วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Tale of the demon and god novel Chapter 158 – Demon Lord?

Tale of the demon and god novel Chapter 158 – Demon Lord?

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่ 158 - เจ้าอสูร?


บทที่ 158 - เจ้าอสูร?




เย่ ซ่งสำลักไอแห้งๆ ออกมา เมื่ออยู่ต่อหน้าบุตรีของตน ผลึกโลหิตในมือของเขาราวกับเผือกร้อน หากเขายอมรับของขวัญเหล่านี้ไว้ มิใช่หมายความว่าเขารับเนี่ยหลี่เป็นบุตรเขยหรอกหรือ?



   "ท่านพ่อตา พวกเราเมื่อเป็นครอบครัวเดียวกันก็อย่าได้เกรงใจ ข้ายินดีที่สิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์กับท่าน" เนี่ยหลี่ตบหลังเย่ ซ่งเบาๆ



   เย่ จื้อหวิ๋นจ้องเนี่ยหลี่อย่างโกรธระคนอับอายด้วยใบหน้าแดงซ่าน เนี่ยหลี่ไม่เคารพบิดาของนางเลย ยิ่งกว่านั้น ที่นางไม่เข้าใจที่สุดกลับเป็นอีกเรื่อง ตามปกติแล้ว หากเย่ ซ่ง เห็นเนี่ยหลี่ ก็จะต้องโมโหแล้วไล่ฆ่าเขา แต่ตอนนี้ ทั้งสองคนกลับมีท่าทีสนิทสนมกัน แถมเนี่ยหลี่ยังเรียกบิดาของนางเป็นพ่อตาอีก




      เนี่ยหลี่ทำอย่างนั้นได้อย่างไร



พอนึกได้ว่าเนี่ยหลี่เพิ่งเรียกบิดาของนางอย่างไร เย่ จื้อหวิ๋นก็มีโทสะ นางยอมรับเขาเป็นสามีตั้งแต่เมื่อใด?



เย่ ซิ่วลอบยินดีที่ได้รับผลึกโลหิต ว่ากันตามตรง เย่ ซิ่ว มีศักดิ์ฐานะ เป็นรองเพียงเย่ โม่กับเย่ ซ่ง ความจริงเขาให้การยอมรับเนี่ยหลี่ตั้งแต่แรก ดังนั้นนับได้ว่าเนี่ยหลี่ประสบความสำเร็จไปแล้วหนึ่งในสาม






  เขาทำจนได้ การจู่โจมด้วยกระสุนเงิน ( TL: เข้าใจว่าแผลงเป็นติดสินบน) ครั้งนี้นับว่าทะลวงได้ตรงเป้าอย่างยิ่ง



    ตูเซอ หลู่เพียว และคนอื่นๆ พากันมองเนี่ยหลี่อย่างลืมตัว เนี่ยหลี่มันไปตีสนิทท่านเจ้าเมืองตั้งแต่เมื่อไหร่ นี่มันเกินความคาดหมายไปมากทีเดียว เย่ ซ่งยอมให้เย่ จื้อหวิ๋นแต่งกับเนี่ยหลี่จริงๆ หรือ? นี่มันไม่น่าเป็นไปได้



   จีบสาวด้วยการเข้าหาบิดาของนางก่อน นี่มันวิชามารชัดๆ หลู่เพียวถึงกับอ้าปากตาค้าง

เมื่อเห็นเย่ ซ่งยังลังเล เนี่ยหลี่กลับเคลื่อนตัวเข้าไปกระซิบข้างหูเย่ ซ่งว่า ท่านพ่อตา ในระหว่างการผจญภัย เราได้พบกับความลับสำคัญประการหนึ่ง"


    "ความลับอันใด?" เย่ ซ่งรู้สึกสงสัยขึ้น ค่ายกลโบราณ เป็นสิ่งที่ถูกทิ้งไว้ให้ชนรุ่นหลัง แต่กลับไม่มีใครสามารถแก้ค่ายกลได้มาก่อน เขาไม่คาดคิดเลยว่าเนี่ยหลี่จะสามารถแก้ค่ายกลได้ สิ่งใดกันที่ซ่อนอยู่ในนั้น?




   "เรื่องนี้...." เนี่ยหลี่มองไปยังผลึกโลหิตในมือเย่ ซ่ง แล้วพูดต่อว่า "ท่านพ่อตามิได้เห็นข้าเป็นคนในครอบครัวหรือ จึงไม่ยอมรับผลึกโลหิตไว้"



   นี่เป็นการขมขู่ชัดๆ เย่ ซ่งได้แต่ลอบด่าทอในใจ เพื่อเมืองกลอรี่แล้ว เขาได้แต่ยอมติดกับเด็กน้อยนี่ เย่ ซ่งกัดฟันเก็บผลึกโลหิตไปแล้วจึงถามว่า "มีอะไรซ่อนอยู่ในค่ายกลโบราณนั่น?"



    "ค่ายกลโบราณนั่นเชื่อมต่อกับมิติพิศดารแห่งหนึ่งเรียกว่า ดินแดนคุกนรก ในนั้นมีสัตว์อสูรมากมาย และมนุษย์อีกสิบสามตระกูล พวกนั้นติดอยู่ในนั้นมานานหลายพันปีแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ยังมียอดฝีมือระดับตำนานอยู่ในนั้นด้วยสามคน" เนี่ยหลี่อธิบายอย่างนุ่มนวล บอกทุกอย่างที่เขาพบให้เย่ ซ่งฟัง



   หลังจากเย่ ซ่งยอมรับผลึกโลหิต เนี่ยหลี่ยิ่งลามปาม เขาไม่ให้ความเคารพเย่ ซ่งสักนิด




   "ดินแดนคุกนรก? ยอดฝีมือชั้นตำนานสามคน?" เย่ ซ่งถึงกับงุนงง แม้ว่าจะรู้จากเนี่ยหลี่ว่ายอดฝีมือชั้นตำนานทั้งสามนั้นเป็นนักสู้ ซึ่งทรงพลังไม่เท่าร่างทรงอสูรชั้นตำนาน แต่ก็ยังนับได้ว่าเป็นข่าวใหญ่ ดูเหมือนว่าสิบสามตระกูลในดินแดนคุกนรกจะไม่ได้มีความสามัคคีมากนัก



   เรื่องนี้เท่ากับเป็นการบอกว่าแม้จะต้องเสียเมืองกลอรี่ไป ผู้คนมากมายก็ยังมีที่ให้ถอยเท้าไปยืนหยัดทรงกายได้ นี่นับเป็นข่าวสำคัญมากทีเดียว




   เนี่ยหลี่พลันนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นที่อนุสาวรีย์โบราณของจักรพรรดิคงหมิงขึ้นมาจึงถามว่า "โอ้ จริงสิ ท่านพ่อตา ท่านรู้จักคนที่เรียกว่า เจ้าปิศาจมั้ย?"


  เจ้าปิศาจ? ทั้งเย่ ซ่งและเย่ ซิ่ว อดตื่นตระหนกมิได้



  เย่ ซ่งถามว่า "เจ้าไปเจอเจ้าปิศาจนั่นที่ไหน?"



  เนี่ยหลี่ยักไหล่ตอบว่า "ข้าแค่ได้ยินคนพูดถึง"




    "ข้าไม่แน่ใจว่า เจ้าปิศาจที่เจ้าพูดถึงกับ เจ้าปิศาจที่พวกเรารู้จักเป็นคนเดียวกันหรือไม่หรอกนะ แต่เมื่อไม่กี่ร้อยปีก่อน มีเด็กกำพร้าที่กำลังจะอดตายอยู่คนหนึ่ง ถูกชายแก่ในตระกูลหนึ่งรับไปอุปการะจนเติบใหญ่อายุได้ 17 ปี  ในตอนนั้นตระกูลนั้นถูกเรียกว่าตระกูลหยกสีชาด เป็นตระกูลใหญ่ เป็นรองก็เพียงตระกูลวายุเหมันต์เท่านั้น ในตระกูลมียอดฝีมือมากมาย แม้แต่ยอดฝีมือชั้นแบล็กโกลด์ยังมีกันกว่าสิบคน  ที่เก่งสุดนั้นอีกเพียงก้าวเดียวก็จะเป็นขั้นตำนานแล้ว"




   เย่ ซ่งเล่าด้วยน้ำเสียงหม่นหมอง "พูดแล้วก็น่าสมเพช เมืองกลอรี่ในเวลานั้นวุ่นวายเป็นอย่างมาก ผู้คนในตระกูลหยกสีชาดในตอนนั้นทั้งหยิ่งยะโสและใช้อำนาจบาตรใหญ่ ชายชราที่ทำงานให้กับตระกูลหยกสีชาดนั้นถูกเฆี่ยนจนตายเพราะไม่สามารถปฏิบัติภารกิจไห้สำเร็จได้ด้วยดี หลังจากนั้นเด็กชายนั้นก็หายสาบสูญไป ไม่มีใครสามารถหาตัวเขาเจออีกเลย ทุกคนคิดว่าเขาคงถูกตระกูลหยกสีชาดเก็บกวาดไปแล้วไม่มีใครคิดว่าในหลายสิบปีถัดมา เด็กคนนั้นจะกลับมาบนหน้าสวมหน้ากากปิศาจประกาศตนเป็นเจ้าปิศาจแล้วเดินเข้าไปต่อสู้กับตระกูลหยกสีชาดตรงๆ "




    สู้กับทั้งตระกูลด้วยตัวคนเดียว? คนผู้นี้ต้องทรงพลังมากแน่ ตูเซอ หลู่เพียว และพวกพากันฟังอย่างตั้งใจ



   "ผลลัพธ์เล่า?" เนี่ยหลี่เร่งรัดถาม




    "ตระกูหยกสีชาดถูกฆ่าล้างตระกูล ไม่มีคนรอดแม้แต่เหล่ายอดฝีมือชั้นแบล็กโกลด์และยอดฝีมือที่ใกล้บรรลุชั้นตำนานด้วย" เย่ ซ่งถอนหายใจแล้วพูดว่า "เจ้าปิศาจสมควรมีพลังไม่ต่ำกว่าขั้นตำนาน ถึงแม้ว่าเขาจะฆ่าล้างตระกูลหยกสีชาดได้ แต่ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส ความโหดเหี้ยมของเขาสร้างความแตกตื่นและทำให้ตระกูลต่างๆ โกรธเกรี้ยวขึ้นมา หลายๆ ตระกูลส่งยอดฝีมือออกตามล่าเขา หลังจากการต่อสู้อันสะท้านฟ้าสะเทือนดิน เจ้าปิศาจหนีรอดได้ เขาหนีไปซ่อนตัวอยู่ในภูเขา"




   "หลังจากนั้นเล่า?" เนี่ยหลี่ถาม ในชาติก่อน ตอนที่เมืองกลอรี่แตก เนี่ยหลี่เพิ่งอายุ 16 ปีเท่านั้น หรือก็คือเรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องที่เขารู้มาก่อน




   เย่ ซ่งและเย่ ซิ่วมองหน้ากัน




   "จากนั้นเจ้าปิศาจก็เริ่มก่อตั้งสมาคมทมิฬ" เย่ ซ่งพูด "มีข่าวลือว่าเจ้าปิศาจตายหลังจากที่ตั้งสมาคมได้ไม่นาน แต่บ้างก็เชื่อว่ายังมีชีวิตอยู่คอยควบคุมคนของสมาคมทมิฬในช่วงหลายร้อยปีมานี้ ยิ่งไปกว่านั้น หัวหน้าสมาคมทุกรุ่นถูกเรียกว่า เจ้าปิศาจ"




    หัวหน้าของสมาคมทมิฬ ถูกเรียกว่าเจ้าปิศาจ? ในชาติก่อนมีความลับหลายอย่างที่เขาไม่ล่วงรู้เนี่ยหลี่ทบทวนสิ่งที่เขาเห็นที่อนุสาวรีย์โบราณ ชายหนุ่มนั้นดูไม่เหมือนคนของสมาคมทมิฬเลย แม้ว่ามันจะนับได้ว่าเป็นยอดฝีมือคนหนึ่ง แต่กลับไม่มีบรรยากาศของผู้นำเอาเสียเลย บางทีนั่นอาจเป็นภาพของเจ้าปิศาจช่วงที่ยังหนุ่ม ช่วงที่มันหายหน้าไปจากเมือง เขากลับอยู่ในดินแดนคุกนรก?





    เมื่อได้ยินเรื่องราวนี้ ทุกคนอดทอดถอนใจมิได้ สมาคมทมิฬเกิดจากคนในเมืองกลอรี่เองหรือ? หากไม่มีสมาคมทมิฬ อย่างน้อยในยามที่เมืองถูกฝูงสัตว์อสูรบุก ก็ยังสามารถสมัครสมานสามัคคีร่วมมือกันได้อย่างวางใจ ในตอนนี้สมาคมทมิฬมีอำนาจขนาดเป็นภัยคุกคามเมืองกลอรี่ได้ทุกเวลา




   'รอให้ข้าก้าวเข้าสู่ระดับตำนานก่อนเถอะ บางทีข้าอาจได้เจอกับเจ้าปิศาจก็ได้' เนี่ยหลี่คิดในใจ




  หลังจากดึงตัวเองออกจากห้วงอดีต เย่ ซ่งหันเหสายตาไปที่ ต้วนเจี้ยนพลางถามอย่างสงสัยว่า "ท่านนี้คือ?"

  เขาสามารถรับรู้ถึงพลังอันมหาศาลในตัวต้วนเจี้ยน แม้ว่าจะมองไม่ออกทั้งหมดก็เถอะ

    "นี่คือต้วนเจี้ยน" เนี่ยหลี่แนะนำ

   ต้วนเจี้ยนตอบเย่ ซ่งด้วยความเคารพว่า "ข้าเป็นข้ารับใช้ของนายท่านเนี่ยหลี่ขอรับ"

   ข้ารับใช้ของเนี่ยหลี่? เย่ ซ่งและเย่ ซิ่วแตกตื่นอีกครั้ง ยามเมื่อทั้งสองมองไปที่ต้วนเจี้ยน ก็สามารถรับรู้ถึงพลังอันมหาศาลของเขาได้ ทั้งสองเข้าใจว่าเขาคงเป็นยอดฝีมือลึกลับ แต่ไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะเป็นเพียงข้ารับใช้ของเนี่ยหลี่ หรือเรื่องที่ว่าเนี่ยหลี่มีข้ารับใช้ที่ทรงพลังขนาดนี้ ด้วยพลังที่สัมผัสได้ ต้วนเจี้ยนจะต้องมีพลังไม่ต่ำกว่าระดับแบล็กโกลด์แล้ว




   กว่าทั้งสองจะระงับความแตกตื่นลงได้ก็ต้องใช้เวลาสักครู่ หลังจากนี้ไม่ว่าเรื่องน่าตกใจสะท้านโลกอะไรจะเกิดขึ้น ขอเพียงเกิดรอบๆ ตัวเนี่ยหลี่ก็ไม่นับว่าแปลกแล้ว เด็กชายนี่กลับสร้างความแปลกใจให้พวกมันได้ไม่ว่างเว้น


   "เนี่ยหลี่ เมื่อเขาเป็นคนของเจ้า เจ้าก็ดูแลจัดการเรื่องที่พักของเขาด้วย" เย่ ซ่งหันมาพูดกับเนี่ยหลี่




   "แน่นอน" เนี่ยหลี่พยักหน้าคราหนึ่ง จากนั้นจึงหันไปพูดกับต้วนเจี้ยนว่า "ต้วนเจี้ยน เจ้าพักในจวนเจ้าเมืองนี้ตามสบาย ทำตัวเหมือนอยู่บ้านเลยก็ได้"



      "ขอรับ นายท่าน" ต้วนเจี้ยนรับคำด้วยความเคารพ



  หมายความว่าอย่างไรที่ให้ทำตัวเหมือนอยู่บ้านน่ะ? เย่ ซ่งลอบทอดถอนใจอย่างเสียมิได้   หลังจากพูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง เย่ ซ่งก็พูดว่า "เนี่ยหลี่อยู่ก่อน ที่เหลือไปพักผ่อนเถอะ"






   "ขอรับท่านเจ้าเมือง"

  ตู่ซื่อและพวกพากันรับคำและกล่าวลาเนี่ยหลี่พลางล่าถอยกลับไป เย่ จื้อหวิ๋นกับเสี่ยว หนิงเอ๋อมองเนี่ยหลี่ กับ เย่ ซ่ง ก่อนจะล่าถอยออกไปนอกห้องโถง หลังจากทั้งหมดล่าถอยไปแล้ว ในห้องโถงเหลือเพียงเนี่ยหลี่ เย่ ซ่ง และเย่ ซิ่ว



"ท่านพ่อตา มีเรื่องพูดกับข้าหรือ?" เนี่ยหลี่พูดพลางยิ้มแย้มมองไปยังเย่ ซ่ง



  เย่ ซ่งหน้าดำคร่ำเครียดพูดว่า "เนี่ยหลี่ อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะว่าเจ้าวางแผนอะไรไว้ อย่าได้เรียกข้าเป็นพ่อตาต่อหน้าผู้อื่นอีกเด็ดขาด ไม่งั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือน"

    "โอ้ ท่านพ่อตาช่างโหดร้ายจริงๆ ข้าเพิ่งมอบกุญแจควบคุมค่ายกลหมื่นอสูร ของล้ำค่าอย่างผลึกโลหิตท่านก็ยอมรับไปแล้ว แม้กระทั่งเรื่องที่ค่ายกลโบราณเชื่อมต่อกับดินแดนคุกนรกข้าก็บอกออกไปหมดสิ้น ท่านเอาไปขนาดนี้แล้วแต่กลับไม่ยอมรับข้า นี่ท่านยังมีศักดิ์ศรีของเจ้าเมืองอยู่หรือเปล่า?

    เย่ ซ่งถึงกับพูดไม่ออกทีเดียว ไอ้หนูนี่ช่างหน้าด้านเกินไปแล้ว เขาต้องการให้เขาเอาบุตรีมาแลกกับเรื่องพวกนี้หรือ? นางเป็นทายาทหญิงของตระกูลเชียวนะ




    เย่ ซิ่วกระแอมไอคราหนึ่ง ยิ้มแล้วพูดว่า "เรื่องนี้เอาไว้ภายหลังเถอะ เนี่ยหลี่ ท่านเจ้าเย่ ซ่งเป็นถึงเจ้าเมือง เจ้าก็ไว้หน้าเขาหน่อย เรื่องของเจ้า กับ จื้ออวิ้น ก็วางใจเถอะ ตราบเท่าที่ จื้ออวิ้นตกลง ข้ากับท่านเจ้าเมืองจะไม่ขัดขวาง เรื่องเรียกพ่อตาอะไรนั่น หากยังไม่ส่งมอบสินสอด ไม่นับว่ากล่าวเร็วกว่าเหตุไปหน่อยหรือ?"




    "บ้าจริง ของล้ำค่าอย่างผลึกโลหิตยังไม่สามารถเรียกเป็นสินสอดได้หรือ? เอาเถอะเรื่องนี้ข้าจะไม่พูดต่อแล้ว พวกท่านต้องการอะไร ขอเพียงพูดออกมาข้าจะนำสิ่งนั้นมาประคองส่งให้กับมือเลย" ขอเพียงเย่ ซ่งไม่คัดค้าน เนี่ยหลี่ก็ดีใจแล้ว หลังจากจัดการเรื่องเย่ ซ่งเรียบร้อย เขาค่อยกลับไปรอให้โอกาสให้เย่ จื้อหวิ๋นสุกงอมก็พอ




    แม้ว่าเย่ จื้อหวิ๋นจะไม่แสดงอาการอะไรในตอนนี้ แต่ก็นับว่านางให้ความสำคัญกับเขาแล้ว ด้วยความเข้าใจที่เนี่ยหลี่มีต่อ เย่ จื้อหวิ๋นเขาต้องสามารถเอาชนะใจนางได้แน่ ตราบเท่าที่ไม่มีคู่แข่งย่อมไม่เป็นปัญหา อย่างเรื่องของเสิ่นเหย่ ก็ได้ข้อสรุปแล้วอีกคนก็มีเพียงเย่ ฮั่น  เย่ จื้อหวิ๋นกับเย่ ฮั่นนับว่ามีข้อบาดหมางต่อกันตั้งแต่เด็ก ดังนั้นทางฝั่งเย่ ฮั่นนับว่าไม่ใช่คู่แข่งของเขา



   เรื่องสำคัญถูกจัดการไปทีละส่วน เมื่อตอนนี้เขาไม่มีคู่แข่ง เนี่ยหลี่จึงไม่รีบร้อนเท่าใด ตอนนี้เขาต้องเพ่งความสนใจไปที่เรื่องด่วนก่อน ด้านหนึ่งคือเรื่องตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์และสมาคมทมิฬ อีกด้านคือเรื่องฝูงสัตว์อสูรที่จะมาบุก




   เพราะเนี่ยหลี่ เย่ ซ่งได้แต่ลอบทอดถอนใจ ตลอดชีวิตของเขา ไม่เคยมีใครไม่ฟังเขา ยกเว้นเนี่ยหลี่ เย่ ซ่งกลับไม่สามารถควบคุมการกระทำของเนี่ยหลี่ได้เลย



   เย่ ซ่งไม่ได้ต้องการพูดเรื่องนี้อีก ตราบเท่าที่เนี่ยหลี่สร้างประโยชน์ให้กับเมืองกลอรี่ เหล่าผู้อาวุโสตระกูลวายุเหมันต์ย่อมต้องต้อนรับเขา  หากเด็กนี่รัก จื้ออวิ้นจริง ก็คงได้แต่ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติแล้ว




     "เนี่ยหลี่ เราพบหลักฐานว่าตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ ทรยศไปเข้าพวกกับสมาคมทมิฬแล้ว เราสาวถึงแหล่งกบดานของสมาคมทมิฬในเมืองกลอรี่ด้วย ขั้นต่อไปคือเราจะจัดการเรื่องนี้ยังไง เจ้ามีความเห็นอย่างไร?" เย่ ซ่งพูด อดลอบถอนใจไม่ได้ นี่ย่อมจะต้องเกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง การต่อสู้ต้องขยายเป็นวงกว้างไปทั่วเมืองกลอรี่แน่ นี่เป็นสิ่งที่เขาไม่ต้องการเห็นที่สุด ทว่าหากไม่ตัดเนื้อร้ายอย่างตระกูลเทพศักดิ์สิทธ์ออกไปล่ะก็ ในอนาคตจะต้องเกิดเรื่องใหญ่กว่านี้แน่




      เย่ ซ่งเริ่มขอคำปรึกษาจากเนี่ยหลี่อย่างไม่รู้ตัว จะอย่างไรในช่วงเวลาที่ผ่านมา เนี่ยหลี่กลายเป็นบุคคลที่มีความสำคัญต่อเมืองกลอรี่อย่างมากไปแล้ว




       หลังจากใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง เย่ ซิ่วพูดว่า "ตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ กับสมาคมทมิฬ ไม่ว่ากลุ่มใดโจมตีก่อน อีกกลุ่มก็จะอาศัยจังหวะนี้ก่อความวุ่นวาย แต่หากจะให้ทำลายสองกลุ่มพร้อมกัน ตระกูลวายุเหมันต์ของเรากลับไม่มียอดฝีมือเพียงพอ ถ้าจะขอความร่วมมือจากตระกูลอื่น อาจะทำให้ข่าวรั่วไหลได้ เรายังไม่อาจแน่ใจได้ว่ามีตระกูลอื่นเข้าร่วมกับสมาคมทมิฬเช่นตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์อีกหรือไม่"


นี่เป็นปัญหาหนักหนาที่รอให้พวกเขาแก้ไข










ที่มาจาก http://www.wuxiaworld.com/


#นิยาย พงศาวดารภูติ#Tale of the demon god#นิยายแปลไทย
Author(s)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น