วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Tale of the demon and god novel Chapter 106 – Ye Xiu

Tale of the demon and god novel Chapter 106 – Ye Xiu

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่ 106 - เย่ ซิ่ว


บทที่ 106 - เย่ ซิ่ว


ในเวลาไม่นาน ระดับพลังของหลู่เพียวคงจะแซงหน้าบิดาของตนไปไกล ถึงหลู่หนิงจะรู้สึกว่าค่อนข้างเสียหน้านิดหน่อย แต่ก็ยังรู้สึกภาคภูมิใจ จะอย่างไร ลู่เพียวก็เป็นบุตรชายของตน

"หลู่เพียว..."

หลู่หนิง พยายามกัดฟันอดทนในใจ และพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง


     "เจ้าจะเล่นซนอย่างไรในบ้านข้าไม่ว่า แต่เจ้ากลับไปแอบถ้ำมองตอนเด็กหญิงตระกูลเสี่ยวอาบน้ำ ถ้าเรื่องนี้แพร่ออกไป ตระกูลหลู่ของข้าต้องเสียความน่าเชื่อถือเพราะเจ้า"


ใบหน้าของหลู่เพียวปรากฎสีแดงระเรื่อขึ้นด้วยความอับอายแล้วพูดว่า


"ท่านพ่อ ข้ารู้ตัวว่าผิด"

"ดีแล้วที่เจ้าสำนึกได้"

หลู่หนิงพยักหน้าแล้วพูดต่อว่า


    "ไม่มีสิ่งใดประเสริฐไปกว่าการที่คนเราสามารถยอมรับความผิดพลาดของตัวเองได้"


หลู่เพียวกำหมัดแน่นแล้วพูดอย่างจริงจังว่า




  "ครั้งหน้าที่ไปแอบถ้ำมอง ข้าจะไม่ยอมให้โดนจับได้อีก...."


          พอได้ยินคำนี้ หลู่หนิงก็เกิดอาการมุมปากประตุกเล็กน้อย ตัวเขาโชลมไปด้วยเหงื่อ พลางคิดว่า นี่ข้าให้กำเนิดไอ้ตัว.... เขาเริ่มมีความคิดอยากจะหักคอลูกไม่รักดีคนนี้ทิ้งจริงๆ ถึงจะคิดอย่างนั้น แต่หลู่หนิงก็ไม่ได้ทำอะไร ตอนนี้หลู่เพียวเป็นดั่งหัวแก้วหัวแหวนของตระกูลหลู่ ใครจะกล้าแตะต้องกัน



"เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นคราวนี้ ตระกูลเสี่ยวจึงส่งคนมาคุย"
หลู่หนิงพูดขึ้น


"จริงเหรอ? แล้วเขาว่าอย่างไรบ้าง" เมื่อหลู่เพียวได้ยินเรื่องนี้ก็เริ่มออกอาการตื่นเต้น


"ท่านพ่อ พวกเขาได้พูดเรื่องแต่งงานหรือเปล่า?"พอได้ยินคำนี้ หลู่หนิงได้แต่สับสนชั่วขณะ ก่อนจะเริ่มคาดเดาบางอย่างได้



      "อ้อ สรุปว่าเจ้าชอบเด็กหญิงตระกูลเสี่ยวนั่นสินะ.....เจ้าต้องการให้ข้าพูดเรื่องแต่งงานกับตระกูลเสี่ยวหรือ? ฮืม... เจ้านับว่าให้ความสะดวกตระกูลเสี่ยวมากไปแล้ว"


     ถ้าเป็นหนึ่งปีก่อนหน้านี้ หลู่หนิงจะไม่พูดแบบนี้ ในตอนนี้ หากหลู่เพียวแต่งกับเสี่ยว เซี่ย ก็ไม่ต่างกับคางคกคิดรับประทานเนื้อห่านฟ้า ทำได้เพียงแค่ฝันกลางวัน แต่ตอนนี้ สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว เพียงแค่คิดว่าหลู่เพียว พัฒนาไปมากแค่ไหนก็ทำให้หลู่หนิงเป็นปลื้มแล้ว




       ได้ยินคำพูดของหลู่หนิง หลู่เพียวได้แต่คอตก แม้ว่าส่วนในชีวิตส่วนใหญ่ของเขาไม่ค่อยจริงจัง แต่ก็ยังนับว่าทำตามกฎเกณฑ์ส่วนใหญ่ เขากับเสี่ยว เซี่ยนับว่าเป็นเพื่อนสมัยเด็ก ทั้งคู่กินเล่นเติบโตขึ้นมาด้วยกัน เมื่อทั้งคู่โตขึ้น ก็เริ่มมีความรู้สึกต่อกัน แต่ผู้ใหญ่ในตระกูลทั้งสองฝ่ายกับเริ่มกีดกันพวกเขา

   
     พอเห็นท่าหงอยของหลู่เพียว หลู่หนิงต้องแอบสุขใจ เขาไม่ได้เป็นฝ่ายพูดเรื่องแต่งงาน แต่ตระกุลเสี่ยวกลับเสนอเรื่องแต่งงานขึ้นมาเอง นับว่าได้หน้าไม่น้อย


ทันใดนั้น เด็กรับใช้คนหนึ่งรีบร้อนเข้ามารายงาน
"เรียนนายท่าน คุณหนูตระกูลเสี่ยวขอเข้าพบขอรับ"

ก่อนที่เด็กรับใช้จะรายงานจบ ก็ได้ยินเสียงสดใสของเด็กหญิงดังขึ้นที่เบื้องนอก


"หลู่เพียว ออกมาเดี๋ยวนี้!!"


     ผู้ที่พูดคือเสี่ยว เซี่ย นางสวมชุดสีแดงเพลิงรัดรูป มัดผมไปด้านหลังเป็นทรงหางม้า สองมือเท้าเอว ดูราวกับแม่เสือสาว    ทันทีที่เห็นเสี่ยว เซี่ย หลู่เพียวพลันหดหัวก้าวถอยหลัง ตระเตรียมวิ่งหนีในบัดดล  เสี่ยว เซี่ย กวาดสายตาแหลมคมมองหลู่เพียว นางประกาศเสียงดังว่า


"หลู่เพียว หากเจ้ากล้าวิ่งหนีล่ะก็ ไม่ต้องกลับมาพบข้าอีก"


หลู่เพียวได้แต่ชะงักค้างยืนก้มหน้านิ่ง ร่างบางของเสี่ยว เซี่ย พลันปรี่เข้าหาลู่เพียว ยื่นมือเรียวงามเข้าหา....แล้วดึงหูหลู่เพียวเต็มแรง ก่อนจะกล่าวอย่างโกรธกริ้วว่า








"หลู่เพียว เจ้าไปถ้ำมองตอนข้าอาบน้ำเมื่อวานหรือ?"


"ข้าเปล่า" หลู่เพียวสั่นหัวอย่างรุนแรง

"เปล่า? ยังกล้าปฏิเสธอีก?"เสี่ยว เซี่ยจ้องอย่างจับผิด

"ข้าทำก็ได้" หลู่เพียวร้องตอบอย่างขมขื่น

"โอ๊ยๆ เบาๆ เบาๆ เสี่ยว เซี่ยข้าผิดไปแล้ว"

"เจ้าไปแอบดูข้ากี่ครั้งแล้ว?"

"หนึ่ง.....แค่หนึ่งครั้ง....ไม่ ๆ ๆ ๆไม่ใช่แค่หนึ่งครั้ง"

"กี่ครั้ง"

"....ขะ....ข้าจำไม่ได้แล้ว" หลู่เพียวทำหน้าราวกับจะร้องไห้

"เจ้าเห็นอะไรบ้าง? ตอบมา!!" เสี่ยว เซี่ยยังจ้องหลู่เพียวไม่เลิก


"ข้าเห็นแค่.....โอ้...ข้าเห็นหมดเลย....."ใบหน้าหลู่เพียวกลายเป็นสีม่วงไปแล้ว
"แล้วเจ้าชอบสิ่งที่เห็นหรือเปล่า?"เสี่ยว เซี่ยบิดหูหลู่เพียว ยิ่งอารมณ์โกรธของนางเพิ่มขึ้นเท่าใด แรงบิดก็เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
"อ่า...ใช่เลย ข้าชอบมาก" ในหัวสมองของหลู่เพียว ปรากฏภาพที่เขาบันทึกเก็บไว้พลางพยักหน้าตอบ

"ยังกล้าตอบอีกเหรอ?"เสี่ยว เซี่ยดึงหูลู่เปียวขึ้นสูงพลางขยี้เท้าอย่างแง่งอน ลู่เปียวรีบปั้นสีหน้าส่ายหัวตอบใหม่ว่า

"ไม่ๆ ข้าไม่ชอบ"
"เจ้าว่าข้าไม่ดีเหรอ?!" เสี่ยว เซี่ยอารมณ์ขึ้นอีกครั้ง จ้องหลู่เพียวไม่วางตามือเพิ่มกำลังบิดเข้าไปอีก หลู่เพียวรู้สึกขมขื่นใจ เขาควรจะตอบอย่างไรเล่า? พอเห็นฉากนี้หลู่หนิงได้แต่หดหัว เสี่ยว เซี่ยเหมือนกับมารดาของหลู่เพียวทีเดียว เขาค่อยๆ เคลื่อนตัวไปด้านข้าง*วูปป..*เขาหายไปในสวนด้วยความรวดเร็ว

หลู่เพียว มองไปรอบๆ เพื่อหาบิดาของเขาให้ช่วย ,แต่ตอนนี้ไม่รู้เขาอยู่ใหน,ท่านพ่อ?


ณ จวนเจ้าเมือง

เจ้านคร เย่ ซ่ง และร่างทรงอสูรชั้นเหล็กนิลคนหนึ่งกำลังพูดคุยหารือกัน


   "ท่านเจ้านคร เรานำข่าวจากท่านเจ้า เย่ โม่มาแจ้งว่า เพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สัตว์อสูรมีอัตราการเจริญเติบโตสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ เราต้องแบ่งกำลังคนออกล่าสัตว์อสูรจำนวนมากเพื่อควบคุมประชากรสัตว์อสูรรอบๆ นครเรื่องโรจน์ ไม่เช่นนั้นหากพวกเขาเติบใหญ่ จะกลายเป็นภัยคุกคามนครเรืองโรจน์แน่"


  ร่างทรงอสูรชั้นแบล็คโกลด์ ผู้หนึ่งพูดขึ้น เขาเป็นชายหมายเลข 3 ของนครเรืองโรจน์ นามว่า เย่ ซิว ระดับพลังของเขาเพียงเป็นรองเย่ โม่และเย่ ซ่งเท่านั้น


เย่ ซ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพนักหน้าเห็นด้วยแล้วพูดว่า


   "ได้ เราจะเร่งแบ่งกำลังร่างทรงอสูรออกล่าสัตว์อสูรเหล่านั้น โชคดีที่เรามียาทิพย์จากสมาคมปรุงยา นั่นช่วยเพิ่มกำลังต่อสู้ได้ แล้วยังมียาเม็ดเปลี่ยนรูปทั้งเก้า นั่นช่วยลดจำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายได้ไม่น้อยทีเดียว"


      เงาร่างหนึ่งปรากฎขึ้นในหัวของเย่ ซ่ง ในจุดนี้เขาได้แต่ยอมรับว่านี่นับเป็นความชอบของเนี้ยหลี่ แต่เมื่อนึกถึงว่าเนี้ยหลี่พยายามจะคบกับลูกสาวของตน เย่ ซ่งก็เริ่มคิดหาวิธีแยกส่วนเขา

"ยังไงก็ตาม พวกเรายังต้องระมัดระวังคนจากสมาคมทมิฬด้วย"


    เย่ ซ่งกล่าวเพิ่ม หากพวกเขาส่งร่างทรงอสูรออกจากเมืองมากไป ใครจะรับรองได้ว่าพวกสมาคมทมิฬจะไม่เข้ามาโจมตียามอ่อนแอ

"นอกจากนี้ ท่านเจ้าเย่ โม่ สั่งให้ข้านำ ของชิ้นหนึ่งกลับมาด้วย ท่านลองดู"

เย่ ซิวพูดพลางดึงเอาตำราเล่มหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ


     "ท่านเจ้าเย่ โม่พบตำราเล่มนี้ในถ้ำที่เก่าแก่มากๆ แห่งหนึ่ง ท่านไม่รู้ว่าเขาทำจากอะไรหรือแม้แต่เขามีอะไรเขียนไว้บ้าง"


     พอเย่ ซิวเปิดตำราขึ้น ภาพร่างอักขระ บางอย่างก็ปรากฎให้เห็น กำกับไว้ด้วยลายเส้นคล้ายกับคาถาอาคม นอกจากนี้ยังมีภาพของวิญญาณอสูรจำนวนมาก


จากนั้นคลื่นพลังประหลาดก็แผ่ออกมาจากตำรา


คลื่นพลังนี้นับว่าบริสุทธิ์มาก แม้แต่ เย่ ซ่งก็ยังไม่เคยพบความบริสุทธิ์ระดับนี้มาก่อน


"ตำรานี่ถูกพบที่ไหน?"



     เย่ ซ่งถึงกับหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ เขารับตำรามาดู พยายามตรวจสอบอย่างรอบคอบที่สุด แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจทั้งคำและภาพร่างที่เขียนอยู่ในหนังสือ


    "ในตอนที่ท่านเย่ โม่สำรวจถ้ำของสัตว์อสูร ก็ค้นพบเขาได้จากศพของยอดฝีมือท่านหนึ่ง จากการตรวจสอบคร่าวๆ  เมื่อตอนที่ยอดฝีมือท่านนี้ยังมีชีวิตอยู่ ต้องมีระดับพลังอย่างน้อย ชั้นตำนานขั้นสุดท้ายเป็นแน่"

เย่ ซิว พูด



   เย่ โม่ มักจะเดินทางอยู่ภายนอกนครเรืองโรจน์เพื่อสำรวจและเก็บกู้สมบัติที่ใช้งานได้จากกรุขุมทรัพย์ต่างๆ และเพื่อสอดแนมหาข่าวสารที่อาจเป็นภัยคุกคามต่อนครเรืองโรจน์


"ถ้ำนั้นอันตรายมาก แม้แต่ท่านเจ้าเย่ โม่ยังไม่กล้าอยู่นาน ท่านถอนกำลังทันที่ได้เก็บตำราเล่มนี้ได้"


      แม้ว่าจะทราบว่าตำราเล่มนี้เป็นสมบัติที่ประเมินค่าไม่ได้ แต่กลับไม่รู้วิธีใช้ มันช่างน่าเศร้านัก

เย่ ซิวนึกบางอย่างขึ้นได้จึงพูดต่อด้วยความตื่นเต้น



   "ท่านเย่ ซ่ง ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินมาว่า มีเด็กอัจฉริยะผู้หนึ่งปรากฎขึ้นในนครเรืองโรจน์ สามารถอ่านและเข้าใจคัมภีร์โบราณได้ รวมถึงคัมภีร์เพลิงเทพอัสนีด้วย เราน่าจะลองให้เด็กผู้นั้นช่วยดูสักหน่อย"
พอได้ยินคำพูดของเย่ ซิว ใบหน้าเย่ ซ่งพลันหมองลงทันตา
"อย่าพูดถึงเด็กนั่นอีก!" เย่ ซิวได้ยินก็ อดประหลาดใจไม่ได้ถามว่า
"เพราะเหตุใดหรือ?"
     เย่ ซ่งพลันอารมณ์โกรธพลุ่งขึ้น เพื่อปกป้องเด็กที่มีพรสวรรค์ เขาได้แต่จัดให้เนี้ยหลี่เข้ามาอยู่ในจวนเจ้าเมือง ใครจะคิดว่ากลับเป็นการชักศึกเข้าบ้าน ไอ้หนูนั่นบังอาจล่อลวงเย่จื้อหวิ๋นเพราะสาเหตุบางประการ เขาได้แต่อดทนไว้ ดังนั้นเขาไม่เอาเรื่องเนี้ยหลี่ แต่กลับต้องไปขอร้องไอ้หนูนั่นหรือ?


เขาจะไม่ยอมเสียหน้าเช่นนั้นเด็ดขาด   พอเห็นสีหน้าของเย่ ซ่ง เย่ ซิวก็พอจะเดาบางอย่างออก เจ้าหนูนั่นคงสร้างความขุ่นเคืองใจให้เย่ ซ่ง แต่เรื่องนี้ถือว่ามีความสำคัญมาก เย่ ซิวโค้งตัวเล็กน้อยแล้วพูดว่า


       "ท่านเจ้านคร ของสิ่งนี้ท่านเจ้าเย่ โม่เสี่ยงชีวิตเพื่อเก็บมันมา ย่อมไม่ใช่ของธรรมดาทั่วไป หากเราสามารถดึงเอาความลับนั้นออกมาได้ ย่อมเกิดประโยชน์ต่อนครเรืองโรจน์มหาศาล ข้าขอให้ท่านปล่อยวางความอารมณ์ส่วนตัวด้วย"


     แม้ว่าว่าเย่ ซ่งจะโกรธเกรี้ยวเพียงใด แต่ช่วยไม่ได้  อย่างไรเขาก็ไม่ใช่คนที่จะเพิกเฉยต่อประโยชน์ส่วนรวมได้ ดังนั้นเขาจึงโบกมือคราหนึ่งแล้วกล่าวว่า

"เจ้าเป็นคนไปเรียกเขามาแล้วกัน แต่!!... ข้าจะไม่ออกหน้าในเรื่องนี้"

"ขอรับ ท่านเจ้านคร"

เย่ ซิวตอบพลางพยักหน้า ก่อนจะคำนับและออกมา


ณ ที่พักของเนี้ยหลี่


   เมื่อเย่ ซิวก้าวเข้ามา เขาก็กวาดสายตาสำรวจไปทั่ว สภาพแวดล้อมไม่เลว ดูเหมือนเย่ ซ่งจะไม่ได้กลั่นแกล้งอะไรเนี้ยหลี่

พอก้มหน้าลงเขาก็พบกับเด็กหญิงอายุ 6-7 ขวบนางหนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิฝึกพลังอยู่ คลื่นพลังวิญญาณแผ่ออกมารอบตัว


   เมื่อเห็นสิ่งนี้แล้ว เย่ ซิวถึงกับหลั่งเหงื่อออกมามากมาย สายตาของเขาเห็นว่าคลื่นพลังที่แผ่ออกมานั้นอย่างน้อยเป็นระดับทองแดง 3 ดาวแล้ว

แต่นี่เขาเด็กอายุ 6-7 ขวบเองนะ!!


อัจฉริยะอะไรขนาดนี้ ถ้ามีใครรู้เรื่องนี้เข้า ได้เป็นข่าวใหญ่ดังไปทั่วเมืองเป็นแน่


     เย่ ซิวสูดลมหายใจหนาวเหน็บ เป็นเรื่องดีถ้าเกิดจะมีอัจฉริยะเกิดในนครเรืองโรจน์ แต่หากสมาคมทมิฬทราบข่าวล่ะก็ พวกเขาจะต้องส่งคนมาลอบสังหารนางแน่

พอเย่ ซิวเตรียมจะก้าวเท้า เด็กหนุ่มวัยรุ่น ร่างสูงก็เดินออกมาจากด้านใน เด็กหนุ่มผู้นี้คือเนี้ยหลี่


    เนี้ยหลี่เงยหน้าขึ้นมองเย่ ซิว แม้ว่าเขาจะรู้สึกได้ว่าเย่ ซิวเป็นยอดฝีมือ แต่กลับไม่มีอาการประหม่าสักนิด เนี้ยหลี่เพียงแค่มองแล้วพูดว่า


   "ไม่ทราบว่ามีเรื่องใด ทำให้บุคคลหมายเลข 3 ซึ่งเป็นรองเพียงท่านเจ้าเย่ โม่และเย่ ซ่ง ผู้อาวุโสเย่ ซิวมาเยี่ยมเยียนข้าได้หรือ?"


      ได้ยินคำของเนี้ยหลี่ เย่ ซิวถึงกับสับสนไปชั่วขณะ เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะมีใครจดจำเขาได้ด้วยการมองเพียงปราดเดียว เพราะความจริงแล้วเขามักจะเดินทางร่วมกับท่านเจ้าเย่ โม่เป็นประจำ ไม่ค่อยได้อยู่ภายในเมืองเท่าใด เด็กอายุน้อยเช่นเนี้ยหลี่ สมควรไม่รู้จัก หลังจากไล่ความตื่นตระหนกออกไปจากใบหน้า เย่ ซิวพลันยิ้มเล็กๆแล้วพูดว่า

"ถูกแล้ว เป็นข้าเอง"


ที่มาจาก http://www.wuxiaworld.com/


#นิยาย พงศาวดารภูติ#Tale of the demon god#นิยายแปลไทย
Author(s)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น