วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Tale of the demon and god novel Chapter 107 – Not free

Tale of the demon and god novel Chapter 107 – Not free

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่ 107 - ไม่ฟรี


บทที่ 107 - ไม่ฟรี

สายตาของเย่ซิว มองไปยังเนี้ยหลี่ สอดส่องสำรวจไปทั่ว เด็กหนุ่มตรงหน้า น่ะหรือ ที่มีข่าวลือว่าทรงปัญญาและถูกเรียกว่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์? นอกจากความเป็นผู้ใหญ่นิดหน่อยแล้ว เขายังไม่เห็นว่าเด็กนี่จะพิเศษอันใด


เวลานั้นเอง ก็มีนกเหล็กตัวหนึ่งกระพือปีกร่อนลงเกาะไหล่เนี้ยหลี่


    แม้ว่านกตัวนี้จะมีร่างกายทำจากเหล็ก แต่แววตากลับใสกระจ่างราวกับสามารถมองทะลุได้ทุกสิ่ง ทั้งยังเต็มไปด้วยสติปัญญา สายตานั้นจับจ้องมายัง เย่ ซิ่ว


"นั่นมันหุ่นเชิดวิญญาณนี่!!"



  เย่ ซิว ถึงกับมีเหงื่อออกไปทั่ว จากการติดตามท่านเจ้าเย่ โม่มาหลายปี ทำให้เขามีความรู้รอบตัวมากมาย แม้ว่าจะเคยได้ยินเรื่องหุ่นเชิดวิญญาณ แต่ก็ยังไม่เคยพบกับตัวมาก่อน ไม่ต้องพูดถึงเรื่องวิธีการสร้างเลย มีเพียงผู้สร้างหุ่นเชิดวิญญาณเท่านั้นที่เป็นนายเขาได้




     
      เมื่อเนี้ยหลี่ มีหุ่นเชิดวิญญาณ ก็ต้องหมายความว่าเขาเป็นผู้สร้างหุ่นตัวนี้เอง แต่วิธีการสร้างหุ่นเชิดนี้หายสาบสูญไปนานมากแล้ว เนี้ยหลี่สร้างมันได้อย่างไร? ยิ่งไปกว่านั้น หุ่นเชิดวิญญาณของเนี้ยหลี่กลับแตกต่างจากหุ่นเชิดวิญญาณที่ระบุไว้ในตำนาน เขากลับไม่มีแววตาปกคลุมด้วยม่านหมอก แววตาใสกระจ่างที่ปรากฏนี้บ่งบอกชัดว่าวิญญาณภายในนั้นต้องทรงภูมิความรู้มากแน่



      หากเป็นวัยรุ่นทั่วไปล่ะก็ คงจะขวัญหนีดีฝ่อแน่ หากทราบว่าบุคคลหมายเลข 3ของตระกูลวายุเหมันต์มาเยือน แต่เนี้ยหลี่กลับเพียงแค่มองเขาด้วยสายตาเยือกเย็น นั่นทำให้เขาตกตะลึง เย่ ซิวเริ่มสงสัยที่มาของเด็กหนุ่มตรงหน้าเขาแล้ว



    "ข้าได้ยินว่ามีเด็กที่ทรงภูมิปัญญาในนครเรืองโรจน์ ข้าจึงมาดูให้เห็นกับตาเสียหน่อย เย่ ซิว พูดพลางยิ้มเล็กๆ เขาไม่โกรธเคืองท่าทางของเนี้ยหลี่เลย ในเมื่อผู้อาวุโส เย่ ซิวมาด้วยตัวเอง คงไม่ใช่เหตุผลพื้นๆ แบบนั้นแน่"





เนี้ยหลี่พูดง่ายๆ


  เด็กนี่อายุ 13-14 ปีจริงหรือนี่ เหตุใดจึงฉลาดราวกับสัตว์ประหลาดเช่นนี้ เย่ ซิวจัดท่าทางของตน เขาไม่สามารถแสร้งปฏิบัติกับเนี้ยหลี่เหมือนเด็กทั่วไปได้อีก จึงยิ้มแล้วกล่าวว่า



    "ข้าขอถามอะไรสักหน่อย"



      เดิมทีเนี้ยหลี่เข้าใจว่าเย่ ซ่งส่ง เย่ ซิวมาเพื่อถ่ายทอดคำพูด เพราะเห็นชัดอยู่ว่าเย่ ซ่งไม่อยากพบหน้าเขา แม้ว่าเนี้ยหลี่ยัง ระมัดระวังเย่ ซิวอยู่ แต่เมื่อเป็นคำขอร้องจาก เย่ ซิวเอง เนี้ยหลี่จักยอมช่วยเหลือ จะอย่างไรก็ตามเย่ ซิวก็เป็นถึงบุคคลสำคัญลำดับที่ 3 ของตระกูลวายุเหเขาต์ ลุงของ จื้อหวิ๋น



    "ผู้อาวุโสเย่ ซิว โปรดบอกมาเถอะ ข้าจะตอบทุกสิ่งที่ข้าทราบ ท่านเป็นลุงของจื้อหวิ๋น  ก็เหมือนกับเป็นลุงของข้าด้วย"


เนี้ยหลี่พูดพลางทุบอกตัวเองเบาๆ



     พอเย่ ซิวได้ฟังที่เนี้ยหลี่พูด ก็อดมุมปากขยับไม่ได้ เขาเข้าใจได้ในทันทีว่าเหตุใด เย่ ซ่งถึงได้ขุ่นเคืองเด็กชายคนนี้  เนี้ยหลี่เป็นเพียงเด็ก  ยังไม่ทันเติบใหญ่ก็มุ่งหวัง จื้อหวิ๋นเป็นภรรยาแล้ว?



  "อะแฮ่มๆ" เย่ ซิวกระแอมไอเล็กน้อยก่อนจะหยิบตำราอกมาแล้วพูดว่า



"เนี้ยหลี่ ขณะที่ท่านเจ้าเย่ โม่และข้าออกเดินทาง พวกเราก็พบสิ่งนี้ เจ้าช่วยดูทีว่ามันคืออะไร?"



  ทันทีที่ เย่ ซิวหยิบตำราออกมา เนี้ยหลี่ก็รู้สึกถึงพลังวิญญาณอันบริสุทธิ์ สิ่งนี้แน่นอนว่าย่อมไม่ใช่สิ่งของธรรมดาทั่วไป


     ข้าขอดูหน่อย" เนี้ยหลี่ขมวดคิ้วเล็กๆ เขารับตำราจากเย่ ซิวอย่างระมัดระวังแล้วเริ่มตรวจสอบ
ในตำราทุกๆ หน้าเขียนไว้ด้วยถ้อยคำแปลกประหลาด รูปวาดและรูปแบบลวดลายอาคม แล้วยังเป็นการเขียนที่ประณีต บรรจงมากเสียด้วย


   หุ่นเชิดวิญญาณบนไหล่เนี้ยหลี่จ้องไปที่ตำราอย่างไม่วางตา
  "อะไรเนี่ย? ดูเหมือนภาษายุคอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์เลย"
    หุ่นเชิดวิญญาณบนไหล่เนี้ยหลี่พูดภาษามนุษย์ นั่นถึงกับทำให้เย่ ซิวแตกตื่น

     หุ่นเชิดวิญญาณนี้พูดได้ด้วย? เย่ ซิวต้องไม่เชื่อแน่ว่าหุ่นเชิดวิญญาณนี้จะผนึกวิญญาณของหนึ่งในห้าผู้ก่อตั้งนครเรืองโรจน์ บรรพชนผู้ก่อตั้งเย่หยาน


     "ยังจะอวดฉลาดอีก นี่ไม่ใช่ภาษายุคอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ ถึงมันจะเป็นภาษาที่มีรากฐานเป็นภาษายุคอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ก็เถอะ แต่นี่เป็นภาษายุคอาณาจักรพฤกษาปรากฏอยู่ในช่วงหลังการล่มสลายของอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์" เนี้ยหลี่แก้ไขให้


 
   "นั่น...อย่างน้อยข้าก็เดาถูกสักแปดเก้าส่วน...." เย่ หยานประท้วงเสียงละห้อย


    อาศัยอะไรบอกว่าท่านเดาได้แปดเก้าส่วน? ท่านรู้หรือเปล่าว่านี่เป็นตำราอะไร?" เนี้ยหลี่ก ลอกตาอย่างระอา



   น่าจะเป็นพวกวิชาควบคุมวิญญาณอสูร ลายอาคมนี่สมควรใช้สำหรับควบคุมวิญญาณอสูรแล้ว" เย่หยานพูด แอบภูมิใจในภูมิความรู้ของตน


เนี้ยหลี่กลับเย้ยหยัน เย่หยานว่า



    ข้าว่าท่านเดาได้แค่สองถึงสามส่วนเท่านั้น ไม่รู้อะไรแล้วยังมีหน้ามาภูมิใจ ที่พูดมาไม่ได้ต่างกับไม่รู้อะไรเลย"


     นั่นนับว่าเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ สมัยเมื่อยังมีชีวิต เย่ หยานโด่งดังในฐานะสารานุกรมเดินได้ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเนี้ยหลี่ เขากลับไม่ต่างกับคนตัวเปล่า ได้แต่ก้มหน้าหุบปากเท่านั้น



      พอได้ยินการโต้ตอบกันของเนี้ยหลี่กับเย่หยาน เย่ ซิวต้องหลั่งเหงื่อโทรมกาย หุ่นเชิดวิญญาณที่สามารถดูออกได้สองสามส่วนนับว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว ตอนที่เขากับ เย่ โม่ ดูตำราเล่มนี้ ในหัวกลับขาวโพลนว่างเปล่า ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตำราเล่มนี้มีความสามารถทำอะไรได้



    ยิ่งเมื่อหุ่นเชิดวิญญาณจะนับว่าย่ำแย่เมื่อเทียบกับเนี้ยหลี่ มิใช่เป็นการบอกว่าเขาและเย่ โม่ เทียบไม่ได้แม้แต่กับหุ่นเชิดวิญญาณที่ย่ำแย่หรอกหรือ? เย่ ซิวถึงกับใบหน้าร้อนผ่าว


เนี้ยหลี่เห็นเย่ ซิว ทำหน้าเหมือนอับอายจนอยากจะขุดหลุมฝังตัวเองก็พูดขึ้นว่า    ผู้อาวุโสเย่ ซิว ข้าไม่ได้หมายความถึงท่าน"  ได้ยินเนี้ยหลี่พูดแบบนั้น เย่ ซิวยิ่งอยากเอาหัวชนกำแพงตายจริงๆ



      ข้าไม่รู้ว่าผู้อาวุโส เย่ ซิวไปเอาตำราเล่มนี้มาจากไหน แต่ตำราเล่มนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ท่านต้องดูแลมันให้ดีที่สุด ตำราเล่มนี้เป็นบันทึกค่ายกลนามว่า ค่ายกลหมื่นสัตว์อสูรกาย ใช้สำหรับควบคุมสัตว์อสูรชั้นเหล็กนิลหรือสูงกว่า จำนวนหนึ่งพันจนถึงหนึ่งหมื่นตัว สร้างเป็นสุดยอดค่ายกลขึ้นมา แม้แต่ยอดฝีมือระดับร่างทรงอสูรชั้นตำนานหากถูกกักอยู่ในค่ายกลนี้ ได้แต่รอรับการเชือดเฉือนอย่างเดียว"



เนี้ยหลี่พูดหลังจากที่ปิดตำราแล้วส่งคืน เย่ซิว



   เมื่อเย่ ซิวและเย่หยานได้ยิน ทั้งคู่ถึงกับสั่นอย่างหนาวเหน็บแม้แต่ยอดฝีมือ อย่างร่างทรงอสูรระดับตำนานหากถูกกักอยู่ในค่ายกลนี้ ได้แต่รอรับการเชือดเฉือนอย่างเดียวอย่างนั้นหรือ? ค่ายกลนี้น่าหวาดกลัวเกินไปแล้ว



     เย่หยาน ต้องลอบทอดถอนใจ จากที่เห็นรูปแบบของลวดลายอาคมแล้ว มั่นใจว่าเนี้ยหลี่กล่าวไม่ผิด ยามนี้สายตาที่เขามองเนี้ยหลี่นับว่าดีกว่าเดิม เด็กน้อยนี่จดจำได้กระทั่งภาษาสมัยอาณาจักรพฤกษา ยิ่งกว่านั้นยังสามารถมองออกได้ว่าตำราเล่มนี้มีไว้ทำอะไร เพียงเรื่องนี้ก็นับว่าภูมิความรู้ของเนี้ยหลี่แซงหน้าเขาไปไกลแล้ว


    ช่างน่าขันนักที่เขามัวแต่ประโคมโหมอวดโอ่ภูมิปัญญาของตน เมื่อคิดย้อนดูแล้ว กลับเป็นเรื่องน่าอับอายประการหนึ่ง


   เย่ ซิวรับตำราจากมือเนี้ยหลี่ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า


  หากค่ายกลหมื่นสัตว์อสูรกายนี้ วางไว้ใกล้เคียงจวนเจ้าเมืองเล่า?"


   ย่อมไม่มีผู้ใดสามารถบุกฝ่าเข้าไปในจวนเจ้าเมืองได้เด็ดขาด ต่อให้ยอดฝีมือระดับร่างทรงอสูรชั้นตำนาน12 คน ก็ยังนับว่าเป็นไปไม่ได้"


    เนี้ยหลี่พูดโดยไม่ขบคิด ค่ายกลหมื่นสัตว์อสูรกายนี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ต่อให้ผู้เดินค่ายกลใช้วิธีการพื้นฐานที่สุดของค่ายกล ก็ยังสามารถต้านทานยอดฝีมือระดับร่างทรงอสูรชั้นตำนานได้หลายคน แต่หากข้าปรับปรุงพัฒนาความลึกล้ำของค่ายกลเข้าไปอีกขั้นล่ะก็ ค่ายกลใหม่จะทรงอำนาจมหาศาลขนาดจินตนาการไม่ออกทีเดียว


   ได้ฟังคำเนี้ยหลี่ เย่ ซิวถึงกับสับสนชั่วขณะหลุดปากถามว่า "จริงหรือ?"


เนี้ยหลี่พยักหน้าแล้วตอบกลับว่า "สิ่งที่ข้าพูดเป็นจริงทุกประการ


   ถ้าเช่นนั้น เจ้าสามารถจัดตั้งค่ายกลหมื่นสัตว์อสูรกายนี้ได้หรือไม่?"



   เย่ ซิวถาม ข้างใต้จวนเจ้าเมืองมีพื้นที่ใต้ดินขนาดใหญ่ขนาดที่สามารถจุคนได้ทั้งเมือง หากสามารถตั้งค่ายกลหมื่นสัตว์อสูรกายนี้รอบจวนเจ้าเมืองได้ ต่อให้นครเรืองโรจน์เผชิญวิกฤต ก็ยังสามารถรักษาชีวิตผู้คนไว้ได้


   
      จริงอยู่ ข้าสามารถตั้งค่ายกลได้ แต่การจัดตั้งค่ายกลหมื่นสัตว์อสูรกายจำเป็นต้องใช้เวลาในการจัดตั้งมหาศาล ทั้งวัสดุที่ใช้ก็หายาก ข้าจำเป็นต้องใช้วิญญาณอสูรระดับทองคำดำกว่าหมื่นตัวทีเดียว"


  เนี้ยหลี่ส่ายหัวแล้วพูดต่อว่า "แล้วข้าก็ยังต้องฝึกพลังวิญญาณอยู่"


   เรื่องวิญญาณอสูรชั้นเหล็กนิลหมื่นตัวไม่เป็นปัญหา ต้องใช้เวลาในการตั้งค่ายกลเท่าใด?"


   เย่ ซิวถาม ด้วยค่ายกลความยิ่งใหญ่ของค่ายกล สมควรใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสิบยี่สิบปี ต่อให้เป็นเช่นนั้น ก็ยังนับว่าคุ้มค่าที่จะเตรียมจัดตั้งเอาไว้ ตราบใดที่สามารถตั้งค่ายกลได้ ไม่ว่าจะมีค่าใช้จ่ายเท่าใด ก็นับว่าคู่ควร นี่เป็นดั่งเครื่องรางช่วยชีวิตแท้ๆ


  เนี้ยหลี่ครุ่นคิดชั่วขณะ ก่อนจะตอบว่า "ข้าต้องการเวลาสองเดือน "


  "วะ....ว่ากระไร? สองเดือน?" เย่ ซิวโพล่งออกมา ลืมการวางตัวโดยสิ้นเชิง เข้าใจว่าตัวเองหูฝาดได้ยินผิดไป


เนี้ยหลี่เงยหน้าขึ้น ขมวดคิ้วถามว่า "มีอะไรหรือ?"


       ค่ายกลที่ทรงอำนาจขนาดนี้ ต่อให้เนี้ยหลี่ใช้เวลาตั้งค่ายกลสิบปี เย่ ซิวยังไม่คิดว่ายาวนานเกินไป แต่เขากลับบอกว่าใช้เวลาเพียงสองเดือนเท่านั้น? สองเดือนก็ได้เครื่องมือช่วยชีวิตสำหรับนครเรืองโรจน์ทั้งเมืองแล้ว? เพียงแค่คิด เย่ ซิวก็ตื่นเต้นมากแล้ว


 เย่ ซิวประสานมือในท่าคารวะกล่าวว่า


   ในฐานะตัวแทนของจวนเจ้าเมือง ข้า เย่ ซิว ขอร้องให้เจ้าช่วยจัดตั้งค่ายหมื่นสัตว์อสูรกายด้วย" ทำราวกับว่าผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้มิเป็นเพียงเด็กชายอายุ 13-14 ปี  แต่เวลานี้ เขาไม่อาจตอบต่อเนี้ยหลี่เช่นเด็กชายทั่วไปได้


เนี้ยหลี่ยักไหล่พูดว่า "ข้าไม่ว่าง"


  "ไม่ว่าง?" เย่ ซิวมึนงงชั่วขณะก่อนจะพูดว่า "เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงความปลอดภัยของนครเรืองโรจน์ ในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของเมือง เหตุใด...."


ก่อนที่เย่ ซิวจะพูดจบ เนี้ยหลี่ก็กล่าวแทรกว่า



   "จริงของท่าน ข้าเป็นสมาชิกคนหนึ่งของนครเรืองโรจน์ แต่ข้าไม่มีหน้าที่จะต้องช่วยเหลือจวนเจ้าเมืองในเรืองนี้ จริงหรือไม่? ก็ไม่ใช่ว่าการช่วยจัดตั้งค่ายหมื่นสัตว์อสูรกายจะเป็นไปไม่ได้ แต่ผู้อาวุโสเย่ ซิว ท่านพูดแทนคนในจวนเจ้าเมืองทั้งหมดไม่ได้หรอกจริงมั้ย? หากต้องการให้ข้าช่วยจัดตั้งค่ายหมื่นสัตว์อสูรกาย อย่างน้อยท่านเจ้าเมืองก็สมควรจะมาพูดกับข้าด้วยตัวเอง"



     มิใช่ว่าการช่วยจัดตั้งค่ายหมื่นสัตว์อสูรกายจะเป็นไปไม่ได้ แม้ว่าความเร็วในการฝึกพลังวิญญาณของเนี้ยหลี่จะนับว่าน่าตื่นตระหนก แต่การจะไปถึงขั้นทองหรือขั้นเหล็กนิล อย่างน้อยยังต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าครึ่งปีหรือนานกว่านั้น การใช้เวลาสองเดือนสร้างเครื่องมือช่วยชีวิตให้กับนครเรืองโรจน์ยังนับว่าไม่เลวอยู่


     อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เย่ ซ่งควรจะมาขอร้องด้วยตัวเอง อย่าว่าแต่เขาเพิ่งถูกเย่ ซ่งทำร้ายจนถึงขั้นกระอักเลือด ให้ไปช่วยจัดตั้งค่ายหมื่นสัตว์อสูรกายงั้นหรือ ฝันไปเถอะ!!


     พอฟังคำพูดของเนี้ยหลี่ เย่ ซิวถึงกับสับสนไปชั่วขณะ แต่เขาเข้าใจความหมายของเด็กชาย ดังนั้นจึงกล่าวว่า


   "เนี้ยหลี่ เมื่อเจ้าช่วยพวกเราจัดตั้งค่ายหมื่นสัตว์อสูรกาย นับว่าเจ้าได้สร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่ให้กับผู้คนทั้งนคร เราย่อมต้องตอบแทนเจ้าด้วยสิ่งของต่างๆ ที่จำเป็นต่อการฝึกฝน...."


 "ช้าก่อน" เนี้ยหลี่ยกมือขึ้นหยุดเย่ ซิว ก่อนจะถามว่า



  ในความหมายของผู้อาวุโสเย่ ซิว สิ่งของต่างๆ ที่จำเป็นต่อการฝึกฝน ที่จวนเจ้าเมืองสามารถมอบให้ข้าได้นั้นหมายถึงสิ่งใด?"


ที่มาจาก http://www.wuxiaworld.com/


#นิยาย พงศาวดารภูติ#Tale of the demon god#นิยายแปลไทย
Author(s)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น