วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Tale of the demon and god novel Chapter 192 – 3-star Gold rank

Tale of the demon and god novel Chapter 192 – 3-star Gold rank

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่ 192- 3 ดาวยศทอง


บทที่ 192- 3 ดาวยศทอง






    หลังจากได้ยินคำพูดของเนี่ยหลี่ บางคนแสดงสีหน้าดุร้ายถมึงทึงออกมา อย่างไรก็ตามเนื่องจากเสี่ยวกวงและเสี่ยวหยางอยู่ข้างเดียวกับเนี่ยหลี่ พวกเขาก็ได้แต่อดทน พวกเขาไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับที่ราบสูงชะตาสวรรค์ พวกเขาสนใจเพียงแค่ต้องการอาหารมากขึ้นอยากรวยขึ้นเท่านั้น



    เนี่ยหลี่มีท่าทีที่สงบขณะที่เขาพูดกับเสี่ยวหยางและเสี่ยวกวง “เนื่องจากข้าได้แลกเปลี่ยนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นข้าต้องขอตัวก่อน!”



 เนี่ยหลี่ไม่อยากจะอยู่ที่นี่นานเกินไป เนื่องจากเขามีเวลาไม่มากนักและจะต้องรีบไปฝึกฝนต่อ


     หลังจากพูดแล้วเนี่ยหลี่ก็จากไป



  การที่เขาเดินทางจากไป สถานที่แห่งนั้นก็กลับสู่ความเงียบสงบ



      “เสี่ยวหยาง เจ้าคิดว่าสิ่งที่เนี่ยหลี่พูด เป็นความจริงหรือไม่?” เสี่ยวกวงถาม





     เสี่ยวหยางชำเลืองมองเสี่ยวกวงด้วยความคาดหวัง ปกติแล้วเสี่ยวกวงจะเป็นคนยโสโอหังและมีนิสัยชอบกดขี่ข่มเหง มันเป็นการยากที่เขาจะลดตัวลงมาสอบถามความคิดเห็นกับเขา เสี่ยวหยางยิ้มและพูด


       “ถ้าไม่ใช่เรื่องจริง นายน้อยเสี่ยวกวงก็น่าจะแยกแยะได้ เขาไม่มีเหตุผลที่จะต้องโกหกพวกเรา ด้วยความที่ราบสูงชะตาสวรรค์แห่งนี้ยากจนข้นแค้น ถึงแม้ว่าเนี่ยหลี่จะใช้ข้าวสารหนึ่งถุงแลกเปลี่ยนกับหินหมอกม่วงหนึ่งร้อยก้อนก็ยังมีคนแลกเปลี่ยนกับเขาต่อไปอยู่ดี



      ท่านคิดว่าเขาโง่หรือเปล่าที่ใช้ข้าวสารหนึ่งถุงแลกกับหินหมอกม่วงแค่สิบก้อน? เขาย่อมไม่โง่อยู่แล้ว  เขาแค่เวทนาพวกเราและต้องการช่วยเหลือพวกเราเท่านั้น!.



      เสี่ยวกวงก้มหัวลงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าว “ดูเหมือนว่าเมืองกลอรี่จะเป็นนครที่มั่งคั่งจริง ๆ”



       “นั่นคงเป็นเรื่องจริง อย่างไรก็ตามนายน้อยเสี่ยวกวง ถ้าเราอพยพไปที่นั่น ท่านก็จะไม่ได้เป็นนายน้อยของที่ราบสูงอีกต่อไป เนื่องจากเราจะต้องอาศัยใต้ชายคาของผู้อื่นในสถานที่แห่งนั้น! เสี่ยวหยางพูด ด้วยบุคลิกลักษณะของเสี่ยวกวงเป็นคนยโสโอหัง เขาอาจจะไม่คุ้นเคยกับการอาศัยอยู่ต่างบ้านต่างเมือง



       เสี่ยวกวงขมวดคิ้ว “ข้านับเป็นพวกเศษสวะอย่างนั้นหรือ? ข้ายอมรับว่าข้าประพฤติตนเป็นเผด็จการดุร้ายเกรี้ยวกราด แต่ท่านคิดว่าข้าไม่เต็มใจที่จะสละตำแหน่งนายน้อยของชนเผ่าอย่างนั้นหรือ? ที่ราบสูงชะตาสวรรค์ยากจนข้นแค้น มีคนเสียชีวิตด้วยความหิวโหยอยู่ทุกวัน หากเราสามารถจะอพยพไปในที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์เช่นนั้นและข้าจะต้องคุกเข่าต่อหน้าคนอื่น แล้วยังไง? ข้าจะนำคนของพวกเราเดินตามเส้นทางไปสู่เมืองกลอรี่เป็นการส่วนตัวดูก่อน ถ้ามีสถานที่เช่นนั้นจริง ข้าจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะโน้มน้าวพวกคนเฒ่าคนแก่เอง อย่างน้อยที่สุดมันก็ดีกว่าการอดตายในที่เช่นนี้!”



    ได้ยินคำพูดของเสี่ยวกวง เสี่ยวหยางตกตะลึงไปชั่วครู่ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเกิดความรู้สึกเคารพนับถือนายน้อยที่ยโสโอหังคนนี้ขึ้นมาบ้าง



     “ถ้าท่านจะนำคนบางส่วนไปสำรวจสถานการณ์ในเมืองกลอรี่ก็จงนำข้าไปด้วย!” เสี่ยวหยางพูดอย่างภาคภูมิใจ แม้ว่าการเดินทางจะเต็มไปด้วยอันตรายเขาก็ไม่กลัว


   “ย่อมได้ ตกลงตามนั้น!”


     “ตกลงตามนั้น!”


      ในเวลานี้ เนี่ยหลี่ได้ออกเดินทางไปสู่ส่วนลึกของที่ราบสูงชะตาสวรรค์แล้ว ที่ราบสูงแห่งนี้มีปริมณฑลหนึ่งร้อยไมล์ รายล้อมไปหน้าผาสูงและก้อนหินที่ลาดชันที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมสัตว์อสูรส่วนใหญ่ถึงไม่สามารถขึ้นมาบนนี้ได้ ดังนั้นที่ราบสูงชะตาสวรรค์จึงได้อยู่รอดมาตราบจนถึงปัจจุบัน แต่บนที่ราบสูงก็มีสัตว์อสูรปรากฏตัวขึ้นเป็นครั้งคราว อย่างไรก็ตามสัตว์อสูรเหล่านั้นก็ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรมากนัก ดังนั้นด้วยวิธีรักษาชีวิตของเนี่ยหลี่ เขาไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องนั้นเลย


   
เนี่ยหลี่ เข้าไปสู่ส่วนลึกของที่ราบสูงชะตาสวรรค์ ในสถานที่ที่แสงอาทิตย์มีความเข้มข้นมากที่สุด เขาหยุดลงตรงหน้าหินก้อนมหึมา จากนั้นเขาจึงวางค่ายกลลงโดยใช้หินหมอกม่วงสองสามร้อยก้อนแล้วจึงทำการจารึกอักขระบนค่ายกล เขานั่งบนยอดของก้อนหินและเริ่มการฝึกฝน



   เหตุผลที่เนี่ยหลี่เก็บรวบรวมหินหมอกม่วงก็เพื่อที่เขาจะได้เพิ่มระดับการบ่มเพาะพลังและก้าวไปสู่ระดับขั้นที่สูงกว่า



      แสงอาทิตย์ส่องลงบนหินหมอกม่วงและมันก็ได้แผ่รัศมีส่องสว่างออกมา จากนั้นหมอกสีม่วงได้ลอยขึ้นมาเป็นสายและรวมตัวเข้าด้วยกันบนค่ายกลที่ล้อมรอบตัวเนี่ยหลี่ หมอกสีม่วงกลายเป็นกลุ่มหมอกที่หนาขึ้นเรื่อย ๆ จนร่างของเนี่ยหลี่ค่อย ๆ จางหายไปในกลุ่มหมอกสีม่วงนั้น



    เนี่ยหลี่สูดลมหายใจลึก ๆ หมอกสีม่วงกลุ่มนั้นถูกเนี่ยหลี่สูดเข้าไปที่ท้องน้อยของเขา แล้วทันใดนั้นหมอกม่วงเหล่านั้นก็ถูกเนี่ยหลี่สูดเข้าไปจนหมดสิ้น


    เมื่อเนี่ยหลี่เริ่มต้นสกัดหมอกสีม่วง พลังวิญญาณในขอบเขตวิญญาณของเขาก็ขยายตัวขึ้นอย่างคงที่ ดวงจิตอสูรเงาปีศาจและดวงจิตแพนด้าเขี้ยวอสูรในขอบเขตวิญญาณของเขาต่างก็ดูดซับเอาพลังวิญญาณเข้าไปจนแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ



    ที่ราบสูงชะตาสวรรค์แห่งนี้ตั้งอยู่บนยอดเขา แม้ว่าจะมีอุณหภูมิจะค่อนข้างต่ำ แต่แสงอาทิตย์ก็สามารถส่องผ่านลงมาได้สามถึงสี่ครั้งต่อวัน นี่ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เนี่ยหลี่มีเวลาในฝึกฝนมากขึ้น


   หมอกสีม่วงเหล่านี้เจือปนไปด้วยสารพิษ



     เนี่ยหลี่รู้สึกได้ว่าพลังวิญญาณอันนับไม่ถ้วนกำลังพุ่งทะลุขอบเขตวิญญาณของเขาอย่างคงที่ ทำให้เถาว์พลังในร่างของเขางอกออกมา ความรู้สึกชนิดนี้เหมือนกับถูกเข็มทิ่มจนเจ็บปวดไปหมด ทำให้เขาต้องกัดฟันเพื่อข่มความเจ็บปวด อย่างไรก็ตามเนี่ยหลี่ก็อดทนกับความเจ็บปวดและขยายขอบเขตวิญญาณของเขาต่อไป



     ขอบเขตวิญญาณของเขามีขนาดใหญ่โตขึ้น
เนี่ยหลี่รู้สึกได้ว่าเถาว์พลังนั้นเชื่อมต่อกับดวงจิตแพนด้าเขี้ยวอสูรและดวงจิตอสูรเงาปีศาจ พวกมันแข็งแกร่งขึ้นและเติบโตขึ้น และและเหมือนมีใบไม้งอกขึ้นมาที่ด้านหนึ่ง



  เขาไม่รู้ว่าเถาว์พลังนั้นปรากฏขึ้นได้อย่างไร เขารู้ว่าทั้งหมดนั้นมันเกิดขึ้นจากพลังวิญญาณและถูกหล่อเลี้ยงด้วยพลังวิญญาณ ทำให้มันเติบใหญ่ขึ้น มันช่างเป็นสิ่งอัศจรรย์เสียนี่กระไร



     เวลาผ่านไป เนี่ยหลี่รู้สึกว่าขอบเขตวิญญาณของเขาระเบิดขึ้น ภายใต้ความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส คลื่นของพลังวิญญาณกระจายตัวไปทั่วแขนขาและเส้นเลือดของเขา มันระเบิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในร่างกายของเขา เนี่ยหลี่รู้สึกว่าความแข็งแกร่งของเขาเพิ่มมากขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง



     เดิมที เนี่ยหลี่บ่มเพาะพลังไปถึงขั้นสุดยอดของระดับทองขั้นสองดาว แต่หลังจากได้รับการกระตุ้นด้วยหินหมอกม่วง ในที่สุดมันก็ได้รับการเปลี่ยนแปลง


  จากศีรษะสู่เท้า มันเหมือนกับมีเสียงระเบิดดังต่อเนื่อง พลังวิญญาณของเขาได้ก้าวไปถึงระดับทองขั้นสามดาวเรียบร้อยแล้ว ร่างของเขาก็ได้รับการเปลี่ยนแปลงไปอย่างใหญ่หลวงเช่นเดียวกัน



     ตอนนี้เขาใช้หินหมอกม่วงไปเพียงแค่สองถึงสามร้อยก้อน จากการที่เขามีหินหมอกม่วงในมือเป็นจำนวนมาก มันก็เพียงพอสำหรับทำให้เนี่ยหลี่ก้าวต่อไปจนบรรลุถึงระดับทองขั้นสี่ดาวได้ ประสิทธิภาพของหินหมอกม่วงก็ยังให้ผลค่อนข้างชัดเจนอยู่



  เนี่ยหลี่ยังคงดูดกลืนหมอกจาก หินหมอกม่วงและฝึกฝนบ่มเพาะพลังต่อไปขณะที่เนี่ยหลี่กำลังเพ่งความสนใจไปที่การฝึกฝนของเขา คนกลุ่มหนึ่งกำลังมุ่งหน้ามาที่เขาห่างออกไปสองถึงสามไมล์ ผู้นำมีผมเผ้ากระเซิง และมีรูปร่างดี ร่างกายของเขาแข็งแกร่งมากกว่าร่างกายของเสี่ยวกวง เขาไม่ได้สวมเสื้อ เพียงแค่สวมกางเกงเท่านั้น มือทั้งสองข้างของเขาถือค้อนคู่ขนาดมหึมา



  ตลอดทั้งร่างของเขาเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่ง



 คนทั้งเจ็ดมีความสูงและร่างกายที่แตกต่างกันแต่ดูแล้วล้วนแข็งแกร่ง ทั้งหมดกำลังตามหลังเขามา


     “หัวหน้าเสี่ยว หลาง เราได้รับการยืนยันว่าเด็กคนนั้นมุ่งหน้ามาทางนี้ ตราบใดที่มันไม่ได้ลงมาจากภูเขา มันก็ย่อมต้องอยู่บนที่ราบสูงชะตาสวรรค์แน่นอน!” ชายร่างผอมเหมือนลิงคนหนึ่งพูดขึ้นมาจากข้าง ๆ ชายคนที่มีรูปร่างดี แม้ว่าร่างกายของเขาจะผอมบาง แต่ร่างกายเขาก็สมส่วน


“เจ้าเศษสวะ เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้รึไง?” เสี่ยวหลางดุด่า



  “ครับ หัวหน้าเสี่ยวหลางว่ากล่าวได้ถูกต้องแล้ว” ชายร่างผอมคล้ายลิงหัวเราะแหะ ๆ



     คนที่อยู่ด้านข้างอีกสองสามคนต่างก็พูด “เจ้าเด็กคนนั้นมีวงแหวนมิติอยู่หลายวง มันย่อมจะต้องมีของดีอยู่ในนั้นเป็นจำนวนมากแน่ ๆ ถึงแม้ว่ามันจะอยู่ในระดับทอง แต่เราก็มีคนระดับทองอยู่สามคนและระดับเงินอยู่อีกห้าคน เราจะต้องกลัวอะไรว่าจะจัดการกับเจ้าเด็กนั่นไม่ได้?”


    หลังจากที่ฆ่ามันแล้ว เราจะยึดเอาของของมันมา เราก็จะไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องอาหารอีกต่อไปชั่วชีวิต!”



      “ใช่แล้ว เจ้าเด็กนั่นใช้ข้าวสารหนึ่งถุงแลกเปลี่ยนกับหินหมอกม่วงสิบก้อน ถึงแม้ว่ามันจะใช้ข้าวสารถุงเดียวแลกกับหินหมอกม่วงหนึ่งร้อยหรือหนึ่งพันก้อนก็ยังมีคนยินดีแลกเปลี่ยนกับมันอีกมาก นี่ถ้ามันเสนอข้าวสารห้าถุงมันอาจจะสามารถแลกเปลี่ยนกับสาวงามตระกูลหวังได้เลย!”



     “หัวหน้าเสี่ยวหลางเป็นผู้เชียวชาญขั้นสุดยอดของระดับทองขั้นห้าดาว เราจะยึดของของมันมาและแลกเปลี่ยนกับสาวงามไว้เชยชม ฮ่าฮ่า!” คนสองสามคนหัวเราะอย่างป่าเถื่อน



     เนี่ยหลี่อยู่ในระหว่างการฝึกฝน ขณะนี้เขาอยู่ในสภาวะไร้ตัวตน เถาว์พลังในร่างของเขาเติบโตขึ้นช้า ๆ เนี่ยหลี่รู้สึกว่าญาณหยั่งรู้ของเขาได้ขยายใหญ่ขึ้นออกไปสู่ภายนอกร่างกายของเขาและยังขยายไปเรื่อยจนกระจายตัวแวดล้อมไปทั่วบริเวณ เขาสามารถหยั่งรู้สภาพรอบข้างได้ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้หรือกระทั่งแมลงเล็ก ๆ



      ดอกไม้ นก ต้นไม้ล้วนแต่มีวิญญาณ เนี่ยหลี่สามารถมองเห็นวิญญาณในตัวของพวกมัน เมื่อพวกมันมาติดต่อกับพลังวิญญาณของเขา ร่างจิตวิญญาณเหล่านี้ต่างก็อดรู้สึกมีความสุขไม่ได้



    ในเวลานี้ เนี่ยหลี่เข้าใจแล้ว เขาได้ก้าวไปสู่การบ่มเพาะที่เรียกว่าเต๋าแล้ว ในชาติที่แล้ว ถ้าหากเขาบ่มเพาะพลังด้วยวิถีแห่งเต๋าต่อไป เขาอาจจะสามารถรับรู้ความแตกต่างของสวรรค์และโลกมนุษย์


 ประมาณสองสามนาทีให้หลัง เนี่ยหลี่รู้สึกถึงอะไรบางอย่าง เขาจึงลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ



      เขารู้ว่านั่นอาจจะเป็นคนจากที่ราบสูงชะตาสวรรค์ที่ไม่รู้จักควบคุมตัวเองจากท่าทีที่ต่อต้านเขา ที่ราบสูงชะตาสวรรค์แห่งนี้ช่างน่าสงสารและมีคนชั่วมากเกินไป พวกมันย่อมไม่ปล่อยเขาไปง่าย ๆ อย่างไรก็ตามเนี่ยหลี่ก็ได้เตรียมการรับมือกับเหตุการณ์เช่นนี้ไว้นานแล้ว



    “ระดับทองสามคนและระดับเงินห้าคน” เมื่อเนี่ยหลี่ใช้พลังวิญญาณล่วงรู้ถึงการมาของเสี่ยวหลาง ตาของเขาก็เปล่งประกายรังสีเย็นยะเยือกออกมา เสี่ยวหลางคนนี้จะต้องได้อาบเลือดแน่ ๆ ครั้งหนึ่งเขาเคยฆ่าผู้ที่อพยพมาจากเมืองกลอรี่เป็นจำนวนมาก


    ในชาตินี้ คนคนเดียวจะล้างแค้นให้คนหลายคน! เนี่ยหลี่คิดว่าจะไม่ปล่อยให้เสี่ยวหลางมีชีวิตรอดไปได้


      “หัวหน้า เจ้าเด็กนั่นอยู่ทางนี้!” ชายร่างผอมเหมือนลิงร้องเรียกมา เขาค้นพบเนี่ยหลี่ด้วยสายตาอันแหลมคมของเขา



 “ล้อมมันเอาไว้!” เสี่ยวหลางยิ้มที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยเจตนาของการฆ่าฟัน



      คนทั้งแปดยึดที่มันล้อมเนี่ยหลี่เอาไว้ หลังจากมั่นใจว่าเนี่ยหลี่จะไม่มีทางหนีพ้น พวกเขาก็ตั้งหลักอย่างมั่นคง


 เมื่อเห็นคนทั้งแปดกำลังเข้ามา เนี่ยหลี่ยืนขึ้นอย่างใจเย็น


     “ฮึ่ม เจ้าเด็กน้อย ส่งของทุกอย่างที่เจ้ามีมาให้ข้าแล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า ไม่เช่นนั้นอย่าคิดว่าจะหนีรอดออกไปจากที่ราบสูงชะตาสวรรค์ได้!” เสี่ยวหลางพูดในขณะที่เขายกค้อนทั้งสองขึ้นมา เสียงพูดของเขาทำให้ต้นไม้รอบข้างสั่นไหว


    เนื่องจากเป็นผู้เชียวชาญระดับทองขั้นห้าดาว เขาอยู่ในลำดับที่สามจากผู้เชียวชาญทั้งหมดของที่ราบสูงชะตาสวรรค์ แม้กระทั่งหัวหน้าเผ่าก็ไม่สามารถทำอะไรเขาได้


     “ถ้าเจ้าต้องการให้ข้าส่งของทั้งหมดให้เจ้า อย่างนั้นเราก็จะต้องมาดูกันว่าเจ้าจะมีความสามารถทำเช่นนั้นได้หรือไม่” คำพูดของเนี่ยหลี่ฟังดูเยือกเย็น


      ตาของเสี่ยวหลางกระตุก แม้ว่าจะเผชิญหน้ากับการล้อมกรอบของคนทั้งแปดคน เนี่ยหลี่ก็ยังใจเย็นอยู่ได้ นับว่าการบ่มเพาะพลังของเขานั้นไม่ธรรมดา อย่างไรก็ตาม



       เสี่ยวหลางไม่คิดจะถอยหนีด้วยเหตุผลเช่นนั้น เขาเป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่ได้ด้วยดาบ ปกติแล้วในแต่ละวันเขามักจะต่อสู้กับสัตว์อสูรหลาย ๆ ชนิด เขาคุ้นเคยกับสถานการณ์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอยู่แล้ว ความมั่งคั่งจะได้มาก็ต่อเมื่อเสี่ยงเท่านั้น เขาเข้าใจอย่างกระจ่างชัดในข้อนี้


   “เจ้าเด็กเหลือขอ เจ้าปฏิเสธข้อเสนอของข้าและบังคับข้าเองนะ ลองชิมค้อนของข้าดูหน่อย!” เสี่ยวหลางกระโดดเข้าใส่เนี่ยหลี่ด้วยความเกรี้ยวกราดประหนึ่งเสือร้าย...


ที่มาจาก http://www.wuxiaworld.com/


#นิยาย พงศาวดารภูติ#Tale of the demon god#นิยายแปลไทย
Author(s)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น