วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Tale of the demon and god novel Chapter 225 – Corpse flood dragon

Tale of the demon and god novel Chapter 225 – Corpse flood dragon

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่ 225 - ผีดิบมังกรวารี


บทที่ 225 - ผีดิบมังกรวารี




เมื่อทุกคนเตรียมตัวเสร็จแล้ว พวกเขาก็ค่อยๆแอบออกมาจากที่พักชั่วคราวของตระกูลผนึกหยกอย่างเงียบๆ ถึงยังไงพวกเขาก็มีความสัมพันธ์กันเพียงแค่ทางด้านธุรกิจเท่านั้น พวกนั้นก็ไม่มีสิทธิ์มาห้ามอะไรพวกเนี้ยหลี่อยู่แล้ว

ทางเข้าไปยังชั้นแรกของหอคอยมรณะเก้าชั้นนั้น เป็นทางที่ทอดยาวพันเป็นเกลียวหอย ทอด ไปสู่เส้นทางที่เต็มไปด้วยหมอกควันหนา บดบังทัศนะวิสัย

หมอกของที่นี่นั้นหนาแน่นมาก ทัศนะวิสัยแย่ไปหมดแถมยังดูน่ากลัวอีกด้วย

เดินๆอยู่บางครั้งก็จะเห็นเงาคนลางๆจำนวนหนึ่งเดินหายเข้าไปในกลุ่มหมอกที่มืดทึบนั้น

ระหว่างเดินอยู่นั้น เนี้ยหลี่ก็รับรู้ได้ถึงออร่าแห่งความตายที่ลอยโชยดั่งลมปะทะหน้าผิดวิสัยลมปกติที่พัดไปทางอื่น

บนพื้นทางเดินนั้นเต็มไปด้วยซากกระดูกและเศษเกราะอาวุธที่ผุพังตามกาลเวลา ที่หากเพียงสัมผัสเบาๆก็อาจจะแตกหักได้ พอสัมผัสได้ถึงออร่าแห่งความตาย

กลุ่มของเนี้ยหลี่ก็อดไม่ได้ที่จะขนลุกขนพองไปตามๆกัน

“โชคดีที่ไม่ได้มาคนเดียว” หลู่เปียวพูดเสียงสั่นพลางมองซ้ายมองขวา ที่นี่มันไม่เหมาะให้มนุษย์มาเหยียบย่างเลยจริงๆ

พอเดินไปเรื่อยๆพวกเขาก็เริ่มพบกลุ่มอื่นๆจึงทำให้คลายความกลัวลงไปได้บ้าง



พวกคนเหล่านั้นส่วนมากต่างเป็นนักสู้ที่มาจากนานาตระกูลในดินแดนใต้พิภพแห่งนี้ และส่วนใหญ่ก็อยู่ระดับแบล็คโกลด์กันแล้วทั้งนั้น อาจจะมีบ้างที่อยู่ระดับตำนานแต่ก็ไม่มาก ส่วนระดับเซียนนั้น พวกเขาก็ไม่คิดที่จะมาเดินเล่นในชั้นหนึ่งของหอคอยมรณะแบบนี้หรอก

พอเข้าไปในกลุ่มหมอกที่หนากว่าเดิม ทัศนะวิสัยรอบๆก็เริ่มแย่ลงเรื่อยๆ เงาลางๆของเหล่านักสู้จากตระกูลต่างๆที่เพิ่งเห็นก็เริ่มเลือนหายไป

“เกิดไรขึ้นเนี่ย คนพวกนั้นหายไปไหน” ตูเซอ ถามด้วยความกระวนกระวาย

ทั้งเย่จื้อหวิ๋นกับคนอื่นๆก็อดไม่ได้ที่จะสงสัยเช่นเดียวกัน เมื่อกี้พวกเขาเพิ่งจะเห็นว่าคนพวกนั้นอยู่ห่างออกไปไม่ถึงสิบเมตรด้วยซ้ำ แล้วทำไมอยู่ดีๆพวกนั้นถึงหายไปได้ล่ะ

เนี้ยหลี่เริ่มสัมผัสความผิดปกติที่เกิดขึ้นได้จึงรีบพูดขึ้นว่า “อยู่รวมกันเข้าไว้ มีใครบางคนแอบวางหมอกมายาไว้แถวนี้ มันจะทำให้คนพลัดหลงกันได้ง่าย หมอกนี้มันอยู่ได้ประมาณวันกว่าๆก่อนจะค่อยๆหายไป แต่ข้าคิดว่าหมอกที่เราประสพอยู่ตตอนนี้น่าจะอยู่ได้ไม่กี่ชั่วโมงหรอก เพราะงั้นถ้าหากใครเกิดพลัดหลงเข้าก็รอให้หมอกหายก่อนแล้วค่อยตามหากันแล้วกัน”

ทว่าพูดยังไม่ทันขาดคำ เนี้ยหลี่ก็เพิ่งรู้ตัวว่าหลู่เปียวกับเสี่ยว เซี่ย ได้พลัดหลงหายไปแล้ว

จากนั้นก็เป็นตูเซอต่อมาก็ต้วนเจี้ยน

สมาชิกกลุ่มค่อยๆพลัดหลงหายกันไปทีละคนๆ เห็นดังนั้นเนี้ยหลี่จึงคว้ามือไปจับมือเย่จื้อหวิ๋นไว้แน่น ก่อนจะเดินไปหา เสี่ยว หนิงเอ๋อ ทว่าพอมองอีกทีก็พบว่าเสี่ยว หนิงเอ๋อนั้นได้พลัดหายไปเสียแล้ว และยังไม่ทันไร จู่ๆยู่หยานก็เหมือนว่าเธอจะพบอะไรเข้า เธอจึงได้ทะยานตัวออกไปและหายไปอีกคน...

“หนิงเอ๋อ!” เนี้ยหลี่ตะโกนเรียกหาหนิงเอ๋อ ทว่ากลับไร้เสียงตอบรับ

“หนิงเอ๋อกับคนอื่นๆจะเป็นอะไรมั้ยนะ” เย่จื้อหวิ๋นถามด้วยความเป็นห่วง

ในใจเธอตอนนี้ระส่ำระส่ายตกใจอย่างบอกไม่ถูก “พวกนั้นไม่เป็นไรหรอก ถึงแม้จะแยกกันแต่ด้วยเขตแดนวิญญาณของพวกเราที่เชื่อมถึงกัน เรายังสามารถรู้ได้ว่าพวกนั้นสบายดีรึ่ไม่ ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง” เนี้ยหลี่กล่าว “ยังไงเราก็จะได้เจอกันอีกครั้งแน่นอน!”

ทางด้าน เย่จื้อหวิ๋นที่ถูกเนี้ยหลี่จับมือไว้แบบนี้ จู่ๆเธอก็หน้าแดงขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ แต่ถึงจะอย่างนั้นเธอก็ไม่คิดที่จะปัดเอามือเนี้ยหลี่ออก เพราะเธอรู้ว่าภายในหมอกมายานี้ หากคลาดเพียงแค่นิดเดียวก็อาจทำให้พวกเขาหลงกันได้ ทั้งตอนนี้เธอก็เป็นคู่หมั้นของเนี้ยหลี่แล้ว ทั้งๆที่เธอไม่เคยคิดเลยว่าเธอจะมากลายเป็นคู่หมั้นของเนี้ยหลี่แบบนี้ ถึงจะยังไม่คุ้นชินกับสถานะนี้ก็เถอะแต่เธอก็จะพยายามไม่แสดงอะไรออกมาให้เนี้ยหลี่เป็นห่วง

หลังจากเดินทางฝ่าหมอกมายา มานานนับชั่วโมง

ในที่สุดเนี้ยหลี่ก็พาเย่จื้อหวิ๋นออกมาจากหมอกมายาได้สำเร็จ ถึงแม้ว่าจะไม่เจอพวกที่เหลือ แต่เนี้ยหลี่ก็รู้ว่าพวกเขาอยู่ห่างกันไม่มากเท่าไหร่ แต่หากจะให้หาก็ต้องใช้เวลานานพอสมควรเช่นกัน

พอพ้นแนวหมอกมาได้แล้ว เนี้ยหลี่ก็เห็นแสงสีแดงลิบๆจากที่ไกลๆ คลื่นออร่าที่ดูลึกลับและน่าเกรงขามจากเจ้าสิ่งนั้นถูกแผ่กระจายไปทั่วจนเนี้ยหลี่ยังรู้สึกได้ ออร่าที่เนี้ยหลี่สัมผัสได้จากมันนั้นช่างบริสุทธิ์ยิ่งนัก

ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในหัวของเนี้ยหลี่ คงจะกำลังมีสิ่งดีๆเกิดขึ้นสินะ?

“ตามข้ามา” เนี้ยหลี่บอกเย่จื้อหวิ๋น ก่อนจะเริ่มเดินต่อไป

เย่จื้อหวิ๋นเดินตามหลังเนี้ยหลี่ บรรยากาศรอบตัวพวกเขาตอนนี้นั้นราวกับอยู่ในหนังรักที่ตัวนางหนีตามตัวพระก็มิปาน

บริเวณหน้าพวกเขาตอนนี้นั้นมีบึงใหญ่แห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยน้ำโคลนที่ดูไม่น่าจะมีอะไร แต่มันกลับดูเหมือนจะมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ในนี้ ดูได้จากแสงสีแดงที่เรืองรองทะลุผ่านน้ำโคลนออกมา ออร่าที่ถูกเปล่งออกมานั้นเพียงแค่สัมผัสก็รู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก สิ่งที่อยู่ใต้บึงนี้นั่นได้ยั่วน้ำลายฝูงชนจำนวนมากให้มาหามัน เหล่านักสู้จากนานาตระกูลได้มายืนออกันอยู่ขอบสระ ต่างโต้เถียงพูดคุยกันว่าจะมีอะไรอยู่ข้างใต้นี่ แต่ถึงอย่างนั้นกลับไม่มีใครกล้าลงไปในบึงเลย เพราะถึงชั้นแรกของหอคอยมรณะเก้าชั้นจะค่อนข้างปลอดภัย แต่ก็ใช่ว่าจะปลอดภัยกันหมด

สมบัติที่เรืองรองใต้บึงตรงหน้าได้ล่อให้คนมากันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ถึงจะไม่มีใครรู้ว่ามันคืออะไรแต่ของแบบนี้ใช่ว่าจะเห็นได้ง่ายๆ “ไม่อยากเชื่อเลยว่าชั้นหนึ่งของหอคอยมรณะเก้าชั้นจะมีอะไรซุกซ่อนอยู่แบบนี้ ทั้งยังปล่อยพลังที่บริสุทธิ์ขนาดนี้ออกมาอีกด้วย แสดงว่ามันต้องเป็นอะไรที่ล้ำค่ามากแน่ๆ!”

ตามขอบสระนั้น ได้มีนักสู้มากกว่าร้อยคนได้มารวมตัวกันและเริ่มแบ่งพรรคแบ่งพวกเบ่งใส่อีกฝ่าย

หากมีสิ่งล้ำค่าผุดออกมาแบบนี้ นั่นย่อมหมายความว่า มันจะมีการนองเลือดเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

“ไม่มีใครกล้าลงไปงมเอาไอ้แสงๆนั่นเลยเหรอ?” ชายหนุ่มเกราะเงินคนหนึ่งเอ่ยถามและมองด้วยความสงสัย แค่มายืนจ้องอยู่เฉยๆแบบนี้มันจะไปมีประโยชน์อะไร

“นายน้อย ข้าจำได้ว่าในครั้งอดีตเคยมีเรื่องเล่าว่า ในบึงแห่งนี้ได้มีสิ่งล้ำค่าซุกซ่อนไว้อยู่ และไม่กี่ปีก่อน บึงแห่งนี้ก็มีแสงปล่อยออกมา แต่มันก็หายไปอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นเหล่านักสู้ระดับเซียนมากมายก็ได้มาที่นี่เพื่อเสาะหาสิ่งล้ำค่านั้น ทว่าพวกเขาก็ไม่เจออะไรเลย” หนึ่งในข้ารับใช้ที่ยืนข้างชายสวมเกราะเงินกล่าวด้วยความนอบน้อม

ชายเกราะเงินขมวดคิ้วครุ่นคิด หากไม่รีบฉวยโอกาสตอนนี้ครั้งหน้าเจ้าสิ่งล้ำค่าในบึงอาจจะไม่โผล่มาอีก หากพลาดไปคงไม่มีโอกาสอีกเป็นแน่!

ทันใดนั้นชายเกราะเงินก็ใช้มือขวาจับหมับเข้าที่คอเสื้อของหนึ่งในข้ารับใช้ ก่อนจะขว้างมันผู้นั้นลงไปในบึงโคลน ถึงแม้ข้ารับใช้คนนั้นจะมีระดับถึงแบล็คโกลด์ แต่เขากลับถูกจับโยนง่ายๆโดยชายเกราะเงินคนนี้!

“ลงไปงมมันมาให้ข้าซะ” ชายเกราะเงินกล่าวเสียงเรียบ สีหน้าเต็มไปด้วยความหยิ่งยโส

ทางด้านข้ารับใช้ที่ถูกโยนลงไปในบึงโคลนพอได้ยินแบบนี้ก็ไม่กล้าว่ายกลับเข้าฝั่ง มันจึงจำใจต้องดำลงไปใต้น้ำและเริ่มต้นสาดส่องหาที่มาของแสง ผ่านไปชั่วครู่ บนผืนน้ำก็เกิดระลอกคลื่นสั่นไหวอย่างรุนแรง

...และตามมาด้วยเลือดที่เจิ่งนองเต็มผืนน้ำ

พอเห็นเช่นนั้น หลายๆคนก็หน้าซีดทันทีพลางคิดพ้องกันว่า ใต้น้ำแห่งนี้ต้องมีอะไรที่น่ากลัวมากๆหลบซ่อนอยู่แน่ๆ

ชายเกราะเงินพอเห็นเลือดเจิ่งผิวน้ำ มันก็ปล่อยสีหน้าเย็นชาออกมาทันที เสียคนไปฟรีๆโดยไม่ได้อะไรกลับมาแบบนี้ทำเอาเขาหงุดหงิดสุดๆ

กลุ่มคนที่อยู่ใกล้ๆชายเกราะเงินพอเห็นสีหน้านั้นก็ชักกลัวแล้วว่าตนจะถูกโยนเป็นรายต่อไป

“หมอนั่นใครน่ะ”

“นี่เจ้าไม่รู้จัก ซางหมิง แห่งตระกูลปีกวิญญาณเหรอ เขาถูกยกย่องว่าเป็นชายที่มีพรสวรรค์มากที่สุดในดินแดนใต้พิภพแห่งนี้เลยนะ!”

“อ๋อ ซางหมิงคนนั้นน่ะเหรอ!”

พอรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร สีหน้าแต่ละคนก็บ่งบอกอย่างชัดเจนเลยว่ากำลังกลัวเกรงอีกฝ่าย ซางหมิงนั้นถูกยกย่องว่าเป็นคนที่มีพรสวรรค์ที่สุดในดินแดนใต้พิภพ ทั้งยังบรรลุถึงระดับเซียนได้อย่างรวดเร็วทั้งๆที่ยังหนุ่ม ได้ยินมาว่าซางหมิงนั้นได้ฝึกตนอย่างหนักเพื่อรอเวลาที่จะกลายมาเป็นหนึ่งในศิษย์ ที่จ้าวแห่งดินแดนใต้พิภพยอมรับ!

ไม่ไกลจากซางหมิง ก็มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งยืนอย่างองอาจ ออร่าของพวกนั้นแต่ละคนนั้นพอๆกับซางหมิงเลยทีเดียว

ตามจริงคนระดับนี้ไม่ควรที่จะมาในสถานที่แบบนี้ด้วยซ้ำ แต่อาจเป็นเพราะมีเวลาเหลือตั้งสามวันกว่าที่ทางเข้าหอคอยมรณะชั้นเจ็ดจะเปิดออก เพราะงั้นพวกระดับสูงๆหลายคนเลยเริ่มเบื่อจึงได้ออกมาหาอะไรทำแก้เซ็ง และนั่นก็ทำให้พวกเขาได้บังเอิญมาพบว่าที่บึงแห่งนี้นั้นอาจมีสิ่งล้ำค่าบางอย่างซุกซ่อนอยู่

หลังจากได้เห็นการกระทำของซางหมิงแล้วนั้น ใบหน้าที่เรียบเนียนของ เย่จื้อหวิ๋นก็แสดงออกถึงความเกลียดชังทันที คนถ่อยที่ไม่สนใจชีวิตคนอื่นแบบนี้ หากเอาทั้งเมืองกลอรี่มาเทียบก็คงไม่มีใครเสมอเหมือน แม้จะเป็นพวกคนจากตระกูลศักดิ์สิทธิ์ก็เถอะ พวกมันยังไม่กล้าฆ่าคนเป็นผักปลาแบบซางหมิงเลย

ถึงตอนนี้จะมีคนมากมายที่ละโมบอยากได้สิ่งล้ำค่าใต้บึงโคลน แต่ทว่าก็ยังไม่มีใครกล้าลงไปอยู่ดี

ในตอนนั้นเอง จู่ๆก็เสียงหัวเราะของใครบางคนดังขึ้นมาแต่ไกลๆ “พี่ชายซางหมิง ทำไมท่านกับคนอื่นๆไม่ลงไปล่าสิ่งล้ำค่าด้วยกันเลยล่ะ ส่วนเรื่องส่วนแบ่งนั้นก็ค่อยมาคิดว่าจะแบ่งยังไงกันทีหลังก็ได้”

เจ้าของเสียงที่เอ่ยออกมานั้น เป็นชายชุดขาวสะอาดสะอ้านรูปร่างดูอ้อนแอ้นอายุราวๆสิบหกสิบเจ็ดปี ชุดที่เขาสวมนั้นดูหรูหราเป็นอย่างมาก เขายืนอย่างมั่นใจพร้อมทั้งปล่อยยิ้มให้กับซางหมิง

“คนนี้ใครอ่ะ”

“มู่เอีย แห่งตระกูลหลอมวิญญาณ หมอนี่ก็เป็นอีกคนที่น่าจับตามอง มีพรสวรรค์ยอดเยี่ยม แต่เป็นเพราะเขาเอาแต่ฝึกและไม่ค่อยเผยตัวออกมาบ่อยนัก ทำให้ไม่มีใครรู้ว่าจริงๆแล้วเขานั้นอยู่ระดับใดกันแน่”

หลังจากที่เนี้ยหลี่ได้แอบฟังคนเหล่านี้คุยกัน เขาจึงรู้ว่าทั้งมู่เอียและเจ้าซางหมิงนั่นต่างก็มาจากตระกูลที่มีอิทธิพลสูงในดินแดนใต้พิภพแห่งนี้ และแต่ละคนที่คิดจะมาล่าเจ้าสิ่งล้ำค่าในบึงโคลนแห่งนี้ค่อยข้างมีระดับ ข้างสูงทีเดียว

พอได้ยินคำที่มู่เอียพูด ซางหมิงก็หัวเราะลั่นและกล่าวว่า “เจ้าพูดมาแบบนี้ คงคิดว่าข้าจะไม่กล้าลงสินะ?”

ถึงแม้ว่าซางหมิงจะไม่รู้ว่าอะไรกันแน่ที่ซ่อนตัวอยู่ในบึงโคลน แต่เขาก็หาได้กลัวไม่ ในเมื่อเขามีเกราะชั้นเลิศที่สืบทอดกันในตระกูลของเขา แล้วจะมีอะไรที่ยังต้องกลัวอีกล่ะ!

บูมม! บูมม! บูมม!

ซางหมิง มู่เอีย และนักสู้คนอื่นๆอีกสี่คนกระโดดลงไปในบึงโคลนแทบจะพร้อมกัน

ส่วนคนอื่นๆนอกจากหกคนนี้ก็ไม่มีใครกล้าโดดตามลงไปเลยสักคน

ห่างออกไปไม่มาก ทางด้านนักรบที่ยืนอยู่ขอบบึงโคลน จู่ๆพวกเขาก็รู้สึกมึนหัวแปลกๆหลังจากเขา จ้องลงไปในบึงโคลนแห่งนี้ อาจจะเป็นเพราะในหอคอยมรณะเก้าชั้นแห่งนี้นั้นมีอีกหลายที่ที่ยังไม่ถูกเปิดเผย ไม่มีใครรู้หรอกว่ามีอะไรหลบซ่อนอยู่ที่ไหนบ้าง ทำให้คนพวกนี้ไม่รู้ว่าบึงแห่งนี้มีความลึพร้อม กลับซ่อนอะไรอยู่และควรรับมือยังไง

หลังจากที่ทั้งหกได้ลงไปในบึงโคลนได้ไม่นาน จู่ๆผิวน้ำก็กระเพื่อมอย่างรุนแรง ก่อนจะมีเกลียวน้ำพุ่งขึ้นไปบนฟ้า เสียงปะทะกันดังสนั่นมาจากก้นบึง และการต่อสู้ก็ดำเนินไปอย่างเข้มข้น

ในที่สุด สัตว์อสูรขนาดใหญ่ก็พุ่งขึ้นมาจากบึงโคลนพร้อมกับที่มันคำรามดังกึกก้องปานฟ้าผ่า บนหน้าผากของมันนั้นมีไข่มุกสีชาดเปล่งแสงสุกสกาวยั่วยวนสายตาจากผู้คนทั่วทั้งฝั่งเอาไว้

สัตว์อสูรตัวนี้ดูคล้ายกับสัตว์เลื้อยคลาน เกล็ดสีดำเมี่ยมครอบคลุมไปทั่วทั้งตัว และถึงแม้แขนขาทั้งสองคู่ของมันจะค่อนข้างสั้น ทว่าหางของมันกลับยาวกว่าสิบเมตร ออร่าแห่งความตายถูกปล่อยออกมาจากร่างกายของมันตลอดเวลา

พอเห็นสิ่งที่ออกมาจากบึงโคลน ทุกคนที่อยู่ตามขอบบึงโคลนก็สะดุ้งตกใจด้วยความกลัว

“น...นั่นมัน มังกรผีดิบวารี!”

“วิ่ง!!!”

ใต้พิภพที่มุงกว่าร้อยคนที่ยืนอยู่รอบๆบึงโคลนต่างวิ่งหนีกันอย่างกะนกแตกรัง ทิ้งไว้เพียงแต่คนไม่กี่คนที่ยังคิดจะสู้

“อะไรคือมังกรผีดิบวารี งั้นเหรอ” เย่จื้อหวิ๋นถามเนี้ยหลี่ด้วยความสงสัย ถึงแม้ว่าเธอและเนี้ยหลี่จะยืนดูอยู่จากระยะไกล แต่เธอก็มองดูออกว่าเจ้ามังกรตัวนี้มีอะไรแตกต่างออกไป

“มังกรผีดิบวารี เป็นสัตว์อสูรประเภทงู พวกมันเกิดจากพลังแห่งความตายที่ได้มาจากการทับถมของซากศพนับพันกลายมาเป็นสัตว์อสูรที่ชาญฉลาด เมื่อมังกรผีดิบวารีโตเต็มวัย มันจะมีระดับตำนาน และทุกๆพันปี ความแข็งแกร่งของมันจะเพิ่มขึ้นหนึ่งขั้น และด้วยเวลานับหมื่นปีที่เจ้ามังกรตรงหน้าเรานี้มีชีวิตอยู่ บางทีตอนนี้มันอาจจะบรรลุถึงขั้นเทพวิญญาณ(Spiritual God)แล้วก็ได้”


ที่มาจาก http://www.wuxiaworld.com/


#นิยาย พงศาวดารภูติ#Tale of the demon god#นิยายแปลไทย
Author(s)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น