วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Tale of the demon and god novel Chapter 130– Ruins

Tale of the demon and god novel Chapter 130– Ruins

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่ 130 ซากโบราณสถาน


บทที่ 130 ซากโบราณสถาน


เมื่อเวลาผ่านไปข่าวลือได้เกิดขึ้นในหมู่สามัญชน บางคนก็พูดว่าตระกูลเทพศักดิ์สิทธิวางแผนก่อกบฏ บ้างก็พูดว่าเกิดความขัดแย้งกันระหว่างตระกูลวายุเหมันต์กับตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ เกี่ยวกับเรื่องการข่มเหงผู้ที่อ่อนแอ


 
    ต้นกำเนิดของข่าวลือทั้งหลายที่ปล่อยออกไปนั้นล้วนมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่พวกมัน


     ตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ


           “บัดซบ! ข้าไม่นึกเลยว่าตระกูลวายุเหมันต์จะเคลื่อนไหวรวดเร็วถึงเพียงนี้” เสิ่นฮ่องราวดูกับมีควันพวยพุ่งออกมา ด้วยการเคลื่อนไหวของตระกูลวายุเหมันต์เล็กๆน้อย ในช่วงที่ตระกูลศักดิ์ไม่ทันตั้งตัวดวงตาของเขาทอประกายเย็นชา “มันจะต้องเป็นเจ้าสารเลวเสิ่นหมิงเป็นแน่ มันถูกจับและถูกควบคุมตัวมิเช่นนั้นตระกูลวายุเหมันต์รึจะคว้าหางเราได้ ถ้าข้ารู้ว่ามันจะเป็นเช่นนี้ข้าคงจะฆ่ามันด้วยมือตัวเองไปแล้ว!”



   
ในฐานะที่เสิ่นหมิ่งเป็นผู้อาวุโสสูงสุดผู้ดูแลกิจการต่างๆของตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ ได้หายสาบสูญไปข้างนอกนั้น ส่งผลให้เสิ่นฮ่องกินไม่ได้นอนไม่หลับ


    เสิ่นฮ่องส่งเสียงอย่างเกรี้ยวกราดว่า “เสิ่นกุ้ย เจ้าจงหาจังหวะส่งข้อความไปยังสมาคมทมิฬ ว่าตระกูลวายุเหมันต์ตัดสินใจที่จะกำจัดตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ ดังนั้นข้าจะไม่ให้มันทำได้อย่างง่ายดาย”


      “ครับ” เสิ่นกุ้ยตอบรับจากนั้นก็โค้งคำนับหมุนตัวออกไป





   ทันใดนั้นมีบางสิ่งวาบขึ้นในจิตใจของเสิ่นฮ่อง เขากล่าวอย่างเคร่งครึมว่า “ช้าก่อน”


  เสิ่นกุ้ย ชะงักเพียงชั่วครู่ก่อนจะหันมองไปยังเสิ่นฮ่องอย่างสงสัย



       หลังจากที่เสิ่นฮ่องได้จัดการทำให้หัวของตนเองเย็นลง ก่อนหน้านี้ที่ในหัวของเขาเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและเขากำลังจะก้าวลงไปสู่กับดักของตระกูลวายุเหมันต์ เนื่องจากตระกูลวายุเหมันต์เพียงแค่ทำการกดดันตระกูลศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็ไม่ได้ดำเนินการอย่างอื่นต่อ พวกมันคงยังมีหลักฐานไม่เพียงพอ ตามปกติแล้วเสิ่นหมิงสมควรจะรู้ว่าสิ่งใดควรพูดสิ่งใดไม่ควรพูด มิเช่นนั้นมันจะต้องตายสิ่งที่ตระกูลวายุเหมันต์ต้องการก็คือให้ตระกูลเทพศักดิ์สิทธิเผยจุดอ่อนออกมา จากนั้นพวกมันก็จะเข้าจู่โจม แล้วทันทีที่เสิ่นกุ้ยก้าวเท้าออกจากประตูไป พวกเราสมควรก้าวลงสู่กับดักของตระกูลวายุเหมันต์แล้ว



       เสิ่นฮ่องยิ้มอย่างเย็นชากล่าวว่า “เจ้าพยายามวางกับดักข้าอย่างนั้นหรือ? จากวันนี้เป็นต้นไปให้ตัดการติดต่อกับสมาคมทมิฬ เนื่องจากตระกูลวายุเหมันต์ต้องการจะกำจัดตระกูลเทพศักดิ์สิทธิของข้า ข้าจะให้พวกมันได้รับรู้ว่าพวกเรานั้นไม่ได้อ่อนแอ ปล่อยให้พวกมันกระทำตามที่ต้องการไป ตราบที่พวกมันไม่มีหลักฐานใดๆว่าตระกูลเทพศักดิ์สิทธิของข้าเกี่ยวข้องกับสมาคมทมิฬ ถึงแม้ว่าตระกูลเทพศักดิ์สิทธิของข้าจะตอบโต้กลับอย่างรุนแรง พวกมันล้วนไม่มีเหตุผลที่จะทำลายตระกูลเทพศักดิ์สิทธิของข้าได้!”


       สมาชิกส่วนใหญ่ของตระกูลเทพศักดิ์สิทธิถูกเรียกกลับมาที่ตระกูล เหลือเพียงสมาชิกส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้รับอนุญาติให้ไปตอบโต้กลับในจุดต่างๆภายในเมืองกลอรี่


     สถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ เปิดเรียนแล้วนักเรียนจากทั่วทุกมุมเมืองต่างก็กลับไปที่โรงเรียน


    ชั้นเรียนอัจฉริยะ


        ความจริงแล้วเนี้ยหลี่ไม่จำเป็นจะต้องกลับมาเรียนที่สถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิเลย แต่ทว่าเขาก็ยังกลับมา การที่ตัวของเขาได้ปรากฏอยู่ภายในสถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิเป็นเหยื่อล่อชิ้นใหญ่ต่อตระกูลเทพศักดิ์สิทธิกับสมาคมทมิฬเป็นอย่างดี


    นักเรียนหลายคนที่กำลังเดินอยู่บนทางเดิน กำลังพูดคุยบางอย่างกัน



      “เจ้าเคยได้ยินหรือไม่ว่า?เคล็ดวิชาที่ใช้ในการฝึกฝนที่สถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด ข้าได้ยินว่าเป็นเพราะตระกูลวายุเหมันต์ได้ค้นพบสมบัติ และได้เจอเคล็ดวิชาฝึกฝนที่ดีขึ้นกว่าเดิม ตระกูลวายุเหมันต์ได้เสียสละมอบเคล็ดวิชาการฝึกฝนส่วนหนึ่งให้แก่สถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิเพื่อให้นักเรียนทุกคนได้ฝึกฝนกัน”


      “จริงหรือ?แล้วเคล็ดวิชาชั้นสูงที่ว่านั้นคืออะไร?”



    “เคล็ดการฝึกฝนที่มีรู้สึกว่าจะทรงพลังกว่าที่พวกเราเคยฝึกขั้นหนึ่งเชียวล่ะ”


   ในเรื่องนี้เป็นธรรมดาของเนี้ยหลี่


    แน่นอนเขาไม่มีทางปล่อยให้เคล็ดวิชาการฝึกฝนขั้นสุดยอดเช่น [เทพวิถีฟ้า] หรือว่า [เทคนิค ภูติฟินิกซ์หิมะน้ำแข็ง 9 ชีวิต] รั่วไหลออกไป เพราะถ้าหากสมาคมทมิฬหรือตระกูลเทพศักดิ์สิทธิได้รับพวกมันไปล่ะก็เนี้ยหลี่จะลำบาก ที่เนี้ยหลี่ทำก็แค่เพียงต้องการช่วยยกระดับการฝึกฝนของสถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิก็เท่านั้น แต่ทว่าในสายตาของเหล่านักเรียนการฝึกฝนที่พวกเขาได้รับก็ทรงพลังเหลือล้นแล้ว



   “โอ้ น้องชายเจ้าอยู่ในชั้นเรียนอัจฉริยะอย่างนั้นหรือ?”



      นักศึกษาในชุดเสื้อคลุมสีทองผู้หนึ่งเดินมายังด้านข้างของเนี้ยหลี่ สีเสื้อคลุมของเขานั้นช่างดูฉูดฉาดแสบตาเป็นอย่างยิ่ง


    “เจ้าคือ?”  เนี้ยหลี่มองไปที่เขา เกี่ยวกับนักเรียนผู้นี้ เขาไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน



      ทันใดนั้นชายหนุ่มผอมบางคนหนึ่งก็เดินขึ้นมาและพูดอย่างภาคภูมิใจว่า “เจ้าไม่รู้จักท่านนี้อย่างนั้นหรือ? เขาคือนายน้อยหลง ยู แห่งตระกูลดั้นเมฆ เขาอยู่ที่ระดับบรอนซ์ห้าดาว และท่านก็อยู่อันดับที่สิบภายในชั้นเรียนอัจฉริยะอีกด้วย!”


    ระดับบรอนซ์ห้าดาวงั้นรึ? เนี้ยหลี่ครุ่นคิดชั่วครู่ แค่ระดับบรอนซ์ห้าดาวก็คงจะดีแล้ว สำหรับตระกูลดั้นเมฆที่เป็นหนึ่งในเจ็ดตระกูลขุนนาง



        “เจ้าหนู เจ้าเป็นเด็กใหม่ในชั้นเรียนอัจฉริยะใช่หรือไม่?เจ้าสนใจจะมาเข้าร่วมกับข้าไหม?” หลง ยูจ้องมองอย่างถือดีมายังเนี้ยหลี่



      เข้าร่วมกับเจ้างั้นรึ? เจ้าล้อเล่นหรือไง? การแสดงออกของเนี้ยหลี่เปลี่ยนไปกะทันหัน เขากอดอกของตัวเอง กวาดมองไปยังหลง ยูและกล่าวว่า “เจ้าว่าเจ้ามาจากตระกูลดั้นเมฆ เจ้าไม่รู้จักข้าอย่างนั้นหรือ?”


    ปฏิกิริยาที่เปลี่ยนแปลงของเนี้ยหลี่รวดเร็วจนเกินไป จนหลง ยูไม่ทันตั้งตัว



         “เจ้าเป็นใคร?” หลง ยูกล่าวอย่างระมัดระวังเล็กน้อย การแสดงออกของเนี้ยหลี่เมื่อได้ยินชื่อของตระกูลดั้นเมฆไม่ได้เปลี่ยนไปอาจเป็นไปได้ว่าเขามีคนใหญ่คนโตหนุนหลังอยู่





       เนี้ยหลี่กวาดตามองหลง ยูทั้งด้านบนและล่างก่อนจะพูดว่า “เจ้าไม่ได้เข้าร่วมในงานเลี้ยงที่คฤหาสต์เจ้าเมืองอย่างนั้นหรือ? ข้าไม่เคยเห็นเจ้าเลยแม้แต่น้อย”


        ในวันนั้นหลง ยู  รู้สึกไม่ค่อยสบายดังนั้นเขาจึงไม่ได้ไปเข้าร่วมงานเลี้ยง แต่ทว่าเนี้ยหลี่กลับสามารถเข้าร่วมในงานเลี้ยงของคฤหาสน์เจ้าเมืองได้ นี่แสดงให้เห็นว่าเขานั้นไม่ใช่สามัญธรรมดา



         “ถ้าเช่นนั้นเจ้าเป็นคนของตระกูลไหนรึ?” หลง ยูยังคงถามหยั่งเชิง ในขณะเดียวกันก็รักษาท่าทีเย่อหยิ่งของตัวเองเอาไว้


     “เจ้ายังไม่คู่ควรที่จะรู้ ใครที่เจ้าคบค้าสมาคมอยู่ด้วยล่ะ?เย่ ฮั่นรึ? เสิ่นเฟยรึ? หรือว่า เฉินหลี่เจี้ยน?” เนี้ยหลี่ถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา



         ขนกายทั่วร่างหลง ยู ลุกชูชันขึ้น ที่เนี้ยหลี่เอ่ยชื่อขึ้นมาเป็นสามผู้ยิ่งใหญ่ของชั้นเรียนอัจฉริยะ เสิ่นเฟย กับ เฉินหลี่เจี่ยนล้วนมาจากตระกูลเทพศักดิ์สิทธิกับตระกูลปราชญ์วิเศษ สำหรับเย่ ฮั่นเขานั้นมาจากตระกูลวายุเหมันต์ อีกอย่างหนึ่งก็คือเขาเป็นญาติผู้พี่ของเย่ จื้อหวิ๋น เป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะไม่เข้าไปตอแยบุคคลทั้งสาม ด้วยสถานะภาพปัจจุบันของเขาย่อมไม่มีทางที่จะดึงดูดความสนใจจากพวกเขาได้


   หลง ยูพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “ข้าคบหาอยู่กับกับนายน้อยเฉินหลินเจียน”



       “ไม่เลว เจ้ามองกาลไกลเหมือนกันนี่” เนี้ยหลี่พูดขณะตบที่ไหล่ของหลง ยูเบาๆ “ครั้งต่อไปหากข้าเจอกับนายน้อยเฉิน ข้าจะพูดถึงเจ้าแล้วกัน”


หลังจากพูดจบเนี้ยหลี่ก็เดินช้าและจากไป


     หลังจากเขาถูกเนี้ยหลี่ขู่ขวัญ หลง ยูกลับกลายเป็นชะงักงัน  เขาพยายามจดจำเจ้าเด็กจองหองนี้อย่างระมัดระวัง


         ในชั่วขณะหนึ่งหลง ยูกลายเป็นเกรี้ยวกราด จะไล่กวดตามไป ชายหนุ่มผอมแห้งก็เข้ามากระซิบที่ข้างหูของหลง ยู ว่า “นายน้อยเป็นไปได้ว่าชายคนนี้จะเป็นเนี้ยหลี่ที่สังหารอสูรอเวจี นั่น ข้าได้ยินมาจากคนอื่นๆว่าชายหนุ่มผู้นี้เป็นคนที่หยิ่งผยองมาก ล่าสุดนี้เขายังเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิตเหตุการณ์หนึ่งภายในงานจัดเลี้ยงของคฤหาสน์เจ้าเมืองและไล่เสิ่นเฟยออกจากงานเลี้ยงต่อหน้าผู้นำตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ ในตอนท้ายเสิ่นเฟย ยังคงทำตามคำสั่งและจากไป”



         หลังจากที่เขาได้ฟังชายหนุ่มผู้นี้กล่าวหลง ยูรู้สึกว่าสันหลังของตนเองเย็นวาบขึ้น โชคดีที่เขาไม่ได้แสดงความโกรธออกมา ชายหนุ่มผู้นี้กล้าที่จะแสดงความอหังการภายในงานเลี้ยงของคฤหาสต์เจ้าเมือง โดยการตบที่หน้าของนายน้อยเสิ่น ถ้าหากว่าเขาไล่ตามไปก็คงจะเป็นเช่นเดียวกันและหมือนกับเดินเข้าหาความตายไม่ใช่รึ? นับว่าเป็นเรื่องดีที่เขาไม่ได้คบค้าสมาคมกับเสิ่นเฟย มิฉะนั้นผลที่ตามมาคงประเมินไม่ได้


      หลง ยูส่ายหัว ในอนาคตการไม่ไปตอแยเรื่องราวกับบุคคลดังกล่าวจะเป็นการดีที่สุด หลง ยูไม่กล้าแม้แต่จะคิดที่เข้าไปประจบประแจงเอาใจเขา เพียงระดับของเขาอาจจะไม่อยู่ในสายตาเลยก็เป็นได้


         ภายในชั้นเรียนอัจฉริยะเนี้ยหลี่นั่งอยู่ที่มุมหนึ่งอย่างเงียบๆภายในชั้นเรียน มีลูเปียว ตูเซอ และส่วนที่เหลือนั่งอยู่ด้านข้างเนี้ยหลี่จนกลายเป็นกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่ง



        “เนี้ยหลี่ทำไมพวกเราจะต้องมาเข้าชั้นเรียนด้วยล่ะ?นี่มันไม่ได้น่าเบื่องั้นรึ?” ลูเปียวพูดขึ้นอย่างห่อเหี่ยวในขณะที่หนุนมือทั้งสองข้างเข้าที่ท้ายทอยของตัวเอง ด้วยการฝึกฝนปัจจุบันนี้พวกเขามีคุณสมบัติพอที่จะสามารถเข้าร่วมคณะสำรวจภายนอกเมืองกลอรี่ได้แล้ว


     ตูเซอเพียงยักไหล่เล็กน้อย ไม่เพียงแต่ลูเปียว แม้กระทั่งตูเซอก็ยังรู้สึกว่านี่มันน่าเบื่อนิดๆเช่นกัน



        เนี้ยหลี่ครุ่นคิดอย่างยาวนาน ถ้าหากไม่มีการคุกคามจากตระกูลเทพศักดิ์สิทธิแล้วล่ะก็ มันจะต้องมีสถานที่มากมายที่เขาต้องการจะไป ถึงแม้ว่าตอนนี้ตระกูลเทพศักดิ์สิทธิถูกจับตาดูอย่างใกล้ชิด แต่เนี้ยหลี่ก็ยังไม่กล้าจะผลีผลามจนเกินไป ถ้าหากพวกเขาถูกจับได้โดยตระกูลเทพศักดิ์สิทธิล่ะก็ ด้วยความแข็งแกร่งในตอนนี้พวกเขายังไม่อาจตอบโต้กลับ


         พวกเขาควรจะรีบพัฒนาความแข็งแกร่งไปที่ระดับโกลด์อย่างรวดเร็วเพื่อที่ว่าเมื่อพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับตระกูลเทพศักดิ์สิทธิแล้ว พวกเขาจะได้มีความสามารถตอบโต้กลับไปได้


         เนี้ยหลี่จมลงไปในความคิดของตัวเองถึงสถานที่หนึ่งทันที ภายในเมืองกลอรี่ยังคงมีสถานที่หนึ่งมันเป็นสิ่งก่อสร้างโบราณ ผู้คนจำนวนมากไม่รู้ว่าสิ่งก่อสร้างนี้ไว้ใช้ทำอะไร จนกระทั้งในวันหนึ่งท่าน เย่ โม่ ได้ออกมาประกาศว่า สิ่งก่อสร้างนั้นได้ถูกสร้างขึ้นจากผู้เชี่ยวชาญสูงสุดและยังคงมีความลับซุกซ่อนอยู่ด้านใน


          หลังจากนั้นสมาคมทมิฬได้ทำการว่าจ้างมือสังหารจำนวนมาก แต่พวกมันกลับถูกสังหารโดยท่านเย่ โม่ จากนั้นพวกมันจึงได้แต่จับตามองสิ่งก่อสร้างที่ว่านั้น เนี้ยหลี่สงสัยว่าสิ่งก่อสร้างนั้นจะเกี่ยวข้องกับการสูญสิ้นของเมืองกลอรี่หรือไม่?


         ซากโบราณสถานนั้นอยู่ใกล้กับคฤหาสน์เจ้าเมืองมาก จนกระทั่งตอนนี้มันสมควรที่จะปลอดภัย ถึงแม้ว่าตระกูลเทพศักดิ์สิทธิจะหยิ่งผยองถึงเพียงไหนพวกมันก็คงจะไม่กล้าผลีผลามกระทำการใกล้กับคฤหาสน์เจ้าเมืองเป็นแน่!


ณ เวลานั้น เนี้ยหลี่ก็ได้ตัดสินใจถึงเป้าหมายของเขา


   เนี้ยหลี่มองไปยังพรรคพวก ก่อนจะยิ้มแล้วกล่าวว่า “พวกเราเตรียมตัวให้พร้อมไว้ อีกไม่นานเราจะไปกัน”


      ข่าวที่ว่าเขาได้กลับไปยังสถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ สมควรจะต้องใช้เวลาสักหลายวันก่อนที่ตระกูลเทพศักดิ์สิทธิจะล่วงรู้ แล้วเนื่องจากเป้าหมายของเขาที่มาที่นี้ประสบผลสำเร็จ มันก็ได้เวลาที่พวกเขาจะจากไปแล้ว


ทันใดนั้นมีเสียงเบาๆดังขึ้น


“นั่นเสี่ยว หนิงเอ๋อ!”



    เหล่าชายหนุ่มภายในชั้นเรียนต่างหันมองไปยังเด็กสาวบอบบางผู้หนึ่งที่เพิ่งมาภายในชั้นเรียน เห็นได้ชัดว่าในขณะหนึ่งทุกคนกำลังตกตะลึงอยู่กับเสี่ยวหนิงเอ๋อที่อยู่ในชุดเครื่องแบบฝึกซ้อมซึ่งเปิดเผยเรือนร่างที่ทรงเสน่ห์ของเธอ แล้วด้วยความเย็นชาของเธอได้ส่งผลให้คนอื่นๆหัวใจเต็นระรัวด้วยความรุนแรงเลยทีเดียว


   นี่คือเด็กผู้หญิงที่เป็นที่ต้องการและชื่นชมจากคนอื่นๆมากมายนับไม่ถ้วน



       เมื่อครั้งที่เสี่ยว หนิงเอ๋อยังคงอยู่ภายในชั้นเรียนนักรบฝึกหัด เธอได้กลายเป็นหัวข้อพูดคุยที่พบได้บ่อยในหมู่นักเรียนชั้นเรียนอัจฉริยะ พวกเขาทุกคนล้วนมองว่าเมื่อไรจะถึงเวลาที่เสี่ยว หนิงเอ๋อจะได้ย้ายมาที่ชั้นเรียนอัจฉริยะกัน และในตอนนี้ความปรารถนาของพวกเขาก็ได้รับการเติมเต็ม


     เว้นเสียแต่ว่าการแสดงออกที่เย็นชาและห่างเหิน ทำให้คนอื่นไม่สามารถที่จะใกล้ชิดกับเธอได้ นั้นทำให้เธอดูเหมือนกับเทพธิดาที่สง่างามจนผู้อื่นไม่กล้าที่จะทำให้เธอนั้นแปดเปื้อน


        พวกเขาทั้งหมดล้วนรู้สึกละเหี่ยภายในหัวใจ และรู้สึก หัวของตัวเอง ทั้งหมดทั้งมวลแล้วไม่มีแม้เพียงสักคนที่กล้าเข้าไปพูดคุยกับเสี่ยว หนิงเอ๋อ


     เสี่ยว หนิงเอ๋อได้กวาดสายตาไปทั่วชั้นเรียนจนไปจบที่เนี้ยหลี่ ประกายหนาวเย็นบนดวงตาของเธอพลันแปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนมากขึ้น ในขณะเดียวกันเธอก็เดินตรงเข้าไปยังทิศทางของเนี้ยหลี่


      เนี้ยหลี่ได้โบกมือของเขาขึ้นทักทาย “โอ้ หนิงเอ๋อ ทำไมเจ้ามาที่นี่ล่ะ?”


      หลังจากได้ยินเสียงของเนี้ยหลี่ รอยยิ้มอ่อนหวานก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเสี่ยว หนิงเอ๋อ และเธอก็เร่งฝีเท้าของเธอขึ้นทันที


      หลังจากที่เนี้ยหลี่พูดจบ ทั้งชั้นเรียนก็ตกอยู่ในความเงียบงันโดยทันที สายตาทุกคู่ล้วนจับจ้องมองมายังเนี้ยหลี่โดยมิได้นัดหมาย

จิตสังหารหนาแน่นนี่มันคืออะไรกัน!


 ถ้าหากว่าสายตาของพวกเขาสามารถฆ่าคนได้ล่ะก็ ร่างกายของเนี้ยหลี่คงทะลุพรุนไปทั้งร่างเป็นแน่


      เนี้ยหลี่ถูจมูกของตนเอง หลังจากที่มายังชั้นเรียนอัจฉริยะนี้ รายละเอียดเกี่ยวกับตัวของเขามีน้อยมาก อย่างไรก็ตามเขาไม่เคยคิดเลยว่าตัวของเขาจะดึงดูดความสนใจของผู้คนได้มากมายเพียงนี้ อันที่จริงแล้วผู้ที่มีความสามารถล้วนแล้วแต่จะดึงดูดความสนใจของผู้อื่นกันทั้งนั้น


ที่มาจาก http://www.wuxiaworld.com/


#นิยาย พงศาวดารภูติ#Tale of the demon god#นิยายแปลไทย
Author(s)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น