วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Tale of the demon and god novel Chapter 239 – Lesson

Tale of the demon and god novel Chapter 239 – Lesson

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่ 239 - บทเรียน


บทที่ 239 - บทเรียน

พวกเขาคิดว่าเนี่ยหลี่นั้นมีความแข็งแกร่งมากกว่าความเขา แต่ความจริงแล้วเนี่ยหลี่นั้นยังมีพลังไม่เท่าพวกเขา เป็นเพราะข้างในสุสานนั่นเอง,พลังแห่งสัจธรรมของพวก

เขานั้นถูกจำกัดไว้ซึ่งไม่สามารถแสดงพลังที่แท้จริงออกมาได้

นอกจากนี้แล้วเนี่ยหลี่นั้นไม่ได้รับผลกระทบใดจากพลังสัจธรรมธรรมแห่งความตายเลยนั่นเอง

เซี่ยวอยู่มองเนี่ยหลี่และกระซิบว่า"พวกเขาหล่านี้ล้วนแต่เป็นผู้เชี่ยวชาญระดับเซียนจากครอบครัวที่มีพลังอำนาจมากในดินแดนใต้พิภพแห่งนี้

หลังจากได้ยินเซียวหยู๋พูด,เนี่ยหลี่ถึงกับเบิกตากว้างพร้อมทั้งหัวเราะ และพูดว่า"พวกท่านทั้งหมดไม่ต้องสุภาพขนาดนั้นก็ได้.เมื่อข้าเห็นพวกท่านอยู่ในอันตราย,จะไม่ให้

ยื่นมือเข้าไปช่วยได้อย่างไร?"

"ไม่ทราบว่านายน้อยมีอะไรให้เราทำให้หรือไม่?"

"ข้าไม่มีอะไรที่จะขอหรอกนะ"เนี่ยหลี่ยิ้มจาง และดูเหมือนว่าจะนึกอะไรได้บางอย่าง  "ความจริงแล้ว,ข้าเพิ่งได้พบปัญหาบางอย่าง ข้าเพิ่งมีเรื่องขัดแย้งกับตระกูลหวู่ กุย

และสมาคมทมิฬ แต่ข้าก็ยังไม่มีกำลังเพียงพอที่จะจัดการเรื่องนี้....."

"แน่นอน เรื่องเล็กๆแค่นี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่เของเรา"ผู้เชียวชาญระดับเซียนคนหนึ่งกล่าวออกมา

พวกเขาคิดว่าเนี้ยหลี่นั้นจะของเรื่องที่ใหญ่กว่านี้ แต่มันกลับเป็นเรื่องเล็กๆเท่านั้น

"เยี่ยมมาถ้าอย่างนั้น...ข้าต้องขอรบกวนพวกท่านด้วย.ขอบคุณสำหรับเรื่องนี้ด้วย"เนี่ยหลี่พูดพลางหัวเราะ

"นายน้อยท่านสุภาพเกินไปแล้ว"



"ใช่,ท่านได้ช่วยชีวิตเรา! จะไม่ให้พวกเราตอบแทนบุญคุณครั้งนี้ได้อย่างไร?"ผู้เชียวชาญระดับเซียนบางคนพูดออกมา

ในขณะที่เขามองการกระทำของเนี่ยหลี่อยู่นั้นทำให้เซี่ยวหยู่รู้สึกขบขันยิ่งนัก   ตระกูลหวู่ กุยและสมาคมทมิฬต้องประสบกับภัยครั้งใหญ่เป็นแน่ เมื่อพวกเขาต้องพบกับ

ครอบครัวมหอำนาจเหล่านี้,สมาคมทมิฬและตระกูลหวู่กุยจะสามารถต่อต้านพวกเขาได้รึไม่นะ?

ขณะที่พวกเขากำลังสนทนากันอยู่นั้นสุสานก็ได้ยุบตัวลงอย่างรวดเร็ว ,นอกสุสานนั้นก็มีผู้เชียวชาญระดับเซียนหลายคนที่สู้กับโครงกระดูกขนาดใหญ่อยู่ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระ

ดับเซียบางคนได้ไช้ความพยายามอย่างมากในการับมือกับโครงกระดูกที่มีส่วนหนี่งของเทพวิญญาณ,หลังจากที่มันล้มลง,กายเทพของมันก็แตกกระจายออกไปและกลาย

เป็ยผุยผง

"เจ้าบ้าเอ่ย หายไปซะ" ผู้เชียวชาญระดับเซียนบางคนถึงกับสาปแช่งเลยทีเดียว พวกเขาหันไปมองสุสานที่สลายไปกับสายลม

ทั้งหมดนี้ดูเหมือนมันเป็นเพียงแค่ภาพลวงตา

"บ้าเอ๋ย,พวกแกเป็นผีหรืออย่างไร?"

ความพยายามทั้งหมดมันช่างสูญเปล่า ผู้เชี่ยวชาญระดับเซียนทั้งหมดรู้สึกไม่ค่อยพอใจ

"นายน้อย,ถ้าท่านมีเวลา,รบกวนท่านมาเยี่ยมเยียนครอบครัวมนต์มังกรของเราด้วยฎ

"เช่นกัน ถ้าว่างแล้วมาเยียมครอบครัวเอลฟ์ของข้าด้วยฎ

"ดูดเหมือนเรื่องทั้งหมดจะจบแล้ว,พวกเขาคงต้องลากันแล้วล่ะ"ผู้เชียวชาญระดับเซียนบางคนที่ถูกช่วยไว้โดยเนี่ยหลี่ ทั้งหมดได้ป้องมือเพื่อแสดงความเคารพและจากไป

เซี่ยวหยู่ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะมองไปยังเนี่ยหลี่และกล่าวว่า "พี่ชายเนี่ยหลี่ พวกเราเองก็คงต้องลากันแล้วล่ะ"

เนี่หลี่พูดอย่างขบขันว่า "โอ้? งั้นก็เดินทางอย่างปลอดภัยล่ะ"

ได้ยินคำพูดของเนี่ยหลี่ เซียวหยู่รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย หลังจากพวกเขาทั้งคู่ประสบกับเหตูที่เสี่ยงตายร่วมกันมา แต่ตอนนี้ดูราวกับว่าเนี่ยหลี่นั้นแทบรอไปไหวที่จะให้เขา

จากไป

แน่นอนเนี่ยหลี่นั้นไม่ได้คิดอย่างนั้นที่จะให้เซี่ยวหยู่รีบจากไป,เขาคิดว่าถ้าอยู่ใกล้ๆกับเซี่ยวอยู่ก็ถือว่ามีคนที่คอยคุ้มครองได้ดีเลยทีเดียว,เซี่ยวหยู่นั้นแข้งแกร่งเป็นอย่าง

มากและยังไม่รู้จักที่มาของเขาดีนัก,หากเซี่ยวหยู่เข้าร่วมกลุ่มของเขา,มันอาจนำกลุ่มของเขาไปสู่หายนะก็เป็นได้,แม้ว่าเขาจะได้ช่วยเซี่ยวหยู๋ไว้,แต่จุดประสงค์ที่แท้จริง

ของเซี่ยวอยู่คืออะไรใครจะรู้? ในชีวิตก่อนหน้านี้ของเขานั้นเนี่ยหลี่นั้นมีประสบการณ์โดยลอบกัดข้างหลังเขาอยู่หลายครั้ง

"พี่ชายเนี่ยหลี่.ท่านจะเข้าร่วมการคัดเลือกศิษย์ของจ้าวดินแดนใต้พิภพใช่หรือไม่?เซี่ยวหยู่ยิ้มบางๆ

"ถูกต้อง"เนี่ยหลี่พยักหน้า

"ถ้าอย่างนั้น,เข้าเชื่อว่าเราคงได้พบกันอีก โปรดนำเลื่อนทอง(ม้วนจารึกทองคำ)ที่ข้าได้ให้พวกท่านไป ซึ่งมันจะทำให้ท่านสามารถเข้าไปถึงการทดสอบขั้นสุดท้ายได้ ข้า

จะรอฟังข่าวดีแล้วกัน"เซี่ยว หยู๋ หัวเราะและพูดต่อว่า"ฉันยังไม่ได้กล่าวลา หนิ๋งเอ๋อและจื้อหวิ๋นเลย .งั้นฉันจะรอพวกเขาอยู่ที่นั่นแล้วกัน"

เซี่ยวหยู่ได้กระโดนและเหาะจากไป
ขณะที่เขามองดูเซี่ยวหยู่ที่กำลังหายไปในขอบฟ้า ,เนี่ยหลี่ยิ้มบางๆ,ชายที่ถูกทุบตีโดยเทพแห่งความตายและยังรักสวยรักงาม ,ใบหน้าของเขาจะยังไม่ได้รับการรักษา
,บาง

ทีเขาอาจจะยังไม่อยากเจอใครด้วยใบหน้าแบบนั้นก็ได้,ถึงได้รีบร้อนที่จะจากไปอย่างรวดเร็ว

เนี่ยหลี่ได้สยายปีกของเขาซึ่งเขาสังเกตเห็นว่ามันเต็มไปด้วยพลังงานที่ไม่สิ้นสุด,จากนั้นเขาก็หดปีกของเขาเข้าไปในแขนของเขา

ตราบใดที่เขาต้องการใช้มัน,มันจะออกมาจากแขนของเขาเวลาใหนก็ได้

เนี่ยหลี่ได้นำไข่ปริศนาออกมา ในการต่อสู้ครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะมีการดูดซับพลังสัจธรรมแห่งความตายเป็นจำนวนมาก ผิวหน้าของมันเริ่มที่จะเด่นชัดขึ้นเป็นรอยแยก

เหมือนกับใยแมงมุมไปทั่วผิวหน้าของไข่.เขารู้สึกได้ถึงพลังที่คลุมเคลือภายใน มันเหมือนกับหลุมน้ำวนที่ดูดซับพลังสัจธรรมรอบมันเข้าไปอย่างไม่สิ้นสุด


สิ่งมีชีวิตภายในไข่ลึกลับนี้มันอาจจะออกมาจากเปลือกไข่เวลาใหนก็ได้ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็จำเป็นที่ต้องใช้พลังแห่งสัจธรรม และต้องใช้เป็นจำนวนมากด้วย แม้ว่าเนี่ยหลี่จะพยายามฉีดพลังงานแห่งสัจธรรมแต่มันก็ไม่เพียงพอ การดูดกลืนพลังของมันนั้นมันอาจทำให้พลังของเขาเหือดแห้งไปเลยก็ได้

เสี่ยว หนิงเอ๋อและเย่จื้อหวิ๋น รอเขาอยู่เงียบๆ เมื่อพวกเขาเห็นสุสานหายไปต่อหน้าต่อตาพวกเขาอย่างไร้ร่องรอยก็ทำให้พวกเธออดที่จะเป็นกังวลไม่ได้ เกิดอะไรขึ้น เนี่ยหลี่ได้พบกับอันตรายหรือไม่?

ในขณะนั้น,พวกเขาก็เห็นใครบางคนที่กำลังเดินมาทางนี้,ดี,จะเป็นใครได้อย่างไรนอกเสียจากเนี่ยหลี่

"เนี่ยหลี่เจ้ากลับมาแล้ว" เย่ จื้อหวิ๋นและเสี่ยวหนิงเอ๋อ ดูมีความสุขเป็นอย่างมาก

"ใช่แล้ว"เนี่ยหลี่พยักหน้า

เย่จื้อหวิ๋น มองไปรอบๆตัวเขาและถามว่า "เซี่ยวหยู๋ ไปใหนแล้วล่ะ?"

"ผู้ชายคนนั้นอายที่จะเจอพวกเรา,เขาเพิ่งจากไปเมื่อสักครู่"เนี่ยหลี่หัวเราะ

ทำให้ทั้งเย่จื้อหวิ๋นและเสี่ยวหนิงเอ๋อ งงงวย ทำใมเซี่ยวหยู่ต้องอาจด้วยล่ะ?

"เนี่ยหลี่,พวกเขารู้สึกว่าเจ้ามีพลังที่น่าตกใจซ่อนอยุ่และจู่ๆตอนนั้นพวกเราก็รู้สึกว่าอาณาเขตวิญญาณมีพลังวิ่งเข้ามาภายใน.เจ้าเลื่อนระดับพลังมาหรือ?"เย่จื้อหวิ๋นถามเพราะเธอจำอะไรบางอย่างได้

เนี่ยหลี่ยิ้มและกล่าวว่า"ข้าได้เข้าใจพลังแห่งสัจธรรมของสัจธรรมอื่น"เนี่ยหลี่ได้ลองตรวจสอบการบ่มเพาะพลังของตัวเอง เขารู้สึกว่าการบ่มเพาะพลังของเขานั้นเหมือนมันมีประสิทธิภาพมากขึ้นและเขตแดนวิญญาณของเขานั้นมีพลังสัจธรรมแห่งความตายเพิ่มขึ้นมาด้วย ตอนนี้นั้นแม้ว่าเขาต้องเผชิญหน้ากับผู้เชียวชาญระดับตำนานเขาเชื่อว่าเขาก็จะไม่แพ้พวกเขาเป็นแน่

อย่างไรก็ตามระดับตำนานนั้นเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นในการบ่มเพาะพลังเท่านั้น เนี่ยหลี่ได้ตระหนักถึงความเป็นจริงนี้ ในอาณาจักรซากมังกร นั้นเต็มไปด้วยผู้เชียวชาญระดับตำนานและเซียนเต็มถนนไปหมด

อย่างไรก็ตาม,เมื่อพวกเขาเริ่มการบ่มเพาะพลังด้วยพลังงานแห่งสวรรค์,พวกเขาสามารถที่จะเลื่อนระดับไปยังเขตแดนวิญญาณที่เยื่อมยอดและลึกลับได้

สถานที่นั้นเมื่อระดับตำนานรวบรวมพลังงานสวรรค์ได้มากพอก็จะก้าวเข้าสู่เขตแดนวิญญาณชะตาสวรรค์ เมื่อไปถึงขั้นนั้นได้แล้ว พวกเขาก็จะไม่ถูกจำกัดในการมีชีวิต


 หากว่าเขาหรือเธอสามารถเขาถึงระดับชะตาสวรรค์ได้แล้วนั้น จะไม่ถูกจำกัดอยู่เพียงชีวิตเดียว ทุกครั้งที่เลื่อนระดับ พวกเขาจะสามารถสร้างจิตวิญญาณเพิ่มขึ้นได้ ในขอบเขตวิญญาณของพวกเขา เมื่อพวกเขาตาย เขาจะสูญเสียจิตวิญญาณในขอบเขตวิญญาณ แทนการเผชิญหน้ากับความตายจริงๆ
(ตย.หากเข้าถึงระดับชะตาสวรรค์ขั้นที่3 ก็สามารถสร้างจิตวิญญาณขั้นที่2เป็นเหมือนร่าง Backup พอตัวตนในระดับชะตาสวรรค์ขั้นที่3พลาดท่าเสียชีวิต ก็จะสามารถย้อนมาที่ระดับชะตาสวรรค์ขันที่2ได้ กล่าวคือ ยังไม่ตาย แต่พลังจะลดลงมา 1 ระดับ แทนการตายนั่นเอง)

แต่นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการบ่มเพาะพลัง !!!

เพราะว่าชีวิตก่อนของเขานั้นรู้ถึงการเข้าสู่ดินแดนซากมังกร ในตอนนี้สิ่งที่เขาต้องทำคือการฝึกฝนเพื่อไปให้ถึงระดับชะตาสวรรค์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ตลอดเวลาเนี้ยหลี่คอยควบคุมพลังสัจธรรมทั้งสาม  ภายในร่างกายของเขา แม้ในขณะเดินการบ่มเพาะพลังของเขาก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

พวกเขายังคงตามหากลุ่มของต้วนเจี้ยนผ่านชั้นที่หนึ่งของหอคอยมรณะเก้าชั้นต่อไป.

ในเวลาเดียวกัน ที่ด้านนอกของหอคอยมรณะเก้าชั้น

ที่พักของตระกูลหวู่กุย  ได้มีผู้เชี่ยวชาญระดับเซียนยี่สิบคน ลอยอยู่เหนือที่พักของตระกูลหวู๋กุย  พวกเขาเหล่านั้นได้แผ่ พลังงานมหาศาลกดทับลงมาที่ที่พัก ทำให้สมาชิกของตระกูลหวู๋ กุย เกิดความวุ่นวายขึ้น พลังงานระดับนี้ไม่ใช่ระดับธรรมดา สามผู้เชี่ยวชาญระดับเซียนของตระกูลก็ได้ทะยานออกไป เมื่อหัวหน้าตระกูหวู๋กุยเห็น ผู้เชี่ยวชาญระดับเซียนทั้งยี่สิบคน ใบหน้าของเขาก็ซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว

ในเหล่าผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดนั้น มีหลายคนที่มาจากตระกูลที่ทรงอำนาจในดินแดนใต้พิภพ ตระกูลเหล่านี้ไม่ใช่ใครก็ได้ ที่ตระกูลหวู๋ กุยจะท่าตีท้าต่อยได้เลย ในขณะนี้

หวู๋เฮินรู้สึกหดหู่ในหัวใจของเขาอย่างหนักหน่วง เขาอาจจะนำปัญหาที่ใหญ่หลวงมาสู่ตระกูลหวู๋ กุยก็เป็นได้
เมื่อเผชิญหน้ากับตระกูลเหล่านี้ หวู๋เฮินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นอบน้อม และเคารพยำเกรงว่า “ข้าคือหัวหน้าตระกูลหวู๋ กุย หวู๋เฮิน ข้าสงสัยว่าพวกท่านมีสิ่งใดให้พวกเรารับใช้ หรือหากว่าพวกเราทำผิดกฎอย่างใดอย่างหนึ่ง พวกเราก็ขออภัยด้วยความจริงใจไว้ ณ ที่นี้ หรือหากว่าใครในตระกูลของเราทำให้พวกท่านไม่พอใจ ข้าจะพาเขาออกไป พวกเราข้าราชบริพานแห่งจ้าวเมืองเหนือ จึงขอให้พวกท่านปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป.

เมื่อได้ยินคำพูดของ หวู๋เฮิน ผู้เชี่ยวชาญระดับเซียนที่มีใบหน้าเด็ดเดี่ยว ได้จ้องมายังหวู๋เฮินด้วยสายตาที่เย็นชา

“เจ้าคิดว่าการที่เจ้ายกจ้าวเมืองเหนือมาพูดนั้น จะทำให้ตระกูลของเจ้าปลอดภัยอย่างนั้นรึ ?

แม้แต่หัวหน้าตระกูลทางเหนือก็ไม่สามารถหยุดข้าได้ หากข้าต้องการจะกวาดล้างตระกูลหวู๋ กุย”

“ฮึ่ม !!! ถ้าพวกเจ้ามาจากทางเหนือ คิดหรือว่าเจ้าจะต่อกรกับหลายตระกูลในที่นี้ได้”

เมื่อได้ฟังคำพูดนั้น หัวใจของหวู๋เฮินก็สั่นสะท้าน นี่เจาคิดจะฆ่าล้างตระกูลหวู๋ กุยเลยอย่างนั้นเหรอ?

“โปรดระงับความกราดเกรี้ยวของท่านก่อน ข้ายังมีข้อสงสัยบางอย่าง ว่าพวกเราตระกูลหวู๋ กุยไปทำให้ท่านขุ่นข้องหมองใจด้วยเรื่องใด หากพวกเราทำอะไรผิดก็ขอให้พวกเราได้แก้ไขมัน” หวู๋เฮินพูดด้วยน้ำเสียงที่นอบน้อมมากขึ้น เขาเป็นถึงหัวหน้าตระกูล มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเหล่าผู้เชี่ยวชาญระดับเซียนเหล่านี้ เขาจำต้องลดตัวลงมา

“หึหึ คิดให้ดีว่า ก่อนหน้านี้ตระกูลของเจ้าได้กระทำการสิ่งใดให้มีเรื่องขุ่นเคืองแก่ผู้อื่น” หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญระดับเซียนให้คำแนะนำ

หวู๋เฮินคิดอย่างรอบคอบและถี่ถ้วน แต่ก็คิดไม่ออกว่าตระกูลของเขาได้ไปล่วงเกินผู้ใด หากพวกเขาล่วงเกินใครก็ไม่น่าจะถึงขั้น ที่จะปลุกระดมผู้เชี่ยวชาญระดับเซียนมากมายขนาดนี้ได้ โดยที่เขาไม่ตระหนักถึงมาก่อน

อยู่ก็มีความเป็นไปได้เกี่ยวกับเมืองกลอรี่ปรากฏมาแว๊บหนึ่งในใจของหวู๋เฮิน ถ้าเมืองกลอรี่เป็นทรัพย์สินของผู้เชี่ยวชาญคนใดคนหนึ่งขึ้นมาล่ะก็?

หวู๋เฮินยิ่งคิดก็ยิ่งตกใจ ภายในดินแดนใต้พิภพนี้มีหลายตระกูลที่ทรงอำนาจ หากพวกเขาต้องการกวาดล้างตระกูลหวู๋ กุยจริงๆล่ะก็ ตระกูลหวู๋ กุยคงถูกลบออกจากแผนที่อย่างแน่นอน

เมื่อคิดได้ดังนั้นหวู๋เฮินจึงกล่าวออกมาทันทีว่า  “พวกเราได้ตระหนักถึงความผิดพลาดของพวกเราแล้ว พวกเราจะพยายามเพื่อให้ได้การอภัยจากท่าน”  ในขณะนั้นหวู๋เฮินก็คุกเข่าลงเบื้อหน้าของเหล่าผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายของนครใต้พิภพ

เหล่าผู้เชี่ยวชาญเงียบไปครู่หนึ่ง

“นายน้อย เพียงต้องการให้เราสั่งสอนตระกูลหวู๋ กุยเท่านั้น ไม่ได้ต้องการให้เราฆ่าล้างตระกูลใช่หรือไม่ ?”

“น่าจะเป็นเช่นนั้น อย่างไรก็ตาม ยังเหลือสมาคมทมิฬ !!!”

“ในเมื่อพวกมันรู้ถึงความผิดพลาดของมันแล้ว เราจะจับมันไว้ให้นายน้อยจัดการเอง เมื่อเราได้พบกับนายน้อยอีกครั้ง”

เนี้ยหลี่เพียงต้องการให้บทเรียนกับตระกูลหวู๋ กุย และสมาคมทมิฬ โดยการยืมมือของผู้เชี่ยวชาญระดับเซียนเท่านั้น เขาไม่คิดเลยว่าเหล่าผู้เชี่ยวชาญ จะตีความประโยคเดียวของเขา ไปถึงจุดที่จะทำลายล้างตระกูลได้เช่นนี้ นี่เป็นเพราะเขาไม่หนักแน่น ชัดเจนในคำพูดของเขาเอง ทำให้ผู้เชี่ยวชาญระดับเซียนเกิดความสับสน

หากว่าเนี้ยหลี่ต้องการที่จะทำลายตระกูลหวู๋ กุยจริงๆ พวกเขาคงจะลงมือได้ไม่มีการลังเลแต่อย่างใด แต่ในขณะนี้ พวกเขาไม่กล้าที่จะตัดสินใจขั้นเด็ดขาดด้วยตัวของพวกเขาเอง



ที่มาจาก http://www.wuxiaworld.com/


#นิยาย พงศาวดารภูติ#Tale of the demon god#นิยายแปลไทย
Author(s)

3 ความคิดเห็น: