วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2559

Tale of the demon and god novel Chapter 7 – Daoyin Technique

Tale of the demon and god novel Chapter 7 – Daoyin Technique

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่ 7 เทคนิคการกดจุด


บทที่ 7 เทคนิคการกดจุด


“ข้าจะเริ่มฝึกฝนต่อแล้ว” เซียวหนิงเอ๋อพูดเสียงเย็น พลางจ้องมองเนี่ยหลีด้วยดวงตาที่กระจายใส

เซียวหนิงเอ๋อไม่ชอบถูกรบกวน นางเปล่งรังสีที่จะ ‘ขับไล่คนพันลี้’ ออกมาด้วยสีหน้า และด้วยความที่นางไม่ค่อยสุงสิงกับเพื่อนนักเรียนโดยเฉพาะเพื่อนชาย เด็กไร้เพื่อนนางนี้จึงดูเอาแต่ใจตัวอยู่บ้าง

“ข้าจะไป เดี๋ยวนี้เลย” เนี่ยหลีกล่าวพลางยิ้มน้อยๆ เขาเหลือบมองหล่อนจากหัวจรดเท้า

 เซียวหนิงเอ๋อขมวดคิ้วแล้ว ‘เนี่ยหลีมองข้าด้วยสายตาที่หยาบคายเกินไปรึเปล่า?’ เด็กหญิงคิด นางรู้สึกหงุดหงิดใจในทันที มีเด็กชายจำนวนมากไล่ตามหล่อนในสถานศึกษา หากเซียวหนิงเอ๋อเพิกเฉยต่อพวกเขาทั้งหมด นางต้องการทุ่มเทให้กับการบำเพ็ญ ดังนั้นการกระทำของเนี่ยหลีในสายตานางจึงไม่แตกต่างกับเด็กคนอื่นๆ ช่างน่ารังเกียจนัก

“ยังไม่ออกไปอีก?” น้ำเสียงของเด็กหญิงดูหงุดหงิด เนี่ยหลีกวนนางมาครู่หนึ่งแล้ว

สายตาของเนี่ยหลีจับจ้องบนขาของเด็กหญิง นางไม่ได้สวมใส่รองเท้า เผยขาเรียวดุจสลักจากงาช้างเปล่งประกายใต้แสงจันทร์ สองขาแสดงสีแดงออกมาเล็กน้อย

เนี่ยหลีกล่าวว่า “เมื่อยามค่ำคืน ขาทั้งสองของหล่อนร้อนเหมือนไฟเผาหรือไม่?”
เมื่อได้ยินที่เนี่ยหลีพูด เซียวหนิงเอ๋อตะลึงไปครู่ ก่อนตอบว่า “นายรู้ได้อย่างไร”
ด้วยความร้อนนี้เอง เมื่อฝึกฝนในยามค่ำคืนนางจึงไม่ยอมสวมรองเท้า



“ข้ารู้แน่นอน” เนี่ยหลียิ้ม “ไม่เพียงเท่านี้ ข้ายังรู้ว่าไม่เพียงขาทั้งสองของหล่อนร้อนเป็นไฟ ร่างของนางกลับหนาวยะเยือก ทุกคืนในยามเที่ยงคืน นางรู้สึกเหมือนมีลูกเห็บกระหน่ำใส่ร่างกาย นั่นเจ็บปวดมากจนแม้แต่การบำเพ็ญยังเป็นไปไม่ได้ ใช่หรือไม่?”

 เซียวหนิงเอ๋อตกตะลึงซ้ำ นางอดทนกับความเจ็บปวดนี้คนเดียวและไม่เคยบอกใครมาก่อนแม้แต่คนในตระกูล เนี่ยหลีรู้ได้อย่างไร

               เห็นสีหน้าของนาง เนี่ยหลีรู้ได้ทันทีว่าเขาทายถูกแล้ว เซียวหนิงเอ๋อเป็นโรคหนาวสุดขั้ว (จี๋หานจื่อเจิง) นี่เอง การฝึกฝนยามค่ำคืนทำให้อากาศเย็นแทรกซึมเข้าไปอุดตันในเส้นเลือด โรคหนาวสุดขั้วนี้ อย่างเบาทำให้คนป่วยหนัก อย่างหนักทำให้ร่างระเบิด เซียวหนิงเอ๋อที่ป่วยหนักเพียงสองปีถือว่าโชคดีมากแล้ว

“นอกจากอาการเหล่านี้ บนตัวของหล่อนยังมีจ้ำเลือด จ้ำเลือดพวกนี้คงปวดสุดชีวิตทั้งยังไม่จางไปไหน กลับกระจายไปทั้งตัว” เนี่ยหลีพูดอย่างมั่นใจ  “นางยังไม่บรรลุระดับทองแดง แต่เมื่อบรรลุถึงขั้นนั้น อย่างเบานางจะป่วยหนักจนพลังบำเพ็ญถดถอยอย่างใหญ่หลวง อย่างหนักนั้นคงถึงชีวิต”




                ฟังคำของเนี่ยหลี เซียวหนิงเอ๋อตะลึงงัน สองหมัดของนางกำแน่น ดวงตาทั้งสองแดงก่ำ เป็นไปได้อย่างไร เด็กหญิงนึกในใจ แม้นางจะเข้มแข็งเพียงใด หากเมื่อฟังข่าวร้ายเช่นนี้ นางก็ทนทานไม่ได้อยู่นั่นเอง เนี่ยหลี บอกอาการนางได้เพียงสังเกตวูบเดียว ที่เขาพูดน่าจะไม่ผิด

                ตั้งแต่เด็ก ครอบครัวของนางต้องการให้นางตบแต่งเข้าตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ให้กับเสิ่นเฟย เมื่อเติบโตขึ้น เซียวหนิงเอ๋อก็ได้เรียนรู้ว่าเสิ่นเฟยนั้นเป็นคุณชายเจ้าสำราญ ในเมื่อนางไม่อยากแต่งให้กับเขา นางจึงทำได้เพียงฝึกฝนอย่างหนักเพื่อให้หลุดพ้นชะตาอันโหดเหี้ยม น่าเสียดายที่ฟ้าไม่เมตตา เมื่อนางที่กำลังจะบรรลุชั้นทองแดงแล้วได้ฟังข่าวเช่นนี้


เห็นเซียวหนิงเอ๋อซึ่งเคยเข้มแข็งตลอดมาเป็นเช่นนี้ เนี่ยหลีทำได้เพียงสงสารนาง

“เนี่ยหลี ในเมื่อนายรู้ว่าข้าเป็นโรคอะไร นายคงรู้ว่าจะรักษาอย่างไร ใช่ไหม?” เซียวหนิงเอ๋อผู้ถูกขู่ขวัญด้วยคำพูดของเนี่ยหลีพูด นางละความคิดระวังป้องกันโดยไม่รู้ตัว ขอร้องเขา

“ช่วยข้าได้ไหม?”นางเป็นเพียงเด็กหญิงวัยสิบสามเท่านั้นเอง

                เซียวหนิงเอ๋อมีนิสัยแข็งกร้าวและไม่ค่อยจะร้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น หลังฟังคำร้องของนาง เนี่ยหลีก็พลันใจอ่อน เด็กชายเงียบไปชั่วครู่ก่อนกล่าวว่า “โรคนี้สามารถรักษาได้ นางสามารถค้นจากห้องสมุดของสถานศึกษากล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์ได้ โรคนี้ชื่อว่าโรคหนาวสุดขั้ว”

“จริงหรือ?” เซียวหนิงเอ๋อร์ตอบ ความหวังในใจของนางถูกจุดขึ้นอีกครั้ง “รักษาอย่างไร?”

“พลังเคลื่อนปราณกดจุด (เต๋าอิ่นจื่อซู) กดนวดตามจุดบาดเจ็บเพื่อละลายจ้ำเลือด ยาจากหญ้าริ้วทองและหญ้าเขตแดนฟ้าใช้กินวันละครั้ง ด้วยอาการของนางคงใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือน ถ้าโชคดีก็ใช้เวลาราวๆสิบวันก็ควรจะหายสนิท” เนี่ยหลีว่า นี่คือวิธีที่แน่นอนที่สุดในการรักษาโรคนี้

“พลังเคลื่อนปราณกดจุด?” เซียวหนิงเอ๋อตอบ นางขมวดคิ้วแน่น ในฐานะของตระกูลชั้นสูง นางกลับไม่เคยได้ยินชื่อวิชานี้แม้แต่น้อย

“นอกจากวิธีเหล่านี้ นางต้องห้ามฝึกพลังในตอนกลางคืนอีกด้วย” เนี่ยหลียื่นมือออกไปหาเซียวหนิงเอ๋อกล่าวว่า “เอาตำราพลังปราณของนางออกมา  ขอข้าดูหน่อย”
             
 เซียวหนิงเอ๋อ มองเนี่ยหลี หากมีคนแปลกหน้าขอดูตำราพลังปราณของนาง นางคงคิดว่าพวกเขาหลอกดูวิชา แต่หลังเห็นสีหน้าของเนี่ยหลี นางกลับรู้สึกเชื่อใจอย่างน่าประหลาด เนี่ยหลีบอกหล่อนมามากแล้ว ดังนั้นหล่อนจึงตัดสินใจจะเชื่อเด็กชายหมดใจ หล่อนหยิบตำราออกจากแหวนมิติแล้วส่งให้แก่เด็กชาย ตำรานี้แท้จริงเป็นแผ่นหนังสัตว์ที่ดูเก่าแก่แผ่นหนึ่ง ซึ่งเขียนตัวหนังสือไว้เต็มไปหมด

                เมื่อเนี่ยหลีได้รับตำราจากเซียวหนิงเอ๋อร์ เด็กชายกระทบถูกหลังมือขาวประดุจหยก ของนางโดยไม่ตั้งใจ ทั้งนี้เด็กชายกลับไม่สนใจ ก้มหน้าอ่านตำราอย่างระมัดระวัง

                หลังมือของหล่อนสัมผัสกับเนี่ยหลี เซียวหนิงเอ๋อชักมือถอยอย่างรวดรวด ใจของหล่อนเต้นระรัว อารมณ์เต็มไปด้วยความสับสน หล่อนคิดในใจว่าเนี่ยหลีพยายามข่มขู่หล่อนหรือไม่ หรือเขามีความคิดที่ไม่อาจบอกผู้คนเกี่ยวกับหล่อนหรือไม่?

                เมื่อหล่อนเงยหน้าขึ้น กลับเห็นว่าเนี่ยหลีไม่ได้ใส่ใจสิ่งที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย หล่อนจึงคลายใจลง เนี่ยหลีกำลังดูตำราอย่างเคร่งเครียด นั่นทำให้เซียวหนิงเอ๋อเหม่อไปชั่วขณะ ก่อนก้มหัวลงคิดอะไรบางอย่าง

“ทายาทสายตรงของตระกูลใหญ่ที่ทรงอำนาจฝึกวิชาขยะพรรค์นี้ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนครเรืองโรจน์จึงล่มสลาย” เนี่ยหลีพึมพำเบาๆ

“นายว่าอะไรนะ?” เสี่ยวหนิงเอ๋อร์เบิกตากว้างเพ่งมองเนี่ยหลี นางได้ยินแค่บางคำที่เนี่ยหลีพึมพำแต่ไม่ได้ยินชัดเจน

“ไม่มีอะไร” เนี่ยหลีหัวเราะเบาๆ “วิชานี้ย่ำแย่เกินไปแล้ว มันทำลายเส้นชีพจรของผู้ฝึก ที่นางมีอาการของโรคหนาวสุดขั้วคงมีเหตุผลหลักมาจากวิชานี้เอง เปลี่ยนข้อความท่อนนี้จากบึงจิตเป็นจิตฟ้า เปลี่ยนนี่เป็นหลอมรวมจิตวิญญาณ....”
เนี่ยหลีพูดต่อ แก้ไขตำราพลังปราณให้ล้ำเกินความเข้าใจ

                เสียวหนิงเอ๋อรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้างขณะเขาแก้ตำราพลังปราณ ตำรานี้ถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ เป็นวิชาระดับหกในตระกูล เด็กน้อยอย่างเนี่ยหลีมีสิทธิ์อะไรมาแก้ไข แต่เซียวหนิงเอ๋อฟังเนี่ยหลีต่อ นางเองก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียรคนหนึ่ง นางมีประสบการณ์อยู่บ้าง ครู่ใหญ่ เสี่ยวหนิงเอ๋อร์ก็รู้สึกว่าการแก้ไขนั้นมีเหตุผลอย่างมาก ถึงกับเหนือกว่าต้นฉบับมากโข

 ดวงตาของเด็กหญิงเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจเมื่อจ้องมองเนี่ยหลี
“เนี่ยหลี นายพูดซ้ำอีกทีได้ไหม ข้าต้องจำสิ่งที่นายพูด” เสี่ยวหนิงเอ๋อพูดเร็วรัว

“แน่นอน” เนี่ยหลีพูดช้าลง ย้อนทวนการแก้ไขตำราพลังปราณ หลังการฝึกพลัง ความจำของเสี่ยวหนิงเอ๋อก็สามารถจดจำทุกสิ่งได้ไม่ลืมเลือน แม้ว่าหล่อนจะสามารถถอดความเพียงไม่กี่จุด หล่อนก็ยังคงจดจำสิ่งที่เนี่ยหลีพูดไว้ ยิ่งฟังหล่อนก็ยิ่งตระหนักว่าพลังปราณใหม่นี้ทรงพลังยิ่งกว่าของเดิมมากเพียงไหน

 เสี่ยวหนิงเอ๋อมองเนี่ยหลีด้วยความสับสน หากแต่นั่นเปลี่ยนเป็นการยอมรับนับถือในทันใด

                ต้องใช้ความรู้เกี่ยวกับพลังวิญญาณมากเพียงไหนเพื่อจะแก้ไขการฝึกฝนพลังปราณได้ลึกซึ้งเพียงนี้ แม้แต่ผู้ใช้ภูติชั้นเหล็กนิลยังทำแบบนี้ไม่ได้ทุกคน เนี่ยหลีเข้าใจการเพาะสร้างพลังที่ผ่านมือของผู้ใช้ภูติระดับเหล็กนิล หรือแม้แต่ระดับตำนานได้จริงหรือ

                เสี่ยวหนิงเอ๋อจดจำการแก้ไขของเนี่ยหลีไว้ในใจประหนึ่งสมบัติล้ำค่า นางบอกไม่ได้ว่าความรู้สึกที่มีต่อเนี่ยหลีคือสิ่งใด หลงใหลหรือบูชา

                อายุของเนี่ยหลีพอๆกับนาง แต่เสี่ยวหนิงเอ๋อตระหนักว่ามีช่องว่างระหว่างพวกเขา น่าสงสัยที่นางเคยมองว่าเนี่ยหลีเป็นเด็กหลังห้อง นางตระหนักว่าอาจารย์หญิงแซ่เสิ่นนั้นจิตใจคับแคบเพียงไหน และนักเรียนคนอื่นที่สงสัยเนี่ยหลีนั้น นางถูกเนี่ยหลีชักจูงตั้งแต่สิ่งที่เนี่ยหลีพูดในชั้นเรียนว่าจะก้าวขึ้นเป็นผู้ใช้ภูติในตำนานต้องเป็นจริงแน่

                นับแต่ยังเยาว์ ไม่ว่าพรสวรรค์หรือสติปัญญา เสี่ยวหนิงเอ๋อแซงหน้าคนรอบข้างไปไกล นี่เป็นครั้งแรกที่นางต้องแหงนมองเพื่อนที่อายุใกล้เคียงกัน

                เนี่ยหลีเคยประกาศตัวก่อนหน้าว่าจะตบแต่งหญิงที่งามที่สุดในนคร เมื่อคิดถึงเรื่องนั้น ความคิดนางก็สับสน เด็กหญิงก้มหน้าลงไร้วาจา ในพลันเงาร่างของเย่จื่อหวินก็ปรากฏในห้วงความคิด แม้เสี่ยวหนิงเอ๋อจะมั่นใจในรูปลักษณ์ของตน แต่หล่อนก็ยอมรับว่าไม่สามารถแข่งขันกับเย่จื่อหวินได้

“นางคิดอะไรอยู่?” เนี่ยหลีถาม เด็กชายสงสัยใจกับท่าทีแปลกๆของหล่อน
“ไม่ ไม่มีอะไร” เสี่ยวหนิงเอ๋อร์ส่ายหน้า ขับไล่ความคิดออกจากศีรษะก่อนถาม “เนี่ยหลี นายรู้จักพลังเคลื่อนปราณกดจุดหรือ?”

 “แน่นอน”เนี่ยหลีพยักหน้า กล่าวต่อว่า “แต่พลังเคลื่อนปราณกดจุดต้องใช้การสัมผัสกับจ้ำเลือดโดยตรง มันดูไม่เหมาะสมนักถ้าจะให้ข้าเป็นคนกระทำ”

                เสี่ยวหนิงเอ๋อมองโหนกแก้มที่ประหนึ่งแกะสลักของเด็กชาย คิ้วเข้มหนา ประกายแสงลึกล้ำฉายในแววตา เขามีรังสีของความหล่อเหลาอยู่บ้าง และนั่นค่อยๆรวมเข้ากับภาพในใจของหล่อน

 เสี่ยวหนิงเอ๋อก้มหัวลงต่ำ กล่าวว่า “ข้าไม่สนใจ หากเพื่อรักษาข้ามิใช่หรือ ข้าไม่อยากกลายเป็นคนไร้ประโยชน์” ประโยคสุดท้ายมีเพื่อปลอบประโลมตนเอง

 เบื้องหน้าของเนี่ยหลี เซียวหนิงเอ๋อยินยอมวางการตั้งแง่ในที่สุด

“อืม.....” เนี่ยหลีเงียบไปครู่

 หล่อนเป็นสตรียังไม่สนใจ ถ้าปฏิเสธเขาเป็นบุรุษก็ขี้ขลาดไปแล้ว
หัวใจของเขามีเย่จื่อหวินอยู่แล้ว เขามีเพียงความประทับใจเล็กๆต่อเสี่ยวหนิงเอ๋อเท่านั้น เขาจึงไม่คิดอะไรมากจึงได้ตอบว่า

“งั้นก็ได้ ข้าจะใช้พลังเคลื่อนปราณรักษานางทุกสามวัน ทำตามที่บอก กินยาพวกนื้แล้วนางจะหายดี

“อืม” เซียวหนิงเอ๋อตอบ พยักหน้าเงียบๆ
“จ้ำเลือดของนางอยู่ที่ไหน” เนี่ยหลีถาม

 เสี่ยวหนิงเอ๋อร์หน้าแดงเล็กน้อยก่อนชี้ไปที่หลังเท้าของหล่อน
“อันนี้ไง”

 เนี่ยหลีก้มศีรษะลงดู เขาเห็นปื้นสีม่วงเข้มบนหลังเท้าที่ขาวเนียนของหล่อน จ้ำเลือดดูรุนแรงมาก

“แย่จริงๆ” เนี่ยหลีว่า ส่ายหัวก่อนบอกต่อ “โชคดีมีแค่ที่เท้า ไม่อย่างนั้นคงลำบากแย่ แบบนี้สะดวกกว่ามาก ข้าทำให้ได้ในทันที”
เนี่ยหลีนั่งลงบนผื้นหญ้า

“อืม” เสี่ยวหนิงเอ๋อร์ตอบ หล่อนไม่ได้บอกว่ามีจ้ำเลือดเพียงที่เดียว เมื่อนางวางเท้าลงบนตักของเนี่ยหลี ก็มีความคิดพุ่งวาบเข้ามา หล่อนกำลังคิดถึงอะไรบางอย่าง

[เต๋าอิ่นจื่อซู เต๋าอิ่นในที่นี้ คำเต๋า(dao3) มาจากเต่าชี่(dao3qi4) คือชักนำพลังชี่ อิ่น (yin3) มาจากอิ่นถี่ (yin3ti3) คือชักจูง เต๋าอิ่นคำนี้จึงหมายถึงวิธีการหายใจแบบโบราณชนิดหนึ่ง ใช้ลมหายใจนำ ใช้ท่วงท่าร่างกายตาม เป็นวิธีการขับเคลื่อนพลังชี่ที่สำคัญ ปัจจุบันพบได้ในกีฬาหลายชนิดเช่นการเล่นเวท]
[เต่าชี่ (dao3qi4) เป็นศัพท์ที่ใช้ในวงการแพทย์แผนจีน หนังสือหลิงซู(ตำราเก้าบท) หมวดอู่ล่วน กล่าวว่า “เข้าช้าออกช้าเรียกว่าชักนำลม(เต่าชี่)” แปลว่าการฝังเข็มชักนำให้เกิดการเคลื่อนของลมปราณ ในความหมายโดยกว้างใช้แทนวิธีกดจุดทุกชนิด ล้วนเรียกได้ว่าเต่าชี่] 


http://www.wuxiaworld.com/tdg-index/



#นิยาย พงศาวดารภูติ#Tale of the demon god#นิยายแปลไทย

Author(s)


3 ความคิดเห็น: