วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Tale of the demon and god novel Chapter 173 – Furious bashing

Tale of the demon and god novel Chapter 173 – Furious bashing

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่ 173 - ทุบตี ด้วยความโกรธ


บทที่ 173 - ทุบตี ด้วยความโกรธ


    แสงยามเช้าเริ่มส่องขึ้นมาจากขอบฟ้า เมื่อ เย่ จื้อ หวิ๋น ตื่นขึ้นมา ได้เห็นเนี่ยหลี่นั่งขัดสมาธิโดยที่กำลังฝึกฝนอยู่ เมื่อนึกถึงสิ่งที่เธอได้กระทำไปเมื่อวาน หน้าเธอก็รู้สึกร้อนผ่าว เมื่อได้มองแผ่นหลังของเนี่ยหลี่ เธอก็ไม่รู้ว่าจะสู้หน้าเขาได้อย่างไรดี

เธอได้สวมใส่เสื้อผ้าอย่างเงียบๆ ขณะที่กำลังสวมอยู่นั้น เนี่ยหลี่ก็หันมาพอดี พร้อมกับยิ้มและพูดว่า “เจ้าตื่นแล้วรึ”

     เย่ จื้อ หวิ๋นถึงกับ หยุดไปชั่วขณะ เธอสวมเสื้อผ้ายังไม่เสร็จและมือของเธอก็ไม่สามารถปกปิดสายตาของเนี่ยหลี่ไปได้ “เนี่ยหลี่ เจ้าคนโรคจิต!!”

เธอหยิบหมอนแล้วปาใส่เนี่ยหลี่

     เธอยังสวมเสื้อผ้ายังไม่เสร็จเรียบร้อย ผ้าบางๆที่ปิดบังหน้าอกของเธอ   ชวนให้รู้สึกเย้ายวน หน้าท้องที่ขาวสวยและแขนที่ขาวบริสุทธิ์ทำให้เธอดูมีเสน่ห์ยิ่งนัก

      เนี่ยหลี่ รีบคว้าหมอนมาปิดบังสายตาตัวเองเอาไว้  “ใครกันหละที่มานอนบนเตียงข้าโดยไม่สวมเสื้อผ้าสักชิ้น แล้วยังจะมาเรียกข้าว่าคนโรคจิตอีกรึ”

        “ข้า....” เย่ จื้อ หวิ๋น เมื่อคิดได้แล้วก็รู้สึกว่า ตนไม่สามารถสู้หน้าใครได้อีกแล้ว สิ่งที่ทำลงไปเมื่อคืนนั้น เป็นเรื่องจริงอย่างนั้นรึ “เนี่ยหลี่ ถ้าเรื่องเมื่อวานนี้แพร่งพรายออกไป ข้าจะไม่พูดกับเจ้าอีก”

       ได้เห็นอาการเขินอายของ เย่ จื้อ หวิ๋น เนี่ยหลี่ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา และพูดพร้อมกับยักไหล่ “งั้น ข้าจะพูดถึงเรื่องนั้นอีกก็ได้”



       นางสวมเสื้อผ้าแล้วรีบวิ่งออกไปจากห้องของเขาด้วยหน้าที่แดงระเรื่อ ขณะนั้นใจเธอก็คิดเตลิดไปไกลแล้ว เธอคิดว่าเนี่ยหลี่จะเป็นเหมือนกันผู้ชายทั่วไป ที่จะทำเพื่อสนองต่อความต้องการของตนจนกว่าจะเบื่อ ครั้งนี้ เธอยอมเพื่อทดแทนคุณต่อเนี่ยหลี่ แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นอย่างที่คิด เนี่ยหลี่เพียงนอนข้างๆเธอตลอดทั้งคืนโดยใช้ผ้าห่มกั้นเอาไว้

       เย่ จื้อ หวิ๋น รู้สึกสงสัยว่า ทำไมเนี่ยหลี่ถึงได้ชอบเธอมากขนาดนี้  มากกว่าที่มีให้เสี่ยวหนิงเอ๋อ ทั้งทั้งที่เขามีเวลาอยู่ด้วยกันหลายครา และมีความทรงจำต่างๆด้วยกันมากมาย

        เรื่องนี้ทำให้เธอรู้สึกสับสน แต่ เนี่ยหลี่เป็นคนที่ช่วยชีวิตพ่อของเธอ ถ้าวันหนึ่งเธอถูกขอร้องจากเขา เธอจะตอบแทนเนี่ยหลี่อย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย


ตระกูลปีกมังกร

       ตั้งแต่ที่เสี่ยวหนิงเอ๋อกลับมาและพักฟื้นจากการต่อสู้ที่ผ่านมา ร่างกายของเธอดีขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งไปกว่านั้น ระดับพลังของเธอเองเริ่มปรากฎสัญญาณของการก้าวสู่ระดับต่อไป เธอยอมรับเลยว่า วิชา มังกรเหินวายุอัสนี ทรงพลังมากจนน่าเหลือเชื่อ พลังของเธอกำลังจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 2 ดาวทอง จนใกล้ไปถึงระดับ 3 ดาวทอง

     ทุกๆวัน เขตแดนของจิตวิญญาณได้ดูดกลืนพลังวิญญาณอย่างบ้าคลั่ง ด้วยความเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ

    วิชาที่เนี่ยหลี่ให้แก่เธอนั้นเกินกว่าจะจิตนาการได้  เสี่ยว หนิงเอ๋อ คิดว่า วิชา มังกรเหินวายุอัสนี ทำให้เธอถึงระดับทองได้อย่างง่ายดายแม้กระทั้งระดับตำนานอาจจะไม่ยากจนเกินไปเสียด้วยซ้ำ

     นางเหม่อมองไปทางหน้าต่าง และนึกถึงรอยยิ้มที่มั่นใจของเนี่ยหลี่ เธอก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา แต่ตอนนี้เขากำลังทำอะไรอยู่กันนะ และแล้วคนรับใช้รีบเดินเข้ามาแล้วพูดว่า “คุณหนู นายท่าน   เรียกพบเจ้าค่ะ”

   “ได้ ข้าจะตามไป” เสี่ยว หนิงเอ๋อ พยักหน้าแล้วเดินไปที่ห้องโถงของตระกูลปีกมังกร

ณ  ห้องโถงตระกูลปีกมังกร

     เสี่ยว หยุน เฟิงและผู้อาวุโสทั้งหกนั่งประจำตำแหน่งของพวกเขา เมื่อเห็นเสี่ยว หนิงเอ๋อมาถึง ผู้เฒ่าทั้งหกจึงยืนขึ้นและยิ้มรับด้วยความนับถือแก่นาง
        เสี่ยว หนิงเอ๋อนึกถึงครั้งที่ถูกเรียกมาครั้งก่อน พวกเขาพยายามบีบให้นางมอบหญ้าทะเลหมอกม่วงออกมาให้ได้ นางจึงทำสีหน้าเย็นชาไร้ซึ่งความรู้สึก นางมองไปทาง เสี่ยว หยุน เฟิง ผู้มีตำแหน่งสูงสุดและพูดออกมาว่า “ท่านพ่อ ท่านมีอะไรจะพูดกับลูกหรือเจ้าค่ะ”

        เมื่อผู้เฒ่าทั้งหกได้เห็นกริยาของเสี่ยว หนิงเอ๋อที่แสดงออกมา พวกเขาก็ได้แต่ยิ้มแบบอายๆออกมาแต่ในใจเต็มไปด้วยความโกรธแต่ก็อดกลั้นไว้ เพราะพวกเขาได้รู้ข่าวที่นางก้าวเข้าสู่ระดับ 2 ดาวทองแล้ว ด้วยความเร็วในการพัฒนาขนาดนี้ นางถือเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ของตระกูลปีกมังกร เนื่องด้วยความสามารถของนางก็สามารถก้าวไปถึงระดับตำนานได้แน่นอนเพียงแต่ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น
      เมื่อเป็นดังนั้น พวกเขามีหรือที่จะไม่แสดงความอ่อนน้อมต่อคนที่จะเป็นระดับตำนานในอนาคต

      เสี่ยว หยุน เฟิง มองไปทางพวกผู้อาวุโสแล้วจึงมองไปทางเสี่ยว หนิงเอ๋อ เขาก็รู้สึกโล่งใจ ไม่แปลกใจเลยที่นางจะรู้สึกรำคาญพวกเขากับสิ่งที่พวกเขาได้เคยได้ทำไว้

       “หนิงเอ๋อ พวกเราได้ตัดสินใจแล้ว พวกเรามีแต่จะแก่ขึ้นทุกวันๆ ข้าจะยกตำแหน่งหัวหน้าตระกูลแก่เจ้า  เจ้าจะ.....” เสี่ยว หยุน เฟิง พูดแล้วยิ้มออกมา ตระกูลปีกมังกร ไม่เคยมีหัวหน้าตระกูลเป็นผู้หญิงมาก่อน แต่สำหรับเสี่ยว หนิงเอ๋อนั้นเป็นข้อยกเว้น ด้วยพรสวรรค์ของนาง ใครจะกล้าว่าร้ายต่อนางได้

        “ท่านพ่อ ลูกไม่ได้สนใจตำแหน่งหัวหน้าตระกูลเลย ลูกเพียงต้องการตั้งหน้าตั้งตาฝึกฝนต่อไปค่ะ” เสี่ยว หนิงเอ๋อพูด และส่ายหัว นางไม่ได้ต้องการเป็นเหมือนกับพ่อของเธอ ต้องดูแลคนมากมายแม้ว่าจะเจ็บป่วยก็ต้องฝืนลุกขึ้นมาทำต่อไป เธอต้องการเพียงจะอยู่กับคนที่เธอรักและอยู่ด้วยกันตลอดไปอย่างสงบ

       “เมื่อเจ้าไม่ต้องการ ก็ลืมมันไปเถอะ” เสี่ยว หยุน เฟิงพยักหน้าตอบ เป็นธรรมดาที่เขาไม่บีบคั้นเสี่ยว หนิงเอ๋อ ในตอนนี้ไม่มีใครในตระกูลสักคนที่จะบังคับนางให้ทำในสิ่งที่ไม่ต้องการได้อีกแล้ว

    “หลาน หนิงเอ๋อ จากที่พวกเราหารือกัน เจ้ารู้จักกับเด็กอัจฉริยะ เนี่ยหลี่ ที่มาจากตระกูลบันทึกสวรรค์ใช่หรือไม่ พวกเราได้รู้ถึงอิทธิพลที่ยิ่งใหญ่ของเขาในขณะนี้ แม้กระทั้ง สมาคมนักปรุงยายังต้องเชื่อฟังเขา พวกเราอยากจะให้เจ้าช่วยขอร้องต่อสมาคมนักปรุงยาให้ช่วยเหลือตามคำขอของพวกเรา” เสี่ยว อี้พูดประจบ

     เสี่ยว หนิงเอ๋อ มองด้วยความเย็นชาไปที่ เสี่ยว อี้ “ท่านผู้อาวุโสเสี่ยว อี้ ยังจำได้รึไม่ว่าท่านต้องการให้ข้านำหญ้าหมอกม่วงกลับคืนมาจากเนี่ยหลี่ ตอนนี้ท่านก็ยังจะให้ข้าไปขอร้องกับเขาอีกงั้นรึ”

     “นี่มัน......” เสี่ยว อี้ รู้สึกอับอายอย่างมาก “ในตอนนั้น ข้ายังไม่รู้เรื่องของฐานะที่แท้จริงของเขา หลังจากที่เจ้ากว้านซื้อหญ้า หมอกม่วงไปให้เขา ก็ถือว่าเขาได้ติดหนี้บุญคุณเจ้าไปแล้ว”

 “บุญคุณงั้นรึ? เขารักษาอาการป่วยของข้า ข้ายังไม่ได้ตอบแทนบุญคุณเขาเลยสักครั้ง ข้าจะไม่ทำเช่นนั้นเด็ดขาด ถ้าท่านต้องการมันแล้วหล่ะก็ เชิญไปขอร้องด้วยตัวเองเถอะ” เสี่ยว หนิงเอ๋อ ปฏิเสธออกมาอย่างชัดเจน

      เห็น เสี่ยว หนิงเอ๋อ ไม่เปิดโอกาสให้เขาแม้แต่จะโต้แย้ง เสี่ยว อี้  รู้สึกหงุดหงิดอยู่ในใจแต่ก็ไม่แสดงมันออกมา เขาทำได้แค่เพียงกล่าวขอโทษและพูดว่า “หลาน หนิงเอ๋อ เจ้าอย่าเพิ่งโกรธ ข้าเพียงพูดออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ เมื่อเจ้าไม่ต้องการ ก็ลืมมันไปซะเถอะ ถือซะว่าข้าไม่เคยพูดออกมา”

เมื่อสิ้นเสียงของ เสี่ยว อี้ ก็มีคนบุกเข้ามา

   “เสี่ยว หนิงเอ๋อ นังแพศยา เจ้าริอาจไปคบหาชายอื่นลับหลังข้าทำเหมือนกับข้าเป็นไอ้งั่ง!   เจ้าคิดว่าตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์จะยอมงั้นรึ? วันนี้ข้าต้องการคำอธิบายจากตระกูลปีกมังกร!” คนที่บุกเข้ามาก็คือ เสิ่นเฟย

       เมื่อ เสิ่นฮอง ไม่ได้จัดการกับปัญหาของเขา เสิ่นเฟย จึงไม่สามารถอดทนรอได้อีกต่อไป เมื่อได้รู้ว่า เสี่ยว หนิงเอ๋อ กลับมาที่ตระกูลของนาง เขาจึงรีบออกมาหานางทันที ด้วยความเป็นลูกหลานที่สืบเชื้อสายมาจากตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ เมื่อได้ยินว่าคู่หมั้นของตนไปยุ่งกับชายอื่นมีรึที่เขาจะทนได้


       ได้ยินคำพูดของ เสิ่นเฟย  เสี่ยว หนิงเอ๋อมีท่าทีที่เย็นชาออกมา นางมองไปที่ เสิ่นเฟย แล้วพูดว่า “เสิ่นเฟย ที่นี่เป็นห้องโถงของตระกูลปีกมังกรของข้า ถ้าเจ้าไม่อยากจะถูกจัดการ จงไสหัวออกไปซะ!”

     “จัดการข้าเนี่ยนะ? ตระกูลปีกมังกร ช่างบังอาจนัก  ใครกันที่มาขอร้องตระกูลข้าเรื่องการหมั้นหมาย ตอนนี้พวกเจ้าปีกกล้าขาแข็งแล้วคิดจะยกเลิกการหมั้นงั้นเรอะ? เจ้าอย่าได้หวังซะเถอะ!” เสิ่นเฟย ชี้ไปที่ เสี่ยว หยุน เฟิง ที่นั่งอยู่และด่าทออย่างรุนแรง “เสี่ยว หยุน เฟิง แม้ ตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ของข้าจะถูกตระกูลวายุเหมันต์จับตามองอยู่  แต่การจะจัดการตระกูลของเจ้าให้สิ้นซากนั้น ก็ยังทำได้ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือเสียอีก”

     เสี่ยว หยุน เฟิง มองไปที่ เสี่ยว อี้ ด้วยความขุ่นเคือง ถ้าไม่ใช่เพราะ เสี่ยว อี้ ที่บีบบังคับเขา มีหรือที่เขาจะยอมให้ เสี่ยว หนิงเอ๋อ หมั้นหมายกับ เสิ่นเฟย และตอนนี้ตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ยังต้องการจะเอาตัวนางไปแต่งงานกับมัน พวกเจ้าอย่าได้หวัง!

      “คุณชาย เสิ่นเฟย ในเรื่องนี้เรายังต้องหารือกันกับคนในตระกูล ข้าจะส่งคนไปบอกท่านหัวหน้าตระกูล เสิ่นฮอง เอง เชิญท่านกลับไปก่อนเถอะ” เสี่ยว หยุน เฟิง พูดด้วยเสียงที่เคร่งขรึมพร้อมด้วยรัศมีอันสง่างามที่แพร่ออกมาจากตัวเขา

        “หือ! เสี่ยว หยุน เฟิง เจ้าจะให้ข้าทำตามที่เจ้าพูดงั้นรึ? วันนี้ข้าต้องพา เสี่ยว หนิงเอ๋อ กลับไปที่ตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ให้ได้ ไม่อย่างนั้น ข้าจะทำให้พวกเจ้าชดใช้อย่างสาสม” เสิ่นเฟย ตะโกนออกมาด้วยความโกรธ

       เมื่อได้ยินคำพูดของ เสิ่นเฟย   เสี่ยว หนิงเอ๋อ ก็กำหมัดทั้งสองข้างแน่น นางโกรธถึงขีดสุดและร่างกายก็สั่นไปด้วยความโกรธ เพราะการหมั้นหมายบ้าบอนี่ทำให้นางต้องทนทุกข์ทรมานมามากแค่ไหน นางต้องแอบร้องไห้ทุกคืน จนกระทั่ง เนี่ยหลี่ มาปลดปล่อยเธอจากความขมขื่นนี้ ด้วยความสามารถของเธอในตอนนี้ เธอจะไม่ถูกบีบบังคับจากเหล่าผู้อาวุโสของตระกูลอีก แต่ถึงกระนั้น  เสิ่นเฟย ก็ยังไม่ยอมปล่อยให้เธอหลุดมือไป

      เสี่ยว หนิงเอ๋อ มองไปที่ เสิ่นเฟย แล้วพูดแบบเย็นชาว่า “เสิ่นเฟย วันนี้ข้าขอท้าสู้กับเจ้า ถ้าเจ้าชนะข้าได้ ข้าจะตามเจ้ากลับไปตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ แต่ถ้าเจ้าพ่ายแพ้ อืม..ข้าคงต้องขอโทษเจ้าและขอให้เจ้าออกไปจากชีวิตของข้าซะ”

     “ฮาฮ่าๆ ช่างน่าขันสิ้นดี เสี่ยว หนิงเอ๋อ..เจ้าต้องการจะท้าสู้กับข้างั้นรึ? เจ้าบ้าไปแล้วรึยังไง” เสิ่นเฟย จ้องไปที่ เสี่ยว หนิงเอ๋อ เมื่อได้เห็นแววตาอันเย็นชาของนาง เขาจึงมองไปทาง เสี่ยว หยุน เฟิงและเหล่าผู้เฒ่า จึงพูดออกมาว่า “พวกท่านได้ยินที่นางพูดแล้วนะ นางเป็นคนพูดเองด้วย งั้นข้าตกลงรับข้อเสนอ”

โฮกกก!!!

    เสิ่นเฟย ร่วมร่างกับ พยัคฆ์โลหิตทมิฬ ทันที หลังจากการต่อสู้กับ เนี่ยหลี่ ในครั้งนั้นทำให้ความมืดครอบงำจิตใจของเขา ไม่ว่าจะเผชิญหน้ากับใคร เขาจะต้องรวมร่างกับสัตว์อสูรวิญาณก่อนที่จะทำอะไร ความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้เทียบกับตัวเขาในอดีตต่างกันลิบลับ เพราะเขาก้าวเข้าสู่ระดับ 1 ดาวทองเป็นที่เรียบร้อยแล้วและมีพยัคฆ์โลหิตทมิฬเป็นสัตว์อสูรของเขา ด้วยความมั่นใจว่าตอนนี้เขาสามารถเหนือกว่าทั้ง เย่ ฮั่น เนี่ยหลี่ และคนอื่นๆแล้ว ไม่ต้องกลัวใครหน้าไหนอีกต่อไป ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเสี่ยว หนิงเอ๋อเลยด้วยซ้ำ (เนื่องจากที่แล้วๆมา มีคนรู้พลังที่แท้จริงของพวกเนี่ยหลี่ก็แค่เฉพาะพวกเขา และภายในตระกูลของแต่ละคน เพื่อความปลอดภัยจึงต้องเก็บเป็นความลับ แน่นอนตระกลู เสิ่น ไม่มีทางรู้เลย เพียงรู้แต่ว่า พวกเนี่ยหลี่เป็นแค่ระดับซิลเวอร์เท่านั้น)

     “วันนี้ข้าจะทำให้ตระกูลของเจ้าชดใช้อย่างสาสม” เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความอำมหิตและเปลวเพลิงทมิฬที่ลุกโชน

ความร้อนให้ห้องโถงสูงขึ้น

      เสี่ยว หนิงเอ๋อ มองไปที่ เสิ่นเฟย ที่อยู่ด้านหน้า นางไม่คิดเลยว่า เสิ่นเฟย จะอยู่ในระดับ 1 ดาวทองและ พยัคฆ์โลหิตทมิฬ ก็เป็นอสูรวิญญาณที่มีความสามารถในการต่อสู้ที่อย่างทรงพลังอย่างมาก ไม่แปลกเลยที่ เสิ่นเฟย จะตอบรับข้อตกลงนี้อย่างรวดเร็ว

      อย่างไรก็ตาม เสี่ยว หนิงเอ๋อ จึงรีบรวมร่างกับ วิหคอัสนีบาตแห่งสวรรค์ ทันใดนั้น และมีแสงที่เปล่งประกายเจิดจ้าออกมาทันที

     พลังที่แผ่ออกมามากมายตรงไปทาง พยัคฆ์โลหิตทมิฬ

      เมื่อได้เห็น เสี่ยว หนิงเอ๋อ รวมร่างกับ วิหคอัสนีบาตแห่งสวรรค์ ทั้ง เสี่ยว หยุน เฟิง   เสี่ยว อี้ และคนอื่นๆ รู้สึกประหลาดใจ สายฟ้าที่เกิดขึ้นภายในห้องโถง ทำให้พวกเขารู้สึกถึงแรงกดดัน ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่คิดเลยว่า เสี่ยว หนิงเอ๋อ จะหลอมรวมจิตกับสัตว์อสูรที่ทรงพลังมากขนาดนี้

     หลังจากที่ เสิ่นเฟย รวมร่างกับ พยัคฆ์โลหิตทมิฬ เขาคิดว่าชัยชนะตกเป็นของเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เหนือฟ้ายังมีฟ้า นี่มันเกินกว่าที่เขาคาดคิดไว้ เสี่ยว หนิงเอ๋อ อยู่ในระดับทองและยังมี วิหคอัสนีบาตแห่งสวรรค์ ที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้

 บูมม!...ตูบูมม!...บูมม!...

     สายฟ้าพุ่งกระหน่ำไปที่ร่างของ พยัคฆ์โลหิตทมิฬ ถึงกับส่งผลทำให้ตัวของ เสิ่นเฟย มีอาการสั่นเพราะการ ช็อต

    เสิ่นเฟย เกือบจะหมดสติ เขาได้รู้ถึงความแข็งแกร่งของ เสี่ยว หนิงเอ๋อ ได้ในทันที จากนั้นก็คำรามด้วยความโกรธและปล่อย เพลิงทมิฬ ออกมาจากทางปากของเขา
     
        ขณะที่ เพลิงทมิฬกำลังพุ่งเข้าไปทาง เสี่ยว หนิงเอ๋อ แต่นางกลับมีท่าทีที่สงบผิดปกติ ด้วยคนอย่าง เสิ่นเฟย ถึงแม้ว่าเขาจะมีพรสวรรค์อันโดนเด่น แต่กลับไม่เพียรพยายามเลยแม้แต่น้อย ก็ไม่ต่างอะไรกับคนโง่ นางจึงไม่ยอมแพ้ให้กับคนอย่างเขาเด็ดขาด

      ปีกของ วิหคอัสนีบาตแห่งสวรรค์ ก็ถูกสยายปีกออกมา สายฟ้าขนาดใหญ่ถูกยิงออกไปปะทะกับ เพลิงทมิฬ

    บูมม!!....


    ทันทีที่ปะทะกัน สายฟ้าได้ผ่า เพลิงทมิฬ ออกแล้วพุ่งตรงไปหา เสิ่นเฟย ไม่มีหยุด

      นี่เป็นการพ่ายแพ้ที่ย่อยยับอย่างยิ่ง พลังของ เสิ่นเฟย ไม่อาจจะเทียบกับพลังของ  เสี่ยว หนิงเอ๋อ ได้เลย

        ทั้งทั้งที่อยู่ระดับทองเหมือนกัน แม้ เสิ่นเฟย คนที่อยู่ในระดับเดียวกันไม่สามารถเทียบได้กับเขา แต่ เสี่ยว หนิงเอ๋อ ก็ยังคงพัฒนาขึ้นไปอีกระดับในระหว่างที่ต่อสู้

        ท่ามกลางระเบิดที่ดังสะนั่น เสิ่นเฟยกระเด็น ปลิวลอยไปชนกับเสาของห้องโถง แรงกระแทกทำให้เกิดรอยแตกที่เสาและเขาก็ร่วงไปกองกับพื้น หลังจากนั้น เสิ่นเฟย ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด สายฟ้าที่ฟาดโดนตัวเขาทำให้เขาบาดเจ็บไม่น้อย

    เขาไม่เคยคิดเลยว่า เสี่ยว หนิงเอ๋อ จะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ จนเหนือกว่าเขาไปเรียบร้อยแล้ว

       วิหคอัสนีบาตแห่งสวรรค์ เหมาะสำหรับการต่อสู้ในพื้นที่ที่กว้าง   ซึ่งจะแสดงความสามารถออกมาได้ดีกว่าพื้นที่แคบ แต่ในห้องโถงแบบนี้  ทำให้ยังไม่ได้แสดงพลังออกมาได้เต็มที่ ถึงอย่างนั้น เสิ่นเฟย ก็ไม่อาจจะต้านมันได้เลย



ที่มาจาก http://www.wuxiaworld.com/


#นิยาย พงศาวดารภูติ#Tale of the demon god#นิยายแปลไทย
Author(s)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น