วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Tale of the demon and god novel Chapter 178 – Revolt?

Tale of the demon and god novel Chapter 178 – Revolt?

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่ 178 -กบฏ?


บทที่ 178 -กบฏ?

    “หลานหนิงเอ๋อช่างสวยและสง่างามยิ่งนัก ข้าใคร่สงสัยว่าตอนนี้นางอยู่ในระดับอะไรแล้วงั้นรึ?” เนี่ยไฮ้ถามขึ้นมา ก่อนหน้านี้เขาได้ยินมาว่าเสี่ยว หนิงเอ๋อเพิ่งจะจัดการกับเสิ่นเฟยไป นี่เป็นสาเหตุที่เขาถามคำถามแบบนี้

         ผู้นำตระกูลต่างๆยังคงอยู่รอบๆนั้น แม้ว่าพวกเขากำลังพบปะพูดคุยอยู่กับเนี่ยอิงและพรรคพวกอยู่ พวกเขาก็ยังคงแอบฟังการสนทนาระหว่างเสี่ยว หยุน เฟิงกับเนี่ยไฮ้อยู่ด้วยเช่นกัน


           เสี่ยว หยุน เฟิงมองเสี่ยว หนิงเอ๋อด้วยสายตาที่อบอุ่น จากนั้นจึงยิ้มออกมาและพูดว่า “บุตรสาวข้าอยู่ในระดับโกลด์ 2 ดาวและกำลังจะก้าวเข้าสู่ระดับโกลด์ 3 ดาวในเร็วๆนี้”


          เมื่อได้ยินคำพูดของเสี่ยว หยุน เฟิง พวกผู้นำตระกูลก็แอบตะลึงอยู่ในใจ แม้ว่าพวกเขาจะได้ยินข่าวลือมาบ้างแต่เมื่อ ได้ยินเรื่องนี้ทำให้พวกเขาแทบตระหนกตกใจ เธออยู่ในระดับโกลด์ 2 ดาว ทั้งๆที่เธออายุเพียงเท่านี้ เธออยู่ไม่ต่ำกว่าอันดับสามของนักสู้รุ่นเยาว์แน่ๆ!

        คิ้วของเนี่ยไฮ้ ขมวดเข้ามา เสี่ยว หนิงเอ๋อสามารถกลายมาเป็นภรรยาที่ดีของเนี่ยหลี่ได้แน่นอน ถ้าเขาไม่อาจจะได้บุตรีของท่านเจ้าเมืองมาครองคู่ ถ้าได้แต่งกับเสี่ยวหนิงเอ๋อ ก็คงไม่เลวนัก ยิ่งไปกว่านั้นเสี่ยว หนิงเอ๋อเองก็มีกิริยาที่อ่อนช้อยงดงาม ไม่ได้เป็นคนที่เจ้ากี้เจ้าการจากที่ได้มองดู

        เนี่ยไฮ้ยังคงวางแผนที่จะหาภรรยาให้เนี่ยหลี่ เขายักไหล่แล้วพูดออกมาว่า “เนี่ยหลี่ชอบสร้างปัญหามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว หากหลานหนิงเอ๋อเป็นเพื่อนของเขา ช่วยดูแลเขาด้วยหล่ะ ถ้าเจ้ามีเวลา เจ้าสามารถมาเยี่ยมเยียนพวกเราตระกูลบันทึกสวรรค์ได้ทุกเมื่อ!”



เนี่ยไฮ้ไม่ได้เป็นคนเหนี่ยวไกปืนซะหน่อย แต่เป็นเพราะเนี่ยหลี่ยังไม่ได้ตัดสินใจเลยสักนิด

      มีหรือที่เสี่ยว หนิงเอ๋อจะไม่เข้าใจสิ่งที่เนี่ยไฮ้ต้องการจะสื่อ? แก้มของเธอถึงกับร้อนผ่าวเพราะความเขินอาย แต่เธอก็ยังคงตอบกลับไปว่า “ขอบคุณค่ะท่านลุง ข้าจะไปเยี่ยมเยียนพวกท่านอย่างแน่นอน”

      เสี่ยว หยุน เฟิง   เนี่ยไฮ้และผู้นำตระกูลคนอื่นๆเริ่มพูดคุยสนทนากัน แม้ว่าตระกูลบันทึกสววรค์จะเป็นเพียงตระกูลขุนนางเล็กๆ แต่หาได้มีคนรังเกียจตระกูลบันทึกสวรรค์แต่อย่างใด

ณ ที่นั่งที่อยู่ด้านบน

     เย่ ซิ่วมองไปที่เนี่ยหลี่และพูดออกมาอย่างยิ้มแย้ม “เนี่ยหลี่ ข้าอยากจะให้เจ้าเป็นประธานในการจัดงานเลี้ยงครั้งนี้ เจ้าคิดว่ายังไงล่ะ?”

     ด้วยความจริงที่ว่า การกรีฑาทัพของสัตว์อสูรที่ได้จบสิ้นลงไปแล้ว ด้วยชื่อเสียงเนี่ยหลี่ต่างก็เป็นที่จับตามองของเหล่าผู้นำตระกูลต่างๆ พวกเขาต่างก็ต้องประเมินค่าในตัวของเนี่ยหลี่ซะใหม่ แล้วในตอนนี้ แน่นอนรวมถึงฐานะของเขาด้วยเช่นกัน

       เนี่ยหลี่มองไปที่เย่ ซิ่ว เขาต้องมีเจตนาที่จะทำอะไรบางอย่างแน่ๆ เขาจึงหยักหน้าและพูดว่า “คงไม่เสี่ยงเกินไปที่จะให้ข้าเป็นประธานในงานนี้หรอกนะ!”

      เย่ ซิ่ว เผยรอยยิ้มออกมา ด้วยโอกาสครั้งใหญ่เช่นนี้ ต่อหน้าจำนวนยอดฝีมือห้า ถึง หกพันคนจากตระกูลต่างๆในตอนนี้  เนี่ยหลี่ไม่มีท่าทีที่จะแสดงออกถึงความกลัวเลยแม้แต่น้อย แต่เมื่อได้คิดทบทวนอีกครั้ง มันไม่แปลกเลย เพราะเนี่ยหลี่นั้นไม่ใช่เพียงเด็กธรรมดาทั่วไป

       ทั่วทั้งบริเวณต่างก็เต็มไปด้วยเสียงของผู้คน ยอดฝีมือจากตระกูลต่างๆ ต่างก็กำลังพบปะพูดคุยกันกับคนอื่นๆ



        อย่างไรก็ตาม เนี่ยหลี่ เย่ ซิ่วและเย่ โจวยังไม่มีทีท่าว่าจะกล่าวเริ่มงานเลี้ยงเลย พวกเขาได้แต่อดทนรอจนกว่าเหล่ายอดฝีมือนั้นจะพูดคุยกันเสร็จ


     ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการยื้อเวลาเอาไว้ เพื่อให้เย่ ซ่งจัดการกับภารกิจของตนเอง


        ทางฝั่งเย่ ซ่งได้เตรียมการเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลังจากที่ผ่านไปได้ครึ่งชั่วยาม เขาได้พายอดฝีมือจากตระกูลวายุเหมันต์มาจนถึงที่หมายคือตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ ในขณะที่คนจากตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ได้เดินทางไปยังตำหนักเจ้าเมือง เขาจึงเริ่มแผนการเพียงแต่ไม่รู้ว่ามันจะมีอะไรรออยู่

      ณ ที่นั่งของตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ คนของตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์เพียงดื่มเหล้าด้วยกันเอง พวกเขาดูแล้วช่างโดดเดี่ยวยิ่งนัก

          ตั้งแต่ที่ตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ถูกกำราบโดยตระกูลวายุเหมันต์ ผู้นำตระกูลต่างๆทำเพียงแค่มองดูอยู่ห่างๆ พวกเขาไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือพูดคุยกับเสิ่นฮอง ถ้าพวกเขาเข้าไปนั่นก็หมายถึงการต่อต้านตระกูลวายุเหมันต์หรอกหรือ? อีกทั้งเมื่อก่อนตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ยังกดขี่ขมเห่งพวกเขามาแล้วหลายครั้ง มันจะเป็นการดีกว่าที่ตระกูลต่างๆจะซ้ำเติมพวกเขา พวกเขาจะผ่านเรื่องนี้ไปได้ยังไงกันนะ?

อย่างไรก็ตามมีเพียงคนเดียวที่ไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลย และนั่นก็คือ ฮูหยาน เซี่ยง จากตระกูลฮูหยาน

       ฮูหยาน เซี่ยง ถือจอกเหล้าเอาไว้และหัวเราะออกมา “พี่เสิ่น นานแล้วที่พวกเราไม่ได้ดื่มด้วยกัน ม่ะ..ก่อนที่ท่านเย่ ซ่งประธานงานนี้จะมา เรามาดื่มด้วยกันเถอะ...ดื่ม!”

         “น้องฮูหยาน เจ้าถ่อมตัวเกินไปแล้ว” เสิ่นฮองมีสีหน้ายิ้มแย้ม แต่ในใจเขาไม่ได้เป็นแบบนั้น แต่เขาก็ยกจอกเหล้าขึ้นมา


       “เหล้าชั้นดี อีกสักจอกจะเป็นไรไป? พวกเจ้า ไปเอามาเพิ่มให้พี่เสิ่นอีก!” ฮูหยาน เซี่ยงหัวเราะออกมา

       ทั้งๆที่ตระกูลวายุเหมันต์กำราบตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์อยู่ ผู้นำตระกูลต่างๆกลัวที่จะผิดใจกับตระกูลวายุเหมันต์หากไปยุ่งกับพวกเขา มีเพียงฮูหยาน เซี่ยงที่ไม่สนใจเรื่องเหล่านั้น ใครเล่าจะไม่รู้ว่าตระกูลฮูหยานนั้นเป็นถึงมือขวาของตระกูลวายุเหมันต์ เรื่องความจงรักภักดีนะหรือ? ตระกูลวายุเหมันต์ไม่เคยสงสัยตระกูลฮูหยานที่ไปมีความสัมพันธ์กับตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์เลยแม้แต่น้อย

        ระหว่างการแลกจอกกับฮูหยาน เซี่ยง จากเหตุการณ์นี้เริ่มรู้สึกกระวนกระวายใจขึ้น เขาเริ่มเอะใจ อะไรบางอย่างได้จากงาน ครั้งนี้ แต่เขาไม่สามารถที่จะพูดออกมาได้

        มีคำถามที่กวนใจเสิ่นฮองอย่างมากมาตลอด คือ เย่ ซ่งตายแล้วใช่มั้ย? ถ้าเย่ ซ่งตาย หากเป็นดังนั้นงานเลี้ยงนี้ก็เป็นการคัดเลือกผู้นำตระกูลคนใหม่เป็นแน่ ตระกูลวายุเหมันต์ไม่อาจจะหาคนที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมได้ในระยะเวลาอันสั้นนี้ได้ หากเย่ ซ่งไม่ตาย งานเลี้ยงนี้อาจจะใช้เป็นที่ในการจัดการตระกูลศํกดิ์สิทธิ์ก็ได้

        ด้วยยอดฝีมือจากของตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ที่นี่ ถ้าตระกูลวายุเหมันต์ต้องการที่จะกำจัดตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์แล้วล่ะก็ เย่ ซ่งจะต้องปรากฎตัวอย่างแน่นอน แต่นี่เย่ ซ่งกลับไม่ได้มาปรากฏตัวเลย หรือจะเป็นดั่งที่เย่ ฮั่นได้บอกมา เขาถูกพิษของหญ้าลิ้นมังกรจนตายไปแล้ว

       ถึงอย่างนั้น ทำไมฮูหยาน เซี่ยงถึงไม่ได้แสดงความเศร้าบนใบหน้าออกมาเลยล่ะ? อาจจะเป็นเพราะฮูหยาน เซี่ยงยังไม่รู้ข่าวการตายของเย่ ซ่งเป็นแน่!

        “ข้าจะต้องรู้ให้ได้ว่าพวกเจ้าวางแผนอะไรเอาไว้!” เสิ่นฮองพูดกับตัวเอง เขาสูดลมหายใจเข้าไปและทำทีท่าที่จะดื่มเหล้าทั้งไหต่อไปเรื่อยๆ

      ท้องฟ้าเริ่มมืดลง ความมืดเข้าปกคลุมพื้นดินจนหมด

     หลายพื้นที่ในเมืองกลอรี่ เงียบสงัด แต่ตำหนักเจ้าเมืองยังคงสว่างอยู่

      ณ ตำหนักของเจ้าเมือง ในขณะนี้ทั้งบริเวณพื้นที่ที่จัดงานและบริเวณอื่นต่างมีทหารเฝ้ารักษาการณ์หนาแน่น ทหารทั้งหมดล้วนสวมชุดเกราะและอาวุธเต็มอัตราศึก ไอเย็นที่ถูกปล่อยออกมาจากตราประทับของพวกเขา มีทั้งหน้าไม้ หอก และโล่ขนาดใหญ่ที่อยู่บนกำแพงของตำหนักเจ้าเมือง เต็มไปด้วยรังสีฆ่าฟัน

        ณ ที่ทางเข้าตำหนักเจ้าเมือง มีชายสวมชุดคลุมสีเทาวิ่งอย่างเร่งรีบเข้ามา ซึ่งสามารถเห็นสีหน้าเขาดูกระวนกระวายได้อย่างชัดเจนแต่ก็ถูกขวางไว้เพราะทหารคุ้มกันหลายคน

    “ข้าต้องไปหาท่านผู้หนึ่งในนั้น!”

        “ที่นี่เป็นถึงตำหนักของท่านเจ้าเมือง คนที่ไม่ได้แสดงตัว ไม่อนุญาตให้ผ่านไปได้!” ทหารคุ้มกันตะคอกใส่อย่างเย็นชาและท่าทางที่เคร่งขรึม

        “ถ้าต้องไปพบกับท่านผู้นำตระกูลของข้า” ชายคนนั้นกล่าวออกมา

       “แล้วเจ้ามาจากตระกูลไหนกัน?”

       ชายคนนั้นสายตาลอกแรกมีพิรุธและพูดอย่างกระวนกระวายว่า “ตระกูลฮูหยาน!”

      เหล่าทหารคุ้มกันต่างมองหน้ากัน เมื่อมองกันและกันแล้วก็พูดออกมา “ตามพวกเรามา พวกเราจะพาเจ้าไปพบผู้นำตระกูลของเจ้าเอง!”

      “ขอบคุณท่านมาก นี่เป็นของขวัญเล็กๆน้อยๆ” ชายคนนั้นกล่าว เพื่อเป็นการติดสินบนพวกเขาจึงได้มอบเงินหลายเหรียญจิตเหรียญมารให้กับสองคนในกลุ่มทหารนั้น


        ทหารทั้งสองคนนั้นรับมาโดยไม่กระพริบตาและพูดอย่างสงบเงียบ “ตามพวกเรามา”

       “ได้ๆ” ชายคนนั้นหัวเราะออกมา และตามหลังทหารคุ้มกันทั้งสองไป

      ทหารทั้งสองพาชายชุดคลุมสีเทามาเรื่อย อ้อมผ่านทางเดินยาวและกำลังเข้าไปในลานที่ดำมืดเล็กๆแห่งหนึ่ง


        “พวกท่านพาข้ามาที่ไหนกันแน่? นี่มันไม่เหมือนเป็นทางที่จะไปงานเลี้ยงที่บริเวณจัดงานเลยนี่” หลังจากที่ชายคนนั้นพูดเสร็จ ทหารคนหนึ่งก็ปิดปากเขาเอาไว้และอีกคนก็แทงดาบเข้าไปที่ท้องของชายคนนั้น ชายคนนั้นพยายามขัดขืน และ พยายมส่งเสียงร้องออกไปแต่สายตาของเขาก็ค่อยๆมืดลงจนกระทั้งหยุดหายใจไป

       “หึ พวกกบฎอย่างตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์สมควรตายอยู่แล้ว! เจ้าคิดว่าจะอ้างตัวเป็นคนจากตระกูลฮูหยาน คิดว่าพวกเราจะจำเจ้าไม่ได้อย่างนั้นรึ?” ไร้สาระ ไม่ว่าจะรูปร่างหน้าตาของคนในตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์พวกเราล้วนแต่จำได้หมดแล้วทั้งสิ้น!”

      ทหารทั้งสองคนนั้นค้นศพของชายคนนั้นแต่ก็ไม่พบอะไร ชายคนนี้เพียงแค่มาส่งข่าวเท่านั้น ก่อนหน้านี้ท่านเจ้าเมืองได้ออกคำสั่งเอาไว้ว่าห้ามมิให้ผู้ใดเข้า-ออกตำหนักเจ้าเมืองโดยเด็ดขาด หากคนของตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ถูกพบว่ากำลังจะเข้าหรือออกจากงานเลี้ยงฆ่าได้ทันที!

ค่ำคืนมีแต่ความมืดมิด หมอกในยามคำคืนเห็นแล้วก็สัมผัสได้ถึงรังสีฆ่าฟัน

        ณ บริเวณลานจัดงานเลี้ยงของตำหนักเจ้าเมืองยังคงมีแต่เสียงดังกึกก้องอยู่ เสียงเหล่านั้นดังไปทั่วทั้งบริเวณ

        หลังจากที่ ฮูหยาน เซี่ยงและเสิ่นฮอง ดื่มไปสิบกว่าจอก ฮูหยาน เซี่ยง จู่ก็หัวเราะขึ้นมา เสียงหัวเราะของเขาแฝงไว้ด้วยพลังวิญญาณของเขาเอาไว้ เขาปาจอกเหล้าลงไปที่พื้น จอกเหล้าก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆทันที

         เสียงทุกอย่างก็เงียบลงทันที ยอดฝีมือจากตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ต่างก็ตื่นตระหนก พวกเขาทั้งหมด หยิบเอาอาวุธออกมาจากแหวนของพวกเขา ทันใดนั้นแสงสะท้อนจากดาบของพวกเขาที่ปรากฎออกมา ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนมาเป็นน่าวิตกทันที ก่อนหน้าที่จะมาที่งานเลี้ยง เสิ่นฮองได้บอกพวกเขาเอาไว้ว่าให้ระวังตัวเอาไว้ให้มากๆหลังจากที่เข้ามาในตำหนักของเจ้าเมือง ตระกูลวายุเหมันต์อาจจะกำจัดพวกเขาก็เป็นได้ ก่อนหน้านั้นพวกเขาได้เตรียมใจเอาไว้แล้ว เมื่อพวกเขาถูกจับพิรุธได้โดย ฮูหยาน เซี่ยง พวกเขาคิดว่าที่เขาทำไปนั่นเป็นการให้สัญญาณกับตระกูลวายุเหมันต์

        ยอดฝีมือจากตระกูลต่างๆมองไปยังคนของตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ ทุกคนล้วนตื่นตกใจกันหมด ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมคนของตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ถึงหยิบเอาอาวุธออกมาเช่นนี้ได้? รอยยิ้มแห้งๆเผยออกมาบนใบหน้าของเหล่ายอดฝีมือจากตระกูลต่างๆ

    บรรยากาศภายในลานจัดงานเลี้ยงเคร่งเครียดขึ้นมาทันที


       ฮูหยาน เซี่ยงนั้นคิดไม่ถึงและหัวเราะออกมา “ท่านนี่คอแข็งจริงๆนะ ท่านพี่เสิ่น นับถือ,นับถือ!” ฮูหยาน เซี่ยงมองดูแล้วเขาก็ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ สายตาของเขาจ้องไปทางเหล่ายอดฝีมือของตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์และพูดขณะที่ยังเบลอๆว่า “โอ้ พี่เสิ่น นี่มันหมายความว่ายังไงกัน...พวกท่านถึงกับเอาอาวุธ ออกมาทำไมกัน?”

        ฮูหยาน เซี่ยงกำลังหลอกล่อพวกเขา เสิ่นฮองรู้สึกโกรธแค้น เขากวาดสายตามองไปยังเหล่ายอดฝีมือของตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์และถอนหายใจออกมา “พวกเจ้าจะทำอะไร? ดึงเอาอาวุธออกมาทำไมกัน? ที่นี่เป็นถึงตำหนักของท่านเจ้าเมือง และนี่ก็ยังเป็นงานเลี้ยงของท่านเจ้าเมือง พวกเจ้าจะสร้างความวุ่นวายอย่างนั้นรึ?!”

ยอดฝีมือเหล่านั้นจึงเก็บอาวุธและนั่งลง


        ฮูหยาน เซี่ยงหัวเราะและพูดออกมาว่า “ข้าล่ะกลัวคนจากตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ของท่านยิ่งนัก พวกเขาเอาอาวุธมางานเลี้ยงนี้ทำไมกัน? พวกเขาคงไม่คิดว่าตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์จะก่อการกบฎหรอกนะ! ตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์จะก่อกบฎได้ยังไงกัน? นี่มันเป็นเรื่องตลกที่สุดในโลกเลยนะเนี่ย! ตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์จะได้ประโยชน์อะไรจากการก่อกบฎกันเล่า?”



ที่มาจาก http://www.wuxiaworld.com/


#นิยาย พงศาวดารภูติ#Tale of the demon god#นิยายแปลไทย
Author(s)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น