วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Tale of the demon and god novel Chapter 199 – A trace

Tale of the demon and god novel Chapter 199 – A trace

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่ 199 - ร่องรอย 


บทที่ 199 - ร่องรอย 


***
พลังสัจจธรรมแห่งฟ้า(power of heaven)
พลังสัจธรรมแห่งแสง(Law of Darkness),พลังสัจธรรมแห่งแสง(Law of Light),...,พลังสัจธรรมแห่งไฟ(Law of Fire)
พลังวิญญาณทั่วไป (soul force)
***



"พี่นางฟ้า ท่านคงไม่ได้โกหกข้าหรอกนะ?" เนี่ยหลี่ถาม ขณะถอนใจด้วยความโล่งอกหลังจากที่สัมผัสได้ว่าอุณหภูมิในร่างกายลดลงแล้ว สิ่งที่เจอเมื่อครู่นับว่าน่าหวาดกลัวอย่างมาก แม้แต่เขาเองยังหวั่นใจ

"ข้าจะโกหกเจ้าไปทำไม?นี่เป็นขั้นตอนการสัมผัสพลังแห่งสัจธรรมมาตั้งแต่ครั้งโบราณแล้ว" ยู่หยานขมวดคิ้วพูดอย่างไม่ยินดีนัก นางไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับเนี่ยหลี่ก่อนหน้านี้ เนี่ยหลี่สัมผัสพลังล้มเหลวหรือ? แต่ว่าแม้จะล้มเหลวแต่ปกติแล้วพลังแห่งสัจธรรมจะไม่สามารถทำอันตรายร่างกายได้ถึงขนาดตัวร้อนจนต้องกระโดดลงบ่อน้ำเพื่อดับร้อนเช่นนี้?

"ก็ได้ ก็ได้" เนี่ยหลี่โบกมือแล้วพูดเสียงต่ำว่า "ท่านบอกว่าร่องรอยแสงเล็กๆ ในความมืด"

"ถูกแล้ว" ยู่หยานพยักหน้าและพูดว่า "มันควรจะเป็นเช่นนั้นหากเจ้าสามารถสัมผัสพลังของสัจธรรมแห่งแสงได้"

"ท่านพูดว่าร่องรอย" เนี่ยหลี่พูดอย่างหดหู่

"ใช่ ร่องรอย" ยู่หยานพูด วิธีการสัมผัสพลังแห่งสัจธรรมสมควรไม่ผิดพลาด ในตอนที่นางเริ่มฝึก นางต้องฝึกนานหลายสิบปีกว่าจะสัมผัสพลังของสัจธรรมแห่งไฟได้

"มันจะเป็นร่องรอยได้อย่างไร?ข้ารู้สึกราวกับดวงอาทิตย์ตกใส่ จนตาแทบบอด ความอบอุ่นอันใด? ตัวข้าร้อนแทบสุก นี่มันน่ากลัวเกินไปแล้ว การฝึกพลังแห่งสัจธรรมของท่านอันตรายเกินไป" เนี่ยหลี่พูด ความหวาดกลัวยังไม่หายไปจากใจ ความรู้สึกที่ถูกดวงอาทิตย์เผาจนเกือบสุกก่อนหน้านี้

เมื่อมองเนี่ยหลี่ ยู่หยานทำสีหน้าแปลกประหลาดตกใจอย่างมาก ว่าเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร? เด็กนี่เป็นสัตว์ประหลาดหรือ? หลายต่อหลายคนต้องใช้เวลาฝึกไม่ต่ำกว่าหลายสิบปีเพื่อสัมผัสเพียงแค่ร่องรอยสายใยพลังเล็กๆ ของพลังแห่งสัจธรรม และนั่นก็นับว่าเก่งมากแล้ว แม้แต่คนที่มีพรสวรรค์ที่ฟ้าประทานมายังต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะสัมผัสพลังได้เล็กน้อยด้วยซ้ำ

แต่เนี่ยหลี่กลับสามารถสัมผัสพลังได้ตั้งแต่การลองฝึกครั้งแรก ยิ่งไปกว่านั้น ที่สัมผัสได้กลับไม่ใช่เพียงเส้นสายใยพลังเล็กๆ แต่กลับเป็นพลังที่เจิดจ้าเยี่ยงดวงอาทิตย์

ว่ากันว่าเมื่อเทพวิญญาณแห่งแสงบ่มเพาะพลังไปจนถึงขีดสุด จะมีความสามารถในการควบคุมพลังแห่งแสงที่เจิดจ้าทรงอำนาจราวกับดวงอาทิตย์ ยามเมื่อสัมผัสพลังแห่งสัจธรรม ก็จะเหมือนกับสัมผัสดวงอาทิตย์



แต่เนี่ยหลี่เพิ่งจะเริ่มฝึกพลังแห่งสัจธรรมเท่านั้น

ยู่หยานรู้สึกว่าสมองของตนประมวลผลไม่ทันเรื่องที่ได้รู้

เนี่ยหลี่หวนคิดถึงเรื่องที่เกิดก่อนหน้า แน่นอนว่ามันอาจจะอันตรายไปหน่อย แต่ก็ได้รู้ว่าพลังแห่งสัจธรรมนั้นทรงอำนาจเพียงใด กลายเป็นว่าโลกใบนี้ล้วนแต่เกิดขึ้นจากพลังแห่งสัจธรรม พลังวิญญาณในตัวมนุษย์จึงเป็นพื้นฐานของวิชาบ่มเพาะพลัง

เนี่ยหลี่กลับไปที่บ่อน้ำผุดทมิฬและลงไปแช่ในบ่ออีกครั้ง ค่อยๆ ทำความเข้าใจโครงสร้างพลังแห่งสัจธรรมอีกครั้ง คราวนี้เขาสามารถสัมผัสได้ถึงลายอาคมอันลึกลับที่ก่อตัวขึ้นบนฝ่ามือ สายใยพลังแห่งแสงไหลวนไปบนฝ่ามือข้างนั้น

"นี่คือแก่นของพลังแห่งสัจธรรมงั้นเหรอ!!" เนี่ยหลี่ถึงกับตกตะลึง วงจรของลายอาคมที่ไหลไปบนฝ่ามือของเขาเป็นเครื่องยืนยัน ว่าพลังแห่งสัจธรรมนั้นไม่ใช่พลังจากธรรมชาติ แต่ถูกสร้างขึ้นด้วยตัวตนอันยิ่งใหญ่ ที่เติมเต็มโลกใบนี้ด้วยลายอาคมสร้างขึ้นเป็นสัจธรรมแห่งธรรมชาติ

ลายอาคมเหล่านี้มีอยู่เต็มโลกนี้ไปหมดราวกับอากาศธาตุ

ไม่น่าแปลกใจเลยว่าเหตุใดยู่หยานจึงสามารถรวบรวมกายาพลังเทพได้แม้มันจะแตกสลายไปแล้วครั้งหนึ่ง ยู่หยานคือสัจธรรมแห่งเปลวไฟของโลกนี้ ทั่วทั้งฟ้าดินนี้ นางคือเปลวไฟ สัจธรรมแห่งเปลวไฟก็คือนาง เมื่อรวบรวมได้มากพอ ร่างของนางจึงจะก่อรูปขึ้น

ในแง่หนึ่งแล้ว ในชาติก่อน ตอนที่เนี่ยหลี่ต้องการก้าวข้ามชั้นตำนานไปนั้น ก็จำเป็นจะต้องฝึกพลังแห่งสัจธรรมเพราะโลกนี้ประกอบขึ้นด้วยพลังแห่งสัจธรรม เหมือนกับคนที่ถูกขังอยู่ในกรงก็ต้องใช้ทรัพยากรในกรงเสริมกำลังตนเองไป แต่โชคดีที่เนี่ยหลี่ได้เข้าไปในตำราภูติห้วงกาลลี้ลับและได้รับวิชาบ่มเพาะพลังที่สมบูรณ์จนสามารถพาตัวอยู่นอกข้อจำกัดของโลกนี้ได้

ยู่หยานที่เห็นลายอาคมบนมือของเนี่ยหลี่ มีพลังแสงสว่างไหลไปตามเส้นลายอาคม นางก็ต้องตกตะลึงเพราะนางคิดว่าลายอาคมนั้นเป็นลายอาคมที่เนี่ยหลี่สร้างขึ้นมาเอง เนี่ยหลี่สามารถจับใจความของพลังแห่งแสงได้รวดเร็วขนาดนี้เชียวหรือ? นี่นับว่าเกินกว่าผู้ใดจะจินตนาการได้ทีเดียว

ที่ยู่หยานไม่รู้ก็คือ ลายอาคมนี้ถูกเนี่ยหลี่ค้นพบจากการขึ้นโครงสร้างพลังแห่งสัจธรรมขึ้นมาใหม่ แก่นหลักของพลังแห่งสัจธรรมเป็นเพียงลายอาคมเท่านั้น เมื่อตัวตนอันยิ่งใหญ่เป็นผู้ลงลายอาคมเหล่านี้ไว้ พลังของตัวตนอันยิ่งใหญ่นี้จะต้องทรงอำนาจกว่าจุดสูงสุดของเนี่ยหลี่เมื่อชาติที่แล้วเสียอีก

"พลังแห่งสัจธรรมงั้นหรือ?น่าสนใจดีนี่" มุมปากของเนี่ยหลี่ยกขึ้นเล็กน้อย เสียง *ปุจ* เบาๆ ดังมาจากฝ่ามือเมื่อลายอาคมรวมตัวกันกลายเป็นลูกกลมแสงเล็กๆ แสงสีขาวที่ส่องออกมาเรืองๆ ราวกับภูติน้อยก็พลันขยับแล้วลอยไปรอบๆ

“เมื่อมีแสงย่อมมีความมืด เมื่อมีลายอาคมที่ตรงข้ามกันสองแบบ การจะดึงโครงสร้างขึ้นมาใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก” เนี่ยหลี่คิดในใจพลางเริ่มฝึกพลังแห่งสัจธรรมของความมืด

ในห้วงอันว่างเปล่า ทั้งเยือกเย็นสุดขั้วและความมืดมิดอันลึกล้ำสุดบรรยาย

ในที่สุด เนี่ยหลี่ก็รวบรวมพลังสัจธรรมแห่งความมืดมาไว้กับตัว

เมื่อเนี่ยหลี่ไม่พูดอะไรและกลับไปฝึกพลังแห่งสัจธรรม ยู่หยานก็ได้แต่ทอดถอนใจ ในชีวิตของนางนับหมื่นปี นี่เป็นครั้งแรกที่ได้พบกับคนที่มีพรสรรค์อันน่าตื่นตะลึงขนาดนี้ ถึงขนาดจับจุดพลังแห่งแสงได้ในเวลาสั้นๆ ยิ่งยากจะจินตนาการถึงความสำเร็จในการบ่มเพาะพลังของเนี่ยหลี่ในอนาคต เขาจะก้าวข้ามเทพวิญญาณแสงสว่างตอนที่รุ่งโรจน์ที่สุดได้หรือไม่? นางคิดไปขณะฝึกไปด้วย

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า เนี่ยหลี่ก็ขึ้นโครงสร้างพลังแห่งความมืดขึ้นใหม่ได้สำเร็จ จะอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นพลังแห่งแสงหรือพลังแห่งความมืด ก็เป็นพลังที่เป็นรองเพียงพลังฟ้าและสูงส่งกว่าพลังวิญญาณ นับว่าจับจุดได้ไม่ยาก

ครู่ต่อมา ยู่หยานลืมตาขึ้นและมองไปที่เนี่ยหลี่อย่างไม่เชื่อสายตา

เนี่ยหลี่ค่อยๆ แบมือและแสงสีดำก็จุดประกายขึ้นบนฝ่ามือ ดูราวกับกลุ่มก้อนเปลวไฟสีดำสนิทที่เต้นเร่าลามเลียไปทั่วฝ่ามือ

แสงและความมืด เนี่ยหลี่จมอยู่ในความคิดของตน เขายังสงสัย  ว่าเป็นตัวตนอันยิ่งใหญ่ใดที่สรรสร้างพลังแห่งสัจธรรม เหตุใดจึงทำเช่นนั้นได้? ในโลกนี้การจะฝึกพลังแห่งสัจธรรมจำเป็นต้องไปถึงชั้นชะตาฟ้าก่อน จึงจะสามารถขับเคลื่อนพลังที่ไม่ใช่ของตนตั้งแต่แรกเริ่มได้ เมื่อมีพลังเช่นนี้อยู่ จึงทำให้โลกนี้ถูกปิดกั้นออกจากที่อื่น ต่อให้มีคนที่สามารถก้าวไปถึงชั้นชะตาฟ้าก็ไม่สามารถรวบรวมพลังได้มากพอจะทำลายสมดุลพลังแห่งสัจธรรมแล้วก้าวขึ้นสู่ชั้นที่สูงกว่านั้นได้

หากไม่ใช่เพราะตำราภูติห้วงกาลลี้ลับแล้ว เนี่ยหลี่ในชาติก่อนย่อมไม่อาจก้าวข้ามความสมดุลแห่งสัจธรรมโดยบังเอิญและเข้าสู่โลกใหม่ได้

ช่างเถอะ เรื่องนั้นอย่างเพิ่งไปคิดถึงเลย

เนี่ยหลี่กลับไปเล่นพลังแสงและความมืดในมือต่อ ควบคุมพวกมันให้แปลงเป็นรูปร่างต่างๆ ด้วยพลังแห่งสัจธรรมที่เขาได้มาตอนนี้ แม้จะเผชิญหน้ากับยอดฝีมือ เขาก็ยังมีวิธีรับมือได้

เหนือบ่อน้ำผุดทมิฬ ยู่หยานตกตะลึงพรึงเพริดขณะที่สายตาของนางจ้องมองไปยังเนี่ยหลี่ นางไม่รู้จะใช้คำใดมาอธิบายความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตอนนี้เลย

คนที่สามารถสัมผัสสัจธรรมแห่งแสงได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ฝึก และครั้งแรกนั้นไม่ได้สัมผัสเพียงร่องรอยเท่านั้น แต่กลับสัมผัสพลังที่เจิดจ้าราวกับดวงอาทิตย์ ยิ่งไปกว่านั้น ในระยะเวลาสั้นๆ ยังสามารถเรียนรู้การควบคุมและใช้พลังแห่งแสงได้อีกต่างหาก

ที่น่าขันยิ่งกว่าก็คือ คนๆนั้น หลังจากควบคุมพลังแห่งแสงแล้ว ยังสามารถควบคุมพลังแห่งความมืดได้ดีไม่แพ้กัน

นี่ยังเรียกว่ามนุษย์ได้อีกเหรอ?

ในช่วงชีวิตของยู่หยานกว่าหมื่นปี นางไม่เคยพบใครที่เหมือนเนี่ยหลี่ ที่สามารถฝึกทั้งพลังแห่งแสงและความมืด หากมีเวลาเพียงพอ เขาจะเติบโตได้ขนาดไหนกัน?

แม้แต่ยู่หยานยังไม่อาจจินตนาการออก

ในโลกนี้ยังไม่เคยมีใครที่สามารถควบคุมพลังแห่งสัจธรรมถึงสองชนิดพร้อมกันเช่นนี้มาก่อน ไม่ต้องพูดถึงว่าพลังแห่งแสงและความมืดของเนี่ยหลี่เป็นพลังที่ทรงอำนาจติดอันดับหนึ่งในสิบสุดยอดทั้งสองชนิด

ยู่หยานในตอนนี้ไม่สามารถสงบหัวจิตหัวใจที่กำลังเต้นโครมครามได้เลย เดิมทีนางคิดว่าเนี่ยหลี่จะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าหลายสิบปีจึงจะสามารถสัมผัสร่องรอยพลังแห่งแสงได้สักเล็กน้อย นางไม่คิดเลยว่าเนี่ยหลี่จะสามารถมาถึงขั้นนี้ได้ในเวลาสั้นๆ เท่านั้น

นางจ้องไปที่เนี่ยหลี่ ด้วยความหดหู่ แม้ว่านางจะอยู่มานานนับหมื่นๆ ปี นางก็อดจะเสียความมั่นใจเพราะความเร็วในการบ่มเพาะพลังของเนี่ยหลี่ที่เกิดขึ้นได้  กว่านางจะมาถึงขั้นนี้  นางต้องเสียอะไรหลายๆ ไปเพื่อการบ่มเพาะพลัง

เนี่ยหลี่เงยหน้าขึ้น มองไปยังยู่หยาน และสัมผัสได้ว่ามีอะไรแปลกไปจากสีหน้าของนาง เขาจึงถามอย่างสงสัยใจว่า "พี่นางฟ้า เป็นอะไรหรือเปล่า?"

"ม...ไม่มีสิ่งใด" นางตอบตะกุกตะกัก

ความจริงแล้ว ความเร็วในการบ่มเพาะพลังของเนี่ยหลี่นั้นไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ ในสายตาของยู่หยาน พลังแห่งสัจธรรม คือพลังแห่งสัจธรรมของฟ้าดิน พวกเขาไม่มีความคิดหรือความสงสัยอะไร ทว่า เนี่ยหลี่กลับแตกต่างออกไป เขาทำความเข้าใจพลังแห่งสัจธรรมในแง่มุมที่ไม่มีผู้ใดคาดถึง เขาจึงสามารถจับจุดพลังแห่งสัจธรรมได้รวดเร็วปานนี้

หลังจากได้รับพลังแห่งแสงและความมืดแล้ว เขาก็สามารถขยายกลยุทธ์ในการต่อสู้ออกไปได้อีกจนสามารถรับมือได้กระทั่งยอดฝีมือชั้นตำนาน จะอย่างไร พลังแห่งสัจธรรมก็ยังสูงส่งกว่าพลังวิญญาณขั้นหนึ่ง

เนี่ยหลี่ฝึกบ่มเพาะพลังต่อไปในบ่อน้ำผุดทมิฬ ฝึกฝนทั้งร่างกายและวิญญาณด้วยพลังแห่งแสงและความมืด เวลานี้ พลังของเนี่ยหลี่เกิดความเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย ระดับพลังขยับขึ้นจากชั้นโกลด์ระดับสี่ดาวไปชั้นโกลด์ระดับห้าดาว

แน่นอนว่าเมื่อบ่มเพาะพลังไปจนถึงระดับหนึ่ง ความเร็วในการบ่มเพาะพลังจะเทียบไม่ได้กับการฝึกก่อนหน้า

ยามนี้แม้แต่พลังชั้นแบล็กโกลด์ก็อยู่แค่เอื้อมเท่านั้น

เนี่ยหลี่คิดในใจ หากเขาสามารถก้าวไปถึงระดับแบล็กโกล์ได้ ด้วยวิธีการที่เขารู้ แม้จะเผชิญหน้ากับยอดฝีมือชั้นตำนาน เขาก็ยังมีความสามารถในการป้องกันตัว

เมื่อเขาเข้าสู่ระดับโกลด์ห้าดาว เนี่ยหลี่รู้สึกว่าแพนด้าเขี้ยวอสูรได้รับความสามารถใหม่ พลังแห่งแสงและความมืดไหลเข้าไปหลอมรวมกับแพนด้าเขี้ยวอสูร ในตอนนั้น มือข้างหนึ่งของเขาควบคุมพลังแห่งความมืด ในขณะที่มืออีกข้างควบคุมพลังแห่งแสง หากพลังทั้งสองไปโดนคนเข้าล่ะก็ มันจะปลดปล่อยพลังที่แข็งแกร่งกว่าเดิมหลายสิบเท่าออกมา

เนี่ยหลี่คิดจะพัฒนาการต่อสู้ด้วยความสามารถพิเศษใหม่นี้

ส่วนจิตอสูรเงาพราย เนี่ยหลี่รู้สึกได้ว่ามันเปลี่ยนแปลงไปมากหลังจากที่เนี่ยหลี่ฝึกพลังแห่งความมืดสำเร็จ ยืดเวลาในการใช้ความสามารถแปลงร่างล่องหน ทำให้มันยิ่งสามารถพรางตัวได้แนบเนียน และยากจะถูกค้นพบขึ้นไปอีก ความสามารถในการต่อสู้ของภูติเงาปีศาจก็ดูจะเพิ่มขึ้นด้วย

เนี่ยหลี่กำลังจมอยู่ในความคิดของตนขณะที่ยู่หยานที่อยู่เหนือบ่อน้ำผุดทมิฬ มองไปที่เนี่ยหลี่ และจมอยู่ในความคิดเช่นกัน

ในตอนที่เนี่ยหลี่พูดว่าเขามีวิธีที่สามารถก่อรูปกายาเทพของนางขึ้นใหม่ นางไม่เชื่อถือเขาและปัดความคิดนี้ออกไป ทว่า เมื่อนางเห็นเนี่ยหลี่สามารถเข้าถึงพลังแห่งสัจธรรมทั้งแสงและความมืดในเวลาอันสั้น นางจึงเริ่มคิดถึงคำพูดนั้นอีกครั้ง


เนี่ยหลี่ยังคงอยู่ในห้วงภวังค์ฝึกตนต่อไป และพริบตาเดียวก็ผ่านไปแล้วยี่สิบวัน แม้ว่าระดับพลังของเนี่ยหลี่จะหยุดอยู่ที่ชั้นโกลด์ห้าดาว แต่หลังจากที่ฝึกพลังแห่งสัจธรรม ร่างกายของเนี่ยหลี่ก็ก้าวไปถึงชั้นแบล็กโกลด์แล้ว







ที่มาจาก http://www.wuxiaworld.com/


#นิยาย พงศาวดารภูติ#Tale of the demon god#นิยายแปลไทย
Author(s)

1 ความคิดเห็น: