วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Tale of the demon and god novel Chapter 172 – Unable to repay favour

Tale of the demon and god novel Chapter 172 – Unable to repay favour

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่ 172 - ไม่สามารถชำระคืนได้หมด


บทที่ 172 - ไม่สามารถชำระคืนได้หมด


          "ท่านค้นพบอะไรอย่างนั้นเหรอ?" เนี่ยหลีถามออกมา
       
        "แน่นอน ข้าพบหลายสิ่งมากในการเดินทางครั้งนี้ ที่กบดานของสมาคมทมิฬนั้นอยู่ใต้ดินลึกมาก ขนาดของมันกว้างใหญ่ไพศาล ข้าเพียงแค่ตรวจสอบบางส่วนและตามรอยพวกมนุษย์ถ้ำและดาร์คเอลฟ์ ข้าไม่กล้าเข้าไปลึกมากถึงได้ถอนตัวออกมา" บรรพชนผู้ก่อตั้ง เย่ หยานกล่าว สายตาของเขาดูลึกล้ำ เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะมีโลกใต้ดินขนาดใหญ่อยู่ภายใต้หุบเขาบรรพชนอันศักดิ์สิทธิ์
       

       "ถ้ำใต้ดิน? มนุษย์ถ้ำและดาร์คเอลฟ์?" เนี่ยหลีขมวดคิ้ว มนุษย์ถ้ำเป็นมนุษย์จำพวกหนึ่ง แต่ว่าพวกนั้นอาศัยอยู่ใต้ดินมานานแล้ว พวกมันนั้นตาบอดไม่อาจมองเห็นสิ่งใด มันก็เหมือนกับมนุษย์ทั่วไป มันมีภาษาเฉพาะเอาไว้สื่อสาร ส่วนพวกดาร์คเอลฟ์ พวกมันก็เป็นมนุษย์สายพันธ์หนึ่งเช่นกัน แต่มีความพิเศษตรงมนตร์ดำและมักจะซ่อนตัวอยู่ในความมืด พวกมันเป็นนักฆ่าโดยธรรมชาติเลยล่ะ
       
      ในคราแรกเนี่ยหลีนั้นคิดว่าสมาคมทมิฬนั้นซ่อนตัวอยู่ในหุบเขา เขาแทบไม่เคยคาดคิดเลยว่ามันจะซ่อนอยู่ในโลกใต้ดิน ภายในใจของเนี่ยหลีตอนนี้เต็มไปด้วยความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องของโลกใต้ดิน
       
         อย่างแรกเลยต้องจบเรื่องกับพวกตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์และสมาคมทมิฬก่อนที่จะลงไปสำรวจ' เนี่ยหลีคิดภายในใจ
       
         เนี่ยหลียังคงแปลกใจอยู่ว่าเจ้าอสูรที่ควบคุมสมาคมทมิฬอยู่เป็นคนเช่นไร เขาเข้าใจว่าเขานั้นอาจได้สู้กับเจ้าอสูรคนนั้นในวันใดวันหนึ่ง เพียงแค่ค้นหาเจ้าอสูรและกำจัดซะ นั่นก็เป็นอีกวิธีอันชาญฉลาดที่จะทำลายสมาคมทมิฬ
   
   
         กลับมาที่ลานหน้าบ้านของ เย่ จื้อหวิ๋น เนี่ยหลีและเย่ จื้อหวิ๋นได้เริ่มต้นฝึกฝนอยู่เงียบๆ เพื่อรอการมาถึงศึกอันยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในสามวันให้หลัง บางครั้งพวกเขาก็ไปเยี่ยมเย่ ซ่ง หลังจากที่เย่ ซ่งได้รับยาวิเศษไปมากพอสมควร ร่างกายของเขาก็ฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็วและกลับไปเต็มเปี่ยมด้วยพลัง เย่ ซ่งไม่ได้ออกไปให้ใครเห็น พวกเขาได้ประกาศออกไปว่าเย่ ซ่งได้ล้มป่วยลงทำให้ไม่มีใครมาเยี่ยมเยือน
       
ที่ตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์
       
      เสิ่นซิ่วเงยหน้าขึ้นมองไปยังเสิ่นฮอง สายตาของเธอนั้นไม่อาจปกปิดไว้ได้ "พี่ใหญ่ เย่ ฮั่นส่งข่าวมาว่าเย่ ซ่งถูกพิษของสมุนไพรลิ้นมังกรและจะดับสิ้นลงในไม่ช้า"
       
       "เจ้าแน่ใจนะว่า เย่ ฮั่นไม่ได้โกหก? ถ้ามันเป็นสายลับจากเย่ ซ่งล่ะ?" เสิ่นฮอง เดินกลับไปกลับมาพร้อมขมวดคิ้ว เย่ ซ่งได้รับพิษเข้าไปและใกล้ตาย มันอะไรกัน? ตัวเขานั้นสัมผัสได้ว่าเย่ ซ่งนั้นไม่มีทางตายง่ายแบบนี้แน่นอน!
       

       "เขาไม่น่าจะโกหก เรามีหลักฐานมากมายในมือ เขาต้องไม่กล้าที่จะโกหกพวกเราแน่นอน คืนนั้นที่คฤหาสน์เจ้าเมืองมีแสงออกมา เย่ ซิ่วนำผู้คนมากมายออกค้นหา เย่ ฮั่นอยู่หลายชั่วโมง ตอนที่เย่ ฮั่นหลบหนีเขาได้ฆ่าคนไปมากมาย เขาไม่มีทางที่จะกุเรื่องขึ้นแน่!" เสิ่นซิ่วพูดอย่างยกยิ้ม
       

       "ก็ได้ ถ้าเจ้านั่นฆ่าผู้คุ้มกันไปบ้าง มันก็คงจะเป็นเรื่องจริง" เสิ่นฮองพยักหน้ารับ เย่ ซ่งเป็นพวกจริงใจและใจอ่อน เขาคงไม่กล้าที่จะเอาชีวิตของผู้คุ้มกันมาเล่นตลก ที่เย่ ฮั่นพูดออกมาจะต้องเป็นความจริง
     
        "คฤหาสน์เจ้าเมืองได้แจ้งออกมาว่าเย่ ซ่งล้มป่วย มันคงเป็นการบังหน้าเรื่องที่เย่ ซ่งตายกระทันหันแน่นอน ทั้งหมดก็เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คนแตกตื่น ในขณะที่มีการรวมตัวผู้เยี่ยมยุทธในอีกเก้าวันถัดไปที่คฤหาสน์เจ้าเมือง เจ้าพวกนั้นคงจะไม่สามารถปกปิดการตายของเย่ ซ่งได้อีกต่อไป!
       
"เย่ ซ่ง ข้าและเจ้าได้ต่อสู้กันมาหลายปี ท้ายที่สุดข้าก็เป็นผู้ชนะ!" เสิ่นฮองหัวเราะอย่างอำมหิต
       
       "ยินดีด้วยท่านพี่" เสิ่นซิ่วยิ้มอย่างมีเสน่ห์ออกมาและถาม "การรวมตัวในอีกเก้าวันให้หลัง พวกเราจะเข้าร่วมหรือไม่?"
       
       "พวกเราต้องเข้าร่วมแน่นอน มันต้องเป็นช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมมาก เราจะพลาดได้อย่างไร?" เสิ่นฮ่องพูดตอบแล้วหัวเราะอย่างเยือกเย็น
       
    หลังจากขบคิดชั่วครู่ เสิ่นฮองได้ถามออกมา "แล้วเย่ ฮั่นเป็นอย่างไรบ้าง?"
       
     หลังจากที่คิดเกี่ยวกับเรื่องนั้นชั่วครู่ เสิ่นฮ่องก็พูดออกมา "จัดการหาทางหลบหนีออกไปจากเมืองให้มัน และให้สมาชิกของสมาคมทมิฬรับตัวมันไป!"
       

     เดิมทีเย่ ฮั่นก็ไม่ได้ออกมาให้เห็นตัวนานแล้ว แต่ว่าพรสวรรค์ของเขานั้นอยู่ในระดับที่ยอดเยี่ยม ไม่ต้องกล่าวถึงว่าตอนนี้เขาเป็นศัตรูกับตระกูลวายุเหมันต์เรียบร้อยแล้ว พวกเขาจะต้องไม่ไว้ชีวิตมันแน่นอน
       
"ได้ ข้าจะไปเตรียมการทันที" เสิ่นซิ่วพยักหน้าตอบรับ
       
       ที่ลานหน้าที่พักของเย่ จื้อหวิ๋น เนี่ยหลีนั่งลงบนหินอย่างเงียบสงบเพื่อฝึกพลังวิญญาณ เขามองเห็นภาพของชีวิตก่อนหน้า เขาเกิดกลัวเรื่องนั้นเรื่องนี้ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง แม้ว่าเขาจะขึ้นสู่จุดสูงสุดของพลัง แต่เขาก็ยังคงเป็นคนที่ผิดพลาดอยู่เช่นเดิม
       
       ญาติพี่น้องและเพื่อนของเขาต่างก็ถูกสังหาร เมื่อเขาขึ้นสู่จุดสูงสุดของพลังจากการฝึกฝน ก็ไม่มีศัตรูคนใดอีกที่เขาไม่อาจโค่นล้มได้ เวลานั้นเขาต้องการใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบสุข ตัวเขาก็ตระหนักได้ว่าตนนั้นอยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่มีผู้ใดอยู่เคียงข้างเขาเลยซักคน ในศึกสุดท้ายที่สู้กับจักรพรรดิ์นักปราชญ์ เนี่ยหลีได้เห็นผู้คนมากมายจากไปและไม่มีพลังพอที่จะหยุดมัน
       
      ท้ายที่สุด เขาได้ตายลง แม้ว่าเขาจะไม่ยินยอมแต่มันก็ทำให้เขาปล่อยวาง
       
      จนกระทั่งเขาตาย เขาก็ยังไม่ทราบถึงจุดประสงค์ของการมีชีวิตอยู่ เมื่อเขาตื่นขึ้นมา เขาก็ตระหนักได้ว่าเขาได้กลับมายังโลกนี้โดยตำราภูติห้วงกาลลี้ลับ
       
      เนี่ยหลีไม่อาจให้ชีวิตนี้เป็นดังเช่นชีวิตก่อนหน้า เขาพยายามระมัดระวังกับทุกเรื่อง เขาเลือกฝึกฝนเทคนิคการบ่มเพาะพลัง 'พลังเทพวิถีฟ้า' เพื่อเปลี่ยนอนาคต จนกว่าเขาจะบรรลุถึงจุดสูงสุดของพลังนี้
       
     เนี่ยหลียังคงดูดกลืนพลังจากผลึกคริสตัลโลหิตอย่างต่อเนื่อง และได้เข้าสู่จุดสูงสุดของระดับสองดาวทองอย่างรวดเร็ว และเตรียมพร้อมเข้าสู่ระดับสามดาวทอง
       
        ผลึกคริสตัลโลหิตเป็นหนึ่งในสิ่งของหายากแม้แต่ระดับตำนานขั้นสูงก็ตาม เพียงแค่ระดับทองธรรมดายังไม่อาจกล้าที่จะใช้มันโดยพร่ำเพรื่อ เพราะพวกเขาไม่อาจกลั่นมันออกมาจำนวนมากและรวดเร็วได้ อย่างไรก็ตามเนี่ยหลีนั้นไม่ได้กังวลในจุดนี้
       
      ในขณะที่พลังอันเกรี้ยวกราดแผ่กระจายออกมาจากร่างของเนี่ยหลี่ก็บังเกิดพายุหมุนที่ดูน่ากลัวขึ้นรอบกายเขา
       
      ในขณะเดียวกัน ที่อีกฝั่งของสวน ต้วนเจี้ยนที่กำลังฝึกฝนอยู่ก็เปิดตาขึ้น หลังจากที่บ่มเบาะพลังโดยเทคนิคและยาต่างๆ จากเนี่ยหลี พลังของเขาได้ก้าวกระโดดไปสู่อีกขอบเขตในเวลาไม่กี่วัน ต้วนเจี้ยนในตอนนี้ได้บรรลุถึงจุดสูงสุดของพลังระดับสองดาวทองดำแล้ว ด้วยความแข็งแกร่งของร่างกาย ต่อให้เป็นระดับตำนานขั้นสูงก็คงต้องปวดหัวแน่นอนหากต้องเผชิญหน้ากับเขา
       
        อย่างไรก็ตาม ต้วนเจี้ยนสัมผัสได้ถึงพลังความกดดันที่ออกมาจากตัวเนี่ยหลี ในสายตาของเขา เนี่ยหลีนั้นเป็นบุคคลที่เต็มไปด้วยความลึกลับ แม้ว่าเนี่ยหลีจะอายุน้อยกว่าเขา แต่เขาก็ตระหนักได้ว่าไม่มีอะไรที่เนี่ยหลีไม่รู้จัก


       เลือดมังกรภายในตัวของเขาที่ถูกมอบให้โดยเนี่ยหลีนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและความเข้าใจในความสามารถ เลือดมังกรภายในตัวเขานั้นบอกให้รู้ว่าเนี่ยหลีนั้นแข็งแกร่งเกินกว่าที่ต้วนเจี้ยนจะจินตนาการได้ นอกจากนั้นเนี่ยหลีทั้งยังมีบุญคุณต่อเขา ตัวเขาจึงมีความตั้งใจอย่างเต็มเปี่ยมที่จะติดตามเนี่ยหลีด้วยความซื่อสัตย์ เนี่ยหลีเปรียบเสมือนดวงตะวันสำหรับตัวเขา เป็นแสงที่ชี้นำทางให้เขา ต้วนเจี้ยนไม่เคยรู้สึกหวาดกลัวหรือสูญเสียเลยที่ต้องมาอยู่ที่นี่
       
       การศึกครั้งใหญ่กำลังจะเริ่มในอีกไม่กี่วันหลังจากนี้ และเนี่ยหลีก็ได้เตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว แม้ว่าเขาจะมีของวิเศษหลายอย่างไว้ป้องกันชีวิตแล้ว เนี่ยหลีก็ยังคงไม่กล้าที่จะประเมินความสามารถของตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ต่ำเกินไป หลังจากที่ตระกูลได้ผ่านกาลเวลามานับพันปีมันจะต้องมีไพ่ลับมากมายบนมือแน่นอน
       
 เนี่ยหลีได้เตรียมสิ่งของหลายอย่างเพื่อต้อนรับการศึกครั้งใหญ่
       
     ระหว่างที่เนี่ยหลี่จดจ่ออยู่กับการฝึก เขาก็สัมผัสได้ถึงพลังที่คุ้นเคย มุมปากของเขายกยิ้มขึ้น สัมผัสนั้นก็คือเย่ จื้อหวิ๋น
       
เขาเปิดตาขึ้นมองเย่ จื้อหวิ๋น ซึ่ง ยืนลังเลอยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตร
       

      เนี่ยหลีอดไม่ได้ที่จะยิ้มให้เธอนิดหน่อย "ต้องการให้ข้าทำอะไรให้ไหม?"
       
      เย่ จื้อหวิ๋นมองไปที่เนี่ยหลี่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด และกล่าวว่า "เนี่ยหลี ก่อนหน้าที่ข้าพูดจาร้ายกาจกับเจ้าไป เจ้าก็ยังคงช่วยชีวิตพ่อของข้า ข้า..."
       
"ไม่เป็นไร" เนี่ยหลีผายมือและยิ้มอย่างไม่ปิดบัง "ต่อให้ข้าไม่รู้ว่าทำไมเจ้าถึงพูดแบบนั้น แต่ข้าก็รู้ว่าเจ้าไม่ใช่คนแบบนั้นแน่นอน"
       
    ดวงตาของเย่ จื้อหวิ๋นเต็มไปด้วยน้ำตา เดิมทีเธอคิดว่าเนี่ยหลีจะไม่ยอมอภัยให้กับการกระทำของเธอก่อนหน้านี้ พ่อของเธอเกือบที่จะจากไป และเธอก็ไม่รู้ที่จะทำเช่นไร และบุญคุณของเนี่ยหลี่นั้นตัวเธอคงไม่อาจชดใช้ได้หมดในชีวิตนี้
       
 เย่ จื้อหวิ๋นกัดฟันแน่นด้วยใบหน้าที่แดงและมองไปเนี่ยหลีและกล่าวว่า "ขอบคุณมากนะเนี่ยหลี"
       
   "อื้ม" เนี่ยหลีพยักหน้าตอบรับ เขารู้สึกได้ว่าวันนี้เย่ จื้อหวิ๋นแปลกไป แต่ว่าเขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป
       
เย่ จื้อหวิ๋น ก้มศีรษะลงและกลับไปยังห้องของเธอ
       
     เมื่อเย่ จื้อหวิ๋นเป็นเช่นนี้ เนี่ยหลีก็ถึงกับเกาหัว ถ้าเขาไม่เข้าใจ เขาก็จะไม่คิดเรื่องนี้อีก เนี่ยหลีกลับไปที่ห้องของเขาและปิดประตูลงเพื่อที่จะฝึกฝนพลังเทพวิถีฟ้าต่อ จนในที่สุดเขาก็ก้าวเข้าสู่ระดับสามดาวทองได้อย่างรวดเร็ว
       
     ในคืนที่มืดมิด แสงจันทร์ได้ส่องลงมาที่เตียงของเนี่ยหลี โดยที่เขานั้นได้ฝึกฝนอย่างเงียบๆโดยการนั่งขัดสมาธิ
       
ประตูห้องของเนี่ยหลีได้เปิดออก
       

        เนี่ยหลีลืมตาขึ้นและพบว่าเย่ จื้อหวิ๋นกำลังเข้ามา เธอสวมผ้าไหมบางๆ ที่มีลวดลายอันงดลาม ดวงหน้าที่ขาวและละเอียดอ่อนของเธอช่วยทำให้เธอสวยงามมากยิ่งขึ้นเมื่ออยู่ภายใต้แสงจันทร์
       
ได้เห็นดังนั้นดวงตาของเนี่ยหลี่ก็เบิกกว้าง
       

       ในขณะที่เข้ามาหน้าของเย่ จื้อหวิ๋นปกคลุมไปด้วยสีแดงเป็นชั้นๆ อย่างเอียงอาย เธอลดเสื้อผ้าลง เธอช่างงดงาม ร่างเปลือยเปล่านั้นช่างสวยงามประดุจอัญมณี ส่องประกายด้วยแสงจันทร์ ผมสีม่วงของเธอเปรียบดั่งน้ำตกที่ไหลลงมา แก้มที่ดูประณีต ดวงตาและวงคิ้วที่ดูงดงาม เธอนั้นเปรียบดั่งสิ่งที่บริสุทธิ์ เปรียบเสมือนภูตน้อย ด้วยขาที่ยาว เพรียวและเท้าดั่งหยกนั้นสามารถทำให้ผู้อื่นถึงกับลุ่มหลงได้
       
    "จืออวิ้น เจ้า..." ต่อให้เป็นเนี่ยหลี ถ้าได้เห็นภาพแบบนี้เขาก็คงไม่อาจทนได้ เพราะคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา คือคนที่เขานั้นรักมากที่สุด แม้ว่าตัวเธอนั้นจะไม่ได้ทรงเสน่ห์ดังเช่นชีวิตก่อนหน้าของเขา แต่เธอก็ยังคงมีความงดงามในแบบของเธออยู่
       
     "เนี่ยหลี หนิงเอ๋อเป็นผู้หญิงที่ดี เจ้าจะทำให้เธอผิดหวังไม่ได้ บุญคุณของเจ้าที่มอบให้ข้า ข้าไม่มีทางที่จะชดใช้ได้หมด ข้าทำได้แค่มอบกายข้าให้กับเจ้า" เย่ จื้อหวิ๋นพูดอย่างจริงจัง "ข้าได้ยินมาจากท่านป้าซุย ว่า ผู้ชายมักจะชอบในสิ่งที่พวกเขาไม่เคยได้รับ ถ้าได้ลิ้มลองแล้วเจ้าก็จะไม่สำคัญอีกต่อไป จากวันนี้เป็นต้นไปเราคือเพื่อนกัน!"
       
     เย่ จื้อหวิ๋น ก้มหน้าลงและก้าวเดินออกไปข้างหน้าแล้วล้มตัวลงบนเตียงของเนี่ยหลี ร่างกายของเธอสั่นพอสมควร ดูเหมือนว่าเธอจะตื่นเต้นมาก
       
      เมื่อได้เห็นและได้ยินสิ่งที่เย่ จื้อหวิ๋น เพิ่งพูดเมื่อครู่ เนี่ยหลีก็อดยิ้มไม่ได้ เขาส่ายหน้ากลับไป ทำไมผู้หญิงถึงได้โง่นักนะ ทำไมถึงได้ผลักดันตัวเองมาอยู่ที่นี่และตรงนั้นกัน? ในมุมมองนี้มันไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งยึดมั่นหรือว่าอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับการได้ครอบครอง ทั้งหมดนั่นเป็นเพราะป้าซุย เคยตกหลุมรัก เย่ ซ่ง แต่ว่าตัวเธอนั้นไม่อาจที่จะก้าวออกไปกระทำสิ่งใดๆด้วยความกล้าได้
       
        เย่ จื้อหวิ๋นขดตัวอยู่บนเตียง เธอคิดว่าเนี่ยหลีจะต้องเข้ามาอย่างแน่นอน ใจของเธอในตอนนี้นั้นเป็นดั่งเสมือนกระต่ายน้อยที่กำลังอาละวาดและพยายามปะทะเข้ากับภายในอกของเธอ แม้ว่าเธอจะเป็นลูกหลานของตระกูลขุนนาง แต่ก็ไม่เคยรับรู้เรื่องระหว่างชายหนุ่มและหญิงสาวเลย และด้วยความที่เธอรู้สึกได้ว่าร่างกายของเธอและเขานั้นต่างกัน เดิมทีเธอเป็นคนมั่นใจในตัวเอง แต่เมื่อมาถึงจุดนี้กับสิ่งที่เกิดขึ้น เธอก็อดที่จะสั่นไหวไม่ได้
       
      ในใจของเนี่ยหลีนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกอ่อนโยนต่อเย่ จื้อหวิ๋น หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ เขาก็หย่อนตัวลงข้างเย่ จื้อหวิ๋น มือทั้งสองข้างหนุนศีรษะและได้พูดพร้อมกับรอยยิ้มว่า "คนเดียวที่ข้าชอบคือเจ้า เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเปลี่ยนเป็นอื่น เกี่ยวกับหนิงเอ๋อข้าคงไม่อาจเปลี่ยนใจได้ อย่างไรก็ตามมันต่างกันสำหรับเจ้า ต่อให้ข้าต้องใช้ทุกสิ่งที่ข้ามี ข้าก็จะไม่ลังเลที่จะทำมัน"
       
  เนี่ยหลี่นึกถึงเหตุการณ์ในช่วงชีวิตก่อนที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดใจ
       
        เย่ จื้อหวิ๋น รออยู่นานพอควรจึงรู้สึกได้ว่าตัวเธอนั้นอยู่ห่างกับเขาโดยมีเพียงแค่ผ้าห่มบางๆ ขวางกั้นอยู่ การนอนกับเขาทำให้เธอรู้สึกโล่งใจ
       
     หลังจากที่ได้ยินคำพูดของเนี่ยหลี เย่ จื้อหวิ๋นก็มีอาการตื่นตกใจและพยายามสงบใจ หยดน้ำตาล่วงหล่นลงมายังแก้มของเธอ เธอไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าทำไมเนี่ยหลีถึงได้มีความรู้สึกลึกซึ้งกับเธอถึงขนาดนี้
       
     พวกเขาทั้งสองไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีก ในช่วงเวลานั้นพวกเขาได้ยินถึงลมหายใจของอีกฝ่าย พลังรอบตัวของเนี่ยหลีค่อยๆสร้างความสบายใจและรู้สึกปลอดภัยให้กับเธอ
       
ในท้ายที่สุดเย่ จื้อหวิ๋นก็ค่อยๆ หลับไป
       
   เนี่ยหลีหันไปมองเย่ จื้อหวิ๋นที่งดงามอย่างเงียบเชียบด้วยใบหน้าที่อ่อนโยน ถ้าที่นี่ยังคงดำเนินต่อไป การได้มองเธออย่างเงียบๆและเติบโตขึ้นไปพร้อมกับเธอ มีลูกด้วยกัน แก่เฒ่าไปด้วยกัน มันจะดีขนาดไหนกันนะ? แต่อย่างไรก็ตามเย่ จื้อหวิ๋นในตอนนี้นั้นยังเด็กอยู่มาก



ที่มาจาก http://www.wuxiaworld.com/


#นิยาย พงศาวดารภูติ#Tale of the demon god#นิยายแปลไทย
Author(s)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น