วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Tale of the demon and god novel Chapter 145 – Gold rank

Tale of the demon and god novel Chapter 145 – Gold rank

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่ 145 - ระดับผู้เชียวชาญยศทอง


บทที่ 145 - ระดับผู้เชียวชาญยศทอง


ในมุมมองของเนี่ยหลี่, การบรรลุเข้าสู่ระดับทองแดงและเงินนั้นมันช่างเป็นเรื่องที่แสนสุดจะง่ายดาย แต่สำหรับการบรรลุเข้าสู่ระดับโกลด์ มันก็เริ่มเป็นด่านที่มีความยากขึ้นที่จะบรรลุผ่านไปได้ ด่านหนึ่งทีเดียว แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ใช่ด่านที่ไม่มีวันผ่านไปได้ ด้วยการเพาะบ่มพลังของเสี่ยว หนิงเอ๋อและคนอื่นๆ การเพาะบ่มเข้าสู่ระดับโกลด์มันช่างเป็นเรื่องที่ง่ายสุดจะแสนสบาย ทั้งหมดที่พวกเขาต้องการก็แค่สะสมพลังวิญญาณของพวกเขาให้ถึงขั้น แล้วก็บรรลุด่านผ่านขึ้นไป


แต่สำหรับตัวเนี้ยหลี่เองนั้น เนื่องด้วยเหตุที่ว่าเขาได้ฝึก เทคนิคเทพวิถีฟ้า งานยากสำหรับการบรรลุด่านเข้าสู่ระดับต่อไป ก็มีเหตุมาจากที่ว่าขอบเขตห่อหุ้มพลังวิญญาณของเขานั้น มันดันหนากว่าปรกติ แม้ว่าความยากมันจะเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากขอบเขตที่ห่อหุ้มนั้น แต่มันก็ไม่ถือว่ายากสักเท่าไหร่หรอกนะสำหรับตัวเนียหลี่






เขาได้ดูดซับพลังวิญญาณจากหินศิลาโลหิต จากนั้น จึงแปรสภาพมันให้เป็นพลังวิญญาณของเขาเอง ซึ่งทำให้ขอบเขตพลังวิญญาณของเขาขยายขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทำให้เขารู้สึกว่าตัวพองบวมขึ้น


แต่อย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่ได้พยายามบรรลุด่านขึ้นสู่ระดับโกลด์ในทันที แต่เขาเลือกที่จะบีบอัดพลังในขอบเขตพลังวิญญาณ เขาบีบอัดมันเข้าไปอยู่ในบริเวณเล็กๆ จากนั้นก็ดูดซับพลังวิญญาณเพิ่มเข้ามาใหม่จากหินศิลาโลหิต





บีบอัดพลังวิญญาณกลุ่มก้อนครั้งที่หนึ่ง ... บีบอัดพลังวิญญาณกลุ่มก้อนที่ครั้งสอง... บีบอัดพลังวิญญาณกลุ่มก้อนครั้งที่สาม....


เขาใช้หินศิลาโลหิตเพื่อดูดซับพลังหมดไปเป็นหลายๆสิบอัน จนพลังวิญญาณในร่างกายถูกบีบอัดเป็นกลุ่มก้อนถึงเจ็ดครั้ง ในที่สุดขอบเขตพลังวิญญาณของเขาก็ถึงขีดจำกัดที่จะรับไว้ได้ไหว


"เรียบร้อย" เขาเปิดตาขึ้นทันทีทันใดนั้น จากนั้นพลังวิญญาณในขอบเขตพลังวิญญาณของเขา ก็เริ่มกระเพื่อมและก็ไหลอบ่างบ้าคลั่งเคลื่อนที่ไปมา ไปตามจุดทั้งร้อย ในแนวผ่ากลางของร่างกาย


       บูมม !!!!!!

มันกระเพื่อมดุจคลื่นคะนองเกรี้ยวกราดมิอาจควบคุม


รัศมีจากกายของเนียหลี่ขยายเพิ่มขึ้นหลายเท่าในทันทีหลังจากการที่เขาบรรลุเข้าสู่ระดับโกลด์1   แต่ถึงอย่างไรผู้เชี่ยวชาญขั้นโกลด์ทั่วๆไปก็ยังหาเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้ไม่ เนื่องจากทักษะการต่อสู้ที่เขาฝึกฝนมาตั้งแต่ชีวิตครั้งก่อน



เมื่อสัมผัสพลังวิญญาณภายในร่าง, เนียหลี่เห็นได้ถึงความสะพรั่งในขอบเขตพลังวิญญาณส่วนลึกนั้นค่อยเติบโตขึ้นช้าๆ กลายเป็นกระแสเส้นโครงข่ายเชื่อมต่อกันยาวเหยียด กระแสเส้นโครงข่ายนี้ แยกตัวแบ่งออกเป็น 2 ทาง แล้วจึงเชื่อมตัวของมันเองเข้ากับแพนด้าเขี้ยวอสูร และจิตอสูรเงาพรายตามลำดับ แพนด้าเขี้ยวอสูร และจิตอสูรเงาพรายค่อยๆงอตัวขึ้น ดุจดังผลไม้ ในเครือเถาที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยเถาเครือของตัวมันนั้นเอง





เนี่ยหลี่รู้สึกได้ว่าแพนด้าเขี้ยวอสูร และจิตอสูรเงาพรายในตอนนี้ดูรูปลักษณ์เปลี่ยนแปลงแปลกตาไป
รูปแบบการเปลี่ยนรูปลักษณ์ที่ดูแปลกตาทำให้เนี้ยหลี่อัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง เป็นครั้งแรกที่เขาค้นพบว่า พลังในขอบเขตพลังวิญญาณในตัวเปลี่ยนรูปไปอย่างมากมาย

ดูเหมือนว่าความเข้าใจเกี่ยวกับพลังวิญญาณของเขายังคงไม่สมบูรณ์ซะแล้ว

เนี้ยหลี่รีบซ่อนรัศมีพลังที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา แม้ว่าเขาจะเข้าสู่ระดับโกลด์1ดาวไปแล้ว แต่รัศมีพลังที่แผ่ออกมาจากร่างกายยังดูเหมือนอยู่แค่ระดับเงินเท่านั้น ด้วยความสามารถการหลบซ่อนของเนี่ยหลี่ แม้แต่ตัวซิคง ยี่เองก็ไม่สามารถค้นพบความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเนี่ยหลี่ได้

เป็นเวลาถึงสิบวัน ที่เนียหลี่ใช้ไปในการปรับแต่งรัศมีพลังวิญญาณให้เสร็จแล้วสิ้น และอีกทางหนึ่ง, เสียงแหกปากร้องของต้วนเจี้ยนก็ค่อยๆเงียบสงบลงไปอย่างช้าๆ และในที่สุดก็ไม่มีเสียงใดๆมาจากเขาอีก

เนียหลี่และกลุ่มค่อยๆปรากฏตัวขึ้นทีละคนและเข้ามาตรวจดูต้วนเจี้ยน ที่ตอนนี้นอนแน่นิ่งอยู่อย่างเงียบๆ

"เกิดอะไรขึ้นกับเขา " ตูเซอและคนอื่นๆ รู้สึกว่ารัศมีพลังวิญญาณที่ออกมาจากร่างต้วนเจี้ยนนั้นค่อยๆอ่อนแอ ลงไปทีละน้อยๆ

เสี่ยว หนิงเอ๋อ, ลูเปียวและคนอื่นๆ ดูลนลานกระวนกระวาย "ต้วนเจี้ยนคงจะไม่ตายแบบนี้ใช่ไหม?"

มีเพียงแค่เนี่ยหลี่เท่านั้นยังดูนิ่งอยู่ได้, เขาแลดูนิ่งสงบ และเฝ้า มองต้วนเจี้ยนที่นอนนิ่งอยู่ ถ้าต้วนเจี้ยนรอดพ้นผ่านจากจุดนี้ไปได้ จากนี้ไป มันก็เป็นช่วงโอกาสของเขาที่จะกลายเป็นผู้ชำนาญที่เก่งยิ่งยวด แต่ถ้าเขารอดพ้นผ่านไปไม่ได้ เขาก็จะ.......

ผ่านไปอีกสักระยะใหญ่ รัศมีพลังวิญญาณที่ออกมาจากร่างของต้วนเจี้ยน ก็ดูเหมือนดับสิ้นลงไป

แต่ทันทีทันใดนั้น

"บูมม บูมม......"


เสียงทุ้มลึกก็ดังแผ่ออกมาจากร่างกายของต้วนเจี้ยน เสียงทุ้มลึกนั้นคือเสียงเต้นของหัวใจของเขา เสียงก้องสะท้อนการเต้นของหัวใจ มันดังกังวานมากพอที่ทำให้กำแพงที่อยู่ใกล้พังทลายลง

หลังจากนั้น รัศมีพลังอันดูลึกลับมีอำนาจก็แผ่พุ่งออกมาจากร่างของต้วนเจี้ยน มันแผ่รัศมีกว้างออกไปโดยรอบอย่างต่อเนื่อง

รัศมีพลังนี้ทำให้เสี่ยว หนิงเอ๋อและคนอื่นๆรู้สึกถึงแรงความกดดันกล้าแกร่ง

"พลังอะไรกัน เนี่ย!! "

เนี่ยหลี่รู้สึกถึงพลังอันแข็งแกร่งแผ่ซ่านไหลวนเวียนภายในร่าง ต้วนเจี้ยน ปีกที่อยู่เบื้องหลังของเขาแผ่ขยายแข็งแกร่งขึ้น เพียงแค่การสะบัดโซ่สีดำที่ล่ามต้วนเจี้ยนเอาไว้ก็แตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ

กรร

ต้วนเจี้ยน แผดเสียงคำรามดุร้าย เสียงมันช่างเหมือนดุจดั่งมังกรจริงๆคำราม



"สัตว์ประหลาดสุดยอดเลย" ลู่เปียวมองที่ต้วนเจี้ยนอย่างหวั่นกลัว เขาไม่เคยคิดว่า ต้วนเจี้ยนที่ดูแน่นิ่งไปแล้ว อยู่ดีๆก็  กลับมาทรงพลังเป็นอย่างมาก

บูม! บูม! บูม!

คลื่นรัศมีพลังถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างต้วนเจี้ยน ร่างกายของเขาค่อยๆลอยขึ้นกลางอากาศและห่อหุ้มไปด้วยแสงสีดำมัวๆ สีหน้าของเขาดูสง่างามสูงศักดิ์ ดูราวกับว่าเขาเป็นผู้สอดส่องคอยดูแลสรรพชีวิต จากนั้นสักพัก เขาก็ลืมตาขึ้นในทันทีทันใด

หลังจากที่เขาได้เห็นเนี่ยหลี่ และพรรคพวก เขาก็ค่อยๆทิ้งตัวลงสู่พื้น

พลังแห่งสายเลือดมังกรช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก มันสามารถทำให้พลังกายของต้วนเจี้ยนเข้าถึงระดับที่น่ากลัว ผู้เชี่ยวชาญต่ำกว่าระดับตำนานมิอาจทำความเสียหายใดๆต่อร่างกายเขาได้อีกต่อไป
รูปร่างลักษณะของต้วนเจี้ยน ดูตัวสูงกว่าเนี่ยหลี่และคนอื่นๆเล็กน้อย เขายังดูเด็ดเดี่ยวว ไม่เปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกับแววตาที่ดูคมเข้มบาดลึก แม้ว่าผมเขาจะดูยุ่งเหยิงไปเสียหน่อย แต่มันก็มิอาจปิดบังนิสัยที่โดดเด่นของเขาได้

แววตาของเขาจากแต่เดิมที่เคยดูขุ่นเคือง ก็ค่อยๆดูกระจ่างใสแหลมคมขึ้น เขาในตอนนี้ดูเหมือนจะได้ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่แปรเปลี่ยนไป ดวงตาของเขาดูเปล่งประกาย บอกใบ้ได้ถึงความประหลาดใจในขณะที่จ้องมองที่เนียหลี่

บูมม!!!

ต้วนเจี้ยน ลงมายืนเบื้องหน้าเนียหลี่ จากนั้นก็คุกเข่าลงข้างหนึ่ง และกล่าวขึ้นอย่างขึงขัง "ขอบคุณความกรุณาที่นายท่านมีให้แก่ข้า ต่อแต่นี้ไปภายภาคหน้า ชีวิตของต้วนเจี้ยนขึ้นอยู่กับนายท่าน ถ้านายท่านต้องการให้ข้ามีชีวิตอยู่,ข้าก็จะอยู่ ถ้านายท่านต้องการให้ข้ามอดม้วยมรณา ข้าก็จักตายตรงหน้าแด่ท่าน!"

เสียงของต้วนเจี้ยนดูมั่นคงแต่สงบนิ่ง มันหาดูหลบซ่อนความลังเลใดๆไม่


จริงๆแล้ว, ด้วยความแข็งแกร่งของต้วนเจี้ยนในตอนนี้ หากเขาจะพลิกลิ้นกับคำก็สามารถทำได้ง่ายๆ แถมถ้าเขาอยากจะหลบหนีออกจากที่พักตระกูลปีกสีเงินก็ไม่ใช่เรื่องยากอันใด แต่อย่างไรนั้น, เขาก็ไม่ได้เลือกที่จะหลบหนี แต่เขากลับก้มศีรษะของเขาลงให้เนียหลี่อย่างภาคภูมิใจ

ตั้งแต่ช่วงเวลาที่ครอบครัวเขาได้ถูกปลิดชีพไปนั้น, ต้วนเจี้ยนก็ชีวิตอยู่ด้วยความเจ็บปวด และการทรมานโดยตระกูลปีกสีเงินมากมายเกินจะจดจำได้หมดสิ้น  เป็นเนี่ยหลี่คนนี้ที่มาปลดปล่อยเขาจนได้กลายเป็นผู้แข็งแกร่ง ช่วยชีวิตเขาจากห้วงความทุกข์ทรมาน และในเวลาเดียวกัน, เขายังให้ความหวัง ความหวังที่จะแก้แค้นให้ท่านพ่อท่านแม่ของเขา ความเมตตาของเนี่ยหลี่ประดุจเหมือนมอบชีวิตใหม่ล้ำค่าให้แก่เขา!

"ข้ามองเขาไม่ผิดจริงๆ" เนี่ยหลี่คิดในใจ ต้วนเจี้ยน เป็นคนจำพวกมีความซื่อสัตย์เป็นธรรมชาติสันดาน ตั้งแต่เริ่ม, เนี่ยหลี่ รู้อยู่แล้วว่าเมื่อต้วนเจี้ยนสาบาน เค้าก็จะจงรักภักดีต่อเขาจริงๆ

"ความแข็งแกร่งของร่างกายเจ้าตอนนี้ ไม่ได้เป็นรองผู้เชี่ยวชาญระดับตำนานแต่อย่างใด แต่กระนั้นก็ตาม, เจ้าก็ยังหาใช่คู่ต่อสู้ของระดับตำนานของจริงไม่ ดังนั้นอย่าเพิ่งใจร้อนที่จะต่อสู้ล่ะ!" เนี่ยหลีมองต้วนเจี้ยนและกล่าว "จงมัดโซ่ดำกลับไปใหม่ซะ"

"ขอรับนายท่าน" ต้วนเจี้ยนพยักหน้า ภายในแววตาของเขา, ความเดือดดาลเปล่งประกายไปทั่ว ตลอดชีวิตของเขาๆต้องเด็ดเอาหัวของไอ้โจรเฒ่า ซิคง ยี่ มาให้ได้! แต่อย่างไร เขาเองก็เข้าใจว่าเขายังคงต้องอดทนรอต่อไปก่อน เขาอดทนรอมาได้ตั้งนาน แค่อดทนรอต่อไปอีกซักหน่อยจะเป็นอะไรเล่า?

เนี่ยหลี่มองดูที่ท้องน้อยของต้วนเจี้ยน อักขระบนท้องน้อยนั้นได้แตกสลายไปสิ้นแล้ว เขาจึงรวบรวม พลังวิญญาณ ด้วยมือทั้งสอง แล้วชี้ไปยังท้องน้อยของต้วนเจี้ยน  ผลของอักขระอีกอันบนท้องน้อย จึงเกิดโซ่สีดำอันใหม่มาล่ามต้วนเจี้ยนเอาไว้

แม้ว่าต้วนเจี้ยนจะถูกมัดไว้อย่างแน่นหนาอีกครั้ง แต่ถ้าหากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น เขาก็ สามารถพังทลายพันธนาการออกมาได้อย่างง่ายดาย

เขาไม่มีข้อข้องใจใดๆแม้แต่น้อยในการพิสูจน์ความจงรักภักดีของต้วนเจี้ยนต่อเนียหลี่ เนี่ยหลี่ได้ทหารที่มีพร้อมทั้งความดุร้ายและความกล้าเฉกเช่นต้วนเจี้ยน ไม่แปลกเลยที่เนียหลี่จะรู้สึกเปรมปรีดิ์ซะเหลือล้น นอกเหนือจากความแข็งแรงของร่างกาย ความแข็งแกร่งของต้วนเจี้ยนเองนั้นก็ใกล้เคียงกับผู้เชี่ยวชาญระดับแบล๊กโกลด์ทีเดียว เหตุเพราะสายเลือดมังกรในตัวเขาถูกปลุกขึ้นมาได้เป็นผลสำเร็จ

ระหว่างที่เนียหลี่, ตูเซอ, ลูเปียวและคนอื่นๆสนทนากัน ต้วนเจี้ยนก็นั่งอยู่ตรงมุมห้องและฝึกฝนตัวเองไปอย่างเงียบๆ

"เนี่ยหลี่, หลังจากดูดซับพลังจากหินศิลาโลหิตไปมากมาย พวกเราก็บรรลุระดับโกลด์เรียบร้อยแล้ว" ตูเซอพูด ขั้นตอนของการบรรลุด่านมันช่างง่ายดายกว่าที่พวกเขาได้จินตนาการเอาไว้

"ดี, พวกนายจงฝึกฝนต่อและรวบรวมการเพาะบ่มให้แข็งแกร่งขึ้นอีก ข้าจะออกไปด้านนอก เพื่อ สังเกตและสำรวจตระกูลปีกสีเงินซะหน่อย เมื่อหินศิลาแห่งแสงอยู่ในมือพวกเรา พวกเราจะชิ่งหนีทันที" เนี่ยหลี่กล่าว ตอนนี้ทุกอย่างได้เตรียมการเอาไว้ครบเสร็จสิ้นแล้ว พวกเขาก็เหลือแค่รอหินศิลาแห่งแสงจากซิคง ยี่

"ได้เลย" ตูเซอ พยักหน้า

"เนียหลี่, เจ้าต้องการให้ข้าไปกับเจ้าไหม" เสี่ยว หนิงเอ๋อ ถามขึ้นและมองที่เนียหลี่

"ไม่จำเป็นหรอก, ดีที่สุดหากเจ้าอยู่ที่นี่ ภายนอกมีคนอยู่เยอะมันดูไม่สะดวก " เนี่ยหลีกล่าวและส่ายหน้า


"ได้ๆ" เสี่ยว หนิงเอ๋อพยักหน้า แม้ว่านางจะกังวลเล็กๆ แต่นางก็เลือกที่จะเชื่อฟังเนียหลี่

ต้วนเจี้ยนมองตามเนี่ยหลี่ที่กำลังเดินออกไป เขาเข้าใจถึงสถานะภาพของเนี่ยหลี่ภายในตระกูลปีกสีเงินในตอนนี้ ตราบใดที่นายท่านของมันอยู่ในอาณาเขตของตระกูลปีกสีเงิน มันก็มิต้องกังวลใดๆว่าเจ้านายมันจะได้รับอันตราย

สิ่งปลูกสร้างทั้งหมดของตระกูลปีกสีเงินถูกปลูกขึ้นโดยซ่อนเอาไว้ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้น, พวกเขายังเลี้ยงวิหคอัสนีเอาไว้มากมาย ทำให้อาณาเขต ถูกป้องกันไว้อย่างแน่นหนามาก แม้ว่าจะมีสัตว์อสูรบินข้ามเขตแดนเข้ามาโจมตี พวกเขาก็ยังสามารถขับไล่พวกสัตว์เหล่านั้นออกไปได้ด้วยห่าฝนลูกเกาทัณฑ์

แต่อย่างหนึ่งที่เห็นได้คือ ตระกูลปีกสีเงินก็ไม่ได้อยู่ได้อย่างสะดวกสบายนัก เนื่องจากอาณาเขตของพวกเขายังคงถูกสัตว์อสูรโจมตีอยู่เป็นรายวันอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเนียหลี่เดินดูไปรอบๆอาณาบริเวณของตระกูลปีกสีเงิน ก็รู้สึกได้ว่ามียามรักษาการณ์ระดับโกลด์คอยเดินตามหลังอยู่ไกลๆจำนวนหนึ่ง แม้ว่าเนี่ยหลี่จะไม่ค่อยปลื้มกับมันนัก แต่เขาก็ทำได้แค่ปล่อยๆมันไป ทั้งหมด เพราะนี่มันป็นดินแดนของพวกเขานี่

จากนั้นเนี่ยหลี่จึงค่อยๆเดินตะล่อมๆไปทางเหมืองหินศิลาโลหิต

มันมีทาสที่ถูกล่ามโซ่เอาไว้เดินไปเดินมาเต็มอยู่ทั่วทุกบริเวณ พวกเขาสวมใส่เสื้อผ้าที่ชำรุด และยังคงขุดแร่ดิบของหินศิลาโลหิต ถ้าหากพวกเขาทำงานหรือเคลื่อนไหวช้าลง ก็จะมีทหารยามฟาดแส้เฆี่ยนใส่อย่างอำมหิต

บนยอดของหินศิลานั้นปรากฏบุคคลที่สวมใส่เสื้อเกราะแน่นหนาพอดีตัว อ่อ..มิใช่ใคร นั้นก็คือ ซิคง ฮงหยู๋ ที่ดูยั่วยวนนั้นเอง นางยืนอยู่ตรงนั้นพร้อมด้วยแส้ในมือ สายตาเต็มไปด้วยความเยือกเย็น ดูเหมือนนางจะคุ้นเคยกับฉากด้านหน้าของนาง

ไม่ไกลจากตรงนั้น มีคนหนุ่มรูปร่างสูงเทอะทะสวมใส่เกราะสีทอง ที่มองมาทางซิคง ฮงหยู๋บ้างเป็นครั้งคราว

ทันใดนั้น ชายชราดูอ่อนแอคนหนึ่งก็ล้มลงเบื้องหน้าคนหนุ่มร่างสูงผู้นั้น ดูเหมือนว่ากำลังกายของชายแก่ได้หมดลง ใบหน้าของคนหนุ่มร่างสูงก็เกิด
ขมึงทึงขึ้นมาในทันที

"ไอ้สวะ , หน้าที่ง่าย ๆเพียงแค่นี้ก็ทำไม่ได้!" ชายหนุ่มร่างสูงเหวี่ยงแส้ในมือเขาลงมา มันฟาดลงบนตัวชายแก่อย่างอำมหิต

ป๊าปป! รอยเลือดปรากฏขึ้นบนร่างชายแก่เป็นแนวยาว เขาร้องเสียงหลงอย่างเจ็บปวดยิ่ง เขาใช้กำลัง บังคับให้ชายแก่ต้องลุกขึ้น แต่เมื่อเขาจัดแจงปีนขึ้นไปได้เพียงแค่ครึ่งทาง ด้วยพลังกายที่อ่อนแอ เขาก็ร่วงตกลงมาสู่พื้นอีกครั้ง

" ไอ้สวะไร้ประโยชน์!" ชายหนุ่มฟาดแส้ลงมาอีกครั้ง




ที่มาจาก http://www.wuxiaworld.com/


#นิยาย พงศาวดารภูติ#Tale of the demon god#นิยายแปลไทย
Author(s)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น