วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Tale of the demon and god novel Chapter 189 – Heavenly Fate Plateau

Tale of the demon and god novel Chapter 189 – Heavenly Fate Plateau

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่ 189 - ที่ราบสูงชะตาสวรรค์


บทที่ 189 - ที่ราบสูงชะตาสวรรค์



ที่คฤหาสน์เจ้าเมือง
       
   
        เย่ ซ่งได้รับจดหมายจากเนี่ยหลี่
       

        เนี่ยหลี่ออกไปฝึกฝนวิชาแล้ว เย่ ซ่งขมวดคิ้วเล็กน้อย ภัยคุกคามที่ซ่อนอยู่ในเมืองกลอรี่เพิ่งจะถูกกำจัดไป และสมาคมทมิฬก็ถอนตัวไปแล้วด้วย ในตอนนี้เมืองกลอรี่ถือว่าปลอดภัยแล้ว เย่ ซ่งนั้นรู้สึกโล่งอกเมื่อครั้งที่เนี่ยหลี่ยังอยู่ เนี่ยหลี่นั้นรับภาระช่วยเขามามากแล้ว ในตอนนี้ที่เนี่ยหลี่ไม่อยู่ เขารู้สึกไม่เคยชินกับการเปลี่ยนแปลงกระทันหันเช่นนี้
       

        เจ้ายังทิ้งของไว้มากมายก่อนเจ้าจะจากไปอีก เย่ ซ่งพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม ของที่เนี่ยหลี่ทิ้งไว้ให้นั้นล้วนสามารถนำมาใช้ปกป้องเมืองกลอรี่ได้ หนึ่งในนั้นคือเทคนิคการบ่มเพาะพลัง เป็นเทคนิคการบ่มเพาะพลังที่เหมาะสมกับคนที่จะรวมร่างกับวานรวายุเหมันต์ "อย่างไรก็ต้องขอบคุณเจ้าล่ะนะ เจ้าหนู!"
       

        คงจะไม่ผิดอะไรถ้าเจ้าจะเรียกข้าว่าพ่อตาตลอดไป เย่ ซ่งอดคิดในใจไม่ได้ ภายในใจของเขานั้นได้ยอมรับเรีบร้อยแล้วที่จะมอบหยุนเอ๋อให้แต่งงานกับเนี่ยหลี่แล้ว
       

     ลึกเข้าไปในหุบเขาบรรพบุรุษอันศักดิ์สิทธิ์ ณ ป่าไร้ที่สิ้นสุด
       



       เนี่ยหลี่เคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วเข้าไปในป่าไร้ที่สิ้นสุด เขาเดินเสมือนรู้ทางอยู่แล้ว จริงๆแล้วทุกอย่างมันก็คุ้นเคยสำหรับเขา เพราะว่านี่คือหนึ่งในเส้นทางที่เขาใช้หลบหนีมาเมื่อชาติก่อนหน้า ซึ่งมันค่อนข้างที่จะปลอดภัย อย่างไรเสียมันก็มีบ้างเป็นบางครั้งที่จะมีสัตว์อสูรน่ากลัวโผล่มา
       

        หลังจากที่รวมร่างกับจิตอสูรเงาพราย เนี่ยหลี่ก็เคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วจนถึงระดับที่ไม่อาจจะมีอันตรายใดเข้าถึงเขาได้ หลังจากที่เข้าไปในป่ามืดซักพัก เขาก็มาถึงจุดหมายปลายทาง
       

           ในชีวิตก่อนหน้า ทุกคนในเมืองกลอรี่เชื่อว่าพวกเขานั้นสามารถที่จะต่อสู้และดำรงชีวิตอันปกติไว้ได้ แต่ว่าพวกสัตว์อสูรจากยุคมืดนั้นช่างน่ากลัวยิ่งนัก ทุกแห่งหนที่มันผ่านไปจะไม่มีมนุษย์แม้ซักคนที่รอดชีวิต อย่างไรก็ตามคนที่รอดมาได้นั้นล้วนแล้วแต่มีวิธีการที่พิเศษและค่อยๆเติบโตขึ้นในโลกนี้เพียงจำนวนเล็กน้อย แม้ว่าอันตรายจะมีอยู่รอบทิศทางแต่พวกเขาก็ดำรงได้ซึ่งชนเผ่า
       

     การเอาชีวิตรอดนั้นทำให้มนุษย์แข็งแกร่งขึ้นเกินกว่าที่พวกเขาจะจินตนาการได้
       

      เป้าหมายแรกที่เนี่ยหลี่ต้องการไปคือสถานที่แห่งแรกที่มีผู้คนอยู่ พวกเขานั้นพบที่นี่ยามเมื่อหลบหนีในชีวิตก่อนหน้า ที่แห่งนี้คือ ที่ราบสูงชะตาสวรรค์
       

           ที่ราบสูงชะตาสวรรค์นั้นอยู่บนจุดที่สูงที่สุดของหุบเขา ภาพรวมของหุบเขาจากจุดบนยอดนี้มองไปก็เหมือนมันถูกหั่นออกเปรียบดั่งการสร้างพื้นที่ขนาดใหญ่ในสถานที่แห่งนี้ ที่นี่มีเพียงแค่เส้นทางเดียวที่จะขึ้นมาบนยอดเขาได้ ที่แห่งนี้มีคนหลายพันคนรวมตัวกันอยู่ที่นี่เพื่ออาศัยดำรงชีวิต
       

           เนื่องจากที่ราบสูงชะตาสวรรค์นั้นตั้งอยู่ในบริเวณที่สูงมาก มันจึงมีทางขึ้นและลงแค่ทางเดียว สถานที่แห่งนี้ต่อให้เป็นสัตว์อสูรก็ยากที่จะขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นสถานที่แห่งนี้จึงถือว่าค่อนข้างปลอดภัย อย่างไรก็ตามที่แห่งนี้ก็มีปัญหาทางด้านเสบียง มันเป็นเรื่องยากที่จะให้ผู้คนนับพันดำรงชีวิตอยู่ที่นี่ได้
       

           ทางด้านล่างของที่ราบสูงชะตาสวรรค์นั้นเป็นสถานที่น่ากลัวและอันตรายเป็นอย่างมาก ผู้คนรู้จักมันในนามตาน้ำสีดำ
       

           ไม่มีใครทราบว่าตาน้ำสีดำนั้นมาจากที่ใด แต่พวกเขานั้นไม่ทราบว่ามันไหลออกมาจากหุบเขาบรรพชนอันศักดิ์สิทธิ์ตรงไปจนถึงด้านล่างของหุบเหว สัตว์อสูรที่อยู่โดยรอบตาน้ำสีดำนั้นส่วนมากจะอยู่ในระดับทองดำ ระดับตำนานมักจะอยู่ด้านล่างของหุบเหว มันเป็นกลุ่มสัตว์อสูรระดับตำนานที่ทรงพลังเป็นอย่างมาก
       

      ถ้าไม่ได้มีกำแพงธรรมชาติกั้นขวางไว้ ที่ราบสูงชะตาสวรรค์แห่งนี้คงไม่อาจรอดพ้นไปได้
       

      เมื่อแสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องมายังที่ราบสูงชะตาสวรรค์ เนี่ยหลี่ก็เริ่มที่จะออกสำรวจตลาด ณ แห่งนี้โดยสวมเพียงเสื้อคลุมสั้นๆ
       

        ตลาดแห่งนี้ค่อนข้างจอแจ ผู้คนที่นี่ส่วนมากจะสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง หากเทียบกับเนี่ยหลี่แล้ว เนี่ยหลี่นั้นทั้งสะอาดและดูเรียบร้อยกว่ามาก
       

      "ข้าสงสัยว่าคุณชายน้อยท่านมาจากที่ใด ทำไมพวกเราถึงไม่เคยพบเห็นเขาในการรวมตัวของชนเผ่ามาก่อนเลย?" หลายผู้คนในตลาดต่างก็กำลังสนทนากันถึงบุคคลหน้าใหม่
       

     มันเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้วที่พวกเขามาตั้งรกรากอยู่ที่แห่งนี้ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้คิดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้มากนัก
       

     เนี่ยหลี่ท้าวเอวไว้ขณะที่สูดลมหายใจเข้าปาก ที่มุมปากของเขานั้นยิ้มอย่างไร้กังวล ทุกอย่างที่นี่ยังคงเหมือนเมื่อชีวิตก่อนหน้า เนี่ยหลี่เดินไปทางร้านขายซุปข้าวก่อนที่จะหยุดเดิน
       

      ไกลออกไป ผู้ชายผมสีทองกำลังยุ่งอยู่กับการทำอาหารอย่างตั้งอกตั้งใจ โดยมีเด็กสาวน่ารักกำลังเสิร์ฟซุปข้าวอยู่ให้ลูกค้าอยู่
       

        "ธุรกิจของตาลุง หยุนนี่ยังคงขายดิบขายดีตลอดเลยนะ!" เนี่ยหลี่พูดด้วยรอยยิ้ม หลังจากที่เขานั่งแล้วจึงสั่งอาหาร "สองถ้วยซุปข้าว ผงไม้!"
       

        จากนั้นชั่วครู่ เด็กสาวก็นำถาดไม้มาวางพร้อมซุปข้าวร้อนสองถ้วย เด็กสาวคนนี้ดูอายุน่าจะเพียงแค่สิบห้าหรือสิบหกปีเพียงเท่านั้น เธอสวมเสื้อยาวสีฟ้าที่ดูเรียบๆ แม้ว่าเสื้อผ้าจะมีรอยปะอยู่บ้าง แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้ความงามของเธอลดน้อยลง ภายใต้คิ้วอันเรียวยาวที่ขับรับกับดวงตาน้ำเงินบริสุทธิ์ แก้มของเธอแดงจนลามไปถึงจมูก เมื่อใดก็ตามที่เธอยิ้ม รอยลักยิ้มทั้งสองข้างช่วยให้เธอดูอ่อนหวานขึ้น อีกทั้งผมสีทองอันยาวไสวของเธอนั้นช่างเปรียบเสมือนม่านที่อยู่บนไหล่
       

        พี่สาวหยุนหลิงยังคงงดงามดังเช่นเมื่อครั้งชีวิตที่แล้วของเขา ต่างกันเพียงแค่ตอนนี้เธอยังเยาว์เกินกว่าจะเปรียบเทียบกับคนที่เขาพบเจอเมื่อชีวิตก่อนหน้า
       

          ในช่วงชีวิตก่อนหน้าของเขา เมื่อเขามาถึงที่นี่ ลุงหยุนและน้องหยุนหลิงเป็นคนเสนอที่พักหลบภัยให้กับเนี่ยหลี่และ เย่ จื้อ หวิ๋น ในช่วงเวลานั้นทั้งเขาและเย่ จื้อ หวิ๋นก็ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี แม้ว่าภายหลังเนี่ยหลี่และคนอื่นๆก็ถูกบังคับให้ออกเดินทางไปในภายหลัง แต่มันก็ไม่ใช่ความผิดของลุงหยุนและน้องหยุนเลิงเลย เขาจำได้ชัดเจนว่าเมื่อครั้งที่เขากำลังจะออกไป หยุนหลิงถึงกับหลั่งน้ำตา
       

         หลังจากที่ถ้วยซุปข้าวทั้งสองวางอยู่ต่อหน้าเนี่ยหลี่ หยุนหลิงก็เผยแววตาที่ประหลาดใจออกมา เธอและพ่อของเธอพบเจอลูกค้ามากมายในแต่ละวัน ที่สำคัญความจำของเธอก็ดีมากด้วย เธอเคยเห็นแทบทุกคนที่อาศัยอยู่ในที่ราบสูงแห่งนี้ แต่เธอนั้นไม่เคยเห็นเนี่ยหลี่มาก่อน
       

     หยุนหลิงส่ายมือเล็กน้อยและถามอย่างประหลาดใจ "น้องชาย ข้าไม่เคยเห็นเจ้ามาก่อนเลย เจ้าไม่ใช่คนของที่ราบสูงชะตาสวรรค์ใช่ไหม?"
       

      "ไม่ใช่ ข้าเป็นแค่นักท่องเที่ยวที่ผ่านทางมา" เนี่ยหลี่ยิ้มตอบ
       

        ได้ยินคำตอบของเนี่ยหลี่ หยุนหลิงก็อ้าปากค้างตกใจ หลายร้อยหลายพันปีที่ผ่านมาไม่เคยมีใครที่มาจากโลกภายนอกเข้ามายังที่แห่งนี้มาก่อน เธอแทบจะคิดว่าที่โลกภายนอกไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่แล้วด้วยซ้ำ ดังนั้นเธอเลยไม่คิดว่าจะได้พบเจอลูกค้าต่างถิ่นในวันนี้
       

       หยุนหลิงถึงกับนั่งลงในทันที สายตาของเธอมองไปที่เนี่ยหลี่และถามออกมาด้วยความอยากรู้ "เจ้ามาจากที่ไหน? ทำไมเจ้าถึงมายังที่ราบสูงชะตาสวรรค์แห่งนี้ล่ะ?"
       

          "ข้าเพียงแค่พยายามเข้าไปในส่วนลึกของหุบเขาบรรพชนอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อฝึกวิชา และข้าก็ได้มายังที่แห่งนี้โดยความบังเอิญก็เท่านั้น" เนี่ยหลี่ยิ้มเล็กน้อยพร้อมพูดตอบ หยุนหลิงตอนนี้ตาของเธอเป็นประกายความอยากรู้และถามนั่นถามนี่มากมาย เขาอดคิดถึงชีวิตก่อนหน้าไม่ได้ เมื่อครั้งนั้นที่เขากับเย่ จื้อ หวิ๋นมายังที่แห่งนี้ หยุนหลิงก็แสดงท่าทีแบบนี้และถามอย่างกับเด็กน้อยไร้เดียงสา
       

        "ข้าได้ยินมาว่าที่โลกภายนอกเต็มไปด้วยสัตว์อสูรดุร้าย ต่อให้เป็นผู้เชี่ยวชาญระดับเหล็กนิลดำก็ไม่อาจที่จะก้าวออกไปยังโลกภายนอกแม้เพียงก้าวเดียว หรือว่าเจ้าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับเหล็กนิลดำ?" หยุนหลิงถามด้วยความตกใจ เนี่ยหลี่นั้นกล้าที่จะเข้ามายังหุบเขาบรรพชนอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อฝึกฝน หมายความว่าการบ่มเพาะพลังของเขาก็ต้องแข็งแกร่งมาก
       

       ผู้เชี่ยวชาญระดับเหล็กนิลดำที่หยุนหลิง พูดถึงก็คือผู้เชี่ยวชาญระดับทองดำ เป็นเพราะเทคนิคการบ่มเพาะพลังที่ไม่สมบูรณ์ของที่ราบสูงชะตาสวรรค์ ทำให้ผู้แข็งแกร่งที่อยู่ที่นี่มีระดับเพียงแค่หนึ่งดาวทองเท่านั้น
       

       "ข้าไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญระดับเหล็กนิลดำหรอก แต่ว่าข้ามีวิธีที่จะปกป้องชีวิตของตนไว้ นั่นเป็นเหตุว่าทำไมสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งไม่อาจทำร้ายอะไรข้าได้" เนี่ยหลี่พูดไปยิ้มไป
       

ทันใดนั้นเองก็แว่วเสียงไม่พอใจดังขึ้นมา
         

          "ทำไมซุปข้าวของข้าถึงยังไม่ได้อีก?"
       

         "ไปแล้ว ไปแล้ว" หยุนหลิงรีบตอบกลับ เธอยังหันมาพูดกับเนี่ยหลี่อีกว่า "เจ้าวางแผนจะอยู่ที่นี่ยังไง?"
       

         เนี่ยหลี่ครุ่นคิดชั่วครู่และตอบออกไป "โรงแรมก็ไม่มี อีกทั้งข้ายังไม่มีเหรียญทองแดงที่ใช้เป็นเงินตราในที่ราบสูงชะตาสวรรค์เสียด้วย ข้าจะสามารถนำของที่มีไปแลกเปลี่ยนกับใครได้บ้าง?"
       
     หยุนหลิงได้ยินที่เนี่ยหลี่พูดก็ถึงกับตาเป็นประกาย เนี่ยหลี่นั้นมาจากโลกภายนอก เขาจะต้องนำสิ่งของแปลกตาที่เธอไม่เคยเห็นติดตัวมาด้วยแน่!
       

      "อ๋า ข้าต้องไปเสิร์ฟซุปข้าวก่อน รอที่นี่สักครู่นะ ข้าจะกลับมาให้เร็วที่สุด" หลิงหยุนพูดพร้อมรอยยิ้ม
       

        "ได้" เนี่ยหลี่พยักหน้าตอบรับ
       

        หยุนหลิงไปเสิร์ฟซุปข้าวแล้ว และเนี่ยหลี่ก็เริ่มทานซุปข้าวพร้อมกับมองสำรวจไปรอบด้าน มองไปตามทางที่นี่มีพ่อค้าขายสินค้าต่างๆ มีทั้งกลุ่มนักล่า นักล่าพวกนั้นทั้งสูงและมีร่างกายกำยำแถมยังถืออาวุธแทบทุกชนิดอยู่บนมืออีก
       

       เนื่องจากที่ราบสูงชะตาสวรรค์นั้นขาดแคลนอาหาร พวกเราไม่มีทางเลือกจึงต้องจัดกลุ่มผู้คนขึ้นเพื่อออกไปล่าสัตว์อสูรและนำเนื้อพวกมันกลับมาเติมเต็มปากท้อง อย่างไรก็ตามการล่าสัตว์อสูรนั้นเป็นงานที่อันตรายมาก ดังนั้นจึงมีเพียงแค่ผู้ที่แข็งแกร่งที่จะมาเป็นนักล่า
       

      นอกเหนือจากการล่าสัตว์อสูร พวกเขายังคงรับการจ้างวานจากคนอื่นเสมือนทหารรับจ้างอีกด้วย
       

      อย่างร้านซุปข้าวของลุงหยุน ก็มีกลุ่มนักล่าประมาณหกคนนั่งอยู่ พวกเขานั้นตัวสูงและร่างกายกำยำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะคนที่ดูน่าจะเป็นผู้นำ เขาสวมเสื้อโค้ทยาวอีกทั้งยังดูหล่อเหลาและเยาว์วัยนัก
       

     "หลิงหยุน ต้องขอโทษด้วยเรื่องก่อนหน้า ลูกน้องของข้าหัวร้อนไปหน่อย" ชายคนนั้นยิ้มอย่างอ่อนโยนเพื่อขอโทษหยุนหลิง สายตาของเขาที่มองไปยังหยุนหลิงนั้นเผยแววตาที่เหมือนคนแอบรัก
       
          "ไม่เป็นไร ข้าต้องขอโทษด้วยที่ทำให้พวกเจ้าต้องรอนาน" หยุนหลิงส่ายหน้าตอบกลับไปแล้ววางถ้วยซุปข้าวลง หนึ่งในถ้วยซุปข้าวนั่นมีเนื้ออยู่ด้วย นั่นเป็นของที่ชายเยาว์วัยคนนั้นมอบให้
       

        เนื้อเป็นสิ่งที่สำคัญมาก มีเพียงแค่ผู้มีเงินเท่านั้นที่จะลิ้มรสมันได้ แม้พวกนักล่าจะมีสีหน้าอิจฉา แต่ก็รีบหลบซ่อนสีหน้าอย่างรวดเร็วแล้วตั้งหน้าตั้งตากินซุปข้าวต่อไป
       

      " กินกันได้แล้ว" ผู้เยาว์คนนั้นยิ้มแล้วนำมีดออกมาแบ่งเนื้อออกเป็นหลายชิ้น
       

      ที่ราบสูงชะตาสวรรค์นี้ นอกจากผู้นำแล้วยังมีสมาคมผู้อาวุโสที่มีหน้าที่ตัดสินใจเรื่องเกี่ยวกับที่ราบสูงแห่งนี้ สมาคมผู้อาวุโสนั้นมีทั้งหมดห้าคน ทั้งห้าคนนั้นต่างก็ควบคุมสัดส่วนเกือบทั้งหมดของอำนาจที่นี่
       

     เกี่ยวกับชายหนุ่มผู้หล่อเหลาคนนี้ เนี่ยหลี่มีความประทับใจเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เขาต้องเป็นลูกของผู้อาวุโสบางคนแน่นอน บุคลิกของเขานั้นดูเป็นคนเรียบร้อย แต่อย่างไรเขาก็ลืมชื่อของชายคนนี้ไปแล้ว
       

      หลังจากที่หยุนหลิงเสิร์ฟซุปข้าวเสร็จ เธอก็รีบกลับมายังโต๊ะของเนี่ยหลี่ ตัวเธอนั้นเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเนี่ยหลี่ซึ่งไม่อาจรอช้าได้
       

       "ใช่แล้ว ข้ายังไม่รู้เลยว่าเจ้าชื่ออะไร" หยุนหลิงพูดพร้อมรอยยิ้ม มุมปากของเธอเผยรอยลักยิ้มทั้งสอง ซึ่งมันน่ารักมาก
       

        "ข้าชื่อว่า เนี่ยหลี่" เนี่ยหลี่ยิ้มตอบแล้วพยักหน้า ขอบคุณประสบการณ์จากชีวิตก่อนหน้าที่ทำให้เขารู้จักหยุนหลิง เธอเป็นผู้หญิงที่ดีมากคนหนึ่ง
       

      "ยินดีที่ได้รู้จักนะ เนี่ยหลี่ ข้าขอถามได้ไหมว่าเจ้าจะเอาอะไรมาให้ข้าแลก" หยุนหลิงถาม มันเป็นปกติที่เธอจะสนใจเกี่ยวกับโลกภายนอก.


ที่มาจาก http://www.wuxiaworld.com/


#นิยาย พงศาวดารภูติ#Tale of the demon god#นิยายแปลไทย
Author(s)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น