วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Tale of the demon and god novel Chapter 195 – Fire Spiritual God

Tale of the demon and god novel Chapter 195 – Fire Spiritual God

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่ 195 -  จิตวิญญาณเทพอัคคี


บทที่ 195 -  จิตวิญญาณเทพอัคคี



       ลายอาคมผนึกสามชั้นธาตุสายฟ้ากับอาคมเพลิงศักดิ์สิทธิ์สายโจมตีหกรูปแบบ ถ้าระเบิดขึ้นมานี่หายนะชัดๆ เราต้องทำลายลายอาคมสายโจมตีก่อนถึงจะสามารถเปิดลายอาคมผนึกได้!' เนี่ยหลี่คิด เข้าใจว่าเรื่องเริ่มจะยุ่งยากขึ้นมา


 ความซับซ้อนของลายอาคมนี้ทำให้ แม้เป็นเนี่ยหลี่ยังแก้ได้ลำบาก


      น่าสงสัยว่าผู้ใดวางลายอาคมพวกนี้ คนที่ทำแบบนี้ได้จะต้องทรงพลังยิ่งกว่าชั้นตำนานเสียอีก ด้วยการวางลายอาคมที่ซับซ้อนขนาดนี้ พวกนั้นจะต้องพยายามซ่อนบางสิ่งเอาไว้แน่' เนี่ยหลี่ได้แต่คาดเดาในใจ หากยอดฝีมือระดับนั้นตั้งใจซ่อนสิ่งใดไว้ เนี่ยหลี่จะต้องได้อะไรจากมันมากแน่ๆ


      เนี่ยหลี่ลบลายอาคมไปลายแล้วลายเล่า ค่อยๆ ทำลายอาคมที่ลงเอาไว้ ทุกๆ การเคลื่อนไหวต้องกระทำด้วยความรอบคอบระมัดระวัง เพราะลายอาคมเหล่านี้อันตรายอย่างยิ่ง แม้แต่ยอดฝีมือระดับตำนานยังตายได้ง่ายๆ หากทำไปโดยไม่ระมัดระวังแตะต้องลายอาคม


        การแก้ไขลายอาคมนี้ต้องอาศัยกระบวนการที่ซับซ้อนมาก ปรมาจารย์ลายอาคมระดับตำนานนั้นนับว่าหายากยิ่งกว่ายอดฝีมือระดับชั้นตำนานเสียอีก ก่อนช่วงยุคทมิฬ การเป็นปรามาจารย์ลายอาคมถือเป็นอาชีพที่ได้รับความเคารพอย่างสูง แล้วยิ่งไปกว่านั้น คนที่วางลายอาคมตรงหน้าเนี่ยหลี่นั้นเป็นถึงชั้นตำนาน!!




   ดังนั้นจึงนับว่าช่วยไม่ได้ที่เนี่ยหลี่จะรู้สึกคาดหวังกับขุมทรัพย์ เพียงแต่ไม่ทราบว่าในผนังผาลึกจะมีสมบัติใดซ่อนอยู่กัน?


     ลายอาคมถูกเนี่ยหลี่แก้ไขไปเรื่อยๆ ก่อนอื่นก็ทำลายลายอาคมสายโจมตีทั้งหกชนิด จากนั้นค่อยสลายลายอาคมผนึกสามชั้น


 ลายอาคมผนึกสามชั้นยังซับซ้อนยิ่งกว่าลายอาคมสายโจมตีหกรูปแบบเสียอีก


     ไม่คิดเลยว่าในโลกนี้จะมีเผ่ามนุษย์ที่สามารถก้าวไปถึงขอบเขตชะตาสวรรค์ได้' เนี่ยหลี่คิด ตอนแรกเนี่ยหลี่คิดว่าในโลกนี้ มีเพียงสัตว์อสูรเท่านั้นที่ามารถไปถึงชั้นชะตาสวรรค์ได้ มันไม่เคยคิดเลยว่าจะมีใครในเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ไปถึงเขตแดนวิญญาณขั้นชะตาสวรรค์ได้เหมือนกัน


   ผ่านไปหนึ่งชั่วยามครึ่ง เนี่ยหลี่จึงสามารถแก้ลายอาคมผนึกสามชั้นได้


    ทันทีที่เนี่ยหลี่แก้ลายอาคมเสร็จ หน้าผาก็เริ่มสั่นสะเทือน


   ผนังหน้าผาค่อยๆ เปิดออก พอมองไปในช่องเปิด เนี่ยหลี่ก็เห็นเป็นถ้ำมืดๆ ลึกเข้าไป ในถ้ำชื้นแฉะ หยดน้ำตามเพดานถ้ำก็คอยหยดแหมะๆ ลงบนพื้นรวมตัวกันจนไหลเป็นทาง


 เนี่ยหลี่ไม่รู้จริงๆ ว่าถ้ำนี้จะนำเขาไปสู่ที่ใด


    ว่าแล้วเชียว ว่าจะต้องมีอะไรซ่อนอยู่ที่นี่ น่าจะเป็นสถานที่ซ่อนขุมทรัพย์ของเหล่าพวกนั้น' เนี่ยหลี่คิดในใจ ผู้มีฝีมือย่อมกล้าหาญ หลังจากสำรวจรอบๆ และยืนยันว่าไม่มีอันตราย เนี่ยหลี่ค่อยก้าวเข้าไปในถ้ำ


 หยดน้ำบนเพดานถ้ำหยดลงบนพื้น ส่งเสียงน้ำหยดหวานใสดังก้องไปตามเส้นทางในถ้ำลึกเข้าไป


     ทุกๆ ย่างก้าวเนี่ยหลี่มองไปรอบๆ อย่างระมัดระวังผนังโดยรอบล้วนลงลายอาคมสายโจมตีเอาไว้ หากเขาไปกระตุ้นให้ลายอาคมทำงานเข้าล่ะก็ เขาอาจจะกลายเป็นศพอยู่ในนี้แน่ ถ้าไม่ใช่เพราะเขาสามารถแยกแยะลายอาคมเหล่านี้ได้ ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับเย่ ซ่ง หากเข้ามาในถ้ำนี้ก็มีแต่ต้องตายไม่มีทางเลี่ยง


     ลายอาคมพวกนี้ต้องการทรัพยากรมหาศาลในการลงลายทั้งหมดนี้ ตกลงว่าของในถ้ำนี้มันจะสุดยอดขนาดไหนกันนะ?' เนี่ยหลี่เพิ่มความคาดหวังเข้าไปอย่างช่วยไม่ได้


      ที่ปลายถ้ำเห็นแสงของทางออกอยู่อย่างเรือนลาง เนี่ยหลี่ก้าวเข้าไปหาแสงนั่นอย่างช้า พอไปถึง เบื้องหน้าของเนี่ยหลี่ก็เปิดกว้างออก


    ที่นี่เป็นถ้ำขนาดใหญ่ เต็มไปด้วยผลึกม่วงขนาดครึ่งหนึ่งของหินหลักบอกระยะ เนี่ยหลี่ไม่รู้ว่ามันคืออะไรหรือเหตุใดถึงเรืองแสงสีม่วงอ่อนๆ ออกมาทำให้ถ้ำนี้สว่างได้ทั้งที่ไม่มีแสงจากภายนอก


     ตรงกลางถ้ำคือบ่อน้ำขนาดใหญ่ น้ำผุดทมิฬไหลลงมาจากด้านบน แต่บ่อน้ำกลับไม่ล้นเลย บางทีข้างใต้อาจจะมีทางน้ำไหลอื่นก็ได้


   เนี่ยหลี่สำรวจรอบๆ หลังจากยืนยันได้ว่าปลอดภัย เนี่ยหลี่จึงเดินไปที่บ่อน้ำอย่างวางใจ


  รอบๆ พื้นที่บ่อน้ำผุดทมิฬมีการลงลายอาคมคล้ายเป็นค่ายกลอาคมใช้สนับสนุนม่านพลังขนาดใหญ่  บางทีขุมทรัพย์จะอยู่ในบ่อน้ำผุดทมิฬ?' เนี่ยหลี่คิดในใจ เขาต้องทำลายม่านพลังก่อนถึงจะมองห็นได้ว่าในน้ำมีพิษหรือไม่ จากนั้นค่อยตัดสินใจ


 เนี่ยหลี่มองไปรอบๆ อีกครั้ง ยืนยันว่าไม่มีเส้นทางไปอื่นใด


    ทันใดนั้น เนี่ยหลี่รู้สึกตัวว่าข้างบ่อใต้ผนังหินมีบางอย่าง เนี่ยหลี่ถึงกับอารมณ์ดีเดินไปตามก้อนหินจนถึงขอบบ่อน้ำผุด จากนั้นค่อยๆ ปีนขึ้นไปจนถึงแผ่นหิน หลังจากตรวจสอบจนแน่ใจว่าไม่มีอันตรายใด เนี่ยหลี่ก็เพ่งสายตายไปยังกองกระดูก


  บนนั้นมีเศษกระดูกของศพทั้งหมดหกร่าง เนื้อหนังนั้นเน่าเปื่อยหายไปแต่แรก เหลือไว้เพียงกองกระดูกที่ผุ กร่อนไปมากแล้ว


 แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น เนี่ยหลี่ก็ยังสามารถรู้สึกได้ถึงพลังอันหนาแน่น


 พลังนี้คล้ายกับพลังวิญญาณ แต่ดูจะทรงพลังกว่าในระดับหนึ่ง


    เนี่ยหลี่ตรวจสอบซากที่เหลือ มีของหลายๆ อย่างกระจัดกระจายไปทั่ว ทั้งอาวุธและเกราะหลายชนิด แน่นอนว่าทั้งหมดฝุ่นจับหนาเตอะ หลังจากที่ตรวจสอบลายอาคมที่ลงไว้บนเกราะและอาวุธเหล่านั้น เนี่ยหลี่ก็พบว่ามันเป็นอุปกรณ์ระดับตำนานทั้งหมด ที่ถูกทิ้งไว้บนซากศพเหล่านี้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นคนมีชีวิต


 เครื่องป้องกันและอาวุธเหล่านี้บ้างเสียหายไปไม่น้อย แต่ขอเพียงเนี่ยหลี่สามารถซ่อมแซมมันบางส่วนก็น่าจะสามารถนำมาใช้ได้อีก


   "อาวุธและเครื่องป้องกันระดับตำนาน" เนี่ยหลี่พูด พลางกวาดสายตาผ่านซากศพทั้งหลาย เขาไม่รู้จริงๆ ว่าซากศพเหล่านี้เป็นซากศพของใครบ้าง การเอาของจากศพเชื่อกันว่าจะทำให้โชคร้าย แต่ของเหล่านี้ไม่อาจทิ้งขว้างได้โดยง่าย ดังนั้นเนี่ยหลี่เก็บทั้งหมดเข้าแหวนมิติของตน


    หลังจากตรวจสอบซากศพอีกเล็กน้อย เนี่ยหลี่ก็พบแหวนมิติบนนิ้วของซากศพแต่ละคน พอเนี่ยหลี่ตรวจสอบแหวนมิติก็พบว่าพวกมันเป็นแหวนมิติความจุดขาดหลายร้อยผิง (ประมาณหลายร้อยตารางเมตร) แน่ใจได้เลยว่าคนเหล่านี้เป็นยอดฝีมือชั้นตำนานจริงๆ แม้แต่แหวนมิติก็ใช้ของดี เนี่ยหลี่เปลี่ยนเอาแหวนมิติของตนกับแหวนมิติของศพหนึ่ง


 แม้ว่าเวลาในแหวนมิติจะไหลช้ามาก แต่อาหารและยาทิพย์ทั้งหลายในนั้นกลับเน่าเปื่อยไปหมดสิ้นแล้ว


 นอกจากอาหารและยาทิพย์แล้ว เนี่ยหลี่พบซากผลึกอสูรในนั้นด้วย


   ของประเภทผลึกอสูรจะกลายเป็นเพียงเศษซากหากผ่านเวลาไปสักหลายร้อยปีโดยไม่มีการใช้งาน หากอยู่ในแหวนมิติ แล้วยังกลายเป็นซากได้ แสดงว่าต้องผ่านเวลามาแล้วระดับหมื่นปี บางทีคนเหล่านี้คงเป็นยอดฝีมือเมื่อหมื่นปีก่อน?


    พอค้นไปอีกเนี่ยหลี่ถึงกับแปลกใจ เพราะนอกจากซากผลึกอสูรแล้ว เนี่ยหลี่ยังเจอของดีอยู่ในแหวนอีกนิดหน่อย ในนั้นมีชุดเกราะวิญญาณวายุครบชุดอยู่ด้วย นับว่าเข้ากับตัวเขาพอดี ชุดเกราะชุดนี้เบาบางราวกับปีกจักจั่น ทั้งนุ่มนิ่มและสามารถปรับขนาดได้ หลังจากสวมใส่แล้ว แม้แต่ยอดฝีมือระดับตำนานยังยากจะโจมตีผ่านการป้องกันของมันได้


   หากเป็นยอดฝีมือชั้นตำนานในระดับสูงสุดหากโจมตีใส่ ก็ยังสามารถลดพลังลงไปได้อย่างน้อยเก้าในสิบส่วนทีเดียว ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถใส่ชุดนี้ไว้ข้างใต้ชุดตัวนอกเป็นการอำพรางไว้ว่าไม่ได้ใส่ชุดเกราะได้ด้วย


 นี่สิถึงจะนับว่าเป็นของดี


   แค่เกราะชุดนี้ชุดเดียวก็นับว่าการเดินทางครั้งนี้คุ้มค่าแล้ว


     แม้จะผ่านเวลามาเนิ่นนาน แต่ชุดเกราะวิญญาณวายุก็ยังไม่มีร่องรอยความเสียหายใด สามารถสวมได้ทันที เนี่ยหลี่ถอดเสื้อชั้นนอกออกแล้วสวมชุดเกราะจากนั้นค่อยสวมชุดชั้นนอกทับ หลังจากใส่เรียบร้อย เนี่ยหลี่ยังไม่พบว่าการเคลื่อนไหวติดขัดแต่อย่างใด


  เนี่ยหลี่ยิ้มบาง ชุดเกราะวิญญาณวายุนี้นับว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เขารักษาชีวิตเอาไว้ได้


    หลังจากตรวจสอบรอบๆ อีกครู่ใหญ่ เนี่ยหลี่ก็ไม่พบสิ่งใดเพิ่มอีก ก็เดินกลับไปที่น้ำผุดทมิฬ ม่านพลังที่น้ำพุไม่สามารถทำลายได้ง่ายๆ แต่สำหรับเนี่ยหลี่แล้วไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้


 เนี่ยหลี่สามารถรับรู้ผ่านม่านพลังได้ว่าในนั้นมีพลังงานอันทรงอำนาจอยู่เต็มเปี่ยม


 พลังงานนี้ หากเนี่ยหลี่สามารถดูดซับไปฝึกได้ อาจจะสามารถทลายขีดจำกัดไปสู่ระดับแบล็คโกลด์เลยก็ได้ ด้วยความคิดเช่นนี้ เนี่ยหลี่รีบหาทางเปิดม่านพลังไปสู่น้ำผุดทมิฬ


     ลายอาคมนี้คนตายพวกนั้นน่าจะเป็นผู้ลงอาคม ม่านพลังนี้สามารถอยู่ได้ด้วยพลังงานที่ไร้ขีดจำกัดของตัวน้ำผุดเอง อะไรที่ทำให้พวกนั้นต้องซ่อนกันขนาดนี้นะ?' เนี่ยหลี่คิดในใจขณะนั่งลงพลางคิดวิธีแก้ไขอาคมไปด้วย

   ไม่ว่าพวกนั้นจะพยายามซ่อนอะไรไว้ ย่อมไม่สามารถหยุดเนี่ยหลี่ได้ด้วยแค่ค่ายกลหรือลายอาคมหรอก


     พอเนี่ยหลี่นั่งลงเตรียมทำลายค่ายกล ก็มีร่างเรืองแสงจางๆ ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นเหนือบ่อน้ำพุ เป็นร่างของสตรีผู้งดงามหาใดเปรียบ ดูจากภายนอกเธอน่าจะมีอายุราวยี่สิบห้ายี่สิบหกปี สวมชุดกำมะหยี่สีดำ เธอมีคิ้วโค้งเรียวงาม และดวงตาสุกใสที่เปล่งประกายความบริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์ ภายใต้ชุดกำมะหยี่นั้นขับเน้นเส้นโค้งของเรือนร่างอันงดงามออกมา


     แต่เนี่ยหลี่มิได้มีความคิดไปในทางนั้น มันเพียงชื่นชมภาพที่เห็นอย่างเงียบๆ ไปพร้อมกับใคร่ครวญ ว่าหญิงงามนางนี้เป็นใคร การจะประทับรอยพิมพ์ของวิญญาณเอาไว้ที่นี่ได้ ร่างเนื้อของเธอจะต้องทรงพลังยิ่งกว่าชั้นตำนานเสียอีก


 เขาไม่คิดว่าจะมียอดฝีมือคนใดที่ทรงพลังขนาดนั้นในทวีปเทพ


  สตรีนางนี้สร้างความสงสัยให้กับเนี่ยหลี่ ในชาติก่อนที่เขาทิ้งทวีปเทพไป เขาคิดว่ามีเพียงสัตว์อสูรเท่านั้นที่ก้าวไปถึงขอบเขตชะตาสวรรค์ได้


  เขามิได้รู้เลยว่าสตรีนางนี้ต้องพบเจอกับอะไรจนเหลือเพียงซากวิญญาณที่เสียหาย ทว่าในความเป็นจริงแล้ว ต่อให้เป็นเพียงซากวิญญาณ ก็ยังเป็นตัวสถิตของยอดฝีมือเอง


 เมื่อเนี่ยหลี่มองไปยังหญิงสาวที่ลอยอยู่ด้านบน ใคร่ครวญความคิดของตัวเอง สตรีนั้นก็ลืมตาขึ้น บรรยากาศเหนือน้ำผุดทมิฬพลันเปลี่ยนไปกลายเป็นทะเลดาราไร้ที่สุด


     ดวงตาของนางลึกล้ำและเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง ส่องประกายเรืองรองราวกับนางสามารถมองทะลุได้ทุกสิ่ง และยังมีแสงเรืองของเปลวเพลิงปะทุอยู่ทั่วร่างของนาง ราวกับมีหมอกสีแดงปกคลุมแก้มของนาง หากเป็นผู้อื่น คงจะต้องถูกดึงดูดด้วยความงามอันน่าหลงใหลของนาง แต่ดวงตาของเนี่ยหลี่ยังเยือกเย็น หลังจากผ่านประสบการณ์อันยาวนานหลายปี นอกจากเย่ จื้อ หวิ๋น แล้ว มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถทำให้เนี่ยหลี่หวั่นไหวในใจได้


   เนี่ยหลี่รับรู้ถึงพลังอันเจิดจ้าที่คลุมตัวนางอยู่ พลังที่ดูจะสูงส่งกว่าพลังวิญญาณ


   "ข้ารอมาเป็นเวลาหลายหมื่นปี ไม่คิดเลยว่าในที่สุดก็มีคนมาถึงที่นี่จนได้ หนุ่มน้อย เจ้าชื่อว่าอะไร" เสียงของนางเบาบางและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด


     "ข้าชื่อว่า เนี่ยหลี่" เนี่ยหลี่ตอบอย่างเยือกเย็นและพูดต่อว่า "ไม่ทราบว่าท่านคือใคร?"



 นางตอบเบาๆ ว่า "นามของข้าคือ ยู่ หยาน เทพวิญญาณอัคคี "...



ที่มาจาก http://www.wuxiaworld.com/


#นิยาย พงศาวดารภูติ#Tale of the demon god#นิยายแปลไทย
Author(s)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น