วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Tale of the demon and god novel Chapter 230 – Disturbed Peace of Mind

Tale of the demon and god novel Chapter 230 – Disturbed Peace of Mind

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่ 230 - รบกวนจิตใจ


บทที่ 230 - รบกวนจิตใจ



พอได้ฟังเนี้ยหลี่และ เซี่ยวหยู๋ คุยกัน เย่ จื้อหวิ๋นก็จมอยู่ในห้วงความคิดและเหมือนจะเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่าง

พวกนางเพิ่งจะรู้จักกับเซี่ยวหยู๋ การที่จะมีคนแปลกหน้ามาอยู่ร่วมกลุ่มด้วยในหอคอยมรณะเก้าชั้นนี้ มันดูไม่ค่อยจะปลอดภัยเท่าไหร่ เย่ จื้อหวิ๋นจึงเว้นระยะห่างกับเซี่ยวหยู๋ในใจ

“ในเมื่อเจ้าไม่มีอคติอะไรกับข้า แล้วทำไมเจ้าจึงพยายามไล่ข้าไปล่ะ? แต่ถ้าน้องชายเนี้ยหลี่วางแผนที่จะทำอะไรบางอย่าง ข้าก็จะไม่รบกวนเจ้า” เซี่ยวหยู๋กล่าวพร้อมทั้งระบายยิ้มให้เนี้ยหลี่

ด้วยคำพูดของเซี่ยวหยู๋ เนี้ยหลี่ก็รู้สึกสั่นอยู่ในใจ ออร่าของเซี่ยวหยู๋นั้นเขาสัมผัสได้ว่ามันทั้งแข็งแกร่งและลึกลับ หากเนี้ยหลี่ไล่เซี่ยวหยู๋ไม่ถูกวิธีล่ะก็ เซี่ยวหยู๋ก็จะกลายเป็นศัตรูทันที เพราะดูเหมือนว่าเจ้าหมอนี่อยากจะเข้ากลุ่มจนออกนอกหน้าโดยไม่มีทีท่าว่าจะถอยไปเลย

“ถ้าพี่ชายเซี่ยวหยู๋อยากจะอยู่ ข้าก็ไม่ว่าอะไร แต่หากเกิดเหตุไม่คาดฝันอะไรล่ะก็ เจ้าต้องดูแลตัวเองนะ” เนี้ยหลี่ตอบกลับหลังจากเงียบไปครู่ เขาคิดว่าหากจะไล่เจ้าหมอนี่ออกไปคงต้องรอให้รวมกลุ่มกันครบก่อน ลำพังเพียงพวกเขาสามคนคงไม่อาจรับมือหมอนี่ได้แน่ๆ

“น้องชายเนี้ยหลี่วางใจได้เลย ในดินแดนใต้พิภพนี้ไม่มีใครแตะข้าได้แม้แต่ปลายเล็บหรอก” เซี่ยวหยู๋กล่าวด้วยความมั่นใจ

เนี้ยหลี่ปรายตาไปมองเซี่ยวหยู๋ ที่อีกฝ่ายบอกว่าในดินแดนใต้พิภพนี้ไม่มีใครแตะเขาได้แม้แต่ปลายเล็บนั้น เป็นเพราะมั่นใจในตัวเองหรือเพียงแต่อวดดีเท่านั้น ?

ตัวตนของเซี่ยวหยู๋นั้นยังคงเป็นปริศนา ในตอนนี้เนี้ยหลี่คงทำได้เพียงแต่เก็บความสงสัยนี้ไว้ในใจ

เสี่ยวหนิงเอ๋อ หันไปมองเนี้ยหลี่และเซี่ยวหยู๋ ถึงแม้นางจะเชื่อว่าเซี่ยวหยู๋นั้นเป็นคนดี แต่ที่เนี้ยหลี่ทำไปก็น่าจะมีเหตุผลอยู่ แม้นว่าเซี่ยวหยู๋จะทำให้นางประทับใจในแรกพบก็เถอะ แต่ถึงยังไงนางก็ยังคงเชื่อใจเนี้ยหลี่มากกว่าอยู่แล้ว ในใจเสี่ยวหนิงเอ๋อตอนนี้นั้นค่อนข้างจะขัดแย้งกันเล็กน้อย



พวกเขาทั้งสี่เดินเรียดไปตามขอบบึงเพื่อเสาะหาสมาชิกในกลุ่มคนอื่นๆ

“นั่นใช่ผลไม้วิญญาณต้นกำเนิดหรือเปล่า?” เนี้ยหลี่มองไปยังผืนป่าข้างๆบึง ที่นั่นพวกเขาพบว่ามีผลไม้แปลกๆแวววาวคล้ายคริสตัล

เนี้ยหลี่เดินไปหาผลไม้วิญญาณต้นกำเนิด ก่อนจะหันมาหาเซี่ยวหยู๋และถาม “พี่ชายเซี่ยวหยู๋สนใจผลไม้วิญญาณต้นกำเนิดรึไม่?”

ฟังคำถามของเนี้ยหลี่แล้ว เซี่ยวหยู๋ก็ส่ายหน้า “ข้ามีร่างกายที่พิเศษอยู่แล้ว ทั้งผลไม้นี่ก็ไม่มีประโยชน์อันใดสำหรับข้า”

ขนาดผลไม้ที่มีค่าอย่างผลไม้วิญญาณต้นกำเนิดนี้ เซี่ยวหยู๋ยังไม่สนใจ...หมอนี่มันวางแผนอะไรอยู่กันแน่? เนี้ยหลี่คิดชั่วขณะ ก่อนจะก้มลงไปเก็บผลไม้วิญญาณต้นกำเนิดและเก็บมันไว้ในแหวนมิติเก็บของ

หากเขากินผลไม้นี่ตอนนี้ คงใช้เวลานานกว่าจะย่อยและรับเอาพลังของมันมาได้ ทั้งตอนนี้ยังมีผลไม้วิญญาณต้นกำเนิดเพียงแค่ผลเดียว มันคงไม่พอที่จะแบ่งให้คนอื่นเป็นแน่ เนี้ยหลี่จึงเก็บผลไม้นี้ไว้ในแหวนมิติเก็บของก่อน และเริ่มเสาะหาดูที่อื่นว่าจะมีเจ้าผลไม้วิญญาณต้นกำเนิดนี้อีกไหม

“น้องชายเนี้ยหลี่ ในโลกใบนี้ บุรุษยอมตายเพื่อโชคลาภ นกยอมตายเพื่ออาหาร บุรุษหนึ่งแย่งชิง ขณะที่อีกคนไขว่คว้า ในท้ายที่สุด ใครที่ตายก็ตายเลย ใครที่เจ็บก็เจ็บอยู่อย่างนั้น มันหมายความว่าอย่างไรหรือ?” เซี่ยวหยู๋กล่าวยิ้มๆ ในสายตาของเขาแล้ว เนี้ยหลี่นั้นเป็นเพียงชายที่ละโมบในโชคลาภคนหนึ่ง

ได้ยินที่เซี่ยวหยู๋กล่าว เนี้ยหลี่ก็เหลือบไปมองอีกฝ่าย เขาไม่คิดเลยว่าเซี่ยวหยู๋จะมาเล่น สำนวนกับเขาแบบนี้

เนี้ยหลี่ระบายยิ้มและเอ่ยว่า “ในโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ มีอารมณ์7 ฉันทา6 พวกมันเหล่านี้ต่างนำพาเราไปสู่ห้วงแห่งความทุกข์อันไม่มีที่สิ้นสุด ตามที่พี่ชายเซี่ยวหยู๋ได้กล่าวไว้ มันจะไม่ดีกว่าหรือหากเราตายๆไปให้พ้นทุกข์เหล่านี้เสียเลย? ถึงอย่างไรชีวิตคนเราก็เปรียบดั่งเปลวเทียน ที่เมื่อดับไปแล้วก็ไม่เหลืออะไรทิ้งไว้ ทว่าหากโลกใบนี้เป็นดั่ง ‘บุรุษหนึ่งแย่งชิง ขณะที่อีกคนไขว่คว้า’ มันก็ดูมีชีวิตชีวาและน่าสนใจกว่าเยอะนะ ”
(หมายเหตุ
...ฉันทา 6 คือ ใจเอนเอียงเพราะ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อารมณ์ปรุงแต่ง

...อารมณ์ 7 คือ ยินดี โทสะ เศร้าโศก ร่าเริง รัก เกลียด ราคะ )

ได้ยินที่เนี้ยหลี่ตอบ เซี่ยวหยู๋ก็เผลอหัวเราะออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่เมื่อเขาลองใคร่ครวญตามที่อีกฝ่ายกล่าว เขาก็พบว่าคำตอบของอีกฝ่ายนั้นแฝงซึ่งหลักปรัชญาไว้อยู่ หากคนเราไม่สู้เพื่อตัวเอง แล้วชีวิตจะมีความหมายอะไรล่ะ?

เขาไม่คิดเลยว่าเนี้ยหลี่จะแฝงหลักปรัชญามาแบบนี้ เซี่ยวหยู๋ระบายยิ้มและคิดว่าเนี้ยหลี่ก็เป็นอีกคนที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย

“ข้าเริ่มจะสนใจเจ้าแล้วสิ แล้วเจ้าทำยังไงถึงได้เชี่ยวชาญเรื่องการสลักจารึกอักขระนักล่ะ? เป็นถึงนักจารึกอักขระระดับอาวุโสเลยทีเดียว!” พอเห็นว่าเสี่ยวหนิงเอ๋อและ เย่ จื้อหวิ๋นกำลังคุยกันอยู่ห่างออกไป เซี่ยวหยู๋ก็กอดอกยิ้มๆและยิงคำถามนี้ออกไป

ได้ยินคำถามอีกฝ่าย เนี้ยหลี่ก็ตกใจ อีกฝ่ายรู้ว่าเขาเป็นนักจารึกอักขระระดับอาวุโสได้ยังไง? ยิ่งเนี้ยหลี่คิดเขาก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ เจ้าเซี่ยวหยู๋นี่มันเป็นใครกันแน่ ทำไมมันถึงรู้เรื่องของเขาได้ สงสัยเรื่องที่มันเข้ามาตีสนิทกับเสี่ยวหนิงเอ๋อก็น่าจะเป็นหนึ่งในแผนการของมันเช่นกัน!

เนี้ยหลี่กำหมัดแน่นก่อนจะเดินไปขนาบข้างกับเซี่ยวหยู๋และพูดเสียงขรึมว่า “ข้าไม่รู้ว่าเจ้าเป็นใครหรือรู้เรื่องของข้าได้ยังไง แต่หากเจ้ากล้าแตะต้องคนข้างข้า เจ้าจะต้องเสียใจ!”

พอรู้สึกว่าเนี้ยหลี่ขยับเข้ามาใกล้ เซี่ยวหยู๋ก็ขยับถอยห่างทิ้งระยะไว้ เขามองเนี้ยหลี่และกล่าวว่า “น้องชายเนี้ยหลี่เข้าใจผิดแล้ว ข้าเพียงแต่สงสัยหลายๆอย่างในตัวเจ้าเท่านั้น ไม่ได้คิดที่จะไปทำร้ายคนของเจ้าหรอก”

“ก็ดี” เนี้ยหลี่คิดครู่หนึ่ง เขาไม่รู้ว่าเซี่ยวหยู๋นั้นพูดจริงหรือไม่ มันยากที่จะให้เขาเชื่อใจคนตรงหน้าได้

“เจ้ายังไม่ตอบคำถามข้าเลยนะ” เซี่ยวหยู๋ระบายยิ้ม

เนี้ยหลี่หยุดคิดเล็กน้อยก่อนจะตอบ เขาจะไม่ให้ใครรู้เรื่องการกลับมาจุติใหม่ของตนเด็ดขาด “การจารึกอักขระเป็นอีกหนึ่งในความสามารถของพลังแห่งสัจธรรม หากเราคุ้นเคยและรับรู้ถึงมันได้ เราก็จะเข้าใจมันได้เอง”

“พลังแห่งสัจธรรม” พอได้ยินคำนี้ เซี่ยวหยู๋ก็หรี่ตาและหันมาถามเนี้ยหลี่ “น้องชายเนี้ยหลี่เข้าถึงเบื้องลึกของพลังแห่งสัจธรรมแล้วหรือ?”

ได้ยินที่เซี่ยวหยู๋กล่าวเนี้ยหลี่ก็ลอบตกใจ ชายคนนี้รู้แม้กระทั่งเรื่องเบื้องลึกของพลังแห่งสัจธรรมด้วย! หมอนี่จริงๆมันเป็นใครกันแน่? เนี้ยหลี่สบตากับอีกฝ่าย ตาสีฟ้าของหมอนี่ก็ดูสวยอย่างกับเม็ดไพลิน เป็นความสวยที่หาเหตุผลไม่ได้เลย

เนี้ยหลี่ยืนอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนสติจะกลับมาลงรอยอีกครั้ง

“ไม่รู้สินะ หากเจ้าบอกว่าจริงๆแล้วเจ้าเป็นใคร ข้าอาจจะตอบเจ้าก็ได้” เนี้ยหลี่กล่าว

เซี่ยวหยู๋ระบายยิ้มและเอ่ยว่า “จริงๆน้องชายเนี้ยหลี่ไม่จำเป็นต้องตอบก็ได้ ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าไม่เพียงแต่เข้าถึงพลังแห่งสัจธรรมธรรมดา แต่เข้าถึงพลังแห่งสัจธรรมถึงสองอย่าง สองพลังแห่งสัจธรรมปรากฏในชายคนเดียว...ช่างน่าตกใจยิ่งนัก”

เนี้ยหลี่ปวดหัวกับคำของเซี่ยวหยู๋ทันที มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมแม้แต่เรื่องนี้เซี่ยวหยู๋ก็รู้ด้วย!

ต่อหน้าเซี่ยวหยู๋แล้ว เนี้ยหลี่รู้สึกเหมือนถูกเปลื้องผ้า ทุกความลับของตนถูกเปิดเผยออกมาหมดเลย

แต่ในเมื่อเขาไม่จำเป็นต้องเก็บงำความลับอะไรไว้อีก คำพูดของเขาก็จะตรงไปตรงมาขึ้น หากแต่เซี่ยวหยู๋ประสงค์ร้ายล่ะก็เขาจะตอบโต้โดยทัน ดังนั้นเนี้ยหลี่จึงเอ่ยว่า

“ข้าไม่รู้ว่าเจ้าไปรู้เรื่องพวกนี้มาจากไหน แต่ในเมื่อเจ้ารู้เรื่องพวกนี้อยู่ก่อนแล้ว เจ้าจะมาถามข้าทำไม?”

“ข้าแค่อยากจะดูว่าเจ้าเต็มใจที่จะเอ่ยความจริงไหม” เซี่ยวหยู๋กล่าว มุมปากของเขายิ้มแย้มขึ้น

เนี้ยหลี่อึ้งไปชั่วขณะพลางจ้องไปที่เซี่ยวหยู๋ ถามคำถามคนอื่นเพียงแค่อยากจะรู้ว่าอีกฝ่ายเต็มใจจะพูดความจริงไหม? แล้วมันจะยังไงถ้าเขาเต็มใจหรือไม่เต็มใจ? นี่มันไร้สาระสิ้นดี! เนี้ยหลี่ไม่เข้าใจเลยว่าเซี่ยวหยู๋กำลังคิดอะไรอยู่กันแน่

“ยิ่งไปกว่านั้น ข้ายังแอบสนใจน้องสาวเสี่ยวหนิงเอ๋อด้วย เพราะงั้นข้าจึงได้ตามนางมา” เซี่ยวหยู๋กล่าวยิ้มๆ

สายตาของเนี้ยหลี่เปลี่ยนเป็นเย็นชาทันที “หากเจ้าคิดร้ายกับ เสี่ยวหนิงเอ๋อล่ะก็ อย่าตำหนิข้าที่ไม่สุภาพด้วยล่ะ!”

“คิดร้าย? น้องชายเนี้ยหลี่จริงจังเกินไปแล้ว ทำไมข้าจะต้องไปคิดร้ายกับน้องสาวเสี่ยวหนิงเอ๋อด้วยล่ะ ในเมื่อนางทั้งจิตใจดีงามและโอบอ้อมอารีแบบนั้น ข้าก็ไม่คิดที่จะทำร้ายนางหรอกนะ หญิงสาวที่สวยงามและเพียบพร้อมก็ต้องคู่กับสุภาพบุรุษ และในเมื่อเจ้าไม่ได้เป็นอะไรกับนาง งั้นก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่น้องชายเนี้ยหลี่จะมากันไม่ให้ข้าเข้าหานางหรอก จริงไหม?” เซี่ยวหยู๋ยิ้มกว้างพลางพูดไปด้วย จากนั้นก็หันหลังกลับแล้วเดินไปหาเสี่ยวหนิงเอ๋อ

ได้ยินที่เซี่ยวหยู๋พูด เนี้ยหลี่ก็อึ้งไปชั่วขณะ ถ้าหากเซี่ยวหยู๋จริงจังกับเสี่ยวหนิงเอ๋อจริงๆล่ะก็ จะมีเหตุผลอะไรที่เขาต้องไปห้าม? และในตอนที่เซี่ยวหยู๋กำลังพูดกับตนนั้น ทำไมเขาถึงรู้สึกไม่สบายใจแปลกๆ? มันรู้สึกเหมือนกับว่ามีคนมาฉกฉวยเอาสิ่งที่มีค่าจากตนไป

เนี้ยหลี่เริ่มระลึกความหลังที่ตนมีร่วมกับเสี่ยวหนิงเอ๋อมองไปยังช่วงที่เขาได้ช่วยนางจากอาการป่วยเอาไว้ บางทีนางอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ขาดไปไม่ได้ในชีวิตของเขาเสียแล้ว

เซี่ยวหยู๋ ดูเหมือนจะดูออกหมดทุกอย่าง ดูเหมือนเขาจะอยากทำให้เนี้ยหลี่รู้สึกแบบนี้ตั้งแต่แรก

แต่...เนี้ยหลี่ควรจะทำอย่างไรล่ะ?

หลังจากได้จุติใหม่ เนี้ยหลี่ก็อยากจะปกป้องเอาไว้ซึ่งทุกสิ่งและไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายทั้งเพื่อนและครอบครัวของเขาได้ เขากุมอำนาจไว้มากมาย บางครั้งเพียงแค่เขาเคลื่อนไหวก็ทำให้ทั้งเมืองสั่นคลอน แต่ทว่าพอมาตอนนี้ เขากลับทำอะไรไม่ถูก

ไม่ทำอะไรให้วุ่นวายเพื่อคงไว้ซึ่งมิตรภาพและสายสัมพันธ์ บางทีนี่อาจจะเป็นสิ่งที่เสี่ยวหนิงเอ๋อคิดไว้ก่อนจะยอมให้เซี่ยวหยู๋เข้าหาก็ได้?

เนี้ยหลี่รู้สึกอยู่ตลอดเวลาเลยว่าชายปริศนาอย่างเซี่ยวหยู๋นั้น น่าจะไม่ได้มาดีแน่ๆ

‘หากมันคิดจะแตะต้องเสี่ยวหนิงเอ๋อล่ะก็ เหอะ...มันต้องผ่านศพข้าไปก่อน!’ เนี้ยหลี่แค่นเสียงในใจ

ตั้งแต่จุติมา เขาเพิ่งจะถูกอีกฝ่ายเผยไพ่ในมือตั้งหลายใบแบบนี้เป็นครั้งแรก ทำให้เนี้ยหลี่รู้สึกถูกคุกคามเป็นอย่างมาก หากเนี้ยหลี่ทำให้เซี่ยวหยู๋อยู่ในโอวาทของเขาไม่ได้ล่ะก็ งั้นชีวิตที่ผ่านมาอย่างยาวนานของเขาก็เท่ากับว่ามันสูญเปล่าแล้วล่ะ

เสี่ยวหนิงเอ๋อและเย่ จื้อหวิ๋นยืนอย่างเงียบๆข้างๆทะเลสาบ ภาพสะท้อนจากผิวน้ำฉายภาพของสองสาวที่ดูงดงามราวกับเทพธิดาในจินตภาพ สวยจนถึงขั้นที่ว่าหาผู้ใดเสมอเหมือนก็หามีไม่

จู่ๆ ภาพทะเลสาบที่สงบสุขก็ถูกทำลาย พร้อมๆกับที่ซางหมิงและผีดิบมังกรวารีพุ่งออกมาต่อสู้กันบนผิวน้ำ สร้างคลื่นกระเพื่อมที่รุนแรงบนผิวน้ำของทะเลสาบ

“ระวัง!” เนี้ยหลี่รีบวิ่งมาทางนี้ทันที

เย่ จื้อหวิ๋นและเสี่ยวหนิงเอ๋อรีบถอยออกมาให้ห่างจากระยะต่อสู้ทันที

“การต่อสู้นี้ช่างรบกวนจิตใจอันสงบสุขของข้าเสียจริงๆ” เซี่ยวหยู๋กล่าวอย่างหน่ายๆ ปิ่นปักผมหยกปรากฏบนมือของเขาก่อนที่มันจะพุ่งไปทางผีดิบมังกรวารี และซางหมิง

บูมม..!

แนวแสงสาดส่องดูสวยงามราวกับกำลังร่ายรำ

ปิ่นปักผมกระแทกหอกอัสนีของซางหมิงจนหลุดจากมือ

ซึ่งในขณะนั้นซางหมิงกำลังจะสะบัดหอกอัสนีของตนเพื่อฆ่าเจ้าผีดิบมังกรวารีอยู่พอดี ทว่าเขาถูกพลังที่ลึกลับและน่าเกรงขามพุ่งเข้ามาจู่โจมใส่หอกอัสนีเสียก่อน หอกอัสนีหลุดจากมือของเขาพร้อมๆกับที่เขากระเด็นออกไปไกล แขนของเขาสั่นเทิ้มไม่ยอมหยุดทั้งมือขวาก็เต็มไปด้วยหยาดเลือด

เขามองไปยังเนี้ยหลี่และพวกด้วยความเกรงกลัว เมื่อกี้มันคืออะไรกันแน่? พลังน่ากลัวที่เขาเพิ่งเผชิญมันคืออะไร? แถมที่อีกฝ่ายทำเมื่อกี้ยังเป็นเพียงแค่การขู่เฉยๆเท่านั้นด้วย!

ซางหมิงตัดสินใจว่าตนจะต้องจากไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด เขารีบไปเก็บหอกอัสนีแล้วเหาะหนีไปทันที

ความประหลาดใจปรากฏบนสายตาของเนี้ยหลี่ ดูเหมือนว่าเขาจะประเมินพลังของเซี่ยวหยู๋ต่ำไปกว่าความเป็นจริงมากโขเลยสินะ!



ที่มาจาก http://www.wuxiaworld.com/


#นิยาย พงศาวดารภูติ#Tale of the demon god#นิยายแปลไทย
Author(s)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น