วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Tale of the demon and god novel Chapter 134 – Xiao Xue

Tale of the demon and god novel Chapter 134 – Xiao Xue

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่ 134 - เสี่ยว เซี่ย


บทที่ 134 - เสี่ยว เซี่ย



          "เจ้าเชื่อไหม ถ้าคอเจ้าขยับแม้เพียงนิด เจ้าคงตายไปแล้ว" มีดของ เย่ ฮั่นพาดลงไปที่คอของ เสิ่นซิ่ว เสียงของเขานั้นเยือกเย็นปานเชือดเฉือนกระดูก

          "เย่ ฮั่น เจ้าไม่น่าจะทำแบบนี้กับเพื่อนเก่าเลยนะ" เสิ่นซิ่วดูไม่ยี่หระเท่าไรนักกับการกระทำของเย่ ฮั่นและหัวเราะออกมา "ข้าพนันเลยว่าเจ้าไม่ฆ่าข้าหรอก เพราะข้ารู้ว่าแท้จริงแล้วเจ้านั้นเป็นคนเช่นไร"
          "แล้วเจ้าคิดว่าข้าเป็นคนเช่นไรกันล่ะ?" เย่ ฮั่นถามออกไปทีละคำพร้อมจ้องมองไปที่คอของเสิ่นซิ่วด้วยแววตาอันดุร้าย

          "เจ้าเป็นคนที่มีพรสวรรค์ที่น่าทึ่ง อีกทั้งเจ้ายังเป็นคนที่ทำได้ทุกอย่างเพื่อเป้าหมาย แรกเริ่มเดิมทีเจ้าก็น่าจะเข้าใจว่าการไปนั่งตำแหน่งเจ้าเมืองนั้นจะต้องพบกับการปฏิเสธที่ไม่อาจคาดเดาได้ นอกจากเย่ ซ่งและบางคน ตระกูลวายุเหมันต์นั้นแทบจะเป็นศัตรูกับเจ้าทั้งตระกูล มีเพียงแค่ตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ของเข้าเท่านั้นที่จะช่วยให้เจ้านั่งตำแหน่งเจ้าเมืองได้" เสิ่นซิ่วนั้นไม่กังวลเลยว่ามีดนั้นอยู่ใกล้กับคอเธอในระยะอันน้อยนิด นอกจากนี้เธอยังสามารถยกรอยยิ้มออกมาได้อีกด้วย
          "เจ้าต้องการจะต่อต้านตระกูลวายุเหมันต์ด้วยเพียงลำพังแค่ตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์งั้นรึ?" เย่ ฮั่นถามเสียงเย็น




          "ถ้าข้าจะบอกว่า รวมถึงสมาคมทมิฬด้วยล่ะ" เสิ่นซิ่วยักคิ้วออกมา
          "เจ้าหมายความว่าตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์รวมหัวกับสมาคมทมิฬงั้นรึ" น้ำเสียงของเย่ ฮั่นนั้นเยือกเย็นจนถึงที่สุด "เจ้าไม่กลัวข้าจะเอาเรื่องนี้ไปบอกกล่าวกับพ่อบุญธรรมของข้าหรือยังไง"
          "ฮ่า ฮ่า แล้วยังไง? เย่ ฮั่น เจ้าอย่าทำตัวเป็นเด็กน้อยเลย ตระกูลวายุเหมันต์นั้นรับรู้ได้ว่าตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์มีความข้องเกี่ยวกับสมาคมทมิฬ พวกมันทำได้แค่รอคอยและหาหลักฐานที่แน่ชัดเพื่อที่จะเอาผิดกับตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ แม้ว่าตระกูลวายุเหมันต์คิดจะล้างบางตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์มากเพียงไรแต่มันก็ไม่มีหลักฐานที่เพียงพอ พวกมันไม่อาจจะโน้มน้าวผู้คนให้คล้อยตามหลักฐานอันเลื่อนลอยได้หรอก" เสิ่นซิ่ว เอ่ยออกมาอย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใด


          "ถ้าข้าเป็นเจ้าเมือง ข้าจะทำลายตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ก่อนแล้วค่อยอธิบายกับผู้คนในเมืองทีหลัง" เย่ ฮั่นแค่นเสียงตอบ

          "นั่นถ้าหากว่าเจ้าเป็นเจ้าเมือง แต่เจ้านั้นไม่ใช่  จะทำเรื่องสูญเปล่าไปทำไม? ก่อนที่เจ้าจะได้เป็นเจ้าเมือง ไม่ต้องพูดถึงตระกูลวายุเหมันต์เลย แม้แต่ผู้คนในเมืองและตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ของ ข้าก็รู้ว่าเจ้าไม่ใช่"

          เย่ ฮั่นถึงกับชะงัก ตาของเขามืดหม่นพร้อมกับมืดมนลง
          "ข้าชอบตัวตนของเจ้า ข้าเพียงสนใจจะเข้าร่วมแผนกับเจ้า เจ้าจะให้ข้าร่วมงานกับเจ้าได้หรือเปล่าล่ะ?"

          ตอนนี้เขาไม่มีโอกาสอื่นใดอีกนอกจากจะอยู่ฝ่ายตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์
          เสิ่นซิ่วคาดไว้แล้วว่าเย่ ฮั่นจะต้องยอมรับข้อเสนอของเธอ
          "สถานที่แห่งนี้ไม่เหมาะจะพูดคุยเท่าไรนัก ตามข้ามา" เสิ่นซิ่วพูดพร้อมกับพุ่งตัวออกไป
          เย่ ฮั่นใช้เวลาคิดเพียงชั่วครู่ก่อนที่จะตามเธอไป ทั้งสองคนหายเข้าไปในป่าอย่างเงียบเชียบ
          ที่บริเวณริมพื้นที่ของคฤหาสน์เจ้าเมือง
          ที่นี่มีสิ่งปลูกสร้างเก่าแก่อยู่ ด้วยการกัดเซาะจากฟ้าฝนทำให้ที่นี่นั้นเกิดรอยด่างขึ้นตามกำแพง  ที่นี่เป็นโดมขนาดใหญ่ไม่ได้เข้ากับสิ่งปลูกสร้างของเมืองกลอรี่แม้เพียงนิด


          ในช่วงยุคมืด เมืองกลอรี่เคยมีผู้คนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามช่วงเวลาที่สัตว์อสูรคลั่งได้มีผู้คนจำนวนมากมายถูกสังหาร แต่ก็ไม่มีใครพบศพเลย ทุกศพเสมือนสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าเมืองกลอรี่มีประวัติความเป็นมาเช่นไร

          ผู้ก่อตั้งที่มีพลังร่างทรงอสูรระดับตำนานทั้งห้าได้นำผู้คนนับแสนมายังที่นี่ในขณะที่พวกเขาต่อสู้พร้อมล่าถอยไปยังหุบเขาบรรพชน พวกเขาพ่ายแพ้จนต้องถอยเข้าไปยังเมืองกลอรี่และเริ่มสร้างเมืองใหม่อีกครั้ง

          หลังจากนั้นมาเมืองกลอรี่ก็แทบจะมีประสบการณ์ถูกตีแตกนับครั้งไม่ถ้วน แม้ว่าเหล่าบรรพบุรุษจะสร้างเมืองขึ้นใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าได้ แต่ก็มีหลายตระกูลที่ต้องล่วงหล่นเสื่อมสลายไปจนถึงตอนนี้
          แท้จริงแล้วประวัติศาสตร์ดั้งเดิมของเมืองกลอรี่นั้นได้ถูกทำลายไปเป็นเวลานานแล้ว เสียงข้างมากเสนอให้สร้างเมืองขึ้นมาใหม่อีกครั้งและนั่นคือเมืองที่อยู่มาจนถึงปัจจุบัน โดมแห่งนี้นั้นถูกสร้างและซ่อนเอาไว้เปรียบดั่งเงาอันขาวกระจ่าง* แม้แต่ร่างทรงอสูรระดับตำนานก็ไม่อาจเข้ามายังที่แห่งนี้ได้

          ที่นี่ควรจะกล่าวได้ว่าเป็นข่ายอาคมโบราณขนาดมหึมาที่เต็มไปด้วยปริศนา
          บนกำแพงของโดมนั้นเต็มไปด้วยบันทึกที่ถูกแกะสลักที่บางครั้งก็ดูเปล่งประกายเงางาม
          ในชาติก่อนนั้น ก่อนที่เมืองกลอรี่จะถูกทำลาย ท่านเจ้า เย่ โม่ได้ค้นพบวิธีที่จะทำลายข่ายอาคมนี้ ยังก่อนก็ตามก่อนที่เขาจะได้แก้ปริศนาเหล่านี้ได้ ภัยพิบัติก็มาเยือนเมืองกลอรี่เสียก่อน เนี่ยหลีครุ่นคิด สิ่งที่ท่านเจ้าเย่ โม่ค้นพบในข่ายอาคมโบราณแห่งนี้นั้นจะส่งผลให้สมาคมทมิฬเกิดสนใจขึ้นมา?
          เนี่ยหลีและคนอื่น ๆ ได้ปรากฏตัวขึ้นที่นี่ ระหว่างทางเนี่ยหลีได้รวมร่างกับจิตเงาอสูรเพื่อยืนยันว่าไม่มีใครติดตามมา จนกระทั่งเขาแน่ใจและวางใจได้


          "เนี่ยหลี เจ้าจะมาทำอะไรที่นี่" หลู่เพรียวเอ่ยถามอย่างสนอกสนใจ
          สถานที่แห่งนี้ เขาเคยมาแล้วเมื่อตอนยังเป็นเด็ก เขาเล่นรอบบริเวณนี้กับเพื่อน ๆ ยังไงก็ตามศูนย์กลางของสิ่งก่อสร้างนี้ถูกปกคลุมไปด้วยม่านพลังที่ทำให้พวกเขาไม่อาจเข้ามายังที่แห่งนี้ได้
          พวกนายจะรู้ในอีกไม่ช้า

          แม้ว่าเนี่ยหลีจะมีรายละเอียดโดยคร่าว ๆ ของข่ายอาคมโบราณแห่งนี้จากเย่จื้อหวิ๋นเมื่อชาติก่อน เขาได้เข้าใจหลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับมัน และยังเข้าใจถึงวิธีที่จะทำลายข่ายอาคมแห่งนี้อีกด้วย
          หลังจากที่เนี่ยหลีได้เข้าใจ เขาสัมผัสได้ถึงระดับที่ไม่อาจเอื้อม
          "เจ้ารู้วิธีที่จะทำลายม่านพลังชั้นนอกนี้อย่างนั้นเหรอ?" ตูเซอ พยายามคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เนี่ยหลีพูดก่อนหน้า

          เว่ยหนานและคนอื่นจ้องมองไปยังเนี่ยหลี พวกเขารู้สึกคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้ แม้ว่าพวกเขาจะได้ยินพวกผู้ใหญ่พูดคุยกันว่า แม้แต่ร่างทรงอสูรระดับตำนานอย่างท่านเจ้า เย่ โม่ยังไม่อาจทำลายม่านพลังชั้นนอกนี้ได้ เนี่ยหลีจะมีวิธีการอันใดกัน
          "ตามข้ามา" เนี่ยหลีกล่าวพร้อมเดินไปยังข่ายอาคมโบราณนั้น
          เมื่อพวกเขาไปยังกึ่งกลางของข่ายอาคมโบราณได้ปรากฏแสงสว่างวาบออกมาเป็นทางจากระยะไกล

          "หลู่เพรียว จำตำแหน่งของเจ้าไว้!"
          เสียงนั้นดังและกระจ่างชัดยิ่งนัก
          เมื่อได้ยินเสียงนั้น หลู่เพรียวรู้สึกเสียวสันหลัง เขาสะดุ้งและรีบมองไปเนี่ยหลีทันที "เนี่ยหลี ข้าขอเผ่นก่อนล่ะ เจ้าจะบอกว่าข้าไม่ได้อยู่แถวนี้ก็ได้"

          จากตำแหน่งนั้นลู่เพรียวเตรียมเผ่นอย่างมาดมั่นเพื่อที่จะหนีไปให้พ้น
          ในจังหวะที่ลู่เพรียวจะเผ่นหนีนั้น เนี่ยหลีสะบัดมือออกเพื่อไปคว้าเสื้อของหลู่เพรียวไว้ เมื่อหลู่เพรียวออกวิ่งเขาได้ถูกเนี่ยหลีดึงกลับพร้อมตวัดลงพื้นทำให้ก้นของเขาจ้ำเบ้าเข้ากับพื้นเต็ม ๆ
          "เนี่ยหลี ทำอะไรของเจ้าเนี่ย" ลู่เพรียวอุทานพร้อมปรายตามองไปยังเนี่ยหลี

          "ไม่มีอะไรมาก ข้าแค่ต้องการถามว่าเจ้าจะไปไหน?" เนี่ยหลีเปิดปากถามอย่างไร้เดียงสา
          "ข้าบอกไม่ได้ ข้าต้องรีบออกไป มันเกี่ยวพันถึงความเป็นและความตายของข้า!" หน้าของหลู่เพรียวแสดงสีหน้าจะเป็นจะตายเสียให้ได้ เขาเร่งรีบที่จะเผ่นหนีอีกรอบ

          ทันใดนั้นเนี่ยหลีก็ก้าวถอยหลัง ในขณะที่ลู่เพรียววิ่งหนี เขาถูกสกัดโดยเนี่ยหลีและรู้สึกได้ว่าเขาไม่อาจหนีไปไหนได้พ้น หลู่เพรียวพูดออกมาทั้งน้ำตา "เนี่ยหลี เรายังเป็นสหายที่ดีต่อกันใช่ไหม"
          "เจ้าช่างประมาทยิ่งนัก บอกก่อนว่าเจ้าคิดจะไปที่ไหนให้พวกเราสบายใจหน่อย" เนี่ยหลีกล่าวถาม
          "ข้าจะบอกพวกเจ้าหลังจากที่ข้ากลับมา"

          ขณะที่หลู่เพรียวจะเผ่นหนีอีกครั้ง เขาได้หันหน้ากลับจ้องไปยังเนี่ยหลี "อย่ามาขวางข้าอีกล่ะ!"
          "ข้าไม่ได้ขัดขวางเจ้า ก่อนอื่นบอกพวกเราก่อนว่าทำไมเจ้าต้องหนีด้วย"
          ความจริงแล้วเนี่ยหลีแทบจะกลั้นหัวเราะไม่อยู่ เมื่อพวกเขาได้ยินเสียงที่คุ้นเคยนั้น เขารู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น เขาเพียงต้องการถ่วงเวลาหลู่เพรียวเท่านั้น

          "ถ้าเจ้าฉุดกระชากข้าอีกครั้ง เราก็จบความสัมพันธ์กันเพียงเท่านี้แหละ"
          หลังจากที่ถามเนี่ยหลีถึงหลายครั้ง หลู่เพรียวก็โกรธจนแทบระเบิด
          เนี่ยหลียกมือทั้งสองขึ้นและกล่าวว่า "ตกลง ข้าจะไม่รั้งเจ้าไว้อีกแล้ว เจ้าไปได้"
          เมื่อลู่เพรียวพยายามจะเผ่นอีกรอบ เสียงอันดังและกังวานก็ดังขึ้นอีกครั้ง "หลู่เพรียว ถ้าเจ้าจะหนีอีกครั้งก็ไม่ต้องโผล่หน้ามาให้ข้าเห็นอีกในชั่วชีวิตนี้!"

          หลังจากได้ยินเสียงนั้น หลู่เพรียวที่วิ่งไปได้หลายเมตรแล้วจึงหยุดชั่วครู่และกลับมาก้มหน้าด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหดหู่

          เนี่ยหนีมองไปยังด้านข้าง ผู้หญิงที่ยืนตรงนั้นสวมชุดฝึกฝนสีแดง มือทั้งสองท้าวเอวและเปี่ยมไปด้วยพลังที่เกินกว่าจะพรรณนาได้ ผู้หญิงคนนี้คือเสี่ยว เซี่ย

          เปรียบดั่งเห็นพริกน้อยที่กำลังโกรธ เนี่ยหลีไม่อาจไม่นึกถึงเรื่องราวกาลก่อนได้ หลู่เพรียวและเสี่ยว เซี่ยนั้นแทบจะกล่าวได้เลยว่าเป็นคู่รักวิวาทะ!
          เมื่อครั้งเยาว์วัย หลู่เพรียวและเสี่ยว เซี่ยเป็นเพื่อนสมัยเด็กที่ดีต่อกัน พวกเขาต่างก็รักกันและกัน พวกเขาไม่อาจที่จะข้ามหน้าต่างไปหากันและกันได้เมื่อเติบโตขึ้น

          ความแตกต่างระหว่างการฝึกฝนพลังก็ช่างแตกต่าง เสี่ยว เซี่ยนั้นมีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมและขยันฝึกฝนอย่างหนัก การฝึกฝนของเธอแทบจะเรียกได้ว่าเป็นไปอย่างรวดเร็ว ยังไงก็ตามแม้หลู่เพรียวจะไม่ได้คิดมากและไม่ใส่ใจกับการฝึกฝนพลังทำให้ระยะห่างของพวกเขาทั้งสองแยกห่างออกจากกันและกัน หลู่เพรียวได้แต่แอบมองเสี่ยว เซี่ย อาบน้ำหลายต่อหลายครั้งจนกระทั่งถูกคนของตระกูลเสี่ยว จับได้ ด้วยระดับพลังของเสี่ยว เซี่ยถ้าเธอไม่ต้องการให้ลู่เพียวแอบดู หลู่เพรียวก็ไม่มีทางที่จะมาแอบดูเธออาบน้ำได้อย่างแน่นอน

          มันเป็นเรื่องจริงอันน่าโศกเศร้าของชีวิตที่ตระกูลเสี่ยว ไม่อาจยอมรับให้เสี่ยว เซี่ยแต่งงานกับนายน้อยของตระกูลหลู่ได้ ความรักของพวกเขาทั้งสองแทบจะพังทลาย สำหรับหลู่เพียวชีวิตของเขาแทบจะต้องอยู่กับความทุกข์

          ในช่วงเวลาที่กำแพงของเมืองกลอรี่พังทลายลง เหล่าสัตว์อสูรได้เข้ามาก่อความวุ่นวายในเมือง หลู่เพรียวแทบจะตาเหลือกตาลานไปหาเสี่ยว เซี่ย เมื่อภัยพิบัติมาเยือนทั้งคู่ได้แต่งงานกันโดยมีเนี่ยหลีและตูเซอ เป็นพยานความรัก หลังจากที่พวกเขาแต่งงานผ่านไปไม่กี่ชั่วโมงเสี่ยว เซี่ยก็จากไปในขณะที่ปกป้องเมืองกลอรี่ หลู่เพียวปฏิเสธที่จะหนีออกจากเมืองจนท้ายที่สุดก็ได้จบชีวิตลง


          เนี่ยหลียังจำได้ราง ๆ ว่าหลู่เพรียวนั้นยิ้มอย่างเศร้าสร้อยในขณะที่เนี่ยหลีร้องไห้ไม่ต่างจากเด็ก
          แม้หลู่เพรียวจะไม่เหลือสิ่งยืดเหนี่ยวแล้ว แต่ความรักของเขาต่อเสี่ยว เซี่ยนั้นคือจริงแท้ แม้ว่าเขาจะกลัวที่จะพูดความจริงออกมา แต่ในท้ายที่สุดของชาติที่แล้วเสี่ยว เซี่ยก็ได้แต่งงานกับใครซักคนโดยการคลุมถุงชน ทั้งหมดนี่เป็นเพราะหลู่เพรียวนั้นขลาดเขลา ถ้าหลู่เพียวกล้าที่จะสู้เพื่อเสี่ยว เซี่ย เธอจะต้องหันกลับมาแน่ ยังไงก็ตามหลู่เพรียวไม่ได้ให้คำตอบอะไรแก่เสี่ยว เซี่ยนั่นทำให้เสี่ยว เซี่ยท้อแท้ใจ

          โศกนาฏกรรมของชีวิตที่แล้ว หลู่เพรียวได้กระทำสิ่งที่ผิดพลาดมากมาย มองไปยังหลู่เพรียวที่เดินกลับมาอย่างนอบน้อมและหน้าปลงตก มุมปากของเนี่ยหลีก็ยกยิ้มขึ้นอย่างมีเลศนัย "หลู่เพรียว ข้าช่วยเจ้าได้เพียงเท่านี้แหละ"

          บางทีในชาตินี้โชคชะตาระหว่างหลู่เพรียวและเสี่ยว เซี่ยอาจจะเปลี่ยนไปก็เป็นได้เมื่อได้พบกับเนี่ยหลี
          เสี่ยว เซี่ย มองไปยังเนี่ยหลี ตูเซอ และคนอื่น เธอชะงักเล็กน้อยและถามออกมา "พวกเธอทุกคนเป็นเพื่อนของลู่เพรียวงั้นหรือ?"
          "ใช่"
          นอกจากเนี่ยหลี ตู่ซื่อและคนอื่น ๆ ได้มองไปยังเสี่ยว เซี่ยแบบแปลกๆ



ที่มาจาก http://www.wuxiaworld.com/


#นิยาย พงศาวดารภูติ#Tale of the demon god#นิยายแปลไทย
Author(s)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น