วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Tale of the demon and god novel Chapter 136 – Netherlamp Behemoth

Tale of the demon and god novel Chapter 136 – Netherlamp Behemoth

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่ 136 - อสูรดวงไฟยักษ์


บทที่ 136 - อสูรดวงไฟยักษ์

          เสี่ยว เซี่ยรีบหาเรื่องคุยกับ เสี่ยวหนิง เอ๋ออย่างรวดเร็ว  เมื่อครู่ เนี่ยหลี่ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงข่ายอาคมโบราณนี้
       
          ด้านข้างของข่ายอาคมโบราณนี้ มีเสาอยู่ถึงสิบหกที่ และทุกที่มีความสูงอยู่ราวหกเมตร ทุกเสาล้วนจารึกไว้ด้วยจารึกที่ลึกลับ ระหว่างรูปแบบของจารึกนั้นดูเหมือนว่ามันได้ถูกจัดเรียงเพื่อเชื่อมโยงไปถึงอะไรบางอย่าง
       
           ในสมัยก่อนนั้นมีรูปแบบจารึกนับหมื่นถูกสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น ทุกผู้คนต่างรู้ว่าจารึกแต่ละรูปแบบนั้นต่างก็มีพลังเฉพาะเป็นของตนเอง เมื่อรูปแบบจารึกอยู่รวมกันมันอาจเผยถึงบางสิ่งที่ไม่อาจจินตนาการได้
       
            ขอบเขตความรู้ของเนี่ยหลี่เรื่องจารึกพวกนี้ค่อนข้างคลุมเครือเป็นอย่างมาก เนื่องจากเพราะรูปแบบของข่ายอาคมโบราณหนึ่งแบบนั้นมีปริมาณข้อมูลที่มากมายมหาศาล อย่างไรก็ตามเมื่อชาติก่อนท่าน เย่ โม่ได้แก้ปัญหาเกี่ยวกับข่ายอาคมโบราณนี้ได้ ถ้าไม่ใช่เพราะเนี่ยหลี่เข้าใจรูปแบบจารึก เขาก็ไม่มีทางที่แก้ปัญหาข่ายคมโบราณนี้ได้




       
          เนี่ยหลี่เดินไปยังเสาต้นหนึ่ง เขาค่อยๆ สัมผัสรูปแบบจารึกด้วยมือขวาและนิ่งอยู่เช่นนั้นชั่วครู่ตรงจุดที่จารึกนูนออกมา เขาได้ถ่ายเทพลังวิญญาณลงไปเพียงเล็กน้อย
       
        ทันใดนั้นจารึกนั่นก็ได้แตกออกและปรากฏประกายแสงขึ้น
       
         ที่นี่เอง!
       
       เนี่ยหลี่ตื่นเต้นเล็กน้อย เขาได้พบหนึ่งในสิบหกรูปแบบจารึกเพื่อที่จะแก้ปัญหาม่านพลัง
       
       แสงบนรอยจารึกค่อย ๆ มารวมตัวกัน ณ จุด จุดหนึ่ง และได้ยิงออกไปที่ม่านพลัง
       
ม่านพลังมีการสั่นสะท้านเล็กน้อย
       
"เกิดอะไรขึ้น!"
       
          ทุกคนต่างตกใจพอควรเมื่อเห็นว่ามีแสงเปล่งออกมาจากรอยจารึก พวกเขาหันไปมองเนี่ยหลี่ทันที
       
          พวกเขาต่างคาดหวังว่าเนี่ยหลี่นั้นจะสามารถเปิดผนึกม่านพลังนี้ได้ พวกเขาโตมากับเมืองกลอรี่แห่งนี้ ผู้คนมากมายต่างเคยมาที่นี่ แต่ว่าไม่เคยมีใครฝ่าม่านพลังเข้าไปดูด้านในได้มาก่อน
       
         เนี่ยหลี่แอบยิ้มแล้วถอนมือของเขาออก จากนั้นก็เคลื่อนตัวไปยังเสาแท่งที่สอง
       
       รูปแบบจารึกที่สองได้ถูกพบโดยเนี่ยหลี่
       
       จากนั้นรูปแบบจารึกที่สอง ที่สาม ที่สี่ และที่ห้าเองก็ถูกค้นพบ
       
       รูปแบบจารึกแต่ละอันล้วนสว่างขึ้นหลังจากที่ปล่อยลำแสงไปกระทบม่านพลัง และเมื่อลำแสงสุดท้ายตกกระทบที่ม่านพลัง มันได้เกิดประกายแสงลึกลับส่องสว่างขึ้นราวกับหมู่ดาราอันไม่รู้จบ
       
       "มา พวกเราจะเข้าไปข้างใน" เนี่ยหลี่เอ่ยเรียกเพื่อน ๆ
       
      ขณะที่เขาพูดอยู่ ม่านพลังก็ค่อยๆ จางหายไป
       
      เนี่ยหลี่เดินฝ่าม่านพลังเข้าไปเป็นคนแรก โดยมีเสี่ยวหนิง เอ๋อ หหลู่เพรียว ตู เซอและคนอื่นๆ ตามติดเข้าไปอย่างรวดเร็ว รวมทั้งหมดแปดคนได้ผ่านเข้าไปยังด้านในม่านพลัง
       
      ครู่ต่อมา ม่านพลังได้ฟื้นตัวและเกิดแสงปกคลุมขึ้นอีกครั้ง
       
        นี่มันเหมือนกับว่าพวกเขาได้เข้ามาสู่พื้นที่ว่างเปล่าอันไร้จุด
       
วูบ! วูบ! วูบ!
       
         ประกายแสงได้ปรากฏรอบตัวพวกเขาเมื่อเข้าสู่ใจกลางของข่ายอาคมโบราณ ดูเหมือนว่าใจกลางแห่งนี้จะเป็นข่ายอาคมเคลื่อนย้าย ตอนนี้รอบด้านปรากฏเสาหินและเสาแกะสลักรูปแบบจารึกลึกลับ
       
         สายฝนอันเยือกเย็นต่างพร่างพรายลงสู่พื้น ด้านหน้าของพวกเขาปรากฏป่ามืดทึบที่ดูไร้ที่สิ้นสุด ภูเขาที่อยู่ห่างออกไปแทบจะมองเห็นได้อย่างเลือนราง ด้านบนก็เป็นท้องฟ้าที่ดูไร้จุดจบ
       
   มีเสียงของสัตว์อสูรเบาบางอยู่ในระยะไกลออกไป
       
      "พวกเราอยู่ที่ไหนกัน?" หหลู่เพรียวและคนอื่นๆตกใจเอ่ยถามออกมา เมื่อครู่พวกเขายังอยู่ในเมืองกลอรี่ ทำไมพวกเขาถึงมายังสถานที่แห่งนี้ได้ในชั่วพริบตา
       
          พวกเขาไม่เคยนึกฝันเลยว่าจะมีสถานที่เปรียบดั่งโลกลึกลับอยู่ด้านในม่านพลัง
       
            "ที่นี่ดูคล้ายคลึงกับเขตแดนสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ ที่นี่น่าจะถูกสร้างโดยผู้เชี่ยวชาญระดับสูงมาก" เนี่ยหลี่ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วได้ตอบออกมา
       
             มองสำรวจไปที่หินอาคม เขารู้สึกได้ว่ามันช่างมัวหมองและไม่มีแม้ประกายใด ๆ มีหินหลายอันที่ดูเหมือนว่าจะมีบางอย่างอยู่ข้างใน แต่พอสำรวจดูก็พบว่ามันว่างเปล่า
       
            พวกนี้น่าจะเป็นหินแห่งแสง พวกเขาได้ออกค้นหาหินแห่งแสงและพยายามวางมันกลับที่เดิมตามลำดับเพื่อที่จะได้ส่งพวกเขากลับ
       
กี้ กี้
       
         ทันใดนั้นได้ปรากฏลิงตัวหนึ่งซึ่งอยู่ห่างออกไป มันไม่มีขนบนตัวซักเส้น ผิวก็เป็นสีแดง พร้อมด้วยหูที่มีลักษณะแหลม มือแขนที่สั้นแต่กรงเล็บเรียวยาว ดวงตาของมันปูดโปนออกมาเหมือน อัญมณี สีน้ำเงินที่เปล่งแสงออกมาอย่างเลือนราง
       
เจ้าลิงนั่นมองไปยังเนี่ยหลี่และตะโกนว่า "กี้ กี้!"
       
    จากนั้นชั่วครู่ก็ปรากฏลิงลักษณะเดียวกันออกมาเพิ่มอีกหลายตัวจ้องมองไปพวกเนี่ยหลี่
       
เห็นดังนี้ แทบทันทีทันใดเนี่ยหลี่รู้สึกยุ่งยากขึ้นมาทันใด "พวกนี้มันคือภูติโลหิต พวกเราหนีเร็ว"
       
"อะไรคือภูติโลหิต?"
       
        ทุกคนถึงกับมึนงงชั่วครู่ อย่างไรก็ตามพวกเขาเห็นเนี่ยหลี่กระวนกระวายก็แทบจะทราบได้ทันทีว่าเป็นต้องอันตรายต่อพวกเขาเป็นแน่
       
 วูบ, วูบ, วูบ! ทุกคนต่างตามติดด้านหลังเนี่ยหลี่
       
"กูจิ กูจิ!" พวกภูติโลหิตแทบคลั่ง พวกมันตะโกนอย่างบ้าคลั่งและตามล่ากลุ่มของเนี่ยหลี่
       
         ภูติโลหิตมีระดับเพียงแค่เงิน มันได้ชื่อนี้มาเพราะรูปร่างอันอัปลักษณ์ของมัน คาดว่าภูติโลหิตมีระดับเพียงแค่หนึ่งดาวเงิน สิ่งมีชีวิตประเภทเดียวกับภูติโลหิตนั้นมักอยู่อาศัยด้วยกันเป็นจำนวนมาก ภูติโลหิตตัวก่อนหน้าได้เรียกพวกของมันมาเพิ่ม ถ้าพวกเนี่ยหลี่ก้าวช้าไปเพียงก้าวเดียวพวกเขาคงถูกล้อมด้วยฝูงภูติโลหิตนับร้อยหรือนับพันเป็นแน่ ซึ่งนั่นเป็นอะไรที่พวกเขาไม่อาจต่อกรได้
       
"กุจิ๊ กุจิ๊" จากนั้นเหล่าภูติโลหิตก็กระโจนออกมาจากพงหญ้าเพื่อตามล่ากลุ่มเนี่ยหลี่
       
         เนี่ยหลี่คำรามในลำคอพร้อมผสานร่างกับจิตภูติอสูรเงา มือทั้งสองข้างเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปเป็นเคียวกระดูกที่แหลมคม
       
ทันใดนั้นเองก็เกิดบ่อโลหิตรอบบริเวณ
       
        ภูติโลหิตสองตัวถูกกำจัดโดยเนี่ยหลี่
       
     เมื่อคนอื่นเริ่มที่จะพยายามผสานร่างเข้ากับจิตอสูร เนี่ยหลี่ได้ตะโกนลั่น "อย่าเพิ่งรวมร่าง วิ่งต่อไป! ให้ข้าจัดการพวกที่เหลือเอง!"
       
      ถ้าคนอื่นๆ ผสานร่างเข้ากับจิตอสูร พวกเขาจะต้องถูกเห็นโดยง่ายและดึงดูดพวกภูติโลหิตมาที่นี่เพิ่มอีกแน่ เพียงแค่เนี่ยหลี่คนเดียวที่รวมร่างกับจิตภูติอสูรเงา
       
           ทุกคนต่างเชื่อมั่นในตัวเนี่ยหลี่ เมื่อพวกเขาได้ฟังดังนั้นจึงยุติการรวมร่างและออกวิ่งต่อ
       
ครี๊ก ครี๊ก
       
       เสียงกรีดร้องที่ดูต่างออกไปเข้ามาใกล้พวกภูติโลหิตที่โดนสังหารโดยเนี่ยหลี่ เคียวกระดูกของเนี่ยหลี่นั้นเสมือนมีดหั่นเนื้อ ในยามที่เขาลงมือสังหารภูติโลหิตนั้น การเคลื่อนไหวของเขาพลิ้วไหวดั่งสายน้ำ และทุกครั้งที่โจมตีก็สามารถสังหารได้ในดาบเดียว
       
       ความเร็วในการลงมือสังหารอันน่าหวาดหวั่นนี้สร้างความตื่นตะลึงให้แก่พวกตู เซอ หหลู่เพรียวและคนอื่นๆ
       
         ภูติโลหิตพวกนี้มีระดับหนึ่งดาวเงิน พวกมันยังไม่ทันทำอะไรก็ถูกเนี่ยหลี่สังหารไปเรียบร้อยแล้ว
       
         ณ ที่นี้ถึงแม้ว่าระดับห้าดาวเงินอย่างตู เซอ หลู่เพรียวและคนอื่นต่างก็ตระหนักได้ดีว่าหากต่อสู้จริงๆ พวกเขานั้นล้วนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเนี่ยหลี่ ต่อให้พวกเขาใช้แผนรวมกลุ่มกันสู้ก็ตาม
       
         ในขณะที่กลุ่มเคลื่อนที่ไปด้านหน้า พวกภูติโลหิตก็พยายามที่จะตามล่าและคำรามอย่างต่อเนื่อง พวกมันมีพวกมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และพยายามโจมตีกลุ่มของเนี่ยหลี่อย่างต่อเนื่อง แต่ว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเคียวกระดูกของเนี่ยหลี่ พวกภูติโลหิตก็ได้แค่พยายามที่จะโจมตีและพบจุดจบ
       
         "เนี่ยหลี่ ทำยังไงดีล่ะ พวกภูติโลหิตดูเหมือนจะมากันไม่หยุดเลย" ตู เซอถาม
       
          คิ้วของเนี่ยหลี่ขมวดแน่น ถ้าพวกเขายัง วิ่งต่อไปคงต้องเผชิญหน้ากับการต่อสู้แบบไม่สิ้นสุดแน่ แม้ว่าพวกเขานั้นจะแข็งแกร่งกว่า แต่เมื่อต้องพบกับกองทัพมหาศาลขนาดนี้มันก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะกำจัดพวกมันทั้งหมด
       
"เนี่ยหลี่ ดูนั่น! แสงนั่น" หลู่เพรียวพูดอย่างแตกตื่น
       
        ในที่ราบห่างออกไป มีดวงไฟขยับไปมาตามแรงลม แม้ว่าละอองฝนจะทำให้มันดูพร่ามัวไปบ้าง แต่แสงพวกนั้นไม่ได้มอดดับ
       
"มีบางคนอาศัยอยู่ที่นี่?" เสี่ยวหนิง เอ๋อสับสนพร้อมขมวดคิ้ว
       
        เนี่ยหลี่ก็รู้สึกสับสนเล็กน้อยเช่นกัน จะมีคนอาศัยอยู่ในที่แบบนี้? แต่ถ้าไม่แล้วแสงพวกนั้นมันอะไรกันล่ะ?
       
    ทันใดนั้นเขาก็นึกออก เนี่ยหลี่เข้าใจในทันทีว่ามันคืออะไรและพูดอย่างตื่นตระหนก "มันคืออสูรยักษ์ดวงไฟทมิฬ!"
       
"อะไรคืออสูรยักษ์ดวงไฟทมิฬ?"
       

        "อสูรยักษ์ดวงไฟทมิฬมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าพรั่นพรึง ที่หน้าผากของพวกมันมีโคมไฟแขวนอยู่เพื่อส่องสว่างล่อเหยื่อให้มาติดกับ เมื่อเหยื่อเข้าใกล้เพียงพอมันก็จะตะครุบเหยื่อเข้าปากและกลืนกินอย่างโหดเหี้ยม" เนี่ยหลี่กล่าว "ฟันของมันแหลมคมจนสามารถเคี้ยวหินให้แหลกได้ง่ายๆ มันเป็นสัตว์อสูรระดับทอง"
       
         ได้ฟังเนี่ยหลี่อธิบาย ตู เซอ หลู่เพรียวและคนอื่นต่างก็หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าไฟนั่นจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวขนาดนั้น ถ้าพวกเขาขาดความระมัดระวังกว่านี้คงพบจุดจบอันน่าอนาถไปแล้ว สถานที่นี้มันบ้าอะไรกัน ทุกย่างก้าวนี่มันเดิมพันด้วยชีวิตชัดๆ!
       
        เนี่ยหลี่ยังคงวิ่งต่อไป จำนวนของภูติโลหิตที่ตามไล่ล่าจากหลายพันก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นไปตามเวลาที่ผ่านไป
       
        ถ้ายังเป็นแบบนี้ต้องแย่แน่ๆ เมื่อพวกเขาไม่อาจวิ่งต่อไปได้และต้องเผชิญหน้า เวลานั้นคือจุดจบพวกของเขา
       
         "ข้ามีความคิดอย่างหนึ่ง พวกเราจะวิ่งตรงเข้าหาอสูรยักษ์ดวงไฟทมิฬ" เนี่ยหลี่กล่าวอย่างเคร่งขรึม
       
          "เมื่อกี้เจ้าไม่ได้พูดว่ามันเป็นสัตว์อสูรที่น่ากลัวหรอกเหรอ?"
       
          "แม้ว่ามันจะเป็นสัตว์อสูรที่น่ากลัว แต่ว่าอสูรยักษ์ดวงไฟทมิฬเคลื่อนไหวได้เชื่องช้า มันจะอันตรายถ้าเราเข้าใกล้มัน ในโลกนี้ผู้อ่อนแอย่อมเป็นเหยื่อของผู้แข็งแกร่ง ที่นี่มีภูติโลหิตจำนวนมาก ถ้ามีพวกอสูรยักษ์ดวงไฟทมิฬอาศัยอยู่จริงก็ง่ายแล้ว พวกอสูรยักษ์ดวงไฟทมิฬจะเปรียบเสมือนฝันร้ายของภูติโลหิตแน่นอน"
       
        "ตกลง พวกเราไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ถ้าพวกเราวิ่งต่อไปแบบนี้ก็ต้องถูกตามล่าจนกว่าจะตายโดยพวกภูติโลหิตแน่นอน" ตู เซอ พยักหน้าอย่างเข้าใจ
       
        ทั้งกลุ่มวิ่งโดยตรงไปยังที่อยู่ของพวกอสูรยักษ์ดวงไฟทมิฬ
       
          ระยะมองเห็นของดวงไฟใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พวกเขาห่างจากมันเพียงแค่ระยะร้อยเมตร ณ ตอนนี้มองเห็นแค่มันเป็นเพียงดวงไฟธรรมดาที่ลอยอยู่ ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น
       
    "ระวังตัวด้วย อสูรยักษ์ดวงไฟทมิฬมันซ่อนตัวอยู่ในความมืด กลั้นลมหายใจไว้"
       
ทุกคนต่างรีบกลั้นลมหายใจและค่อยย่างก้าวออกไป
          กี้! กี้!
       
 ภูติโลหิตกรีดร้องและมุ่งมายังกลุ่มของเนี่ยหลี่
       
     ทันใดนั้นพลันปรากฏลิ้นสีแดงทะยานออกมาในความมืด ลิ้นพวกนั้นล้อมภูติโลหิตที่กรีดร้องออกมาพร้อมดึงลิ้นกลับกลืนหายเข้าไปในความมืดมิด
       
กี้! กี้!
          ภูติโลหิตที่ตามหลังมาต่างหวาดกลัวและวิ่งหนีแตกกระเจิง ทันใดนั้นเอง ณ สถานที่แห่งนี้ก็เต็มไปด้วยเสียงกรีดร้อง


ที่มาจาก http://www.wuxiaworld.com/


#นิยาย พงศาวดารภูติ#Tale of the demon god#นิยายแปลไทย
Author(s)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น