วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Tale of the demon and god novel Chapter 141 – Silver Winged Family

Tale of the demon and god novel Chapter 141 – Silver Winged Family

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่ 141 - ตระกลูปีกน้ำเงิน


บทที่ 141 - ตระกลูปีกน้ำเงิน

เจ้าอสูรจริงๆแล้วก็ไม่ได้มีความจำเกี่ยวกับถ้อยคำจารึกทั้งสิบเท่าไรนักหลังจากได้ทำลายมัน ไปจากจุดนี้ ทำให้สามารถมองเห็นปณิธานอันแรงกล้าของจักรพรรดิคงหมิงได้จริงๆผู้ที่สามารถจดจำถ้อยคำจารึกทั้งสิบที่เป็นทายาทโดยกำเนิด และเป็นผู้รับมรดกตกทอดมาจากจักรพรรดิคงหมิง



         ศึกระหว่างผู้มีสิทธิรับมรดก จะมีปรากฏผู้ชนะเพียงผู้เดียวเท่านั้นเพียงชั่วครู่เนี่ยหลี่ก็ทำใจให้เย็นลง และใช้ความคิด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม หากว่าเขาไปพบใครในอนาคตเขาจะต้องไม่ให้ใครรู้ว่า เขาล่วงรู้เกี่ยวกับถ้อยคำจารึกทั้งสิบ ไม่ว่าจะเป็นเย่ จื้อ หวิ๋น    เสี่ยวหนิงเอ๋อเขาก็จะต้องไม่ให้รู้เด็ดขาด ถ้าเย่ จื้อ หวิ๋น หรือ  เกิดบังเอิญทำเรื่องนี้รั่วไหลออกไป มันอาจจะนำมาซึ่งภัยพิบัติก็เป็นได้ในตอนนี้เนี่ยหลี่ยังไม่แข็งแกร่งเพียงพอ ทำให้เขาไม่สามารถทราบถึงการดำรงอยู่ของผู้สืบทอดอีกสี่คนที่เหลือได้




    เพียงเนี่ยหลี่ทำการท่องถ้อยคำจารึกทั้งสิบอย่างเงียบๆเขาก็สามารถสัมผัสได้ถึงขอบเขตของพลังวิญญาณของเขาที่เพี่มขึ้นซึ่งผลลัพธ์นี้เกิดการแตกกิ่งและเติบโตขึ้นภายในของขอบเขตพลังวิญญาณของเขามันเป็นเหมือนเมล็ดพันธุ์ ที่สามารถเติบโต แตกกิ่งก้านออกไป เหมือนกับว่าพลังวิญญาณของเนี่ยหลี่นั้น ได้แข็งแกร่งขึ้น



      เนี่ยหลี่อาจจะรู้สึกได้ว่า สิ่งเหล่านี้จากที่ถูกซ่อนอยู่ภายในขอบเขตพลังวิญญาณของเขา เมื่อเขาเข้าใจถึงบางส่วนของถ้อยคำจารึกทั้งสิบแล้ว มันทำให้ระดับพลังของเขาเติบโตขึ้นสิ่งที่ถูกต้องเกี่ยวกับสิ่งนี้คืออะไรกันแน่?ตู เซอ หลู่เปียว และพรรคพวกได้รอเขามาเป็นเวลานานแล้ว เนี่ยหลี่จึงจำเป็นต้องกลับไปในตอนนี้ก่อน





  “เจ้าพบอะไรในการสำรวจอนุสรณ์สถานแห่งนี้บ้าง?” ตู เซอมองมายังเนี่ยหลี่ และถามขึ้น เพราะว่าเขาเห็นเนี่ยหลี่ยืนที่หน้าอนุสรณ์สถานเป็นเวลานานมาก



      “เหมือนว่าข้าจะพบบางอย่าง แต่อย่างไรก็ตาม ข้าไม่สามารถทำการเชื่อมต่อข้อมูลเหล่านี้ได้ พวกเรายังคงต้องตามหาศิลาแห่งแสงกันต่อก่อนดีกว่า” เนี่ยหลี่กล่าว



  “ตกลง” ถึงแม้ว่าตู เซอจะยังมีความสงสัยบางอย่าง แต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยปากถามอะไรเพิ่มเติมอีก กลุ่มของเนี่ยหลี่ยังคงเดินทางต่อไปยังภูเขาที่ห่างไกลออกไป



  เนี่ยหลี่มองไปยังเหว่ยหนาน และกล่าวว่า “เหว่ยหนานเจ้าผสานรวมร่างกับจิตอสูร และทำการสำรวจพื้นที่บริเวณนี้และถ้าหากว่าเห็นอนุสรณ์สถานอันใดที่คล้ายกับก่อนหน้านี้ให้รีบกลับมาแจ้งข้าก่อนเพื่อความปลอดภัยห้ามเข้าไปสำรวจเพียงลำพังเด็ดขาด”



  เหว่ยหนานได้ผสานรวมกับจิตอสูรที่มีการเติบโตระดับพระเจ้า จิตอสูรแห่งสายลมหลังจากที่เขาผสานกับมันร่างกายของเขามีขนาดที่เล็กลง และไม่สามารถทำการสังเกตเห็นได้โดยง่ายในขณะเดียวกัน เขาก็จะมีระดับความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างมากเป็นที่แน่นอนว่าสัตว์อสูรระดับธรรมดาไม่มีทางไล่ตามความเร็วของเขาทันแน่นอน


   “ได้ ข้าเข้าใจแล้ว” เหว่ยหนานกล่าวพร้อมกับพยักหน้าเขารีบผสานร่างกับจิตอสูรของเขาอย่างรวดเร็วแขนขาของเขาดูแข็งแรงขึ้นยิ่งเวลาเคลื่อนที่ทำให้เขาดูน่าเกรงขามเฉกเช่นสายลมที่พลิ้วไหว
เหว่ยหนานสำรวจตามพื้นดินแต่ว่าภายในเส้นทางราวๆ หนึ่งพันเมตร ขณะที่พยายามสำรวจสิ่งที่ได้รับมอบหมายแต่ทว่าเขายังไม่พบอะไรเลยพระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าทีละน้อยในขณะที่พวกเขาอยู่ที่เชิงเขาได้มีแสงไฟสว่างมาจากอีกด้านหนึ่งของภูเขา ซึ่งใกล้กับที่ที่พวกเขาอยู่มาก


“ข้าจะไปสำรวจสักหน่อย”



      เนี่ยหลี่กล่าวและทำการผสานร่างกับจิตอสูรเงาพราย ร่างของเขาเมื่อผสานกับจิตอสูรสำเร็จแล้วก็ค่อยๆ จางหายในความมืด จนไม่มีใครมองไม่เห็นเขา  ในความคิดของเนี่ยหลี่หมู่บ้านแห่งนี้มันดูแตกต่างจากหมู่บ้านอื่นๆที่เขาเคยเห็นมาก่อนคือบ้านที่นี่ทั้งหมดจะสร้างอยู่บนยอดของต้นไม้ที่สูงตระหง่าน ซึ่งบางที่ยังดูเหมือนเป็นชานชาลา ที่มีสัตว์อสูรวิหคสายฟ้าขนาดใหญ่เกาะอยู่อย่างเงียบๆ




   บนศีรษะของวิหคสายฟ้านั้นมีสิ่งที่มีลักษณะคล้ายมงกุฎที่ส่องแสงเป็นประกายอยู่ในความมืดแสงที่พวกเขาเห็นแน่นอนว่าคงต้องมาจากวิหคสายฟ้าเหล่านี้เป็นแน่สถานที่แห่งนี้น่าจะเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ ที่มีประชากรนับหมื่นอาศัยอยู่ในที่แห่งนี้ จากตำแหน่งที่เขายืนดูอยู่ เขาเห็นแสงไฟมากมายในภูเขา มันดูเหมือนมีการทำอะไรบางอย่าง ที่ไม่ใช่เพียงแค่หนึ่งสิ่งมียามรักษาการณ์ที่สวมเกราะหนังบางคนที่กำลังถือหอกยาวอันแหลมคมในมือและยืนประจำอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ไม่ไกลจากตำแหน่งปัจจุบันที่เขาสังเกตการณ์อยู่ มีเสียงเหมือนการขุดเจาะบางอย่างดังมาจากภูเขา ใช่แล้วพวกเขาดูเหมือนกำลังขุดบางสิ่งอยู่


“พวกแก กล้าอู้งานหรือ?


     อยากตายมากหรือไง!” หนึ่งในยามรักษาการณ์ตะโกนขึ้นมาในภาษาของอาณาจักรพฤกษาพร้อมกับฟาดแส้ไปที่เหล่าทาสที่กำลังขุดเจาะอย่างไร้ความปราณี ทาสที่กำลังขุดเจาะบางคนไม่สามารถทนต่อความบ้าระห่ำ นี้ได้ ก็ล้มลงไปกับพื้น แต่ว่าเหล่ายามรักษาการณ์ก็ไม่มีความปราณี ยังคงฟาดแส้ไปที่พวกเขาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งทาสผู้หนึ่งได้กระอักเลือดออกมาแล้วก็ตายลง ยามรักษาการณ์จึงตะโกนด้วยเสียงอันดังว่า


“ลากมันไปทิ้งไกลๆและมาทำ ความสะอาดคราบเลือดบริเวณนี้ซะ!”



   แร่ที่พวกเขากำลังขุดเจาะกัน คือเป็นแร่ดิบที่ใช้สำหรับนำไปเป็นวัตถุดิบของ ผลึกโลหิตนั้นเอง!
แสดงว่าคนพวกนี้จะต้องมีการนำผลึกโลหิตนี้ไปใช้อย่างไม่ต้องสงสัยเลย แม้ว่าผลึกโลหิตเพียงหนึ่งก้อนนั้นในการจะถลุงจะต้องใช้แร่วัตถุดิบไม่ต่ำกว่าร้อยปอนด์ซึ่งก็เป็นเหตุผลอย่างมีนัยสำคัญอยู่แล้วสำหรับการทำเหมืองแร่ ผลึกโลหิตนี้แม้ว่าเนี่ยหลี่เองก็ไม่เคยคิดมากก่อนว่าจะมีการทำเหมืองผลึกโลหิตที่นี่



  เมื่อเนี่ยหลี่กำลังเตรียมตัวจะทำการสำรวจต่อไป เขารู้สึกได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่เจตนาหมายเอาชีวิต เขารีบเตรียมดาบเทพอัสนีดาวตกให้พร้อมใช้งานในมือเขาทันที และหันไปมองยังพื้นหญ้าด้านข้างของเขาเมื่อหญ้าเริ่มขยับ ก็ปรากฎร่างหนึ่งขึ้นมาต่อหน้าเขา



   “เจ้าเป็นใคร?” เด็กหญิงชนเผ่าดังกล่าว ถามเป็นภาษาของอาณาจักรพฤกษา พร้อมกับจัดเตรียมดาบยาวในท่าพร้อมจู่โจม ปรากฏขึ้นจากหญ้า เธอมองอย่างระมัดระวังไปยังเนี่ยหลี่ ด้วยสายตาที่แฝงด้วยความเกลียดชัง เนี่ยหลี่หันมองมาที่เธอเธอดูแตกต่างจากมนุษย์ปกติทั่วไปเธอมีปีกคู่สีเงินงอกออกมาที่ด้านหลังของเธอปีกเหล่านี้ไม่ได้มาจากการผสานของจิตอสูรแต่อย่างใดแต่ว่ามันเป็นปีกที่เกิดมาพร้อมกับร่างกายของเธอเธอได้สวมใส่ชุดเกราะสีเงินและมีนัยน์ตาสีเขียวที่เปล่งประกายเป็นแสงสีจางๆ ในความมืด



   เนี่ยหลี่ตระหนักได้ทันทีว่า พวกนี้เป็นคนของตระกูลปีกสีเงินที่มาจากอาณาจักรพฤกษายุคโบราณบรรพบุรุษรุ่นแรกที่เป็นอาวุโสของตระกูลปีกสีเงินได้ทำการฝังปีกของวิหคสายฟ้าเข้าไปยังร่างกายของเขาและปีกนี้ได้ทำการส่งผ่านทางสายเลือดไปยังลูกหลานสายตรงที่สืบทอดกันมาในตระกูลปีกสีเงินเท่านั้น


   
      เธอดูเหมือนว่าจะเป็นร่างทรงอสูรระดับทอง 5 ดาว เป็นอย่างน้อย



        เนี่ยหลี่ทำการยืนขึ้นในทันที โค้งเล็กน้อย และพูดในภาษาของอาณาจักรพฤกษาว่า “นับว่าเป็นเกียรติที่ได้พบกับท่าน ข้าเป็นเพียงนักเดินทางที่ผ่านมาเท่านั้นและได้เกิดพลัดหลงมายังที่แห่งนี้ ข้าไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ท่านโกรธแต่ประการใด ข้าหวังว่าท่านจะเข้าใจเจตนาของข้าด้วย"


   
   เมื่อได้ยินเนี่ยหลี่พูดตอบด้วยภาษาของอาณาจักรพฤกษาแม้ว่าจะยังมีข้อสงสัยเกิดขึ้นในดวงตาของเด็กหญิง และเธอได้ถามขึ้นมาด้วยท่าทางขึงขังว่า “เจ้าเป็นใคร? และมาจากที่แห่งใด?”



    เนี่ยหลี่คำนวณคร่าวๆ ว่าตระกูลปีกสีเงินนั้นจะต้องย้ายถิ่นฐานมายังที่แห่งนี้ในเวลาระหว่างยุคมืด เพราะว่ายุคของอาณาจักรพฤกษานั้น เป็นยุคเดียวกันกับช่วงเวลาของยุคมืด และจมหายไปจากประวัติศาสตร์พร้อมกับการเกิดขึ้นของกองทัพสัตว์อสูรเนี่ยหลี่ฉุกคิดได้อย่างรวดเร็วและกล่าวว่า



  “บรรพบุรุษของข้ามาจากตระกูลสีเงินจรัสแสง หลังจากในยุคมืดได้ผ่านพ้นไปพวกเรายังคงต้องหลบซ่อนตัว และโชคดีที่ยังคงรอดมาได้จนทุกวันนี้ ข้าได้หลงทางมายังอาณาเขตของท่านโดยบังเอิญ”



  “ตระกูลสีเงินจรัสแสงหรือ?” เด็กหญิงจากตระกูลปีกสีเงินตกใจชั่วขณะและแสดงอาการตื่นเต้นเล็กน้อย ในยุคของอาณาจักรพฤกษานั้นตระกูลสีเงินจรัสแสงเป็นพันธมิตรกับตระกูลปีกสีเงินทั้งสองตระกูลมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากพวกเขาจำนวนมาก ได้มีการแต่งงานกันระหว่างทั้งสองตระกูล ดังนั้นจึงทำให้ความสัมพันธ์แนบแน่นขึ้นไปอีก


  เด็กหญิงจากตระกูลปีกสีเงินครุ่นคิดสักครู่ และกล่าวว่า


  “นับแต่แต่บรรพบุรุษข้าย้ายถิ่นฐานมายังสถานที่แห่งนี้พวกข้าไม่ได้มีการติดต่อกับโลกภายนอก และพวกข้าก็ไม่สามารถกลับไปยังแผ่นดินใหญ่ตามเดิมได้ จึงต้องอาศัยอยู่ในโลกมืดนี่เท่านั้น แต่ข้าก็ต้อนรับการมายังสถานที่แห่งนี้ของเจ้า ข้าจะรีบแจ้งให้ท่านพ่อทราบทันที เอาละ ตามข้ามาเลย!”
เนี่ยหลี่ครุ่นคิดสักครู่และพยักหน้าพร้อมกล่าวว่า


“ได้ครับ”



     เนี่ยหลี่เดินติดตามหลังเด็กหญิงเข้าไปยังด้านใน   เด็กหญิงมองมายังเนี่ยหลี่ และดึงเขาขึ้นมา พร้อมกับกล่าวว่า “ข้าชื่อ หง ยู่ แล้วเจ้าชื่ออะไร”



  “ข้าชื่อเหล่ย ชู”



        เนี่ยหลี่ตอบ เด็กหญิงพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนหน้านี้เธอยังมีความสงสัยเกี่ยวกับตัวตนของเนี่ยหลี่ แต่เมื่อเธอได้ยินแซ่ของเขาทำให้เธอปราศจากข้อสงสัยอีกต่อไป ตระกูลสีเงินจรัสแสงนั้นจะมีการใช้แซ่เหล่ย ในช่วงระหว่างยุคมืดเป็นเวลานานความรุ่งโรจน์ของตระกูลสีเงินจรัสแสงก็หมดไปอย่างดีที่สุดก็อาจจะเหลือเพียงตระกูลสาขาเพียงแค่หนึ่งหรือสองตระกูลเท่านั้นที่ยังคงรอดมาได้



     อย่างไรก็ตามในเวลานี้มีคนจำนวนไม่มากที่ยังจำได้ว่าแซ่เหล่ย นั้นยังเป็นแซ่ของตระกูลสีเงินจรัสแสง


“ท่านหญิงหงยู่ ข้าอยากจะสอบถามสักเล็กน้อย ข้าได้ยินมาว่าท่านมาจากตระกูลปีกสีเงินใช่หรือไม่” เนี่ยหลี่ พยายามสอบถามด้วยความระมัดระวัง


“ใช่” หงยู่พยักหน้า


   “จริงๆ แล้วตระกูลปีกสีเงินต้องใช้แซ่ ซิคง ไม่ใช่หรือ? เนี่ยหลี่ถามย้ำอีกครั้ง



  “ถูกต้อง ชื่อเต็มข้าคือ ซิคง หงยู่” หงยู่กล่าวพร้อมกับพยักหน้า ความสงสัยของเธอต่อเนี่ยหลี่ได้หายไปหมดแล้ว เห็นได้ชัดว่าเนี่ยหลี่นั้นรู้จักตระกลูปีกสีเงินเป็นอย่างดีซิคง หงยู่ สวมเกราะสีเงิน ร่างกายของเธอนั้นมีออร่าเปล่งประกายออกมา และดูแข็งแรงมีขาที่ยาวดูเต็มไปด้วยพลัง เนี่ยหลี่มีความรู้สึกว่า เเม้ว่าเธอจะยังเป็นเพียงเด็กหญิงแต่ว่า พลังทางกายภาพของเธอนั้นมีประสิทธิภาพมาก



      “โชคดีมากสถานที่ที่เจ้ามานั้นเป็นดินแดนของตระกูลปีกสีเงินในการยึดครองภูเขาลูกนี้นั้น มีตระกูลทั้งหมดสิบสามตระกูล ตระกูลเหล่านี้ล้วนมาจากช่วงยุคมืดพวกเขาต่างมาจากอาณาจักรที่ถูกทำลาย มีตระกูล ทั้งห้าที่เป็นศัตรูกับตระกูลปีกสีเงินของพวกข้า ถ้าพวกมันทราบว่าเจ้ามาจากตระกูลสีเงินจรัสแสง เจ้ามีหวังได้ตายแน่ๆ” ซิคง หงยู่กล่าวก่อนที่จะกระโดดเข้าไปในป่า



      “เรื่องมันเป็นแบบนี้นี่เอง” เนี่ยหลี่กล่าว พร้อมพยักหน้าเขาไม่เคยคิดว่าจะมีผู้รอดชีวิตมากมายจากยุคมืดมาก่อนแต่หากว่าเนี่ยหลี่ต้องหลงเข้าไปในดินแดนเขตอื่น เขาก็จะยังคงใช้วิธีการเอาตัวรอดแบบแนบเนียนได้เช่นเดียวกันกับที่ใช้อยู่ตอนนี้
หลังจากเวลาผ่านไปชั่วครู่ก็มาถึงพระราชวังอันงดงามที่ชวนดึงดูดสายตาแก่เนี่ยหลี่พระราชวังแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยใช้ต้นไม้ขนาดใหญ่หลายต้น



   กำแพงพระราชวังสูงถึงหลายสิบเมตร โครงสร้างสูงตระหง่านสร้างความรู้สึกกดดันมหาศาลแก่ผู้มาเยือนยิ่งนักเนี่ยหลี่เดินตามหลังของ ซิคง หงยู่ และตามเข้าพระราชวังไปหลังจากผ่านทางเดินมากมาย พวกเขาก็เข้าไปถึงส่วนที่เป็นห้องโถงขนาดใหญ่โตกว้างขวางแห่งหนึ่ง


ท่านพ่อ! ท่านพ่อ! ท่านพ่อ!



    เสียงเรียกที่ฟังระรื่นหู แต่บาดเข้าไปในหัวใจ ดังขึ้นหลังจากที่เข้ามาถึงห้องโถงสิ่งแรกที่เนี่ยหลี่เห็นก็คือ โครงสร้างของรูปปั้นขนาดใหญ่สองชิ้น หนึ่งในโครงสร้างของรูปปั้นนั้นมีเด็กที่ท่าทางแข็งแรงกำลังพยายามตกแต่งอยู่ ร่างของเขาเต็มไปด้วยรอยเลือด ซึ่งสามารถรู้ได้ทันทีว่าเป็นรอยที่เกิดจากการโดนแส้ฟาดไปยังผิวหนังของเขา ตามร่างกายของเขาไม่มีส่วนใดเลยที่จะไม่มีร่องรอยการโดนทรมาน



   เด็กคนนี้ก็มีปีกคู่หนึ่งที่กลางหลังของเขา อย่างไรก็ตามปีกคู่นั้นเป็นสีทองคำนิลต่างจากสมาชิกคนอื่นๆ ของตระกูลปีกสีเงินยามรักษาการณ์ทั้งสองคนที่สวมเกราะหนังยังคงฟาดแส้ของพวกเขาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเด็กคนนั้นจะเจ็บปวดเพียงใด เขายังคงพยายามซ่อนความเจ็บปวดนี้ไม่ให้แสดงออกมาทางใบหน้า และได้แต่กัดฟัน และก้มหน้าทำงานต่อไป แม้ว่าสายตาเขาจะยังคงแฝงด้วยความต่อต้านอยู่ก็ตามเนี่ยหลี่มองมาทาง ซิคง หงยู่ และได้พยายามสอบถามว่า “ท่านหญิงหงยู่ เขาเป็น...?”





    “ฮืม ก็แค่พวกลูกครึ่งไร้ราคาเท่านั้น”



    ซิคง หงยู่ บ่นออกมา “แม่ของมันเป็นคนของตระกูลปีกสีเงิน แต่ว่าดันไปมีความสัมพันธ์กับศัตรู ของเรา ตระกูลมังกรดำ และให้กำเนิดมันมา ภายหลังเรื่องนี้ได้ถูกเปิดเผยออกมา ดังนั้นพ่อแม่ของเจ้านี่ จึงโดนพวกข้า ตามล่า และตัดสินประหาร เหลือไว้เพียงมันที่เป็นสายเลือดลูกครึ่ง



ที่มาจาก http://www.wuxiaworld.com/


#นิยาย พงศาวดารภูติ#Tale of the demon god#นิยายแปลไทย
Author(s)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น