วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Tale of the demon and god novel Chapter 163 – 2-star Gold rank

Tale of the demon and god novel Chapter 163 – 2-star Gold rank

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่ 163- 2 ดาวยศทอง


บทที่ 163- 2 ดาวยศทอง


*บูม!*
ลำแสงสายหนึ่งยิงออกมา สายฟ้าฟาดใส่สัตว์อสูรระดับทอง ทำให้เลือดสด ๆ สาดกระจายไปทั่วบริเวณ


สัตว์อสูรระดับทองได้รับความเจ็บปวดจากการโจมตีที่หนักหน่วงรุนแรง มันถอยหลังไปสองสามก้าวและคำราม มันอ้าปากกว้างและพุ่งปรี่เข้าหาเสี่ยว หนิงเอ๋อ



 พลังของพายุหิมะลดอุณหภูมิรอบข้างลงหลายองศาในทันที ทำให้ร่างกายของเสี่ยว หนิงเอ๋อแข็งเล็กน้อย




แรงกดดันจากจิ้งจกยักษ์เหมันต์ระดับทองขั้นห้าดาวที่กำลังกระหายเลือดกดดันใส่เสี่ยว หนิงเอ๋ออย่างหนักหน่วง


เสี่ยว หนิงเอ๋อร่ายคาถาอย่างยากเย็น นางรวบรวมพลังวิญญาณที่แวดล้อมอยู่รอบ ๆ สายฟ้าสามสายปรากฏขึ้นในอากาศที่เบาบางแล้วก็ฟาดใส่สัตว์อสูรระดับทองตัวนั้น



เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!




  สายฟ้าสามสายนั้นเจาะทะลุร่างของจิ้งจกยักษ์เหมันต์ในทันทีนั้น ทำให้เลือดของมันสาดกระจายไปทั่วบริเวณ จิ้งจกยักษ์เหมันต์ร้องคร่ำครวญด้วยความเจ็บปวด แต่มันก็ยังไม่หยุดพุ่งเข้าใส่เสี่ยว หนิงเอ๋อ



  สัตว์อสูรตัวนี้ดูเหมือนจะบ้าคลั่งไปแล้ว มันไม่คิดถึงชีวิตของตัวมันเอง เสี่ยว หนิงเอ๋อพยายามหลบการโจมตีของจิ้งจกยักษ์เหมันต์อย่างรวดเร็ว แต่มันพุ่งเข้ามาเร็วเกินไป


     *บูม!*


จิ้งจกยักษ์เหมันต์พุ่งชนเสี่ยว หนิงเอ๋อเข้าอย่างจัง ทำให้นางบาดเจ็บสาหัส ร่างของนางร่วงหล่นลงบนพื้นอย่างรุนแรง

จิ้งจกยักษ์เหมันต์ยกกรงเล็บของมันขึ้น ฟาดไปที่เนี่ยหลี่
แย่แล้ว! เนี่ยหลี่ตกอยู่ในอันตราย!!

เมื่อเห็นเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น เสี่ยว หนิงเอ๋อ รวบรวมพลังวิญญาณของนางทั้งหมด สร้างเป็นโซ่สายฟ้าและขว้างไปยังอุ้งเท้าหน้าจิ้งจกยักษ์เหมันต์เพื่อตรึงมันไว้กับที่



เสี่ยว หนิงเอ๋ออยู่ในภาวะร้อนรนถึงขีดสุด นางได้ใช้พลังทั้งหมดที่นางมีไปแล้ว จิ้งจักยักษ์เหมันต์ตัวนี้แข็งแกร่งเกินไป มันไม่ใช่สิ่งที่นางสามารถต่อสู้ด้วยได้ อย่างไรก็ตามเนี่ยหลี่ก็ยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่ นางไม่รู้ว่าเมื่อไรร่างกายของเนี่ยหลี่จะฟื้นฟู และนางก็ไม่สามารถรับมือต่อไปได้อีก พลังวิญญาณของนางสูญสิ้นไปหมดแล้ว มุมปากของนางปรากฏรอยเลือดและแม้กระทั่งอวัยวะภายในของนางก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นกัน




      “ไม่ว่าจะยังไง ข้าก็จะไม่ยอมให้เจ้าทำร้ายเนี่ยหลี่ได้อย่างเด็ดขาด” แววตาของเสี่ยว หนิงเอ๋อแน่วแน่ นางพยายามรวบรวมพลังวิญญาณในขอบเขตวิญญาณที่ยังหลงเหลืออยู่ด้วยความเข้มแข็งทั้งหมดที่นางมี และพยายามสู้เพื่อรักษาโซ่สายฟ้าเอาไว้
อย่างไรก็ตาม โซ่สายฟ้านั้นก็พังทลายลงในเวลาไม่นาน



เมื่อกรงเล็บของจิ้งจกยักษ์เหมันต์กำลังจะฟาดลงบนตัวของเนี่ยหลี่ ทันใดนั้นเนี่ยหลี่ก็ลืมตาขึ้นอย่างกะทันหัน พลังวิญญาณพุ่งปรี่ไปที่จุดตันเถียนของเขาแล้วก็ถูกดูดซับไปสู่ขอบเขตวิญญาณ ทำให้ขอบเขตวิญญาณของเขาขายใหญ่ขึ้นมาอย่างน้อยหนึ่งเท่าตัว



พลังวิญญาณของเขาได้รับการเปลี่ยนแปลง ในที่สุดเขาก็ก้าวมาถึงระดับทองขั้นสองดาว



เนี่ยหลี่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย พลังของระดับทองขั้นสองดาวทำให้เขาตื่นเต้น เขาไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าเขาจะสามารถดูดซับพลังวิญญาณของสัตว์อสูรที่ตายไปแล้วและสามารถบรรลุระดับทองขั้นสองดาวได้




มือขวาของเนี่ยหลี่เคลื่อนไหว มีดบินเพลิงสีชาดปรากฏขึ้นในมือของเขา จากนั้นก็ขว้างไปที่กรงเล็บอันแหลมคมของจิ้งจกยักษ์เหมันต์ มีดบินเจาะทะลวงไปตลอดขาหน้า จากนั้นจึงทะลวงเข้าสู่สมองและทะลุออกมาทางด้านหลังหัวของมัน



จิ้งจกยักษ์เหมันต์ครวญครางออกมาแล้วร่วงหล่นลงสู่พื้น เลือดแดงฉานนองไปทั่ว



  หลังจากบรรลุระดับทองขั้นสองดาว เนี่ยหลี่ก็สามารถควบคุมมีดบินเพลิงสีชาดได้ดีขึ้น พลังอำนาจที่น่ากลัวของมันนั้นสามารถเจาะทะลุร่างของสัตว์อสูรระดับทองขั้นห้าดาวได้!




   ด้วยการสะบัดมือของเขา มีดบินเพลิงสีชาดก็บินกลับมาสู่มือของเนี่ยหลี่ เนี่ยหลี่ชำเลืองมองระยะทางแค่แว่บเดียว เย่ จื้อหวิ๋นอยู่ที่ขอบของกำแพง นางกำลังต่อสู้กับสัตว์อสูรระดับทองสองตัว ร่างของเนี่ยหลี่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจากการที่เขาผสานร่างเข้ากับดวงจิตแพนด้าเขี้ยวอสูร เขาปลดปล่อยสนามแรงโน้มถ่วง จากนั้นเขาก็อ้าปากออกและพ่นลูกบอลสีดำและสีขาวออกไป



    เย่ จื้อหวิ๋น ตกอยู่ท่ามกลางการต่อสู้ที่ยากลำบาก ทันใดนั้นสัตว์อสูรระดับทองสองตัวนั้นก็ร่วงจากกำแพงเมือง สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปก็เพราะเนี่ยหลี่ เย่ จื้อหวิ๋นประหลาดใจเล็กน้อย แต่หลังจากที่มองไปทางเนี่ยหลี่อย่างรวดเร็ว นางก็เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น




  ลูกบอลสีดำและลูกบอลสีขาวระเบิดขึ้นข้าง ๆ ตัวของพวกมัน แรงกระแทกที่น่ากลัวนั้นกลืนร่างของสัตว์อสูรทั้งสองตัวทันที



  เย่ จื้อหวิ๋นถอนหายใจอย่างโล่งอกและร่อนลงมาอย่างช้า ๆ นางมองไปอีกทางหนึ่งก็เห็นเนี่ยหลี่กำลังอุ้มเสี่ยว หนิงเอ๋อที่อยู่ในสภาพบาดเจ็บสาหัสในขณะที่เขาใช้พลังวิญญาณรักษาอาการบาดเจ็บให้นาง



  แสงสีทองของตะวันตกดินอาบไปทั่วร่างของเนี่ยหลี่และเสี่ยว หนิงเอ๋อ ช่างเป็นภาพเหตุการณ์ที่สวยสดงดงามยิ่งนักในสนามรบที่เต็มไปด้วยความตายเช่นนี้



  ช่างเป็นคู่รักที่อ่อนโยนอะไรอย่างนี้



ไม่รู้ว่าทำไม เย่ จื้อหวิ๋นถึงรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวในใจเมื่อนางเห็นภาพเหตุการณ์เช่นนี้ นางมองพวกเขาต่อไปจนในที่สุดความยุ่งยากใจก็หายไป



   “หนิงเอ๋อ ยอมสละได้ทุกสิ่งก็เพื่อเจ้า นางรักเจ้ามาก แต่สำหรับเจ้าข้าอยู่ในฐานะอะไร? เราไม่ได้มีความรู้สึกอะไรที่ลึกซึ้งและน่าจดจำเกิดขึ้นระหว่างเรา ข้าไม่มีสิทธิ์ที่จะขโมยเจ้าไปจากเสี่ยว หนิงเอ๋อ” ตาของเย่ จื้อหวิ๋นคลอไปด้วยน้ำตา นางรู้สึกว่าหัวใจของนางถูกฉีกเป็นริ้ว ๆ หลังจากนั้นครู่ใหญ่ นางก็เช็ดน้ำตาเงียบ ๆ “เนี่ยหลี่จากวันนี้ไปเราเป็นเพื่อนกันเถอะ ทั้งเจ้าและหนิงเอ๋อต่างก็เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของข้า เจ้าจะต้องดีต่อนางให้มาก” เย่ จื้อหวิ๋นพึมพำแล้วมองไปที่เนี่ยหลี่กับเสี่ยว หนิงเอ๋อ



   นางเริ่มคิดว่าตัวนางเองจะต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวอีกครั้ง บางทีนางอาจจะโดดเดี่ยวไปชั่วชีวิต เนื่องจากนางเป็นลูกสาวของท่านเจ้าเมือง นางแบกความรับผิดชอบบนบ่าของนางมากเกินไป นางจะปกป้องเมืองกลอรี่ด้วยชีวิตของนาง นางรู้สึกว่านางไม่เหมือนกับหนิงเอ๋อที่สามารถรักใครได้อย่างหมดหัวใจ



  ในตอนนี้ นางตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวว่าจะเก็บซ่อนความรู้สึกถึงเนี่ยหลี่ไว้ในส่วนลึกของหัวใจ แต่อย่างไรก็ตาม นางไม่รู้ว่าทำไมนางจึงรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวในใจเช่นนี้



  เนี่ยหลี่ปล่อยพลังวิญญาณของเขาเข้าไปในร่างของหนิงเอ๋อ เพื่อบรรเทาความเสียหายของเส้นชีพจร หลังจากนั้นชั่วครู่หนึ่ง   เสี่ยว หนิงเอ๋อก็ครวญครางออกมาและรู้สึกตัวตื่นขึ้น นางลืมตาขึ้นมาด้วยความยากลำบาก



  ใบหน้าของเสี่ยว หนิงเอ๋อซีดเซียว นางสูดหายใจเข้าไปอย่างอ่อนแรง นางยิ้มแล้วพูด “เนี่ยหลี่ ดีจริง ๆ ที่เจ้าไม่เป็นอะไร...”




  ในขณะนั้นลมหายใจของนางอ่อนมาก ใบหน้าที่สวยงดงดงามของนางปราศจากริ้วรอยของเลือด โชคดีที่พลังวิญญาณของนางเพียงแค่ถูกใช้จนหมดเท่านั้น มันไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายถึงแก่ชีวิต



   “อย่าเพิ่งพูดอะไร พลังวิญญาณของเจ้าถูกใช้มากเกินไป เจ้าจะไม่สามารถเข้าร่วมการต่อสู้ได้อีกแล้ว ข้าจะให้เย่ จื้อหวิ๋นพาเจ้ากลับไป พวกเจ้าทั้งคู่จะต้องกลับไปที่จวนท่านเจ้าเมืองเพื่อรักษาตัวก่อนที่จะทำอะไรอย่างอื่นอีก” เนี่ยหลี่พูดและมองดูสภาพของเสี่ยว หนิงเอ๋อ เนี่ยหลี่อดที่จะเจ็บปวดรวดร้าวใจไม่ได้ เป็นเพราะตัวเขาเองที่ทำให้เสี่ยว หนิงเอ๋อต้องโหมทุ่มกำลังทั้งหมดที่นางมี เขาไม่สามารถตอบแทนในสิ่งที่เสี่ยว หนิงเอ๋อต้องการได้ ก่อนที่เขาจะได้ชดใช้หนี้บุญคุณในชาติก่อน เขากลับต้องมาติดหนี้บุญคุณในชาตินี้เข้าไปอีก ในใจของเนี่ยเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดขณะที่เขาเดินผ่านและมองดูเย่ จื้อหวิ๋น



 “ปล่อยหนิงเอ๋อให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง” เย่ จื้อหวิ๋นพูดสนับสนุนเสี่ยว หนิงเอ๋อ นางก้มหน้าต่ำลงและไม่สบสายตากับเนี่ยหลี่




“ข้า...” เนี่ยหลี่มองดูเย่ จื้อหวิ๋นและต้องการที่จะขอบคุณนางที่สกัดสัตว์อสูรระดับทองสองตัวเอาไว้โดยไม่ได้คิดถึงตัวนางเองเลย



“ถ้าเจ้ามีอะไรจะพูด ก็เก็บไว้พูดทีหลังเถอะ เสี่ยว หนิงเอ๋อจะยิ่งแย่ลงถ้าหากนางยังอยู่ที่นี่ ข้าจะพานางกลับไป” เย่ จื้อหวิ๋นขัดจังหวะ นางไม่รอให้เนี่ยหลี่พูดเสร็จ นางประคองเสี่ยว หนิงเอ๋อไปจากสนามรบ



เนี่ยหลี่ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง เขารู้สึกว่าการกระทำของเย่ จื้อหวิ๋นนั้นผิดแปลกไป เขาไม่อาจจะพูดได้ว่ามันผิดแปลกยังไง อย่างไรก็ตาม ขณะนั้นฝูงสัตว์อสูรยังคงพุ่งเข้ามาที่กำแพงเมือง ไม่มีเวลาจะคิดถึงเรื่องอีกแล้ว มีดบินเพลิงสีชาดในมือของเนี่ยหลี่ลอยออกไป



  สัตว์อสูรล้มตายลงทีละตัวด้วยน้ำมือของเนี่ยหลี่




เนี่ยหลี่มองจากระยะไกล เขาเห็นเย่ จื้อหวิ๋นและเสี่ยว หนิงเอ๋อจากจากไปแล้วหากเขากระโดดข้ามขั้นไปสู้กับสัตว์อสูรระดับทองขั้นห้าดาว แต่ด้วยระดับทองขั้นสองดาวของเขานั้นมันจะไม่เกิดปัญหาอะไรขึ้นมาเลย นอกจากนั้นด้วยอาวุธเช่นมีดบินเพลิงสีชาด เขาสามารถฆ่าสัตว์อสูรได้เป็นสิบตัวในชั่วขณะเดียว



    สัตว์อสูรวายุเหมันต์ได้ทำการโจมตีมานานกว่าสามสิบชั่วโมงแล้ว จากกลางคืนถึงรุ่งเช้าและจากรุ่งเช้าถึงกลางคืน ทหารรักษาเมืองถูกสลับสับเปลี่ยนชุดต่อชุดเพื่อผลัดกันต่อสู้



หนึ่งในสามของฝูงสัตว์อสูรนับล้านถูกฆ่าตาย



      ท่ามกลางการต่อสู้อันดุเดือด เสียงคำรามที่แผดดังสนั่นมากจากที่ที่ห่างไกลออกไป กองทัพสัตว์อสูรล่าถอยออกไปจากกำแพงเมืองราวสองสามกิโลเมตรก่อนที่มันจะตั้งหลักลง



     สัตว์อสูรวายุเหมันต์หยุดการโจมตีรึ?!



  มันช่างเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ! ในอดีตที่ผ่านมา ฝูงสัตว์อสูรจะพุ่งเข้าโจมตีต่อเนื่องอย่างไม่รู้จักจบสิ้น




  เมื่อเห็นฝูงสัตว์อสูรหยุดที่ระยะห่างออกไปสองสามกิโลเมตร เย่ ซ่ง เย่ ซิ่วและพวกต่างก็มองตากันและกัน พลางสงสัยว่าทำไมฝูงสัตว์อสูรถึงได้หยุดโจมตีไปดื้อ ๆ



  หรือว่ามันจะเกี่ยวกับเสียงคำรามก่อนหน้านี้? เสียงคำรามก่อนหน้านี้ช่างเฉียบขาดและชัดเจน มันน่าจะเปล่งมาจากสัตว์อสูรระดับทองดำเป็นอย่างน้อย หรือว่าสัตว์อสูรระดับธรรมดา ๆ จะฟังคำสั่งของสัตว์อสูรระดับทองดำ?


หลังจากที่คิดได้ในทันทีนั้น เย่ ซ่งก็อ้าปากค้าง


  “สัตว์อสูรระดับทองดำตัวนั้นได้เปิดภูมิปัญญาแห่งจิตวิญาณของมันแล้ว!”


เปิดภูมิปัญญาของมัน? เย่ ซิ่วตัวสั่นเล็กน้อย เขาเคยได้ยินเรื่องนี้เกิดขึ้นในตำนานครั้งหนึ่ง ท่ามกลางเหล่าสัตว์อสูร พวกมันจะมีบางตัวที่มีภูมิปัญญาสูงส่งเป็นเลิศ เมื่อพวกมันเปิดภูมิปัญญาแล้ว พวกมันจะได้รับสติปัญญาที่ไม่ได้ด้อยไปกว่ามนุษย์ อย่างไรก็ตาม ภายใต้สภาพการณ์ปกติ มันไม่ใช่ว่าจะมีแค่สัตว์อสูรระดับตำนานเท่านั้นที่สามารถเปิดภูมิปัญญาของมันเองได้หรอกหรือ?



เย่ ซ่งมองไกลออกไปแล้วถอนหายใจ “นานนับปีแล้วที่เหล่าผู้ช่ำชองในเมืองกลอรี่ได้ลดจำนวนน้อยลงเรื่อย ๆ แต่อย่างไรก็ตามวิวัฒนาการของสัตว์อสูรพวกนี้กลับเร็วขึ้นเรื่อย ๆ แม้กระทั่งสัตว์อสูรที่ล้อมรอบเมืองกลอรี่อยู่นี้ก็เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ กว่าแต่ก่อน!”



ได้ยินคำพูดของเย่ ซ่ง เสิ่นฮองยิ้มที่มุมปาก นั่นเป็นเรื่องที่ได้รู้กันมานานแล้ว ถ้าหากพวกเขาปกป้องเมืองกลอรี่อย่างยากลำบากเช่นนี้ พวกเขาก็จะถูกทำลายลงในไม่ช้า ทางรอดทางเดียวก็คือเข้าร่วมกับสมาคมทมิฬซะ ตั้งแต่ที่พวกเขาสามารถเปิดค่ายกลโบราณได้ การยอมสิโรราบต่อสมาคมทมิฬก็เป็นทางออกแค่ทางเดียวเท่านั้น!

ผู้อาวุโสคนอื่นต่างก็รู้สึกเศร้าใจเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ด้วยเด็กรุ่นหลังที่เติบโตขึ้นมาเหล่านั้น เมืองกลอรี่ก็ยังไม่ถือว่าสิ้นหวังซะทีเดียว เย่ ซ่งนึกไปถึงเนี่ยหลี่ เย่ จื้อหวิ๋น เสี่ยว หนิงเอ๋อและพวก



ยุคของผู้อาวุโสกำลังผ่านไปช้า ๆ เด็กรุ่นหลังกำลังเติบโตขึ้น อนาคตอยู่ในกำมือของเด็กรุ่นหลังพวกนี้

.
ขณะที่เหล่าผู้อาวุโสได้แต่พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะสร้างปัจจัยแวดล้อมเพื่อให้เด็กรุ่นหลังเจริญเติบโตได้ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน




   ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เมืองกลอรี่ก็จะต้องไม่ล่มสลายลงในขณะที่ยังอยู่ในมือของพวกเขา
จากที่ฝูงสัตว์อสูรได้ถอยไป ผู้อาวุโสหลาย ๆ คนนำน้ำมันแดงจำนวนมากมาที่กำแพงเมือง สมาคมปรุงยาก็นำเอาหอกไม้ไผ่และขวดระเบิดโลหิตสัตว์อสูรจำนวนมากมาด้วยเพื่อที่จะได้ต่อสู้กับฝูงสัตว์อสูรต่อไป ทั่วทั้งเมืองกลอรี่ต่างก็ทำงานกันอย่างเต็มกำลัง

สงสัยจริง ๆ ว่าเมื่อไรมันถึงจะโจมตีอีกครั้ง? เนี่ยหลี่อดสงสัยเกี่ยวกับคำถามข้อนี้ไม่ได้

 “พวกมันกำลังทำอะไรกันอยู่นะ?!” ใครบางคนพูดมา



  กองทัพสัตว์อสูรกำลังระดมพล สัตว์อสูรวายุเหมันต์ขนาดมหึมากำลังขนย้ายก้อนหินขนาดยักษ์มาจากภูเขาที่ห่างไกลออกไป หน้าของทุกคนเปลี่ยนสีไปเมื่อได้เห็นเหตุการณ์เช่นนี้


“พวกมันเตรียมจะขว้างหินใส่เมืองกลอรี่!”


“พระเจ้าช่วย! พวกเราต้องแย่แน่ ๆ!”



ที่มาจาก http://www.wuxiaworld.com/


#นิยาย พงศาวดารภูติ#Tale of the demon god#นิยายแปลไทย
Author(s)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น