วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Tale of the demon and god novel Chapter 111 – This is what you’ve said

Tale of the demon and god novel Chapter 111 – This is what you’ve said

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่ 111 - เจ้าพูดเองนะ


บทที่ 111 - เจ้าพูดเองนะ

เนี่ยหลี่เริ่มที่จะร่างรูปแบบของค่ายกลหมื่นอสูร,หลังจากได้รับคำแนะนำจากเนี่ยหลี่,เย่ซิว ได้เตรียมจัดหาวัสดุหลากหลายชนิด ที่ต้องการใช้  ตอนนี้ตำหนักเจ้าเมืองกำลังวุ่นวายมาก  บางสถานที่ได้มีรื้อถอน และก่ออิฐตามแบบแปลนในจารึกนั้น

นอกเหนือจาก เย่ ซ่ง    เย่ ซิว  และคนกลุ่มเล็กๆจำนวนหนึ่ง   ส่วนคนอื่นๆไม่มีใครล่วงรู้ว่าว่าตำหนักเจ้าเมืองตอนนี้กำลังทำสิ่งใดอยู่


ท้องฟ้าเริ่มมืดลง  พระจันทร์เริ่มส่องแสง


เนี้ยหลี่ กำลังเดินเล่นอยู่ในสวน  มองออกไปไกลๆเห็นหญิงสาวแต่งชุดสีขาว ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่อง นางช่างเหมือนดั่งนางฟ้าในคืนเดือนหงายเลยจริงเชียว  นางยืนอยู่ท่ามกลางม่านหมอกสีขาว ไม่สามารถมองเห็นได้ชัดว่าเป็นมนุษย์หรืออสูร ดวงจิตอสูรสีขาวที่ห่อหุ้มนี้ช่างสง่างามยิ่งนักประกอบกับมงกุฎที่สวมใส่แลดูคล้ายดั่งราชินีนั่นเอง

นี่คือ ร่างทรงอสูร เย่ จื้อหวิ๋น  ราชินีหิมะเหมันต์ !

ดวงจิตอสูรที่กลืนกินดวงจิตอสูรดวงอื่นมานับไม่ถ้วน จนมีอัตราพัฒนา ระดับพระเจ้า นั่นก็คือ ราชินีหิมะเหมันต์ที่มีความแข็งแกร่งจนน่ากลัวมาก   ทั่วทั้งลานล้วนปกคลุมไปด้วยอากาศอันหนาวเหน็บเลยทีเดียว

แม้ว่าอากาศอันเหน็บหนาวนี้ดูเหมือนช่างแผ่วเบา แต่ถ้าเย่ จื้อหวิ๋น โจมตีอากาศอันเหน็บหนาวนี้จะแปรเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปเป็นใบมีดน้ำแข็งต่อกรศัตรู

เมื่อมองเห็นฉากนี้  เนี้ยหลี่ยิ้มเล็กน้อย  การผสานระหว่างเย่ จื้อหวิ๋นและราชินีหิมะเหมันต์  กำลังดีขึ้นๆ เรื่อยๆ  จากกระแสลมอันเย็นเยือกที่แผ่ออกมา เนี้ยหลี่สามารถรู้สึกได้เลยว่า เย่ จื้อหวิ๋นนี้ มีความสามารถด้านการต่อสู้เป็นเลิศไม่น้อยกว่าสองอย่าง  ซึ่งความสามารถทั้งสองอย่างนั้นถูกนางบ่มเพาะ จนถ้าตอนนี้เจอกับร่างทรงอสูรระดับ โกลด์ ขั้น สามดาว ก็ไม่สามารถต่อกรกับนางได้

เมื่อเนี้ยหลี่ก้าวเดินเข้าไปหาเย่ จื้อหวิ๋น  ก็รู้สึกถึงแรงพลังวิญญาณที่เปลี่ยนไปจากเดิมของนาง




            ณ มุมของตึกหลังเล็ก  ภาพของชายผู้หนึ่งยืนนิ่งแสงจันทร์สาดส่องกระทบฉายให้เห็นใบหน้าของบุรุษผู้หนึ่งนั่นคือบิดาของเย่ จื้อหวิ๋น นั่นคือเย่ ซ่งนั่นเอง

เย่ ซ่ง ในขณะนี้นั้นไม่สามารถที่จะสงบอารมณ์อันพลุ่งพล่านของเขาให้เย็นลงได้  มาซักระยะเวลาหนึ่งแล้ว


ก่อนหน้านี้เขารู้สึกว่าเย่ จื้อหวิ๋น บ่มเพาะพลังได้สูงขึ้นในช่วงเวลาไม่นาน  นอกจากนี้เขาไม่รู้ว่า นางได้รับราชินีหิมะเหมันต์มาจากไหน


เขาไม่เคยคาดคิดว่าเย่ จื้อหวิ๋นจะบ่มเพาะพลังวิญญาณได้อย่างรวดเร็ว เมื่อก่อนนั้น เขาเคยปล่อยปละละเลยนาง เนื่องจาก ว่านางนั้นไม่ได้สืบทอดความเป็นอัจฉริยะเหมือนดังเช่นเขา ถึงนางจะมีทรัพยากรที่ใช้ในการฝึกฝนจำนวนมหาศาล


แต่นางยังไม่สามารถขึ้นเป็นระดับบรอนซ์ ขั้นหนึ่งดาวได้ แต่ก็นับว่านางจะเก่งมากเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ  แต่สำหรับลูกสาวเจ้าเมืองนั้น แค่นี้ไม่เพียงพอหรอก

   
        แต่ตอนนี้   เย่ จื้อหวิ๋น บ่มเพาะพลังได้เร็วจนน่าตกใจเลยทีเดียว  ดูจากแรงพลังวิญญาณที่แผ่ออกมา  เย่ ซ่งสามารถบอกได้ว่าตอนนี้ เย่ จื้อหวิ๋นนั้นบ่มเพาะพลังถึงระดับ ซิลเวอร์ ขั้น  ห้าดาว แล้ว  นอกจากนี้ ดวงจิตอสูรราชินีหิมะเหมันต์ ที่เย่ จื้อหวิ๋น ผสานอยู่นั้นดูเหมือนว่ามันจะแข็งแกร่งกว่าดวงจิตอสูรราชินีหิมะทั่วๆไป  ถ้าเกิดมีการต่อสู้ขึ้น แม้ว่าจะเป็นร่างทรงอสูรระดับ โกลด์ ขั้น หนึ่ง ดาวก็ไม่สามารถต่อกรกับนางได้

แม้ว่าเขาจะยุ่งมาและไม่สามารถที่จะพบกับลูกสาวเขาเป็นเวลาหลายเดือน เนื่องจากการคร่ำเคร่งในการทำงาน แต่เค้าก็ยังมีความกังวลและเป็นห่วงเย่จื้อหวิ๋น.เขารับรู้ถึงความเร็วในการบ่มเพาะพลังของเธอจากป้าซุย,คนที่เป็นคนดูแลเย่จื้อหวิ๋น.เมื่อไม่นามานี้เธอเพิ่งข้ามพ้นระดับ 1ดาวทองแดง ,แต่เวลาไม่นานหลังจากนั้น,การบ่มเพาะพลังของเธอก็ได้ไปถึงระดับ 5 ดาวเงินแล้วจริงรึ?

นี่คือสิ่งท้าทายที่อยู่นอกเหนือขีดจำกัด ความรู้ของเขา

ความสามารถที่พิเศษขนาดนี้ แม้กระทั่งเขายังต้องอับอายในตัวเองเลย  โดยเขายังต้องใช้เวลาหลายปีในการเลื่อนจากระดับบรอนซ์ขั้นหนึ่งดาวจนกลายมาเป็นระดับเงินขั้นห้าดาว


สิ่งที่ทำให้เขาตกใจมากยิ่งกว่าก็คือ  ในหมู่ของดวงจิตอสูรราชินีหิมะเหมันต์นั้น  ที่มีพลังมากมายและหายากยิ่ง ในนครรุ่งโรจน์ มีจำนวนอยู่เพียงไม่กี่สิบเท่านั้น  และยังไม่ต้องพูดถึงเย่ จื้อหวิ๋น  ที่มีราชินีหิมะเหมันต์พิเศษมากๆ จนมีโอกาสที่จะพบดวงจิตอสูรที่มีประสิทธิภาพสูงส่งขนาดนั้นเพียงหนึ่งในล้านเท่านั้น

ในขณะเดียวกันกับความรู้สึกตกใจ  เขาก็มีความรู้สึกยินดีเกิดขึ้นกับเย่ จื้อหวิ๋นด้วย ไม่มีผู้ใดที่เข้าใจสถานการณ์ของนครรุ่งโรจน์ได้ดีเท่าเขา  ทุกๆเวลา ทุกๆวินาที ล้วนมีภยันตรายคอยล้างผลาญเมืองแห่งนี้อยู่ตลอดเวลา  เขาคิดถึงสถานการณ์ของเมืองรุ่งโรจน์แห่งนี้อยู่อย่างต่อเนื่องจนเป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่สามารถนอนหลับได้สนิท


เขาได้สนับสนุนทุกอย่าง   โดยปราศจากข้อจำกัดให้กับนครรุ่งโรจน์แห่งนี้  เพื่อที่จะให้ตระกูลของเขา และประชากรในนครรุ่งโรจน์รู้สึกปลอดภัย ในฐานะที่เป็นธิดาของเจ้าเมืองนั้น  แม้มีหลายคนคอย ปกป้องนางแต่นางสามารถปลอดภัยอย่างแท้จริงได้ก็ต่อเมื่อ   นางนั้นบ่มเพาะพลังจนแข็งแกร่ง

เขานั้นมีความสุขเป็นอย่างมากที่ เย่ จื้อหวิ๋น นั้นสามารถบ่มเพาะพลังได้เร็วถึงเพียงนี้  เมื่อเขาคิดถึงแม่ของนาง ขอบตาอันเหี่ยวย่นก็มีหยดน้ำตาหลั่งออกมาเล็กน้อย



หลังจากที่เกิดเรื่องกับเนี้ยหลี่ในก่อนหน้านี้  ความอึดอัดระหว่างพ่อและลูกสาวยังไม่ได้รับการแก้ไข  พวกเขาไม่ได้พูดกันมาเป็นระยะสักระยะแล้ว เขาเตรียมการที่จะเข้าไปสนทนากับเย่ จื้อหวิ๋น เพื่อที่จะรู้เรื่องราวหลายอย่างเกี่ยวกับลูกสาวของเขา เมื่อเขาย่างก้าวออกไปนั้น  ภาพที่เห็นอยู่ในสายตาคือ เนี้ยหลี่กำลังเดินตรงไปหาเย่ จื้อหวิ๋น  เย่ ซ่ง ถึงกับหน้ามืดไปเลยทันทีพร้อมกับถอนใจเลยทีเดียว


ตอนที่เนี้ยหลี่เปลือยกายอยู่ในห้องของเย่ จื้อหวิ๋นนั้น คงไม่สามารถยกโทษให้ได้  ถ้าไม่มีคนหนุนหลังเนี้ยหลี่  เย่ ซ่งคงจะซัดเนี้ยหลี่ติดผนังตายไปแล้วในตอนนั้น  เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เขายังถูกเนี้ยหลี่เอาเรื่องค่ายกลหมื่นอสูรมาบังคับขู่เข็ญอีกต่างหาก


เพื่อประโยชน์โดยรวมของนครรุ่งโรจน์แล้วเย่ ซ่ง ไม่มีทางเลือกที่จะถอยหลังอีกแล้ว  จึงต้องปล่อยให้เนี้ยหลี่อยู่ที่นี่  อย่างไรก็ตามเพื่อรับประกันว่าจะไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นกับนาง  เย่ ซ่งจึงตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่นี่เพื่อคอยจับตาดูเนี่ยหลี่  เขามีอาการคันเท้าอยากเตะเนี้ยหลี่ที่อยู่ไกลออกไปเป็นที่สุด  ถึงแม้ว่าเขาจักโกรธจัดแต่ก็สามารถระงับมันได้  เพราะการสร้างค่ายกลหมื่นสัตว์อสูรทั้งหมดยังคงต้องการให้ เนี้ยหลี่ เป็นผู้ลงมือจัดการ

 “ข้าจะคอยจับตาดูว่าเจ้ามีแผนการใด ถ้าเจ้ากล้าที่จะทำสิ่งใด จืออวิ้น ถึงแม้จะมีความเสี่ยงที่จะทำให้ไม่ได้ค่ายกลหมื่นสัตว์อสูร  ข้าก็จักจัดการเจ้า”  เย่ ซ่ง คิดด้วยความโกรธ


   เย่ จื้อหวิ๋นนั้นดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับรู้การปรากฏตัวของเย่ ซ่ง   เพราะว่าเขานั้นเป็นถึงร่างทรงอสูรระดับ แบล็คโกลด์  เมื่อเขาตั้งใจปกปิดตัวเองก็เป็นเรื่องที่ยากอย่างมากที่จักตรวจพบได้

เมื่อรู้สึกว่ามีบางคนเข้ามาใกล้ เย่ จื้อหวิ๋นก็ขยับตาเล็กน้อยแล้วลืมตาของนางขึ้น

 “เจ้าเองเหรอ..........” เมื่อเจอเนี้ยหลี่ไม่รู้ว่าทำไมนางจึงรู้สึกหัวใจเต้นระรัว แก้มของนางแดงเปล่งเป็นคำใบ้    ที่บอกให้ทราบได้เป็นอย่างดี  ความขี้อายของนางนั้นทำให้ช่างดูมีเสน่ห์เป็นยิ่งนัก

 “สวัสดี รอบค่ำนะ”  เนี้ยหลี่หัวเราะ พร้อมขยิบตาไปทาง เย่ จื้อหวิ๋น

“ทำไมเจ้าถึงมา.......” เย่ จื้อหวิ๋นก้มหน้าลง ไม่กล้าสบสายตาเนี้ยหลี่ นางไม่รู้ว่าจักต้องทำสิ่งใดต่อไปหลังจากนั้น  เนี้ยหลี่ปรากฏตัวทำให้เธอหวั่นไหว  นอกจากนี้มันเป็นช่วงเวลากลางคืน เด็กชาย และเด็กหญิงอยู่ด้วยกันเพียงลำพังในสวน    เย่ จื้อหวิ๋นไม่กล้าเข้าไปในตึกของนาง  สาเหตุเพราะเนี้ยหลี่อยู่ในนั้น   การติดต่อพูดคุยกันในสวนนางยังพอที่จะยอมให้เป็นไปได้บ้างเล็กน้อย


เนี้ยหลี่หยุดการก้าวย่าง  เมื่ออยู่ห่างราวสามเมตร จากเย่ จื้อหวิ๋น เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากบริเวณมุมหนึ่งของสวนแห่งนี้  จนทำให้เขาไม่สามารถที่จะยิ้มออกมาได้เลย  ถึงแม้ว่าเย่ ซ่งสามารถปกปิดกลิ่นอายที่แผ่ออกมากับ เย่ จื้อหวิ๋นได้  แต่ไม่สามารถหลบพ้นจากเนี้ยหลี่ไปได้

          “ข้ารับประทานอาหารเสร็จ ก็ออกมาเดินเล่น เห็นเจ้ากำลังฝึกฝนอยู่  ข้าก็เดินมาหาเท่านั้น” เนี้ยหลี่กล่าวด้วยรอยยิ้ม


    เย่ จื้อหวิ๋น เงยหน้าขึ้นมองมายังเนี้ยหลี่ แล้วก้มหน้าลงอีกครั้งจากนั้นก็ถอนหายใจอย่างรุนแรงและกล่าวว่า “เนี้ยหลี่ ข้าไม่รู้ว่าเจ้ามีวิธีการโมน้าวให้ท่านลุงเย่ ซิว ถึงนำเจ้ามาอยู่ที่นี้ได้ แต่ไม่ว่าเรื่องอะไร ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าพบอีกต่อไปแน่”

          “อะไรกัน.......เจ้าไม่ต้องการพบข้าอีกแล้วหรือ?” เนี้ยหลี่แสดงสีหน้าออกอาการคนอกหัก  “เป็นเช่นนั้นจริงๆ เด็กในตระกูลสูงส่งเช่นเจ้าคงไม่ยินยอมที่จะเป็นเพื่อนกับสามัญชนเช่นข้า”

          “นั่นไม่ใช่สาเหตุ......”เมื่อเห็นกิริยาของเนี้ยหลี่ เย่ จื้อหวิ๋นก็โบกมือส่ายไปมาและอธิบายไปตามหัวใจของนาง  นางจะไม่ปล่อยให้เนี้ยหลี่อกหักเด็ดขาด  “เนี้ยหลี่แม้ว่าเจ้าจะเป็นคนที่ดูแปลกเล็กน้อย........แต่มีความซื่อตรง


      ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นบุคคลเช่นนั้น  ไม่ว่าจะเป็นข้าหรือเพื่อนคนอื่น ไม่เช่นนั้นแล้วเจ้าคงจะไม่ยอมช่วยเหลือข้าเช่นนี้  แม้ว่าเจ้าโดยปกติมักจะทำให้ข้ารำคาญเป็นประจำ การที่ข้าไม่พบเจ้าไม่ใช่เพราะความเกลียดชัง กลับตรงกันข้าม ข้านั้นยังหวังให้เจ้ามาสร้างความรำคาญให้ข้าอีก

นั่นก็เพราะว่าสถานที่ใหญ่โตอย่างตำหนักเจ้าเมืองแห่งนี้   ข้ามักจะรู้สึกเหงามากมีเพียงป้า ซุย ที่สามารถพูดคุยด้วยได้  ครั้งหนึ่งข้ามีเพื่อนที่ดีอย่างหนิงเอ๋อ แต่หลังจากนั้นนางก็ไม่ได้มาที่นี่อีกเลย  เจ้าคือเพื่อนที่ดีคนที่สองของข้า”

 “แต่เจ้าต้องเข้าใจเรื่องนี้  บิดาของข้าจักไม่ยอมปล่อยให้เราอยู่ด้วยกันอย่างแน่นอน” เย่ จื้อหวิ๋น เอื้อนเอ่ยอย่างเศร้าสร้อย

เนี้ยหลี่ชำเลืองตาไปยังมุมที่ไกลออกไป ถอนหายใจพร้อมทั้งกล่าววาจา “ ข้าต้องบอกว่า เย่ ซ่งนั้นไม่มีสมบัติในการเป็นพ่อ เขาปล่อยให้เจ้าอยู่อย่างโดดเดี่ยวในตำหนักแห่งนี้เพียงลำพัง  เจ้าต้องใช้ชีวิตอยู่ผู้เดียวและไม่ยอมให้เจ้ามีเพื่อนพูดคุย  เขาไม่สมควรที่จักเป็นพ่อ”


เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้นของเนี้ยหลี่ “เย่ ซ่ง ได้แต่ยืนนิ่งในเงามืดหาได้โกรธแม้แต่น้อย  เขากลับมีเพียงความเจ็บปวดและเศร้าอยู่ในดวงตาของเขา

 “เนี้ยหลี่  ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าเอ่ยเกี่ยวกับบิดาของข้า  เขานั้นไม่มีทางเลือก เพื่อ นครรุ่งโรจน์  ทุกๆการตัดสินใจเพื่อความปลอดภัยของนครรุ่งโรจน์  คงวุ่นวายกับเรื่องราวต่างๆในแต่ละวัน จนไม่สามารถดูแลข้าได้  ข้าต้องตั้งใจฝึกฝนจนกลายเป็นร่างทรงอสูรที่แข็งแกร่งจึงจะช่วยท่านพ่อแบ่งเบาภาระได้ เมื่อก่อนนั้น ไม่ว่าข้าจะพยายามอย่างหนักเท่าใด   การบ่มเพาะพลังของข้าจักเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ  ต้องขอบคุณเจ้า....”เย่ จื้อหวิ๋น  มองเนี้ยหลี่ อย่างซาบซึ้งใจ  นางจักใช้ทุกสิ่งตอบแทนเขาแก่เขา


รู้สึกได้ว่าเย่ จื้อหวิ๋นจักพูดบางสิ่งที่ไม่สมควรออกมา  เนี้ยหลี่โบกมือไปมาพร้อมกล่าว “ เราไม่ต้องพูดถึงเรื่องนี้อีกต่อไป เย่ ซ่ง    เป็นบิดาของเจ้า เป็นธรรมดาอยู่แล้วที่เจ้าจักต้องฟังเขา  หลังจากที่เขาทำร้ายข้าจนบาดเจ็บ  ข้ายังมีเรื่องที่ต้องสะสางกับเขา!   เมื่อเห็นใบหน้าเจ้า  ข้าจักไม่ยอมเอาความเรื่องนี้”

เย่ ซ่ง มีอารมณ์ตื้นตันใจหลังจากได้ยินเย่ จื้อหวิ๋นกล่าว  แต่หลังจากได้ยินคำพูดเนี้ยหลี่ เขาก็โกรธในทันที  ใครกันแน่ที่ต้องชำระกับใคร?  เจ้าอยู่ในห้องลูกสาวข้าด้วยร่างกายที่เปลือยเปล่า  เจ้ายังมีบางสิ่งต้องมาชำระกับข้าอีกหรือ?


เย่ ซ่งสามารถพิจารณาได้จากประสบการณ์เห็นได้ชัดเลยว่าเนี้ยหลี่ช่างเป็นคนไร้ยางอายยิ่งนัก

เนี้ยหลี่ยิ้มแล้วกล่าว  “ข้าจะอยู่ที่นี้อีกสักพักเจ้าไม่ต้องกังวลใดๆ   พ่อของเจ้าจักไม่ทำสิ่งใดกับข้าแน่เขายังต้องการให้ข้าช่วยก่อสร้างค่ายกลหมื่นสัตว์อสูร  เพื่อเรื่องค่ายกลหมื่นสัตว์อสูร เขาได้แลกเปลี่ยนเจ้าให้ข้าแล้ว”

 “ค่ายกลหมื่นสัตว์อสูร  มันคืออะไรหรือ?”  เย่ จื้อหวิ๋น เบิกตาของนางจนลุกโพลงใส

เนี้ยหลี่ กล่าวว่า “ ค่ายกลหมื่นสัตว์อสูร นี้จักสร้างจากหมื่นสัตว์อสูรระดับแบล็คโกลด์ ตามรูปแบบแปลนในจารึก เมื่อลงมือสร้างเสร็จ หากเปิดใช้งานค่ายกลหมื่นสัตว์อสูร จะสามารถหยุดการโจมตีจาก ร่างทรงอสูรระดับตำนานได้มากกว่า 12 คนเลยทีเดียว

 “เป็นพราะสาเหตุนี้สินะ”  เย่ จื้อหวิ๋น ยืนนิ่งชั่วครู่แล้วเอ่ย

 “ไม่แปลกใจเลยทำไมท่านพ่อของข้าจึงยอมรับ.............”

          “ถ้าเจ้าได้เห็นสีหน้าที่แท้จริงของบิดาเจ้า เพื่อเมืองรุ่งโรจน์แล้วเขายินดีที่จะทำทุกสิ่ง” เป็นที่แน่นอนว่าเนี้ยหลี่ ไม่ยอมที่จะลืมปั่นหัวเล็กๆน้อยๆ กับเย่ ซ่งที่หลบซ่อนตัวอยู่และยังแอบยิ้มอย่างวายร้ายอยู่ภายในใจ


เมื่อได้ยินคำพูดของเนี้ยหลี่  ความวิตกกังวลก็พลันปรากฏขึ้นปกคลุมบนใบหน้าเย่ ซ่ง โดยธรรมชาติแล้วเขาจักไม่ยอมขายลูกสาวเป็นแน่

แต่สำหรับเรื่องค่ายกลหมื่นอสูร เขาจะแสดงและอธิบายให้เย่ จื้อหวิ๋นฟังด้วยตัวของเขาเอง  แต่เมื่อเห็นสีหน้าของเย่ จื้อหวิ๋นเคร่งขรึม  นางเงยหน้าขึ้นและเอ่ยวาจาเคร่งเครียดจริงจัง


“เนี้ยหลี่ ถ้าเจ้าสามารถสร้างค่ายกลหมื่นสัตว์อสูร ให้นครรุ่งโรจน์ ปลอดภัย  เจ้าจักมีผลงานอันไม่อาจประมาณได้  เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วถ้าท่านพ่อของข้า......ข้าจักไม่บ่นอะไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเข้าพักในตำหนักของข้าถ้า......ถ้ามันหมายถึงการที่ต้องเป็นผู้หญิงของเจ้า  ข้าก็จักตกลงรับมัน” เย่ จื้อหวิ๋น แก้มแดงขึ้นเล็กน้อย แต่สีหน้านั้นมองเห็นได้ถึงความจริงจัง

เนี้ยหลี่มองมายังเย่ จื้อหวิ๋น เขาก็มีความรู้สึกอบอุ่นภายในหัวใจ   บิดากับบุตรสาวช่างเหมือนกันยิ่งนัก  เพื่อนครรุ่งโรจน์ พวกเขายอมที่จักเสียสละตัวเอง เนี้ยหลี่หัวเราะพร้อมทั้งเอ่ยว่า  “ เจ้ากล่าวสิ่งใดออกมา  เจ้าไม่สามารถกลับคำได้นะ”


ที่มาจาก http://www.wuxiaworld.com/


#นิยาย พงศาวดารภูติ#Tale of the demon god#นิยายแปลไทย
Author(s)

4 ความคิดเห็น:

  1. มองะแปลว่าอะไรครับ งงนานละ55555

    ตอบลบ
  2. มองะแปลว่าอะไรครับ งงนานละ55555

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. อาจแปลว่า "ถึงกับ, กับ"ก็ได้นะครับ 555+

      ลบ
    2. เท่าที่อ่าน เป็นการเปลี่ยนคำ(แบบปัญญาอ่อน)ของพวกโปรแกรมเวิร์ดครับ

      มอง = แล
      มองะ = และ

      lol

      ลบ