แต่แล้ววันนี้ปรากฏถึงสองบุคคลลึกลับโผล่ออกมา เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกพ่ายแพ้

 ทุกย่างก้าวของเนี้ยหลี่ ได้เข้าถึงสภาวะอนัตตา จิตใจของเขารู้สึกสงบนิ่งดุจขุนเขา แต่ละก้าวนั้นดูดซับพลังของเปลวเพลิงทมิฬเข้าไปดั่งหลุมดำที่ไม่มีวันเติมเต็ม

ส่วน ยู่เหยียน นางรู้สึกอิ่มเอิบเมื่อได้เข้ามายังหอคอยมรณะ นางคือเทพเจ้าสัจธรรมแห่งไฟ ฉะนั้นเปลวเพลิงทมิฬที่อยู่รอบกาย ย่อมเป็นสารอาหารชั้นเลิศ ไม่รอช้า นางดูดซับมันขึ้นมาราวกับกลุ่มน้ำวนที่หิวกระหาย ตราบใดที่พลังแห่งสัจธรรมของนางยังคงอยู่ สรีระเทพของนางยังคงพัฒนา และก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง

“พี่สาวยู่เหยียน ท่านทราบหรือไม่ว่า ผู้ใด้เป็นคนสร้างหอคอยเพลิงทมิฬนี้ขึ้นมา” เนี้ยหลี่เอ่ยถาม ยังมีอีกหลายสิ่งที่เขายังไม่เข้าใจกับสถานที่แห่งนี้

ยู่เหยียนใจลอยไปสักพักก่อนจะตอบว่า “ประวัติของหอคอยเพลิงทมิฬนั้นยาวนานยิ่งกว่าหอคอยมรณะเก้าชั้นเสียอีก ย้อนกลับไปยังสมัยโบราณมีสองผู้เชี่ยวชาญที่มีความสามารถ และมีความเข้าใจเกี่ยวกับวัตถุลึกลับมากมาย พวกเขาเข้าร่วมการต่อสู้ของเหล่าทวยเทพ ภายหลังสงคราม พวกเขาหายไปอย่างไร้ร่องรอย

บ้างก็กล่าวว่าพวกเขาเสียชีวิต บ้างก็กล่าวว่าพวกเขาได้รับบาดเจ็บหนักจากสงครามครั้งนั้น และหอคอยเพลิงทมิฬก็เป็นสมบัติของพวกเขาที่หลุดมือมา เมื่อหอคอยนี้ตกลงสู่ผืนดินก็ได้เปลี่ยนบริเวณรอบข้างให้กลายเป็นดั่งนรก”

“ความเข้าใจที่ลึกซึ้ง” เนี้ยหลี่ขมวดคิ้ว สองผู้เชี่ยวชาญนี้อาจเป็นสาวกของจักรพรรดิคงหมิง และได้ต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงสมบัติของพระองค์

“ไม่มีใครสามารถเคลื่อนย้ายหอคอยนี้ได้เมื่อมันตกลงมาสู่พื้นพิภพ” ต่อมามีเทพวิญญาณบางคนใช้ประโยชน์จากหอคอยนี้ และเปลี่ยนมันให้เป็นสถานที่เพื่อการฝึกฝนและบ่มเพาะพลัง ยู่เหยียนกล่าวต่อว่า “สำหรับกิเลนสวรรค์ที่เป็นอสูรปิศาจนั้น ข้าก็ไม่เข้าใจเช่นเดียวกัน”

เนี้ยหลี่พยักหน้ารับเหตุผลทันที

จะต้องมีพลังวิญญาณที่แข็งแกร่งมากๆ อย่างแน่นอน ถึงจะหลุดพ้นจากความหวาดกลัวต่อจักรพรรดิคงหมิงได้

มีสาวกทั้งหมดห้าคนที่จะได้รับมรดกขององค์จักรพรรดิคงหมิง ถ้าคนหนึ่งตาย ก็ไม่ได้หมายความว่าอีกสี่คนจะต้องตาย อย่างไรก็ตามนี่เป็นข่าวร้ายสำหรับเนี้ยหลี่ เมื่อมีหนึ่งในสาวกตาย อีกสี่คนที่เหลือจะแข็งแกร่งขึ้น

ฆ่ากันเพื่อมรดกของจักรพรรดิคงหมิง ถ้าเขาฆ่าสาวกคนอื่นๆ เขาอาจจะเข้าถึงแก่นแท้ของจารึกนั้นก็เป็นไปได้

อยู่ๆ ก็มีความคิดหนึ่งแว่บผ่านเข้ามาในหัวของเนี้ยหลี่ ชายชราท่าทางสติไม่ดี ที่เขาพบใกล้ๆ หลักจารึกในดินแดนคุกอเวจีนั้น อาจจะเป็นหนึ่งในสาวกของจักรพรรดิคงหมิงก็เป็นได้

แต่เมื่อคิดย้อนกลับไปว่า ทำไมเขาถึงยังไม่ฆ่าเนี้ยหลี่ เขานึกถึงความเป็นไปได้ อาจจะเป็นเพราะความเข้าใจของเขายังตื้นเขินเกินไป จึงยังไม่มีค่าควรแก่การฆ่า (เหมือนการรอผลไม้ให้สุกค่อยกิน)

เหมือนกับกิเลนสวรรค์ที่ไม่ควรฆ่า เมื่อมันยังไม่ถึงวัยที่โตเต็มที่ หากรอให้มันเติบใหญ่มันจะกลายเป็นสมบัติที่ยากจะหาสิ่งใดเทียบ

เนี้ยหลี่อดรู้สึกหวาดกลัวไม่ได้ ในขณะนั้นเหงื่อที่เย็นเยียบก็ได้ไหลบ่าไปตามตัวของเขาโดยที่เขาไม่รู้ตัว

“ในตอนนี้ข้าอาจจะยังไม่คู่ควร แต่ในอนาคตข้าเกรงว่าท่านจะต้องเสียใจ ที่ปล่อยให้ข้ามีชีวิตอยู่” แสงสว่างวาบเกิดขึ้นในส่วนลึกของดวงตาของเขา ดูเหมือนว่าเขาจะต้องเร่งเดินทางไปยังดินแดนซากมังกรเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเองเสียแล้ว

เมื่อเนี้ยหลี่ปีนขึ้นมาถึงชั้นที่ 5 ของหอคอยเพลิงทมิฬ สายตาของเขาก็ไปตกอยู่ที่ชายหนุ่มที่สวมชุดคลุมสีขาวกลางห้อง

ชายหนุ่มนั้นลืมตาขึ้น ฉับพลันก็ประสานดวงตาจ้องมองมายังเนี้ยหลี่ ทั้งสองไม่มีคำพูดใดๆ

ที่ชั้น 5 นี้นอกจาก ยู่เหยียน ที่ซ่อนตัวอยู่ในแขนเสื้อของเนี้ยหลี่แล้ว ก็มีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้น.


ที่มาจาก http://www.wuxiaworld.com/


#นิยาย พงศาวดารภูติ#Tale of the demon god#นิยายแปลไทย
Author(s)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น