วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Tale of the demon and god novel Chapter 229 – Xiao Yu

Tale of the demon and god novel Chapter 229 – Xiao Yu

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่ บทที่ 229 - เซี่ยว หยู๋


บทที่ 229 - เซี่ยว หยู๋



ผีดิบมังกรวารี เดิมทีมันไม่ได้แข็งแกร่งขนาดนั้น ทว่ามังกรวารีตัวนี้กลับแตกต่างจากตัวอื่นเพราะมันมีพลังจากมุกสีชาด

ยิ่งเวลาผ่านไป ร่างกายของผีดิบมังกรวารีก็ค่อยๆใหญ่ขึ้นๆทั้งยังเปล่งแสงสีชาดสาดส่องไปทั่ว

“มันมาได้แค่นี้หละนะ...อ๊ะ มันกำลังจะหนีลงบึงแล้ว! หยุดมันไว้ อย่าให้มันหนีไปได้!” ซางหมิงคำรามลั่น

มู่เอียและคนอื่นๆซัดกับผีดิบมังกรวารีอย่างเมามันในขณะที่อีกพวกก็คอยขวางไม่ให้มันลงไปในบึงได้ พวกเขายืนกลางอากาศเหนือผิวน้ำและเตรียมตัวรับการปะทะที่จะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

เมื่อเจอปิดทางหนีทีไล่แบบนี้ ผีดิบมังกรวารีก็กูร้องปล่อยคำรามออกมาอย่างเดือดดาล

*วู๊ซซ!!*  *วู๊ซซ!!*  *วู๊ซซ!!*

ผีดิบมังกรวารีจำนวนมหาศาลได้พุ่งโผล่ออกมาจากผิวน้ำและจู่โจมใส่เหล่านักสู้ที่อยู่บริเวณนั้นทันที พวกมังกรวารีที่เพิ่งจะออกมานั้นต่างมีระดับอย่างน้อยๆก็แบล็คโกลด์ เหล่านักสู้ที่ประมาทจะถูกพวกมันลากลงน้ำทันที เสียงร้องเริ่มกระจัดกระจายไปทั่วทุกพื้นที่

แต่ไม่ใช่เพียงแค่นักสู้เท่านั้นที่ตาย ผีดิบมังกรวารีก็ถูกฆ่าตายไปมากเช่นกัน

“ฮึ่ม! ข้าไม่คิดเลยว่าข้างใต้นี้จะมีพวกมันอยู่กันเป็นรังแบบนี้!” ซางหมิงแค่นเสียงหัวเราะพร้อมๆกับรวมพลังเป็นเส้นสายฟ้าสีม่วงน่าเกรงขามไว้บนฝ่ามือก่อนจะสะบัดมันใส่บึงโคลน เมื่อผีดิบมังกรวารีตัวใดเข้ามาจู่โจมก็จะถูกเส้นสายฟ้าสีม่วงฟาดฟันใส่ กระเด็นออกไปทั่วทิศทาง

ในขณะที่ซางหมิงและพวกกำลังไล่ฆ่าผีดิบมังกรวารีตัวธรรมดาตัวอื่นๆ ผีดิบมังกรวารีตัวหลักก็ตัวแดงก่ำขึ้นมากกว่าเดิม กำแพงน้ำพุ่งขึ้นมาจากบึง กักเหล่านักสู้ให้เข้าหามันไม่ได้ในฉับพลัน ก่อนที่มันจะรีบดิ่งหวังจะลงไปในน้ำ



เห็นเช่นนั้น ซางหมิงก็ขมวดคิ้วย่น ก่อนจะปล่อยสายฟ้าบนฝ่ามือให้ไล่ตามหลังผีดิบมังกรวารี แต่อย่างไรก็ตาม สายฟ้าของเขาก็ไม่สามารถฝ่ากำแพงน้ำออกไปได้

“ไม่คิดเลยว่าเจ้าอสูรตนนี้จะมีพลังที่แข็งแกร่งขนาดนี้” ซางหมิงบ่นอุบ ในมือก็เรียกหอกอัสนีขึ้นมาและปามันออกจากมือ เจ้าหอกอัสนีนั้นหมุนควงดั่งกระสุนสังหาร ที่ปลายหอกมีก้อนพลังสายฟ้ากับกระแสพลังที่น่ากลัวไหลออกมาเรื่อยๆ มันพุ่งเข้าใส่ผีดิบมังกรวารีด้วยความรวดเร็ว

บูมม!

คราวนี้ หอกอัสนีสามารถทะลุผ่านกำแพงน้ำไปได้และพุ่งเข้าใส่ผีดิบมังกรวารีอย่างรุนแรง

เนี้ยหลี่แอบตกใจเล็กๆในพลังของหอกอัสนีนี้ หอกอัสนีนี้อย่างต่ำน่าจะอยู่ที่ระดับชะตาสวรรค์และถึงแม้ซางหมิงจะดึงพลังของมันออกมาได้ไม่เต็มที่ แต่พลังของมันนั้นก็ยังน่าตกใจมากอยู่ดี

‘ด้วยพลังของเราตอนนี้ หากได้ปะทะกับซางหมิงคงจะแย่แน่’ เนี้ยหลี่คิดในใจ ทั้งเรื่องมุกสีชาดบนหัวผีดิบมังกรวารี เขาก็ยอมแพ้ไปเรียบร้อยแล้ว เนี้ยหลี่จึงคิดจะพา เย่ จื้อหวิ๋นเดินทางออกตามหาเพื่อนๆที่พลัดหลงกันต่อ

บูมม!

ร่างกายของผีดิบมังกรวารีถูกหอกอัสนีแทงเป็นแผลฉกรรจ์ มันร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด เลือดที่ไหลออกมาจากบาดแผลเจิ่งนองไปทั่วผิวน้ำ การโจมตีของซางหมิงนั้นได้สร้างบาดแผลฉกรรจ์ให้แก่ผีดิบมังกรวารีอย่างไม่ต้องสงสัย ทว่ามันกลับสะบัดหางขึ้นฟ้าและพุ่งลงน้ำอย่างรวดเร็วและรุนแรงโดยไม่สนใจบาดแผลที่เพิ่งเกิดขึ้นเลย

ซึ่งในขณะที่มันกำลังดิ่งลงน้ำ มู่เอียที่ยืนอยู่เหนือผิวน้ำและลอบมองการต่อสู้อยู่ก็ไม่ได้ไปขัดขวางการหลบหนีของมันแต่อย่างใด ทั้งๆที่หากเขายื่นมือเข้าจัดการมันตอนบาดเจ็บแบบนี้ก็น่าจะเก็บมันได้ไม่ยาก

ซางหมิงควงหอกอัสนีและมาหยุดยืนอยู่เหนือผิวน้ำ เจ้าผีดิบมังกรวารีนั่นคงจะดำน้ำหนีไปลึกแล้ว เห็นเช่นนี้เขาก็ไม่กล้าเสี่ยงตามไปเพราะไม่รู้ว่าบึงแห่งนี้ลึกมากขนาดไหน ทั้งอาจมีสิ่งอันตรายอื่นๆซ่อนอยู่อีก

เขาตวัดสายตาเหลือบไปจ้องมู่เอียและถามว่า “ทำไมเจ้าจึงปล่อยให้มันหนีไปได้”

พอได้ยินอีกฝ่ายถาม รอยยิ้มก็ประทับบนใบหน้าอันหล่อเหลาของมู่เอีย “เจ้าผีดิบมังกรวารีที่กำลังบ้าคลั่งแบบนั้น ข้าคิดว่ามันคงอันตรายแย่หากเข้าไปใกล้มัน ทำให้ข้าลังเลอยู่ชั่วครู่ว่าจะไปขวางมันไว้ดีไหม แต่ยังไม่ทันที่ข้าจะได้ทำอะไรมันก็หนีไปเสียแล้ว”

ซางหมิงขมวดคิ้วยุ่ง เขาไม่เชื่อแน่ว่ามู่เอียจะคิดอะไรแบบนั้น แต่ถึงอย่างนั้นซางหมิงก็ทำอะไรไม่ได้ ทั้งมู่เอียกับเขานั้นก็ไม่ได้อยู่ฝ่ายเดียวกัน หากต้องสู้กันจริงๆเขาก็ไม่มั่นใจว่าจะเอาชนะอีกฝ่ายได้

“ฮึ่ม!” ซางหมิงแค่นเสียง ก่อนจะกลับไปไล่ตามผีดิบมังกรวารี เขายืนอยู่บนผิวน้ำแล้วพยายามแผ่พลังเพื่อเสาะหาว่าผีดิบมังกรวารีนั้นอยู่ตรงไหน



พอมองซางหมิงจากข้างหลังแล้ว ใบหน้าของมู่เอียก็เปลี่ยนเป็นเย็นชาทันที ความจริงแล้วเขาสามารถขวางเจ้าผีดิบมังกรวารีไม่ให้มันหนีได้ แต่ที่เขาไม่ทำก็เป็นเพราะหอกอัสนีของซางหมิง ในคราที่เขาเห็นหอกเล่มนั้น เขาจึงรู้ได้ทันทีเลยว่าหากสู้กันจริงๆเขาอาจจะไม่ใช่คู่มือของอีกฝ่าย

ทั้งหากเขาขวางไม่ให้เจ้ามังกรนั่นหนีไปได้และฆ่ามัน ศึกแย่งชิงมุกสีชาดบนหน้าผากของมันก็จะเริ่มขึ้นทันที ซึ่งหากตอนนั้นมาถึง มีโอกาสสูงที่ว่ามันจะไปตกอยู่ในเงื้อมมือของซางหมิง

ซึ่งหากมันต้องตกอยู่ในมือของซางหมิงแล้วล่ะก็ เขาว่าเขายอมปล่อยมันไปดีกว่า ยังไงซางหมิงก็เป็นหนึ่งในคนท้าชิงตำแหน่งศิษย์ของจ้าวดินแดนใต้พิภพเช่นเดียวกับเขา เขาไม่ยอมให้มันได้มุกสีชาดนั่นไปแน่ๆ!

เนี้ยหลี่คลี่ยิ้มเมื่อเห็นว่ามู่เอียปล่อยให้เจ้าผีดิบมังกรวารีหนีไป คนพวกนี้เดิมทีไม่ได้เป็นพวกเดียวกันอยู่แล้ว เขาพอจะคาดเดาความคิดของมู่เอียออกว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่และเขาก็เห็นด้วยกับความคิดนั้น มันคงจะดีกว่าหากปล่อยให้เจ้ามังกรนั้นหนีลงน้ำไป ดีกว่าต้องให้มุกสีชาดนั้นไปตกอยู่ในมือของใครบางคน

การแก่งแย่งชิงดีกันของแต่ละตระกูลในดินแดนใต้พิภพมันช่างดุเดือดและเฉียบขาดเสียนี่กระไร

ในระหว่างนั้นเอง จู่ๆเนี้ยหลี่ก็สัมผัสได้ถึงแรงกระเพื่อมในขอบเขตวิญญาณของเขา เนี้ยหลี่ยิ้มและเอ่ยว่า “ข้าสัมผัสได้ว่าหนิงเอ๋ออยู่แถวนี้”

เย่ จื้อหวิ๋นบุ้ยปากเมื่อเห็นว่าเนี้ยหลี่ยิ้มดูท่าทางดีใจจนออกนอกหน้า ทว่าเธอก็ไม่ได้เอ่ยอะไร ได้แต่เพียงเก็บความรู้สึกประหลาดนั้นไว้ในใจ เธอไม่ใช่หญิงใจแคบอะไร ทั้งหนิงเอ๋อก็รู้จักเนี้ยหลี่มานานกว่าเธอด้วย

เนี้ยหลี่เดินเรียดไปตามทาง ดูจากไกลๆเขาก็เห็นหญิงสาวหน้าตาดีกำลังเดินอยู่อย่างแช่มช้อย นั่นจะเป็นใครไม่ได้นอกเสียจาก เสี่ยวหนิงเอ๋อ! ทว่า...ข้างๆหนิงเอ๋อกลับมีชายหน้าตาดีมากคนหนึ่งเดินเคียงคู่อยู่ด้วย ชายคนนั้นหน้าตาดีทั้งยังเนียนใสดั่งรูปสลักหยกขาวก็มิปาน ท่าทางของเขาดูสุภาพเรียบร้อยด้วย

ชายคนนี้ดูคร่าวๆน่าจะอายุราวๆสิบห้าสิบหกปี รูปร่างผอมบาง คิ้วยาวดูมีเสน่ห์ แววตาดูอบอุ่น จมูกโด่งได้รูป ทั้งผิวพรรณก็ขาวราวกับหิมะและเนียนนุ่มดั่งกับผืนน้ำ นัยน์ตาของเขาดูมีเสน่ห์และเต็มไปด้วยจิตวิญญาณ บนปากประทับรอยยิ้มจางๆแต่เมื่อดูดีๆจะพบว่านั่นเป็นรูปปากปกติตามธรรมชาติของเขา ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหากหญิงใดได้พบเจอกับชายผู้นี้ล่ะก็ หัวใจของพวกเธอต้องตกเป็นของเขาได้อย่างไม่ยากเย็น

รูปร่างหน้าตาแบบนี้ ต่อให้เป็นผู้หญิงเห็นก็ยังต้องอิจฉา

หนุ่มหน้าหล่อคนนี้ยิ้มไปคุยไปกับ เสี่ยวหนิงเอ๋อเป็นระยะๆ ซึ่งเสี่ยวหนิงเอ๋อก็ยิ้มหวานตอบอีกฝ่ายกลับอยู่เป็นระยะๆเช่นกัน

ทั้งสองเดินเคียงคู่กันบนเส้นทางเล็กๆ มองแล้วดั่งกับทั้งคู่เป็นคู่รักในจินตภาพก็มิปาน


ทั้งๆที่ภาพตรงหน้านั้นดูเหมือนไม่มีอะไรต้องใส่ใจ แต่เนี้ยหลี่กลับรู้สึกแปลกๆในใจ เขาแปลกใจกับความรู้สึกนี้อยู่ไม่น้อย เกิดอะไรขึ้นกับเขา? คิดแล้วเนี้ยหลี่ก็นึกถึงเรื่องที่ผ่านมาระหว่างเขากับหนิงเอ๋อ เธอเป็นผู้หญิงที่น่ารักมาก หากไม่มีเรื่องของชาติก่อนล่ะก็ เขาว่าเขาต้องตกหลุมรักเธอแน่ๆ

“เนี้ยหลี่ คงไม่ใช่ว่าเจ้าหึงเธอหรอกใช่มั้ย” เย่ จื้อหวิ๋นเอ่ยขำๆ

“ไม่หรอก” เนี้ยหลี่ยิ้มพลางส่ายหัวตอบกลับ เขารู้ว่าเย่ จื้อหวิ๋นแค่แกล้งเขาเล่นเท่านั้น

“หนิงเอ๋อ ทางนี้!” เนี้ยหลี่โบกมือเรียกเสี่ยวหนิงเอ๋อ

พอเห็นเนี้ยหลี่ ดวงตาของเสี่ยวหนิงเอ๋อก็เบิกกว้างด้วยความดีใจ เธอเริ่มก้าวเท้าเร็วขึ้นและเปลี่ยนเป็นวิ่งไปทางเนี้ยหลี่และเย่ จื้อหวิ๋น

“เนี้ยหลี่ เย่ จื้อหวิ๋น ในที่สุดข้าก็เจอพวกเจ้าเสียที” เสี่ยวหนิงเอ๋อกล่าวด้วยความดีใจ เธอยังจำได้ดีตอนที่อยู่ในแดนหมอกมายา ตอนนั้นเนี้ยหลี่ดูกระวนกระวายและพยายามหาเธอให้เจอด้วยความมุ่งมั่น เห็นแบบนั้นเธอก็แอบดีใจเล็กๆ อย่างน้อยในใจของเนี้ยหลี่ก็ยังมีเธอเป็นคนสำคัญของเขาอยู่...ถึงจะน้อยกว่าเย่ จื้อหวิ๋นก็เถอะ

หนุ่มหล่อเดินตามหลังเสี่ยวหนิงเอ๋อมาและมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเนี้ยหลี่ พอพบกับอีกฝ่าย เนี้ยหลี่ก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายนั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างมากทั้งยังน่าจะผ่านการฝึกฝนมาอีกมากมาย เขาไม่รู้ว่าชายแปลกหน้าคนนี้มาฉันท์มิตรหรือศัตรู ถ้าเกิดเป็นศัตรูก็คงจะรับมือด้วยยากมากแน่ๆ แต่ถึงจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายแกร่งขนาดไหนแต่อย่างน้อยๆก็น่าจะแกร่งกว่าซางหมิงและมู่เอียอย่างแน่นอน

ดินแดนใต้พิภพนี้มีเสือซุ่มมังกรซ่อนอยู่จริงๆ!


“หนิงเอ๋อ ชายคนนี้คือ...?” เนี้ยหลี่หันไปมองหนิงเอ๋อและเอ่ยถาม

เสี่ยวหนิงเอ๋อได้ยินคำถามของเนี้ยหลี่จึงรีบแนะนำอีกฝ่ายให้รู้จัก “เขาชื่อเซี่ยวหยู๋ ก่อนหน้านี้ข้าถูกชายกลุ่มหนึ่งตามรังควาน ก็ได้เขานี่แหละที่ช่วยข้าไว้”

เนี้ยหลี่ได้ยินดังนั้นก็รีบประกบมือและเอ่ย “ต้องขอบคุณพี่ชายเซี่ยวหยู๋มากๆที่ได้ยื่นมือเข้าช่วยหนิงเอ๋อไว้”

“น้องชายเนี้ยหลี่ ท่านสุภาพเกินไปแล้ว” เซี่ยวหยู๋กล่าวยิ้มๆ รอยยิ้มของเขาดูราวกับแสงแดดแห่งรุ่งอรุณ

“ท่านรู้ชื่อข้าด้วยรึ?” เนี้ยหลี่ขมวดคิ้วเข้าหากัน


“ระหว่างทาง น้องสาวหนิงเอ๋อได้เอ่ยถึงท่านอยู่บ่อยครั้ง ทำไมข้าจะไม่รู้จักท่านล่ะ” เซี่ยวหยู๋กล่าวยิ้มๆพร้อมทั้งหัวเราะเล็กน้อย

น้ำเสียงของเขาดูสุภาพและนิ่มนวลทั้งยังทำให้ผู้ฟังฟังแล้วรู้สึกเป็นกันเอง คงเป็นไปได้ยากที่จะมีคนไม่ชอบเขา ไม่ต้องสงสัยเลยว่าขนาดหนิงเอ๋อก็ยังเผลอวางใจในใจให้กับชายคนนี้ แต่ถึงจะอย่างนั้นเนี้ยหลี่กลับยังคงไม่ไว้ใจและเว้นระยะห่างกับชายคนนี้อยู่ เพราะถึงยังไงชายคนนี้ก็เป็นคนแปลกหน้าที่หนิงเอ๋อเพิ่งได้รู้จัก ทั้งความแข็งแกร่งของเขาก็ยังคงลึกล้ำยากจะคาดเดา ใครจะรู้ล่ะบางทีอีกฝ่ายอาจจะวางแผนอะไรไว้ก็ได้?

ในอดีตชาติ เนี้ยหลี่พบเจอคนมามากมาย ย่อมไม่ไว้ใจใครง่ายๆอยู่แล้ว

ได้ยินที่เซี่ยวหยู๋กล่าว เสี่ยวหนิงเอ๋อก็หน้าร้อนผ่าวพลางเหลือบไปมองดูปฏิกิริยาของเย่ จื้อหวิ๋น เพราะยังไงเย่ จื้อหวิ๋นก็เป็นคู่หมั้นของเนี้ยหลี่ เธออาจจะแสดงท่าทีไม่พอใจก็เป็นได้

เย่ จื้อหวิ๋นนั้นรู้อยู่แล้วว่าเสี่ยวหนิงเอ๋อนั้นหลงรักเนี้ยหลี่อยู่ ในอดีต เธอและเสี่ยวหนิงเอ๋อเคยเปลี่ยนจากเพื่อนสนิทเป็นคนแปลกหน้า และเมื่อเนี้ยหลี่ได้เข้ามาในชีวิตของพวกเธอ ความสัมพันธ์ของพวกเธอก็ยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีกเพราะเขา

ถึงแม้ว่าความรู้สึกของเธอจะยังค่อนข้างซับซ้อน แต่ด้วยนิสัยส่วนตัวของเย่ จื้อหวิ๋นแล้วนั้น เธอนั้นไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ปล่อยให้โชคชะตานำพาไปเองจะดีกว่า

เซี่ยวหยู๋ มองดูทั้งสามคนด้วยความขบขัน เขาระบายยิ้มออกมาและเอ่ย “ระหว่างเดินทางด้วยกัน ข้าและน้องสาวหนิงเอ๋อคุยกันค่อนข้างจะถูกคอ พอได้คุยกับหนิงเอ๋อแบบนั้น ข้าที่เดินทางคนเดียวเบื่อๆจึงคิดว่าหากพวกท่านให้ข้าร่วมเดินทางด้วยก็คงจะดีไม่น้อย”

พอคิดว่าอีกฝ่ายอยากจะมาร่วมกลุ่มด้วย เนี้ยหลี่ก็รู้สึกไม่พอใจเท่าไหร่ การปล่อยให้ใครที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง มาร่วมเดินทางด้วยแบบนี้ค่อนข้างจะอันตราย เพราะในเมื่อเจ้าเซี่ยวหยู๋โผล่มาในหอคอยมรณะเก้าชั้นแบบนี้ มันจะต้องมีเบื้องหน้าเบื้องหลังเป็นแน่ มันคงไม่มีใครเข้ามาในหอคอยมรณะแห่งนี้เพียงเพราะอยากจะหาเพื่อนเพิ่มหรอก จริงไหม?

ทั้งอีกฝ่ายยังแข็งแกร่งมากเกินกว่าจะมาโผล่ในหอคอยมรณะชั้นหนึ่งแบบนี้ด้วย

เนี้ยหลี่จึงคิดว่าอีกฝ่ายอาจจะเก็บงำแผนการชั่วร้ายไว้เป็นแน่

เสี่ยวหนิงเอ๋อหันไปมองเนี้ยหลี่และคิดว่าเขาคงจะไม่วางใจเซี่ยวหยู๋เป็นแน่ เธอจึงเอ่ยว่า “เนี้ยหลี่ เซี่ยวหยู๋เขาเป็นคนดีนะ”

ยิ่งได้ฟังคำของหนิงเอ๋อ เนี้ยหลี่ก็ยิ่งสงสัยเจ้าเซี่ยวหยู๋มากยิ่งขึ้น ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเขาจึงรู้สึกแบบนั้น อาจเพราะด้วยความหล่อเหลาและสง่างามอันไร้ที่ติของเจ้าหมอนี่ มันดูสมบูรณ์แบบเกินไป...สมบูรณ์แบบจนถึงขั้นที่ว่าหาใครมาเทียบได้ยาก ทั้งเสียงก็ไพเราะและสุภาพเมื่อพูดคุยกับผู้อื่น ทว่าเพราะการปรากฏตัวของหมอนี่กลับทำให้เนี้ยหลี่รู้สึกอารมณ์ไม่ดีสุดๆ

เนี้ยหลี่ครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยว่า “หนิงเอ๋อ พวกเรายังมีเรื่องสำคัญที่ต้องจัดการ เพราะงั้นเราจึงพาคนอื่นมาด้วยไม่ได้หรอกนะ”

“ดูเหมือนว่าน้องชายเนี้ยหลี่จะมีอคติกับข้านะ” เซี่ยวหยู๋กล่าวยิ้มๆ เขารู้ว่าเนี้ยหลี่นั้นไม่ค่อยชอบพอตนสักเท่าไหร่

มีอคติเหรอ? แน่นอน! เพิ่งจะรู้กันแท้ๆแล้วมาบอกว่าอยากจะเข้าร่วมกลุ่ม ใครมันจะไปรับล่ะ?

แต่ถึงจะอย่างนั้นเนี้ยหลี่ก็ยังสงบจิตไว้ได้อยู่ เขายิ้มให้อีกฝ่ายก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่มนวลว่า “พี่ชายเซี่ยวหยู๋เข้าใจผิดแล้ว ถึงพวกเรานั้นจะเพิ่งรู้จักกัน แต่ท่านนั้นได้ช่วยหนิงเอ๋อไว้ ข้าจะไปรู้สึกแบบนั้นได้อย่างไรล่ะ?”


ที่มาจาก http://www.wuxiaworld.com/


#นิยาย พงศาวดารภูติ#Tale of the demon god#นิยายแปลไทย
Author(s)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น