วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Tale of the demon and god novel Chapter 243 – Black Infernal Refining

Tale of the demon and god novel Chapter 243 – Black Infernal Refining

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่ 243 - ขัดเกลาด้วยเปลวเพลิงอเวจีทมิฬ


บทที่ 243 - ขัดเกลาเปลวเพลิงอเวจีทมิฬ


บทที่ 243 - ขัดเกลาด้วยเปลวเพลิงอเวจีทมิฬ

หอคอยเพลิงอเวจีทมิฬ ตั้งอยู่ในถิ่นทุรกันดารที่มีเปลวเพลิงโหมกระหน่ำตลอดเวลาล้อมรอบไปด้วยหินสีแดงเพลิง

ซางหมิง มู่เอีย และ หัว ฮัว ได้สังเกตุเห็นหอคอยและหันมองหน้ากัน พวกเขาทั้งหมดรู้สึกประหลาดใจปรากฏอยู่บนใบหน้า ตั้งแต่พวกเขาเป็นลูกหลานสายตรงของตระกูลพวกเขาเคยได้ยินเกี่ยวกับสถานที่นี้มาก่อน ดังนั้นเวลานี้พวกเขาจึงตัดสินใจว่าจะไม่กระทำการใดที่จะทำให้เสี่ยงมากเกินไปในการสำรวจครั้งนี้

* วู๊สส..*  * วู๊สส..*   * วู๊สส..*

ทั้งสามคนได้ตรงไปยังหอคอยเพลิงอเวจีทมิฬ  ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจากตระกูลอื่น ๆ ที่มาด้วยอีกหลายตระกูลก็ตรงตามเข้าไป ยิ่งพวกเขาเข้าไปใกล้หอคอยยิ่งรู้สึกว่ามันร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ความร้อนจากเปลวเพลิงอเวจีทมิฬ เหมือนจะทะลุเข้าไปยังเขตแดนวิญญาณของพวกเขา สำหรับผู้ที่มีพลังวิญญาณที่อ่อนด้อยถึงแม้ว่าจะมีระดับเซียนแล้ว ก็ยังไม่สามารถทนต่อมันได้

บางคนตระหนักว่าพวกเขาไม่สามารถทนต่อพลังเปลวเพลิงอเวจีทมิฬ ได้ พวกเขาจึงรีบหลบหนีออกไปจากหอคอยแห่งนี้

อย่างไรก็ตามก็ยังมีผู้ที่คิดว่ายังทนไหวและพยายามฝ่าเข้าไปด้านในหอคอยเพลิงอเวจีทมิฬ  คนเหล่านี้ได้แต่ตะโกนกรีดร้องออกมาในขณะที่ร่างกายของพวกเขาถูกกลืนหายไปในเปลวเพลิงเปลวเพลิงอเวจีทมิฬ

เนี้ยหลี่ไม่สามารถช่วยอะไรคนพวกนี้ได้ ซึ่งทำได้แต่ถอนหายใจในขณะที่เขาเฝ้าดู พลังวิญญาณของผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้นั้นแข็งแกร่งไม่เพียงพอที่จะเข้าไปยังหอคอยแห่งนี้ ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อเขตแดนจิตวิญญาณของพวกเขาและจะทำให้พวกเขาต้องพิการอย่างถาวร

"ไปกันเถอะ" เนี้ยหลี่กล่าวพร้อมกับมองไปยังพวกของเขา

เนี้ยหลี่และกลุ่มของเขาเริ่มเคลื่อนตัวไปยังหอคอยเพลิงอเวจีทมิฬ

ซางหมิง มู่เอีย และ หัว ฮัว เป็นกลุ่มแรกที่เข้ามาในหอคอยเพลิงอเวจีทมิฬ ส่วนพวกที่เหลือได้ติดตามมาอย่างใกล้ชิดทางด้านหลัง มีประมาณห้าร้อยถึงหกร้อยคนที่ไม่สามารถทนต่อเปลวเพลิงอเวจีทมิฬ และถอยกลับออกไป ในขณะที่เนี้ยหลี่และพรรคพวกได้มาถึงหอคอยเพลิงอเวจีทมิฬ  พวกเขารู้สึกว่ามีลมร้อนพัดมายังพวกเขา สายลมพวกนี้สร้างผลกระทบโดยตรงต่อเขตแดนจิตวิญญาณของเขา

ถึงแม้ว่าเนี้ยหลี่จะรู้สึกว่าจิตวิญญาณของเขาถูกเผาไหม้ แต่เขาก็หันไปถามเพื่อน ๆ ว่า "พวกเจ้ารู้สึกอย่างไรกันบ้าง"




หวิ๋น เอ๋อส่ายหัวของเธอและตอบว่า "สบายดีจ๊ะ!"
หนิงเอ๋อ พูดเป็นคนต่อมาว่า "ไม่เป็นไรจ๊ะ!" คนที่เหลือก็ตอบเหมือนกัน
แม้ว่าเปลวเพลิงอเวจีทมิฬ จะมีกำลังแรงขึ้น เนี้ยหลี่และกลุ่มของเขาที่ได้รับการฝึกฝนมาแบบพิเศษ ดังนั้นในแง่ของความแข็งแกร่งทางเขตแดนจิตวิญญาณในแต่ละคน ของพวกเขานั้นเป็นหนึ่งในหมื่นของคนทั่วไป ดังนั้นแม้ในหลักความเป็นจริงที่ว่าพวกเขาถูกล้อมรอบด้วยเปลวเพลิงอเวจีทมิฬ ซึ่งแสดงพลังออกมากดดัน แต่พวกเขายังคงสามารถที่จะทนได้ ไม่เหมือนกับคนอื่นที่จิตวิญญาณถูกทำลาย

พวกเขาค่อยๆ เข้าใกล้กับหอคอยเพลิงอเวจีทมิฬ ที่สูงตระหง่าน โครงสร้างหอคอยนี้ถูกแบ่งออกเป็นเจ็ดชั้น ชั้นที่สูงกว่าจะมีสีของเปลวเพลิงที่เข้มขึ้น เปลวเพลิงบนชั้นแรกจะยังมีสีแดงสดใส แต่เปลวเพลิงของชั้นบนสุดจะเป็นสีดำมืดมิดเหมือนสีหมึก

ความบริสุทธิ์ของเปลวเพลิงที่ชั้นบนสุดสร้างความตกใจให้กับเนี้ยหลี่เป็นอย่างมาก เขาไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ทิ้งพลังเพลิงอเวจีทมิฬ ไว้ในหอคอยเพลิงอเวจีทมิฬ แห่งนี้ แต่เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าเขาหรือเธอผู้นั้นคงจะเป็นผู้ที่มีความสามารถสูงส่งยากที่หาใครเทียบ

ในการเผชิญหน้ากับคลื่นความร้อนนี้ พวกเขาก็ได้ก้าวเข้าไปในหอคอยเพลิงอเวจีทมิฬ  ในชั้นแรกของหอคอยเพลิงอเวจีทมิฬ  มีผู้เชี่ยวชาญหลายคนจากเผ่าพันธุ์ต่างๆนั่งขัดสมาธิ ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ได้เข้ามายังชั้นแรกและรู้สึกว่าพลังวิญญาณของพวกเขาได้ถูกกระตุ้น ดังนั้นพวกเขาจึงไม่กล้าที่จะทำอะไรต่อไปได้และนั่งลงบนพื้นเพื่อทำการฝึกฝนทันที อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีคนเดินต่อขึ้นไปยังชั้นสอง แต่ทันใดนั้นร่างกายต้วนเจียนระเบิดลุกเป็นเพลิงสีดำ

"ต้วนเจี้ยน! เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า ?! "ทุกคนตกใจพร้อมตะโกนออกมาด้วยความตื่นตระหนก พวกเขาคิดว่าต้วนเจี้ยนกำลังประสบปัญหาเดียวกับผู้อื่นที่ถูกกระตุ้นเขตแดนวิญญาณ!

ขณะที่พวกเขาเฝ้าดูร่างกายต้วนเจี้ยนถูกปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิงสีดำ ผู้เชี่ยวชาญที่นั่งอยู่ในห้องโถงใหญ่มองมาด้วยความสงสารด้วยความรู้สึกว่ามีอีกคนหนึ่งซึ่งกำลังจะกลายเป็นคนพิการโดยไม่คาดคิดว่า ต้วนเจี้ยนนั้นไม่ได้มีการแสดงความเจ็บปวดออกมาเลย ในทางตรงกันข้ามเขามีลักษณะของความสุขบนใบหน้าของเขา

เมื่อพวกเขาเห็นดังนั้น หลู่เปียวและคนที่เหลือก็ตะลึง พร้อมคิดว่าคนอื่น ๆ ที่ถูกเผาไหม้และถูกทรมานเพราะเขตแดนจิตวิญญาณของเขาได้รับการกระตุ้น แต่ทำไมต้วนเจี้ยนดูมีความสุข?

"ต้วนเจี้ยนเจ้ารู้สึกทรมาน จนเป็นบ้าไปแล้วหรือ ... ?" หลู่เปียวถาม

ต้วนเจี้ยนมองหน้าหลู่เปียวก่อนที่หันไปทางเนี้ยหลี่พร้อมพูดว่า “นายท่าน  ข้าไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่เปลวเพลิงสีดำเหล่านี้ดูเหมือนจะมีผลกระทบที่ดีต่อเขตแดนวิญญาณของข้า ตั้งแต่เราเข้ามาในสถานที่นี้ ข้ารู้สึกได้ว่าข้าได้รับการดูดซึมเปลวเพลิงสีดำในอัตราที่เพิ่มขึ้น และเพิ่มความแข็งแกร่งของเขตแดนวิญญาณของข้าได้อย่างรวดเร็ว! "

เนี้ยหลี่พยักหน้า ต้วนเจี้ยนได้รับการถ่ายทอดสายเลือดมาจากมังกรดำ อาจเป็นไปได้ว่ามังกรดำนั้นเป็นจ้าวของเปลวเพลิงอเวจีทมิฬ นี้ และความจริงที่ว่าทำให้ต้วนเจี้ยนได้รับผลประโยชน์ตามที่กล่าวมา ทั่วทั้งร่างกายของต้วนเจียนถูกปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิงสีดำ อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้ทุกข์ทรมานหรือกรีดร้องอย่างอนาถเหมือนคนอื่น ๆเหมือนที่เห็นมา แต่เขาอยู่ในอารมณ์ที่สดใส เขาดูมีความสุขทำให้ให้ผู้เชี่ยวชาญที่ได้นั่งฝึกฝนอยู่บนพื้นตกใจ มีผู้ชายที่ร่างกายถูกห่อหุ้มอยู่ในเปลวเพลิงสีดำได้ด้วยรึ?

เมื่อยืนอยู่บนชั้นแรกของหอคอยทมิฬ พวกเนี้ยหลี่ไม่ได้รู้สึกกดดันใด ๆ เลย พวกเขากล่าวสั้น ๆ ก่อนที่พวกเขาตัดสินใจที่จะมุ่งหน้าไปชั้นสองของหอคอย พวกเขาเดินตามทางบันไดเกลียววนเป็นวงกลมขึ้นไปด้านบน

เนี้ยที่กำลังเดินอยู่ข้างหน้ารู้สึกว่าเปลวเพลิงอเวจีทมิฬ ค่อยๆ แข็งแกร่งเรื่อยๆ ตามทางที่เขาเดิน ซึ่งเปลวเพลิงอเวจีทมิฬ มีการเผาไหม้หนาแน่นมากขึ้น จนกว่าพวกเขาจะแข็งแกร่งขึ้นไปนั้น เนี้ยหลี่จึงต้องดูแลและปกป้องเขตแดนวิญญาณของพวกเขา

ในบรรดาสมาชิกในกลุ่มมีแต่ต้วนเจี้ยนเท่านั้นที่ดูผ่อนคลาย ในความเป็นจริงนั้นเขาผ่อนคลายเพื่อที่จะก้าวไปสู้ขั้นต่อไป ยิ่งมีเปลวเพลิงอเวจีทมิฬ มากขึ้นเท่าไหร่มันก็เป็นประโยชน์การฝึกฝนของเขา พวกเขายังคงเดินไปตามทางของบันได ในขณะที่เนี้ยหลี่และกลุ่มของเขาก้าวเข้าสู่ชั้นสองของหอคอยเพลิงอเวจีทมิฬ  ผู้เชี่ยวชาญของกลุ่มต่าง ๆ ที่อยู่ที่นี่ได้หันมาให้ความสนใจต่อกลุ่มของเนี้ยหลี่ มีผู้ที่มีความสามารถเข้าสู่ชั้นสองมีจำนวนเพียงสองหรือสามร้อยคน พวกเขาเหล่านี้สามารถกล่าวได้ว่าเป็นชนชั้นสูงของดินแดนใต้พิภพ พวกเขารู้จักซึ่งกันและกันไม่มากก็น้อย แต่พวกเขาไม่คุ้นเคยกับกลุ่มของเนี้ยหลี่เลย

หลังจากช่วงเวลาสั้น ๆ ที่คนส่วนใหญ่ในกลุ่มของพวกเขาได้หันมาให้ความสนใจพวกเนี้ยหลี่ แต่เปลวเพลิงสีดำบนชั้นสองนั้นได้สร้างแรงกดดันอันหนักหน่วงให้กับพวกเขามาก ดังนั้นพวกเขาไม่ได้มีเวลาที่จะต้องมานั่งตรวจสอบคนที่เข้ามาใหม่

ถึงแม้ซางหมิง มู่เอีย และ หัว ฮัว ยังไม่กล้าที่จะขึ้นไปยังชั้นถัดไป พวกเขาแต่ละคนได้แต่หาที่นั่งอย่างรวดเร็วบนชั้นสองเพื่อนั่งลงและเริ่มการฝึกฝนของพวกเขาอย่างเงียบๆ

เนี้ยหลี่และกลุ่มของเขายังเห็นว่ายังมีพื้นที่ว่างสำหรับพวกเขาที่จะนั่งกันได้และฝึกฝนจิตวิญญาณของพวกเขา

เนี้ยหลี่รู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างและหันไปยังจุดที่เขารู้สึกที่อยู่ห่างออกไป เขาเห็นชายหนุ่มนั่งอยู่ ซึ่งชายหนุ่มคนนั้นมีใบหน้าขาวซีดน่ากลัวดูเหมือนเจ็บป่วยและดวงตาแดงก่ำ เนี่ยหลี่รู้สึกถึงพลังจำนวนมากเล็ดลอดออกมาจากตัวชายหนุ่มผู้นี้ ซึ่งระดับของพลังดูแล้วเหมือนเหนือกว่ากลุ่มพวกเขา ชายหนุ่มรู้สึกได้ว่าถูกจ้องมองโดยเนี้ยหลี่จึงหันกลับมามองที่เนี้ยหลี่ หลังจากที่ทั้งสองได้สบตากันชายหนุ่มผู้นั้นได้ปิดตาของเขาอีกครั้งและกลับไปฝึกฝนต่อไป

การต่อสู้กันในหอคอยเพลิงอเวจีทมิฬ นั้นเป็นการกระทำที่ไม่ฉลาด เพราะเปลวเพลิงอเวจีทมิฬ แผ่พลังมาอย่างต่อเนื่องยากที่จะหลบหนี ถ้ามีการต่อสู้เกิดขึ้นบางคนอาจจะจบชีวิตลงทันทีโดยถูกเปลวเพลิงอเวจีทมิฬ กลืนกิน

เนี้ยหลี่หรี่ตาของเขาลง เขาไม่รู้ว่าทำไม แต่เขารู้สึกถึงกระแสคุกคามมาจากชายหนุ่มผู้นั้น จึงคอยปกป้องกลุ่มของเขาไว้ห่างๆ

"นายท่าน และคนอื่นๆ สามารถฝึกฝนต่อได้อย่างไม่มีปัญหา ข้าจะคอยระวังเอง." ต้วนเจี้ยนบอกต่อทุกคนในกลุ่มของพวกเขา ภายในหอคอยเพลิงอเวจีทมิฬ นี้ เขาไม่มีความจำเป็นที่จะต้องนั่งลงเหมือนกับคนอื่น ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการฝึกฝน เปลวเพลิงอเวจีทมิฬ พวกนี้มีผลอย่างมากในการปรับทั้งกายภาพและเขตแดนวิญญาณของเขา

อันที่จริงแล้วเมื่อมีต้วนเจี้ยนปกป้องอยู่ทำให้ทุกคนมีความมั่นใจมากขึ้น! เนี้ยหลี่พยักหน้าพร้อมปิดตาของเขาลงและเริ่มการฝึกฝน

เนี้ยหลี่รู้สึกได้ถึงความร้อนที่แผดเผาจากเปลวเพลิงอเวจีทมิฬ โดยรอบ จากชีวิตของเขาก่อนหน้านี้เขาก็รู้อยู่แล้วว่าอนัตตาคือสภาพของจิตใจ แต่ในชีวิตนี้เขายังไม่ได้เริ่มต้นการจัดเรียงลำดับการฝึกฝน แต่ในเมื่อมันถูกกระตุ้นโดยเปลวเพลิงอเวจีทมิฬ มันเป็นเรื่องง่ายที่จะฝึกฝนในเวลานี้ เขาทำการผ่อนคลายร่างกายของเขาเพื่อที่จะได้รับพลังของเปลวเพลิงอเวจีทมิฬ มาทีละนิดอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับแต่งร่างกายของเขา

ร่างกายของเนี้ยหลี่แข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อถูกกระตุ้นโดยเปลวเพลิงอเวจีทมิฬ พลังแห่งสัจธรรมทั้งสาม ในร่างของเขาได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าจะมีพลังแห่งสัจธรรมที่แตกต่างกันสามอย่างภายในตัวของเนี้ยหลี่ แต่ทั้งหมดก็ถูกควบคุมโดยเนี้ยหลี่ ดังนั้นพวกมันจึงไม่ได้ปะทะกันและรวมตัวอยู่ในขั้นตอนการฝึกฝน เนี้ยหลี่ค่อยๆ เข้าสู่การทำสมาธิ ความรู้สึกที่เงียบสงบทำให้ความรู้สึกแสบร้อนจากเปลวเพลิงอเวจีทมิฬ ลดลงเป็นอย่างมาก

การฝึกฝนของเขาเข้าสู่ระดับแบล็คโกลขั้นที่ 5 อย่างช้า ๆ และเริ่มที่จะมุ่งหน้าไปสู่ระดับตำนาน กระโดดจากระดับแบล็คโกลขั้นที่ 5 ไปสู่ระดับตำนานเป็นหนึ่งในความยากลำบากสำหรับการฝึกฝน อย่างไรก็ตามหลังจากการฝึกเคล็ดเทพวิถีฟ้า ความเป็นจริงของจักรพรรดิคงหมิงเพื่อควบคุมพลังแห่งสัจธรรมทั้งสามประเภท เนี้ยหลี่คาดว่าจะก้าวสู้ระดับถัดไปเร็ว ๆ นี้ มีความเป็นไปได้ที่จะก้าวผ่านกำแพงเข้าสู่ระดับตำนาน เนี้ยหลี่กำลังจะไปถึงระดับตำนานเร็ว ๆ นี้ เมื่อเขาไปสู่ระดับถัดไป การฝึกฝนของเขาจะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

นอกเหนือจากต้วนเจี้ยนทุกคนที่อยู่บนชั้นสองของหอคอยเพลิงอเวจีทมิฬ นั่งอยู่อย่างเงียบ ๆ เพื่อฝึกฝนบ่มเพาะเขตแดนวิญญาณของพวกเขา

ภายใต้ท้องฟ้านอกหอคอยเพลิงอเวจีทมิฬ  คนรับใช้ผู้สวมใส่เกราะสีทองสังเกตการณ์อย่างเงียบ ๆ พร้อมพูดขึ้นมา "ในบรรดาคนเหล่านี้มีบางคนที่ยากจะเฝ้ามอง!"

คนรับใช้เห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นในหอคอยเพลิงอเวจีทมิฬ  สายตาของเขากวาดผ่านมาทางต้วนเจี้ยนและคนอื่น ๆ ในที่สุดก็หยุดอยู่ที่ชายหนุ่มปีศาจซึ่งมีผิวซีดน่ากลัว "ความสามารถของเขาน่าจะแข็งแกร่งที่สุด! อย่างไรก็ตามยังมีเพียงไม่กี่คนที่ค่อนข้างใกล้เคียงกับเขา. "

ดวงตาของเขากวาดผ่านมาทางเนี้ยหลี่แต่ก็ไม่ได้หยุดมอง ในมุมมองของเขาพรสวรรค์ของเนี้ยหลี่ค่อนข้างน่าเบื่อเมื่อเทียบกับ เย่ จื้อหวิ๋นและคนอื่น ๆ ซึ่งนั่งข้างเขา

ในขณะที่เนี้ยหลี่นั่งฝึกฝน เขารู้สึกว่าเขตแดนวิญญาณของเพื่อน ๆ ได้เชื่อมต่อกันอย่างรวดเร็ว อาณาเขตจิตวิญญาณมันเปรียบเสมือนน้ำวนซึ่งดูดซับอย่างต่อเนื่อง ในการใช้พลังงานดูดเปลวเพลิงอเวจีทมิฬ เพิ่มความแข็งแรงของทุกคนในอัตราที่รวดเร็ว

ภายในหอคอยเพลิงอเวจีทมิฬ  เปลวเพลิงจะกระตุ้นการฝึกฝนของพวกเขาและช่วยให้พวกเขาก้าวเข้าสู่ระดับใหม่ทั้งหมด! นี่คือดินแดนที่ผู้คนนับไม่ถ้วนในเมืองกลอรี่ได้ปรารถนา!

ที่มาจาก http://www.wuxiaworld.com/


#นิยาย พงศาวดารภูติ#Tale of the demon god#นิยายแปลไทย
Author(s)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น