วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Tale of the demon and god novel Chapter 204 – Done?

Tale of the demon and god novel Chapter 204 – Done?

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่ 204 - เสร็จสิ้นแล้ว


บทที่ 204 - เสร็จสิ้นแล้ว


"นับตั้งแต่ผู้คนทั้งหมดของเมืองศิลาทมิฬ ทราบข่าวมันจะทำให้เจ้ามีอันตรายได้นะน้องชาย ด้วยตระกูลของเราและตระกูลอสูรโลหิตได้รับชิ้นส่วนแผนที่คนละครึ่ง เราต้องนำมันมารวมเข้าด้วยกันเพื่อให้ได้แผนที่ที่สมบูรณ์ ข้าไม่สามารถทราบได้ว่าแผนที่ขุมทรัพย์จะนำเราไปสู่ที่ใด แต่เราสามารถมั่นใจได้ว่ามันมีความลับที่ยิ่งใหญ่ที่ซ่อนอยู่ภายในแผนที่สมบัติ. "หลั่ว เจี้ยนกล่าวว่า" ตระกูลอสูรโลหิตได้ให้คำว่าพวกมันจะต่อสู้จนถึงที่สุดจนกว่าพวกตระกูลของเราจะมอบแผนที่สมบัติให้พวกมัน. "

เนี้ยหลี่พยักหน้าประมาณทำความเข้าใจสถานการณ์ ในตอนนี้ตระกูลอสูรโลหิตเป็นตระกูลที่แข็งแกร่งสามารถครอบคลุมผืนฟ้าได้ทั้งหมด; มิฉะนั้นพวกมันคงไม่หยิ่งยโสและพูดคำดังกล่าว

พวกมันจึงเกณฑ์นักสู้มาสู้รบงั้นรึ?

หลังจากที่เขาครุ่นคิด ตระกูลผนึกหยกเป็นตระกูลของมนุษย์ก็คุ้มค่าที่จะเสี่ยงถ้าหากรวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้แล้ว พวกเขาก็จะสามารถแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งบางอย่างที่จะสามารถทำให้ตระกูลผนึกหยกนำไปสู่ชนะ และนำไปสู่ความรุ่งโรจน์ภายในเมืองศิลาทมิฬแห่งนี้

"ข้าสงสัยว่าที่ใดคือหอคอยมรณะเก้าชั้น?"

"ตำนานเล่าว่าหอคอยมรณะเก้าชั้นนั้น เป็นสถานที่ที่กองทัพของมนุษย์และกองทัพอสูรสัตว์ร้ายได้ต่อสู้กันในสมัยโบราณ การรบนี้กินเวลานานนับพัน ๆ ปีสะสมศพนับไม่ถ้วน พิษจากศพเข้าครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดลงใน หอคอยมรณะแต่กระนั้นก็มีสมบัตินับไม่ถ้วนที่ได้กระจัดกระจายอยู่ทั่ว เนื่องจากพื้นที่นี้อยู่ไม่ไกลจากดินแดนของเราทำให้มีผู้เชี่ยวชาญและนักสู้บางส่วนภายใต้ตระกูลของเราได้เข้าไปในหอคอยมรณะเพื่อค้นหาสมบัติ. "

สนามรบโบราณ?



เนี้ยหลี่คิดว่า ยู่หยานที่ยังคงซ่อนตัวอยู่ในแขนเสื้อของเขา สถานที่นี้บางทีอาจจะเป็นสถานที่ที่มีความทรงจำอันเจ็บปวดของเธออยู่ สหายของเธอนับไม่ถ้วนจากตระกูลของมนุษย์เสียชีวิตและกายเทพของเธอแตกสลายทำให้เหลือเพียงดวงจิตของเธอที่ต้องอยู่คนเดียวและได้รับความทุกข์ทรมานใจเป็นเวลาช้านาน

"มันเป็นเรื่องที่น่าละอายจริงๆสำหรับข้าที่จะดื่มไวน์ที่ดีเยี่ยงนี้ของเจ้า ถ้าไวน์ชั้นเลิศนี้ถูกวางลงบนแท่นประมูลแล้วแน่นอนมันจะสามารถทำเม็ดเงินได้มหาศาล. " หลั่ว เจี้ยนกล่าวอย่างเชื่องช้า" ข้าไม่มีอะไรที่สามารถตอบแทนได้ ... นอกเสียจากจะมอบของขวัญชิ้นนี้ให้แก่เจ้าดาบจารึกหลักเล่มนี้ถือว่าค่อนข้างเป็นสมบัติที่ดีข้าเก็บรักษามันเป็นเวลานานตอนนี้มันเป็นของเจ้าแทนคำขอบคุณ. "

เนี้ยหลี่ตกตะลึงเมื่อเห็นดาบจารึกอัคคีเล่มนี้อยู่ในระดับซิลเวอร์ วัสดุสำหรับสร้างดาบเล่มนี้ดูสวยดี และบนตัวดาบก็มีรอยจารึกระดับซิลเวอร์สลักอยู่ แต่ตอนนี้ภายในแหวนมิติของเขามีอาวุธที่ดีกว่านี้เก็บไว้แล้ว และนอกจากนี้ดาบนี้ดูเหมือนว่าจะมีค่ามากในสายตาของ หลั่ว เจี้ยน

เนี้ยหลี่ส่ายหัวและกล่าวว่า "ข้ามีอาวุธของข้าแล้วในตอนนี้ข้าไม่ได้มีความจำเป็นในการใช้ดาบเล่มนี้ พี่ชายเก็บมันไว้เถอะ. "

ได้ยินคำพูดของเนี้ยหลี่ หลั่ว เจี้ยนตกตะลึงไปสักครู่ เนี้ยหลี่มีอาวุธที่ดีกว่านี้แล้วงั้นรึ? ราคาของดาบเล่มนี้ก็มีมูลค่ามหาศาลแล้ว แต่ เนี้ยหลี่ กลับปฎิเสธมันอย่าง่ายดายราวกับมันไร้ค่าซะอย่างงั้น

"บนดาบเล่มนี้มีรอยจารึกหลัก?" เนี้ยหลี่ถามขณะที่เขาชี้ไปที่รูปแบบการจารึกบนตัวดาบ

"ถูกต้อง ดาบเล่มนี้ได้มีการการแกะสลักเป็นรูปแบบจารึกหลักที่ตระกูลเราได้เชิญ นักจารึกอักขระขั้นปฐมภูมิมายังตระกูลเพื่อที่จะสลักรอยจารึกเหล่านี้ หลังจากที่สลักรอยจารึกสำเร็จมันก็จะทำให้ความแข็งแกร่งของอาวุธเพิ่มมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว นักจารึกอักขระขั้นปฐมภูมินั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะเชิญมายังตระกูลผนึกหยกของเราได้ตระกูลเราต้องเสียสละเงินจำนวนมหาศาลเพื่อที่จะทำเช่นนั้น. "หลั่ว เจี้ยนกล่าวอย่างภูมิใจ

เนี้ยหลี่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นทันที ในดินแดนนี้มีการขาดแคลนอย่างหนักทั้งวัสดุและของสำคัญในการผลิตอาวุธ แม้ว่าจะมีสมบัติจำนวนมากในหอคอยมรณะเก้าชั้น แต่ส่วนใหญ่ของที่ได้กลับมาก็เป็นของที่แตกหักเสียหายหลังจากผ่านมาเป็นเวลานาน ซ้ำร้ายนักจารึกอักขระยังหาได้ยากยิ่งนักในดินแดนแห่งนี้
เนี้ยหลี่กล่าวอย่างใจเย็นว่า "ข้าสามารถที่จะเพิ่มระดับรูปแบบการจารึกเหล่านี้ได้"
ได้ยินคำพูดของเนี้ยหลี่ ตาของหลั่ว เจี้ยนสว่างขึ้นทันทีและถามว่า "มันอาจเป็นไปได้ไหมว่าน้องชายคือนักจารึกอักขระ?"

"ใช่แล้ว" ในมุมมองของเนี้ยหลี่ เขาสามารถได้รับการพิจารณาว่าเป็นนักจารึกอักขระขั้นอาวุโสและด้วยความสามารถของเขามันก็มากเกินพอที่จะแกะสลักรอยจารึกเหล่านี้ ไม่ต้องพูดถึงว่าตอนนี้เขาสามารถเข้าถึงพลังแห่งสัจธรรมได้ของทั้งแสงและความมืดการสลักรอยจารึกเหล่านี้ ถือว่าเป็นเรื่องง่ายๆเท่านั้น

ได้ยินคำตอบของ เนี้ยหลี่ การแสดงออกของหลั่ว เจี้ยนแทบปิดไม่มิดในตอนนี้เขามีความสุขเสียยิ่งกว่าสุขและกล่าวว่า "เมื่อเร็ว ๆ นี้ตระกูลหวู๋กุยได้รับคัดเลือกนักจารึกอักขระขั้นปฐมภูมิ คนคนนั้นหรือว่าคือเจ้าน้องชาย?"

"ไม่ใช่ข้าหรอก" เนี้ยหลี่ส่ายหัว

"ข้าสงสัยว่าน้องชายเนี้ยหลี่จะเต็มใจไปยังตระกูลผนึกหยกของข้าหรือไม่?" หลั่ว เจี้ยนได้เชื้อเชิญเนี้ยหลี่อย่างดี

ในตอนนี้ตัวเขามีความสามารถของนักจารึกอักขระ เขาจะได้รับความสำคัญอย่างมากจากตระกูลผนึกหยก แม้ว่าเขาจะได้รับอันตราย เนี้ยหลี่ยังคงมีแผนการและวิธีการหลบหนีอีกหลายวิธี นอกจากนี้แล้วเขายังมีความช่วยเหลือของเทพธิดา ยู่หยาน แม้ทั้ง2 สุดยอดผู้เชี่ยวชาญระดับเซียนในตระกูลผนึกหยกก็มิอาจทำอันตรายต่อเขาได้

"แน่นอน." เนี้ยหลี่ ตอบอย่างใจเย็น พร้อมพยักหน้าของเขา

"ขอให้ข้าได้นำทางไป." หลั่ว เจี้ยนรีบลุกขึ้นยืนในตอนนี้ความรู้สึกของเขาตื่นเต้นมาก เขาเป็นผู้ชายที่ตรงไปตรงมาดังนั้นความรู้สึกของเขาตอนนี้จึงแสดงออกมาทางบนใบหน้าของเขาทั้งหมด

หลั่ว เจี้ยนเป็นคนที่ซื่อตรงไม่มีแผนการใดๆในหัวของเขา การที่ต้องจัดการกับคนประเภทนี้สำหรับเนี้ยลี่ ช่างยากมากในความรู้สึก

ทั้งสองได้เดินตามเส้นทางเป็นระยะทางที่ยาวไกลพอประมาณ

ตระกูลผนึกหยกเป็นป้อมปราการกว้างใหญ่ทั้งยังการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

เมื่อเห็นป้อมปราการของตระกูลผนึกหยก เนี้ยหลี่จู่ ๆ ก็มีความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายได้ ดูเหล่ายามที่เข้มงวดเหล่านั้น เนี้ยหลี่บังเกิดความรู้สึกใกล้ชิด ด้วยไม่คาดคิดว่าจะยังมีมนุษย์จำนวนมากที่ยังคงอาศัยอยู่ภายในโลกใต้พิภพแห่งนี้

พวกเขาได้เดินผ่านประตูใหญ่และเข้าไปในห้องโถงใหญ่ซึ่งเป็นที่ที่ชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบปีเศษสวมเสื้อคลุมสีเทานั่งด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ลักษณะท่าทางเป็นผู้ที่เด็ดเดี่ยวที่ข้างแก้มของเขามีรอยแผลเป็นมากมายช่างน่าเกรงขามยิ่งนัก ชายคนนี้กำลังนั้งขบคิดเกี่ยวกับความขัดแย้งกับตระกูลอสูรโลหิต ด้วยความหวั่นวิตก

หลังจากสังเกตเห็นคนที่ได้เดินเข้ามา เขาได้ลืมตาขึ้น ดวงตาที่ดุกร้าวของเขากวาดสายตามองทั้ง หลั่ว เจี้ยนและเนี้ยหลี่

"ท่านพ่อข้าได้พบน้องชายเนี้ยหลี่บนถนนน้องชายเนี้ยหลี่ได้กล่าวว่าเขาคือนักจารึกอักขระ." หลั่ว เจี้ยนกล่าวอย่างตื่นเต้นต่อชายวัยกลางคน

ชายวัยกลางคนคนนี้เป็นพ่อของหลั่ว เจี้ยน หลั่ว เซี่ยวคือประมุขแห่งตระกูลผนึกหยกแห่งนี้ เขาสามารถโยนเนี้ยหลี่ออกไปได้เพียงโบกมือเท่านั้น

ได้ยินคำพูด หลั่ว เจี้ยน   หลั่ว เซี่ยวมองมาที่ เนี้ยหลี่ด้วยความประหลาดใจคิ้วของเขาขมวดขึ้น ด้วยเนี้ยหลี่อยู่ในวัยหนุ่มสาวดูแล้วช่างไม่เหมือนกับปรมาจารย์นักจารึกอักขระที่เขาเคยเห็นมาทั้งหมด

แต่คุณค่าของตำราไม่สามารถตัดสินได้จากปกของมัน ในช่วงที่เขาเกิดมาได้เข้าใจและได้เห็นอะไรหลายสิ่งหลายอย่างนัก แม้ว่าเขาจะยังมีความรู้สึกไม่เชื่ออยู่ แต่เขาก็มิได้แสดงมันบนใบหน้าของเขาและกล่าวว่า

"หลานชายโปรดมานั่งที่นี่เถิด ข้าสงสัยเจ้ามาจากที่ไหนกัน? ใครคืออาจารย์ของเจ้า? หลั่ว เซี่ยวเชื้อเชิญ
ได้ยินคำพูดของหลั่ว เซี่ยว เนี้ยหลี่ส่ายหัวและกล่าวว่า "ข้าเกรงว่าข้าคงจะไม่สามารถที่จะตอบคำถามเหล่านี้ได้ โปรดยกโทษให้ข้าด้วย." เนี้ยหลี่กล่าวพร้อมยังจ้องมองมาที่ประมุขของตระกูลผนึกหยก แม้ว่าหลั่ว เซี่ยวจะมีความน่าเกรงขามอย่างมากตามลักษณะนิสัยของเขาแต่เขาก็ยังมีความอ่อนโยนและไม่ได้ให้ความรู้สึกกดดัน

"ถ้าหากหลานชายไม่เต็มใจที่จะตอบคำถามก็จงลืมมันไปเสียเถิด." หลั่ว เซี่ยวยิ้มและกล่าวว่า "หลานชายเป็นนักจารึกอักขระเช่นนั้นรึ?" หลั่ว เซี่ยวกล่าวและคาดเดาตัวตนของเนี้ยหลี่ เพราะหลังจากมีมีคนแปลกหน้าเข้ามาในตระกูลผนึกหยกพวกเขาต้องระมัดระวังตนเป็นพิเศษ
"ถูกต้องข้านั้นมีความเข้าใจเล็กน้อยต่อรูปแบบการจารึก." เนี้ยหลี่ตอบ

ทั้งที่อายุยังน้อยแม้ในขณะที่หันหน้าไปทางประมุขเขาก็มิได้มีการประจบสอพลอทั้งยังหยิ่งทะนงในตนเอง เรื่องนี้ทำให้หลั่ว เซี่ยว ต้องมองเนี้ยหลี่ใหม่ และเขาต้องการที่จะดูว่าเนี้ยหลี่เป็นนักจารึกอักขระจริงหรือไม่

"นักจารึกอักขระนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง ตราบใดที่เป็นนักจารึกอักขระเจ้าจะได้รับตำแหน่งและการดูแลอย่างดีภายในตระกูลผนึกหยกของเรา ข้าสงสัยว่าหลานชายจะเต็มใจที่จะแสดงให้เห็นเพียงเล็กน้อยกับความสามารถของเจ้า? " หลั่ว เซี่ยวยิ้ม

"ย่อมได้" เนี้ยหลี่พยักหน้า เขาไม่สนใจในตำแหน่งใดๆหรือความสะดวกสบาย เหตุผลที่ว่าทำไมเขามาที่นี่คือการ ร่วมมือกับตระกูลผนึกหยก ตามธรรมชาติก่อนที่จะได้รับความร่วมมือเนี้ยหลี่จะต้องแสดงว่าตนเองมีค่าเพียงพอในสายตาแก่พวกเขา

"เจ้าจงนำนำเครื่องมือที่ใช้ในการแกะสลักรูปจารึกหลักมาที่นี่เดียวนี้." หลั่ว เซี่ยวกล่าว หลังมองมาที่คนรับใช้

"ขอรับ." คนรับใช้ตอบและรีบไปทันที

คนรับใช้ที่อยู่ห่างไกลออกไปได้จับกลุ่มคุยกันเสียงเบาq

"อ้างว่าเป็น นักจารึกอักขระงั้นรึ ด้วยในวัยเพียงแค่นี้ข้าเกรงว่ามันจะเป็นแค่เพียงนักต้มตุ๋นเท่านั้น จะมีวิธีการใดถึงจะเป็นนักจารึกอักขระในวัยแค่นั้นเล่า ?!

"ข้าก็รู้สึกเช่นนั้น ด้วยนักจารึกอักขระ ต้องใช้เวลาหลายทศวรรษเพียงเพื่อศึกษารูปแบบจารึก แม้ว่ามันจะเริ่มต้นเรียนรู้รูปแบบการจารึกจากภายในครรภ์มารดา ก็มิสามารถที่จะกลายเป็น นักจารึกอักขระขั้นปฐมภูมิได้ดอก ? "

"เจ้าไม่สามารถจะบอกอย่างนั้นได้หรอกนะ พวกเจ้าไม่สามารถตัดสินหนังสือจากปกของมันได้หรอก! "
เสียงของยามถกเถียงกันอย่างเบามากและชำเลืองมองมายังที่ทิศทางของ เนี้ยหลี่ด้วยความรู้สึกอยากรู้ว่าถ้าผลออกมา เนี้ยหลี่ได้รับการยืนยันว่าหลอกลวงพวกเขานี่แหละจะเป็นคนโยนเขาออกจากตระกูลผนึกหยกเอง!

ในตอนนี้ โต๊ะและเครื่องมือได้ถูกย้ายเข้ามาในห้องโถงใหญ่ในที่นี้เครื่องมือทุกประเภทที่จำเป็นจะต้องใช้ในการแกะสลักรูปจารึกหลัก พวกมันได้ถูกวางไว้ในตำแหน่งด้านหน้าของเนี้ยหลี่
ดาบสีแดงเข้มฉูดฉาดราวเปลวไฟถูกวางไว้ในด้านหน้าของ เนี้ยหลี่ เขาหยิบดาบขึ้นมาอย่างเงียบ ๆ และเริ่มรู้สึกถึงพื้นผิวของตัวดาบ เขาคว้าเครื่องมือแกะสลักจุ่มลงในเลือดสัตว์อสูรเล็กน้อยและเริ่มลงมือแกะสลักบนตัวดาบเปลวไฟ

ตามปกติมีดแกะสลักรูปแบบจารึกจะไม่สามารถที่จะตัดเข้าสู่ผื้นผิวของตัวดาบเปลวไฟได้ แต่ เนี้ยหลี่กลับสามารถแกะสลักมันได้รูปแบบจารึกค่อยๆปรากฎลงบนตัวดาบเปลวไฟทุกครั้งที่ลงมีดแกะสลักจะทิ้งเงาสีแดงเข้มเป็นร่องรอยของไอวิญญาณแผ่กระจายไปทั่วทั้งตัวดาบ

เห็นฉากนี้ทั้ง หลั่ว เซี่ยวและหลั่ว เจี้ยนตาแทบถล่นออกมา

แม้ว่า เนี้ยหลี่จะทำแกะสลักไปไม่กี่รูปแบบแต่มันก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเนี้ยหลี่เป็น นักจารึกอักขระขั้นปฐมภูมิอย่างไม่ต้องสงสัย

เขาสามารถทำวิธีใดถึงจะเป็นนักจารึกอักขระได้ด้วยวัยเพียงแค่นี้? เขายังอาจจะสามารถที่จะกลายเป็น นักจารึกอักขระอาวุโสเมื่อเขาเติบโตขึ้นในอนาคต!

เห็นฉากนี้ แล้วหลั่ว เซี่ยวทำการตัดสินใจทันทีเขาพร้อมจะจ่ายไม่ว่าจะต้องใช้เงินแค่ไหนเพื่อให้เนี้ยหลี่เป็นสมาชิกของตระกูลผนึกหยก ภายในดินแดนอันกว้างใหญ่แห่งนี้ มนุษย์ตามธรรมชาติจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ท่ามกลางกองกำลังในเมืองศิลาทมิฬ ตระกูลผนึกหยกมีความแข็งแกร่งอย่างไม่ต้องสังสัย และยิ่งหลังจากเจอเนี้ยหลี่ ตระกูลผนึกหยกจะยิ่งมีความได้เปรียบยิ่งขึ้นในขณะนี้

เนี้ยหลี่ยังคงทำการแกะสลักลงรูปแบบจารึกลงบนดาบ มันไม่ได้ทำให้เนี้ยหลี่สับสนแม้แต่น้อย เพราะตัวเนี้ยหลี่นั้นมีความเข้าใจต่อรูปแบบการจารึกและพลังแห่งสัจธรรม ตามธรรมชาติการสลักรูปแบบจารึกนั้นเป็นเพียงแค่ระดับซิลเวอร์ แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่มีความแข็งแกร่งระดับซิลเวอร์ธรรมดาก็ไม่สามารถเทียบได้กับรูปแบบการจารึก

ยู่หยานที่อยู่ภายในแขนเสื้อของเนี้ยหลี่ยังคงเฝ้าสังเกตถึงการกระทำของเนี้ยหลี่ แม้เธอจะไม่สามารถช่วยเหลือเนี้ยหลี่ได้มากนักเพราะในเรื่องของความเข้าใจในพลังแห่งสัจธรรมเนี้ยหลี่สามารถทำมันได้อย่างง่ายดาย

ความสามารถของเนี้ยหลี่ในขณะนี้ เนี้ยหลี่สามารถใช้ประโยชน์จากพลังแห่งสัจธรรมได้อย่างเต็มที่
ประมาณช่วงเวลาน้ำชาเดือด เนี้ยหลี่ ถอนลมหายใจแผ่วเบาออกมาแล้วกล่าวว่า “เสร็จสิ้นแล้ว” "เสร็จแล้วงั้นรึ!"หลั่ว เซี่ยวและหลั่ว เจี้ยนพูดพร้อมกัน

หลั่ว เซี่ยวตกใจเล็กน้อย นักจารึกอักขระขั้นปฐมภูมิจะต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่าครึ่งวันที่จะแกะสลักรูปแบบจารึก แต่นี้เพียงระยะเวลาไม่นานเนี้ยหลี่กลับทำมันเสร็จ?


ที่มาจาก http://www.wuxiaworld.com/


#นิยาย พงศาวดารภูติ#Tale of the demon god#นิยายแปลไทย
Author(s)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น