วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Tale of the demon and god novel Chapter 210 – Sister goddess

Tale of the demon and god novel Chapter 210 – Sister goddess

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่ 210 - เทพธิดายู่หยาน


บทที่ 210 - เทพธิดายู่หยาน


“ครับ” เนี้ยหลี่พยักหน้ารับคำ เย่ โม่ มีเย่ โม่หนุนหลังแบบนี้ ในเมืองนี้คงไม่มีใครกล้าทำอะไรเขาเป็นแน่

จากนั้นเย่ โม่ก็เดินจากไป ทิ้งให้เนี้ยหลี่กับ เย่ ซ่งอยู่ตามลำพัง

เย่ ซ่งถอนหายใจแล้วกล่าวว่า "ช่างน่าประทับใจเป็นอย่างมาก ตอนนี้เจ้ามีพ่อข้าหนุนหลังแล้วนี่ ต่อจากนี้ข้าคงจะสั่งสอนอะไรเจ้าไม่ได้แล้วกระมัง"

เนี้ยหลี่เอ่ยยิ้มๆว่า "โถ่ท่านพ่อตา ทำไมท่านจะสั่งสอนข้าไม่ได้ล่ะ..." กล่าวจบ เนี้ยหลี่ก็แอบขำเล็กๆ สำหรับคนอื่นคงจะกลัวเย่ ซ่งจนหัวหด แต่สำหรับเขาน่ะหรือ...หึหึ

ได้ยินที่อีกฝ่ายกล่าว เย่ ซ่งก็แทบจะสำลักน้ำลายออกมา ทั้งยังรู้สึกหดหู่ใจเป็นอย่างมากที่ไม่สามารถทำอะไรเนี้ยหลี่ได้เลย เย่ ซ่งรีบคืนท่าที ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า "หลังจากนี้ให้เจ้าพาตระกูลบันทึกสวรรค์ของเจ้า ยกของหมั้นหมายมา และพวกเจ้าจะแต่งงานกันได้ก็ต่อเมื่อพวกเจ้าทั้งสองอายุครบ 16 ปีเท่านั้น แต่ในระหว่างนั้น หากยังไม่ถึงวันแต่งและเจ้ากล้าล่วงเกินลูกสาวข้า...ข้าจะจัดการกับเจ้า!" เย่ ซ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงขึงขัง

ในเมื่อเย่ โม่พ่อของเขาได้ตัดสินใจไปแล้ว เย่ ซ่งก็ทำได้เพียงแต่ชลอเวลาไว้เท่านั้น

"ข้าสัญญา" ต่อให้เย่ ซ่งไม่พูดถึงเรื่องนี้ เนี้ยหลี่ก็ตั้งใจจะทำแบบนั้นอยู่แล้ว

เย่ ซ่งนั้นอับจนหนทางที่จะจัดการกับเนี้ยหลี่ สิ่งที่เขาทำได้ตอนนี้จึงมีเพียงแค่การขู่เท่านั้น



"ท่านพ่อตาวางใจได้"เนี้ยหลี่กล่าวยิ้มก่อนจะพูดต่อว่า "อ้อใช่ เมื่อเร็วๆนี้ข้าได้ค้นพบวิธีเข้าถึงพลังแห่งสัจธรรม และตอนนี้ท่านก็ได้บรรลุระดับตำนานแล้ว ท่านควรจะเริ่มลองเข้าถึงพลังแห่งสัจธรรมดู"

เป็นอีกครั้งที่เนี้ยหลี่จู่โจมเขาด้วยกระสุนเกินทำให้เขาแทบจะปฏิเสธไม่ได้เลย

"อืม" เย่ ซ่งกระแอมรับคำเบาๆ เนี้ยหลี่มักจะเสนออะไรดีๆให้แก่เขาเสมอๆ ซึ่งแต่ละอย่างที่เสนอมาก็ยากที่จะปฎิเสธได้

ทว่าหากเขาตัดสินใจรับมันไว้ ต่อแต่นี้ไปเขาคงไม่มีอะไรมาต่อรองกับเนี้ยหลี่อีก

เย่ ซ่งสงบจิตใจลงก่อนจะเอ่ยว่า "เย่ ฮั่นฝากคนมาส่งจดหมายให้ข้า...รับ"

เนี้ยหลี่รับจดหมายมา ดวงตาของเขาทอประกายเย็นชาแวบหนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า

"เย่ ฮั่น...เจ้าคนทรยศ! มันขายข้อมูลของทางเราให้กับตระกูล หวู๋ กุย ข้ารู้มาว่าตระกูลหวู๋ กุยนั้นมีนักสู้ระดับเซียนถึงสามคน

ถึงแม้หนึ่งในพวกเขาจะสามารถเข้าถึงพลังแห่งสัจธรรมได้เพียงคนเดียว ทว่าก็เพียงพอที่จะนำภัยพิบัติมาสู่เมืองกลอรี่ของเรา!"

ได้ฟังที่เนี้ยหลี่กล่าว เย่ ซ่งก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวขึ้นว่า "พวกเราคงต้องหวังพึ่งค่ายกลหมื่นอสูรเพื่อขับไล่พวกนั้นออกไปสินะ"

นักสู้ระดับเซียนนั้นแข็งแกร่งกว่าเทพวิญญาณวายุเหมันต์มาก ตระกูลวายุเหมันต์คงไม่อาจรับมือพวกนั้นได้เป็นแน่

เมืองกลอรี่ในตอนนี้นั้นยังอ่อนแอเกินไป ทั้งยังต้องมาเผชิญหน้ากับตระกูลหวู๋ กุยอีก ปัญหาในอนาคตต่อจากนี้คงมีมาเรื่อยๆไม่มีวันจบสิ้นเป็นแน่

เนี้ยหลี่ครุ่นคิดชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยว่า "การเดินทางจากดินแดนใต้พิภพน่าจะใช้เวลาอย่างต่ำสักสิบวัน แต่หากมาเป็นกองทัพก็น่าจะใช้เวลาอย่างต่ำสักเดือน ดังนั้นเราควรถ่วงเวลาพวกมันไว้ให้นานที่สุด

ระหว่างรอเวลานี้พวกเราน่าจะคิดวิธีรับมือตระกูลหวู๋ กุยได้และพยายามถ่วงเวลาพวกมันไว้ ใครจะรู้ว่าบางทีท่านเย่ โม่อาจจะเข้าถึงพลังแห่งสัจธรรมได้ในช่วงเวลาสั้นๆนี้และบรรลุระดับเซียนได้ ถ้าเป็นเช่นนั้น การรับมือกับตระกูลหวู๋ กุยก็จะง่ายขึ้น"

"นอกจากนี้พวกเราต้องรีบเพิ่มระดับความแข็งแกร่งของพวกเราให้มากขึ้น ขั้นแรกเราต้องหลอกให้พวกตระกูลหวู๋ กุยตายใจว่าจะจัดการเราได้ง่ายๆ ไม่อย่างนั้นพวกมันอาจจะไปจับมือกับตระกูลอื่นๆมาเล่นงานเรา หากเป็นเช่นนั้นพวกเราคงแย่แน่ๆ"

เนี้ยหลี่หยุดคิดชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยต่อว่า " โชคดีที่พวกมันส่งมาแค่นักสู้ระดับตำนานสิบกว่าคน แต่ไม่มีระดับเซียนเลยสักคน"

เย่ ซ่งถึงกับคิ้วกระตุกหลังจากได้ยินเรื่องเกี่ยวกับพวกมันจากเนี้ยหลี่ เขาจึงเอ่ยว่า "ถ้ามีแค่นักสู้ระดับตำนานสิบกว่าคน ค่ายกลหมื่นอาสูรก็น่าพอรับมือพวกมันได้"

ความแข็งแกร่งนั้นเป็นสิ่งสำคัญในการต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็นนักสู้ระดับตำนานหรือระดับเซียน กลยุทธ์เหล่านี้ก็ทำได้เพียงแค่ถ่วงเวลาเหล่านักสู้จากตระกูลหวู๋ กุยเท่านั้น และกองสนับสนุนของพวกมันก็จะตามมาหลังจากนั้นอีกที

เนี้ยหลี่บอกวิธีการเข้าถึงพลังแห่งสัจธรรมให้แก่เย่ ซ่ง จากนั้นเขาจึงเดินไปฝึกฝนต่อคนเดียว

ความตึงเครียดเริ่มแพร่เข้าสู่จิตใจของผู้คน นอกเหนือจากตระกูลหวู๋ กุย ในอนาคตคงจะมีแรงกดดันอื่นๆมุ่งมายังเมืองกลอรี่อีกเป็นแน่

หน่วยแรกของตระกูลหวู๋ กุยน่าจะมาถึงในเวลาประมาณ 10 วัน และเย่ โม่ก็ได้ออกไปลอบประเมินกำลังของพวกนั้นแล้ว พวกมันมีนักสู้ระดับตำนานกันหลายสิบคนแต่ไม่มีนักสู้ระดับเซียนเลยสักคน ดังนั้นเย่ โม่จึงพยายามที่จะไต่เต้าเข้าสู่ระดับเซียนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากเขาทำได้ล่ะก็ เขาก็จะรับมือตระกูลหวู๋ กุยได้โดยง่าย

เนี้ยหลี่ลองชั่งน้ำหนักดูกองกำลังของแต่ละฝ่าย ฝ่ายของเขามีระดับตำนาน 5 คน คือ ยู่หยาน ต้วนเจี้ยน หลั่ว หมิงและผู้ติดตามเนี้ยหลี่จากตระกูลประทับหยกคนอื่นๆ

และถ้ารวมเย่ โม่กับเย่ ซ่งด้วยก็จะเป็น 7 ทั้งยังมีค่ายกลหมื่นอาสูรอีกด้วย เท่านี้ก็เพียงพอที่จะต่อกรกับหน่วยรบแรกของตระกูลหวู๋ กุยได้แล้ว

...อย่างไรก็ตามเพียงแค่นี้มันยังไม่พอ

การบ่มเพาะพลังของเนี้ยหลี่นั้นช้ากว่าคนปกติเขามาก เนี้ยหลี่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องคิดหาวิธีเพิ่มเขี้ยวเล็บให้แก่ตนเอง

ทันใดความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัวเขา

...เคล็ดวิชากลืนกินจิตอสูร เนี้ยหลี่หวนนึกถึงเคล็ดวิชาลับในช่วงก่อนที่เขาจะตายในอดีตชาติ พอคิดได้ดังนั้นเขาจึงอำลาเย่ ซ่งก่อนจะมุ่งหน้าไปหา เย่ จื้อ หวิ๋นต่อ

การกลับมาของท่านเย่ โม่นั้นทำให้เย่ จื้อ หวิ๋นนั้นมีความสุขเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม หลังจากคุยกับเย่ โม่ปู่ของเธอเสร็จ เธอก็กลับมาบ่มเพาะพลังต่อ

เธอรู้เรื่องที่เนี้ยหลี่กลับมาแล้วจากเย่ โม่ หลังจากห่างกันเป็นเวลานาน จริงๆเธอก็แอบคิดถึงเขาอยู่เล็กๆ ทว่าเธอก็พยายามยับยั้งใจตัวเองไว้และตั้งหน้าตั้งตาบ่มเพาะพลังต่อในห้องของตน

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าเธอไม่อาจทำให้จิตใจตัวเองสงบลงได้ ทำให้การฝึกของเธอต้องล้มเหลวทุกครั้งไป

เนี้ยหลี่ก้าวเข้าสู่ลานกว้างและเห็นเย่ จื้อ หวิ๋นกำลังควบคุมราชินีเหมันต์ของเธออยู่ ในปากของราชินีเหมันต์มีมุกมณีเม็ดสวยลูกหนึ่งซึ่งเป็นมุกดาลูกเดียวกับที่เนี้ยหลี่นำกลับมาจากดินแดนคุกอเวจี ชื่อของมัน คืออัญมณีจิตวิญญาณพายุหิมะ พลังของมันนั้นเหมาะกับการบ่มเพาะพลังของเย่ จื้อ หวิ๋นเป็นอย่างมาก

เย่ จื้อ หวิ๋นหลับตาพริ้ม แก้มนวลของเธอต้องแสงระเรื่อดูราวกับหยกขาวที่อยู่ท่ามกลางทุ่งหิมะสวย ชวนให้ผู้มองรู้สึกเคลิ้มฝันอย่างช่วยไม่ได้ ผมสีม่วงยาวของเธอพาดประบ่า ชุดผ้าไหมสีขาวสะอาดตาอวดโฉมรูปร่างของเธอชวนให้ดูเสน่หาเย้ายวนใจ

ออร่าความหนาวเย็นเคลือบคลานเป็นวงกลมเข้าสู่ลานฝึกทำให้ลานฝึกนั้นกลายเป็นแผ่นน้ำแข็งชวนดู ในชั่วขณะนั้น ใจของเนี่ยหลี่ก็ถูกสะกดไว้ด้วยภาพตรงหน้า เขานั้นทำเพียงแอบมองเธออย่างเงียบๆและไม่หวังที่จะเข้าไปรบกวน

เย่ จื้อ หวิ๋นรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง เธอเคลื่อนสายตาไปตามทิศทางนั้นทั้งๆที่ยังคงหลับตาพริ้มอยู่
เนี่ยหลี่เดินเข้าไปข้างๆเย่ จื้อ หวิ๋น เขารู้ว่าเธอรับรู้ตัวตนเขาแล้ว แต่เธอกลับยังคงไม่ลืมตา
ความคิดน่ารักๆของสาวน้อยแบบเธอทำให้เนี่ยหลี่อดลอบยิ้มไม่ได้

เนี้ยหลี่หยุดยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นหลายชั่วครู่ เย่ จื้อ หวิ๋นจึงค่อยๆลืมตาขึ้นและพบว่าเนี้ยหลี่กำลังจ้องมองเธออย่างไม่วางตา แก้มนวลของเธอเริ่มแดงระเรื่อขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พร้อมๆกับที่เธอนึกย้อนหวนไปถึงบางสิ่ง

เธอจ้องมองไปที่เนี่ยหลี่อย่างไม่พอใจพร้อมกับเอ่ยว่า "เจ้าจากไปนานแบบนี้ ข้างนอกนั่นคงมีอะไรน่าสนใจกว่าอยู่ที่นี่สินะ"
เนี้ยหลี่ลอบยิ้มในหัวก็อยากตอบกลับไปว่า ‘ใช่ มันน่าสนใจมากๆ’

"เนี้ยหลี่ ครั้งต่อๆไปถ้าเจ้าไปไหนแล้วไม่พาข้าไปด้วย ครั้งหน้าไม่ต้องมาคุยกันอีกเลย!" เย่ จื้อ หวิ๋นเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ การที่เนี้ยหลี่จากไปนานแบบนี้ทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดใจอย่างบอกไม่ถูก แม้แต่เธอเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงรู้สึกแบบนี้

ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่เธอรู้สึกไม่สบายใจพอไม่มีเนี้ยหลี่ข้างกาย...

เธอคิดไม่ออกเลยว่า หากเนี้ยหลี่หายไปจากชีวิตเธอหรือว่าเขาหมดรักเธอแล้ว เธอจะเป็นยังไงกันนะ เนี้ยหลี่ระบายยิ้มและกล่าวว่า "การเดินทางไปฝึกฝนครั้งนี้ของข้ามันอันตรายเกินไป แต่หากมีครั้งหน้า ข้าจะพาเจ้าไปด้วยอย่างแน่นอน!"

เขาจับมือเย่ จื้อ หวิ๋นเชิงบอกให้อีกฝ่ายยืนขึ้นก่อนจะเอ่ยต่อว่า "ทว่าเวลานี้เรายังมีอะไรต้องทำอีกหลายอย่าง  พวกเรา ไปหา ตูเซอ หลู่เปียว หนิงเอ๋อ และคนอื่นๆกันเถอะ"

"เจ้า!" ในจังหวะที่เนี้ยหลี่จับมือของเธอ ในใจก็รู้สึกอายอย่างบอกไม่ถูก แต่กระนั้นเธอก็ไม่ได้ขัดขืนอะไรเขาและยอมให้เขาจับแต่โดยดี

จากนั้นไม่นาน ทุกคนก็มารวมตัวกันในลานฝึก

หลั่ว หมิงและผู้ติดตามคนอื่นๆอีกสองคนได้ถูกจัดให้อาศัยไม่ไกลจากลานฝึกนี้ ทุกคนที่อยู่ภายในลานแห่งนี้ล้วนแต่เป็นเพื่อนของเนี้ยหลี่ที่ไว้ใจได้ พวกเขาจึงไม่ได้มาคุ้มกันอะไรเนี้ยหลี่

เย่ จื้อ หวิ๋น ตูเซอ  หลู่เพียว หนิงเอ๋อ ต้วนเจี้ยน เว่ยหนาน ซู่ เซี่ยงจิ้ง  ซ่างหมิง และเสี่ยว เซี่ย

พวกเขาทั้งสิบต่างมารวมกัน(นับเนี้ยหลี่ด้วย)

"เนี้ยหลี่ ในที่สุดเจ้าก็กลับมา! พวกเราเป็นห่วงเจ้าจริงๆตั้งแต่รู้ว่าเจ้าจากไป" หลู่เปียวหัวเราะร่วนพร้อมกับไปคล้องคอเนี้ยหลี่อย่างสนิทสนม

เสี่ยว หนิงเอ๋อ ก็มองเนี้ยหลี่ด้วยสายตาที่บ่งบอกว่าเธอมีหลายเรื่องที่อยากจะเล่าจะคุยกับเนี้ยหลี่มาก แต่กระนั้นเธอก็ทำเพียงแต่มองและไม่ได้เอ่ยอะไรออกไป

นับตั้งแต่ที่เนี้ยหลี่จากไป ในใจของเธอก็เต็มไปด้วยความห่วงหาอาทรและได้แต่หวังว่าเขาจะปลอดภัย
เนี้ยหลี่ยิ้มก่อนจะกล่าวว่า "มีหลายๆสิ่งเกิดขึ้นมากมายเลยล่ะ ไว้เดี๋ยวข้าจะเล่าให้ฟังทีหลัง แต่ก่อนอื่นข้าจะแนะนำใครบางคนให้รู้จัก"

กล่าวจบ เนี้ยหลี่ก็ยกมือขวาขึ้นพร้อมกับที่เทพธิดา ยู่หยานบินออกมาจากแขนเขาและลอยอยู่กลางอากาศ

ยู่หยานสวมชุดผ้าไหมสีแดง รูปร่างและภาพลักษณ์ของเธอนั้นดูงดงามหาผู้ใดเสมอเหมือนแม้ว่าเธอจะมีขนาดเพียง 2 กำปั้นซ้อนกันเท่านั้น

ทว่าความงามของเธอก็ยังดูสูงส่งยากจะเอื้อมถึงจนเผลอทำให้ผู้ที่ได้มองรู้สึกต่ำต้อยอย่างช่วยไม่ได้
พอเห็นยู่หยาน ทุกคนก็เผยใบหน้าประหลาดใจออกมา

"เธอเป็นใครเหรอ"

"ทำไมเธอตัวเล็กจัง"

ทุกคนเบิกตากว้าง ในใจเต็มไปด้วยความสงสัย หลู่เปียวยกมือขึ้นหวังจะหยิกยู่หยานเล่นเพื่อทดสอบว่าเธอมีชีวิตหรือป่าว

ทันใดนั้นเองเขาก็สัมผัสได้ถึงออร่าอันทรงพลังปล่อยออกมาจากตัวเธอ หลู่เปียวจึงรีบวกมือกลับและถอยห่างจากเธอทันที

หลู่เปียวตัวแข็งค้างไปทันที เขาไม่คิดเลยว่าเธอจะแข็งแกร่งขนาดนี้

"เธอชื่อ ยู่หยาน น่ะ" เนี้ยหลี่ตบไหล่หลู่เปียวและกล่าวต่อว่า "เธอเป็นเทพวิญญาณผู้เปรียบได้กับพระเจ้าของเผ่าพันธุ์มนุษย์และมีชีวิตอยู่มานานหลายหมื่นปี ทว่าด้วยเหตุการณ์บางอย่างทำให้ตอนนี้เธออยู่เพียงแค่ระดับตำนาน จิตเทพของเธอแตกกระจายไปทั่วโลก ทั้งร่างเนื้อเดิมก็ถูกทำลาย และนี่ก็คือร่างใหม่ของเธอที่กำลังค่อยๆสร้างใหม่ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมตัวเธอจึงเล็ก”

เทพวิญญาณผู้เปรียบดั่งพระเจ้า!? ได้ยินที่เนี้ยหลี่กล่าว หลู่เปียวก็หน้าซีดเผือดอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อกี้เค้าเกือบจะไปล่วงเกินพระเจ้าเข้าให้แล้วมั้ยล่ะ!

โชคดีที่เทพธิดานั้นยังคงมีเมตตา ไม่งั้นเขาคงตายไปแล้วเป็นแน่

เย่ จื้อ หวิ๋น เสี่ยว หนิงเอ๋อ และคนอื่นๆ ก็หน้าซีดเผือดเช่นเดียวกัน ...ผู้ที่เปรียบดั่งพระเจ้าที่อยู่เหนือระดับตำนานและอยู่มากว่าหมื่นปี ตัวตนที่พวกเขาไม่เคยคิดเลยด้วยซ้ำว่าจะได้พบเจอ

เนี้ยหลี่ไปเจอเธอได้ยังไง? และพาเธอกลับมาด้วยวิธีไหนกัน? พวกเขาได้แต่ลอบสงสัยในใจ

"ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนนะ พวกเธอคือเพื่อนเนี้ยหลี่สินะ งั้นจากนี้ไปเรียกเราว่าพี่สาวยู่หยานละกัน" เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พร้อมกับที่เธอค่อยๆบินไปนั่งบนไหล่ของเนี้ยหลี่

หลังจากได้อยู่กับเนี้ยหลี่มาชั่วระยะเวลาหนึ่ง มันก็ทำให้เธออดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าเนี้ยหลี่นั้นเปรียบเสมือนกับน้องชายของเธอ

พวกเขาจะมีเทพธิดาผู้อยู่มามากกว่าหมื่นปีเป็นพี่สาว? พวกเขาอดที่จะแปลกใจไม่ได้ และสายตาทุกคนก็เลื่อนไปมองเนี้ยหลี่พร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย



ที่มาจาก http://www.wuxiaworld.com/


#นิยาย พงศาวดารภูติ#Tale of the demon god#นิยายแปลไทย
Author(s)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น