วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2559

Tale of the demon and god novel Chapter 50 – Fist Strength

Tale of the demon and god novel Chapter 50 – Fist Strength

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่ 50 พลังหมัด


บทที่ 50 พลังหมัด



การที่เสิ่น เหย่เสนอตัวเองโดยฉับพลัน ได้ดึงดูดความสนใจของผู้คนเป็นจำนวนมาก


                   ภายในชั้นเรียนนักต่อสู้ฝึกหัด เสิ่น เหย่    เย่ จื้อหวิ๋นและเสี่ยว หนิงเอ๋อ เป็นผู้ซึ่งใกล้จะทะลุซึ่งระดับ 1 ดาวทองแดงแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงเป็นจุดสนใจของทั้งปวง นอกจากสิ่งนี้แล้ว ยังมีอีกเหตุการณ์ที่ความสนใจจำนวนมากนั้นได้รวมตัวไปยังการเดิมพันระหว่างอาจารย์เสิ่น ซิวและเนี้ยหลี่ อย่างไรก็ตาม ผู้คนทั่วไปไม่คิดว่าเนี้ยหลี่นั้นจะสามารถไปถึงระดับ 1 ดาวทองแดงได้ในระยะเวลาอันสั้นเพียงนี้


                   ถ้าการไปถึงระดับ 1 ดาวทองแดงเป็นเรื่องง่ายเพียงนั้น ดังนั้นคงจะไม่มีผู้คนมากมายผู้ซึ่งไม่สามารถทะลุผ่านกำแพงนั้นได้และกลายมาเป็นนักต่อสู้หรือร่างทรงอสูรได้ตลอดชั่วชีวิตของพวกเขา


                   ศิลาวัดพลัง  นั้นเป็นหินขนาดมหึมา มันส่องประกายแวววาวดั่งโลหะออกมา นักต่อสู้สามารถต่อยไปยังศิลาวัดพลัง ด้วยพละกำลังทั้งหมดของพวกเขา และศิลาวัดพลัง  จะเป็นรอยยุบบอกถึงระดับพลังที่แน่นอนจากหมัดนั้น ด้วยรอยที่ปรากฏขึ้นพวกเขาสามารถบอกซึ่งพลังของผู้คนได้


                   “บูม”


                   เสิ่น เหย่ได้ต่อยกำปั้นของเขาไปยังศิลาวัดพลังรอยยุบจาง ๆ รอยหนึ่งปรากฏบนศิลาวัดพลัง


                   อาจารย์ทั้งหลายที่เป็นผู้ควบคุมได้เดินเข้ามาดู


                   “ผลการทดสอบ ระดับ 1 ดาวทองแดง ค่าพลัง 120!”


                   ซึ่งคนอื่น ๆ ก็กล่าวเช่นนั้น ว่าพลังหมัดของเสิ่น เหย่ได้อยู่ระดับพลังโดยประมาณที่120




                   นักเรียนจากชั้นเรียนต่อสู้ฝึกหัดต่างอุทานออกมา พวกเขาไม่คิดฝันว่าเด็กผู้ชายเช่นเสิ่น เหย่ได้ก้าวไปถึงระดับดังกล่าวแล้ว โดยทั่วไปนักเรียนผุ้ซึ่งฝึกฝนพลังวิญญาณเพียงสิ่งเดียวจะมีพลังทางร่างกายที่จะค่อย ๆ ลดลง แต่กระนั้น ความแข็งแกร่งทางร่างกายของเสิ่น เหย่มีอัตราการเพิ่มขึ้นค่อนข้างรวดเร็วเมื่อเทียบกับเหล่านักเรียนคนอื่น ๆ  เขาได้ก้าวถึงระดับ 1 ดาวทองแดงเรียบร้อยแล้ว


                   ทุก ๆคนมีโอกาส 3 ครั้งที่จะทดสอบกำลังของตัวเอง สำหรับค่าพลังที่ได้นี้ เสิ่น เหย่ไม่ค่อยรู้สึกพอใจกับมันสักเท่าใดนัก  เขาจัดตำแหน่งของตัวเองเสียใหม่ แล้วเขาก็รวบรวมพลังที่มีทั้งหมดของเขาและปล่อยหมัดออกไป


                   บูม!


                   เสิ่น เหย่ได้ปล่อยหมัดลงไปบนศิลาวัดพลัง อีกครั้ง


                   “ผลการทดสอบ ระดับ 1 ดาวทองแดง พลัง130!”


                   “ผลการทดสอบ ระดับ 1 ดาวทองแดง พลัง 135!”


                   หลังจากเมื่อเห็นผลลัพธ์ของการสอบ เสิ่น เหย่ได้ปรากฏท่าทางที่แสดงความพอใจออกมาและเขากำลังไปสู่การทดสอบพลังวิญญาณต่อไป ผลการทดสอบพลังวิญญาณของเสิ่น เหย่ปรากฏออกมา ที่พลังวิญญาณ 115 ภายใต้สถานการณ์ทั่วไปผู้ใดที่มีพรสวรร์ทั้งการต่อสู้และพลังวิญญาณทางจิต จะถูกเลือกให้กลายเป็นร่างทรงอสูร และพลังวิญญาณเป็นหนทางที่มีความสำคัญกว่าพละกำลังมากนัก


                   “พลังวิญญาณของเสิ่น เหย่ได้ก้าวผ่าน 100 เขาได้เป็นร่างทรงอสูรระดับ 1ดาวทองแดงเรียบร้อยแล้ว”


                   “การบ่มเพาะพลังที่รวดเร็วเช่นนี้ เขานั้นเป็นสมาชิกของตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ โดยแท้จริง”


                   “ทรงพลังมาก! เขาสามารถเข้าสู่ชั้นเรียนร่างทรงอสูรฝึกหัดได้แล้ว”


                   “ถ้า ร่างทรงอสูรระดับ 1 ดาวทองแดงยังคงไม่สามารถคู่ควรกับสิ่งนี้ เมื่อนั้นก็ไม่ผู้ใดอีกที่จะผ่านการคัดเลือกแล้ว”


                   เมื่อได้ยินการพูดคุยกันของเหล่าผู้ชมทั้งหลาย ที่มุมปากของเสิ่น เหย่นั้นได้ยกขึ้น มองอย่างภาคภูมิใจไปที่เนี้ยหลี่และพวกของเขา


                   บทเวทีนั้น ด้วยระยะห่างที่ไม่ไกลมากนัก เหล่าคณาจารย์อาวุโสของสถาบันต่างแสดงรอยยิ้มพึงพอใจ สำหรับการที่ร่างทรงอสูรผู้หนึ่งได้ปรากฏตัวขึ้นภายในชั้นเรียนนักต่อสู้ฝึกหัดเป็นเรื่องที่หาได้ค่อนข้างยาก


                   “ใครจะเป็นคนต่อไป?” อาจารย์ผู้คุมสอบได้มองไปยังกลุ่มคนใกล้ ๆ และถามขึ้น


                   “ให้ข้าเป็นคนต่อไป?” หลู่เพียวได้ก้าวออกมาจากฝูงชน เดินตรงไปยังศิลาวัดพลัง เหล่าฝูงชนของนักเรียนทั้งหลายต่างเริ่มการสนทนาของพวกเขา


                   “นั้นคือหลู่เพียว!”


                   “หลู่เพียวไม่ได้อยู่ในชั้นเรียนมาเป็นเวลาช่วงหนึ่งแล้ว”


                   “หลู่เพียวไม่น่าจะถึงระดับ 1 ดาวทองแดงได้ขณะนี้ ใช่ไหม? ยิ่งไปกว่านั้นเขาไม่ได้มีพรสวรรค์ที่จะกลายเป็นร่างทรงอสูรคนหนึ่งได้เลย”


                   เมื่อได้ยินการวิพากษ์วิจารณ์ของเหล่านักเรียนอื่น ๆ หลู่เพียวยิ้มและมองไปยังเนี้ยหลี่ ตูเซอ และเพื่อนทั้งสาม พวกคนเหล่านี้คิดผิดและได้ประมาณพวกเขาต่ำเกินไป! หลังจากฝึกฝนซึ่งเทคนิคบ่มเพาะพลังของเนี้ยหลี่แล้ว การบ่มเพาะหลังของหลู่เพียวได้ก้าวผ่านไปไกลกว่าเพื่อนทั้งหลายของพวกเขามากนัก


                   เขาได้มองไปที่เสิ่น เหย่และกลุ่มของเขา หลู่เพียวแสดงรอยยิ้มแบบดูถูก โดยกระตุกคิ้วของเขา(ไปมา)


                   “เจ้าเด็กนี้มันชักจะอวดดีเกินไปแล้ว! พวกเราต้องสั่งสอนบทเรียนสักบทให้แก่เขาสักหน่อยเร็ว ๆ นี้ !” ลูกน้องหลายคนใกล้ ๆ เสิ่น เหย่กล่าว


                   ตาของเสิ่น เหย่ได้หรี่ลง ปรากฏนัยย์ตาเย็นชา ตอนนี้แม้กระทั่งผู้ติดตามของเนี้ยหลี่ก็กำลังท้าทายเขา พวกเขาไม่ได้รู้เลยว่าท้องฟ้านั้นมันสูงเพียงไหน?


                   ภายใต้สายตาของผู้ชมทุกคน หลู่เพียวได้เดินไปยังศิลาวัดพลังและได้ยืนอยู่ด้านหน้าของมัน ลู่เพรียวเหวี่ยงออกไปซึ่งหนึ่งหมัด


                   “หมัดนี้ของหลู่เพียวจะมีกำลังมากสักเพียงใด? ” นักเรียนทั้งหลายที่อยู่ใกล้หัวเราะอย่างเย็นชา


                   เสียงหนึ่ง “ปั่ง” ดังกระจายไปทั่วทั้งห้องโถงใหญ่ แม้แต่ศิลาวัดพลังทั้งก้อนก็ยังคงสั่นด้วยเสียงนี้


                   “มันเกิดอะไรขึ้น?”


                   “เป็นเสียงที่ทรงพลังยิ่ง!”


                   อาจารย์ผู้คุมสอบอยู่ด้านข้างต่างงุนงงไปด้วย หลังจากเริ่มรู้สึกตกใจไปชั่วครู่ เขาได้เดินมายังลู่เพรียวและทำการมองไปที่ศิลาวัดพลังเขาได้เงียบไปชั่วขณะก่อนจะกล่าวว่า “ผลการทดสอบระดับ 2 ดาวทองแดง ระดับพลัง 265!”


                   ฝูงชนรอบ ๆ ทันใดได้เข้าสู่ภาวะโกลาหล


                   “สิ่งนี้เป็นเป็นได้อย่างไร?”


                   “ผลการทดสอบนี้ผิดพลาดหรือไม่?”


                   ผู้ใดก็รู้ว่าหมัดของหลู่เพียวนั้นเป็นเพียงแค่หมัดเบา ๆ อันหนึ่ง หมัดนั้นเพียงอย่างเดียวก็ได้สะสมพลังมากไว้ถึงเพียงนั้น เขาอยู่ที่ระดับ 2 ดาวทองแดงเรียบร้อยแล้ว และไม่ไกลจากระดับ 3 ดาวทองแดงมากนัก หลู่เพียวยิ้มเล็กน้อย ในการฝึกตนช่วงนี้ของเขา เขานั้นไม่หยุดพักเลย และด้วยเทคนิคการบ่มเพาะพลังที่ได้รับมาจากเนี้ยหลี่พร้อมกับการใช้ยาทิพย์จำนวนมากในทุก ๆ วัน ไม่ต้องกล่าวถึงการอาบน้ำหญ้าหมอกม่วงด้วย เป็นเหตุให้การบ่มเพาะพลังของเขานั้นแข็งแกร่งขึ้น


                   หลังจากนั้นสักพักใหญ่ ทุก ๆคนต่างหลุดจากภาวะงุนงง และมองหน้าซึ่งกันและกัน ผู้หนึ่งที่อายุเพียง 13 ปี ก็มีพรสวรรค์ทางด้านพลังถึงเพียงนี้ สามารถได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะผู้หนึ่งท่ามกลางสถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดนี้ได้


                   “ไม่เลวเลย ข้าไม่คิดเลยว่าจะมีอัจฉริยะผู้นี้ปรากฏตัวอยู่ในชั้นเรียนนักต่อสู้ฝึกหัด มันดูเหมือนกับนักเรียนกลุ่มนี้นั้นทำได้ดีกว่าที่เขาคิด“ หนึ่งในคณาจารณ์อาวุโสของสถาบันกล่าวด้วยรอยยิ้ม”


                   “ผลการทดสอบของนักเรียนในปีนี้ไม่ควรปรากฏออกมาแย่ได้ เพราะว่ายาทั้งหลายเหล่านั้นที่ออกมาจากสมาคมนักปรุงยา” ผู้หนึ่งของเหล่าอาวุโสกล่าวอย่างนุ่มนวล สิ่งนั้นเป็นเรื่องจริงที่ผลจากยาของสมาคมปรุงยามีผลที่ทรงพลังมาก ซึ่งเป็นผลทำให้ระดับค่าเฉลี่ยของเหล่านักเรียนเพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมาก


                   เพื่อที่จะบำรุงเหล่าคนรุ่นใหม่นี้ ทุก ๆ ตระกูลต่างเต็มใจที่จะจ่ายเงินเป็นจำนวนมหาศาลเพื่อยาเหล่านั้น


                   หลู่เพียวได้มองไกลออกไปยังเสิ่น เหย่ด้วยท่าทียั่วเย้า และได้เห็นใบหน้าของเสิ่น เหย่เป็นสีดำคล้ำ ซึ่งเป็นผลมาจากหลู่เพียว! อย่างไรก็ตาม การคิดถึงความแข็งแกร่งของหลู่เพียว เสิ่น เหย่ไม่สามารถช่วยได้ที่จะรู้สึกหดหู่ใจ หลู่เพียวทำอย่างไรถึงเพิ่มพลังได้อย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาไม่นานเช่นนี้ ? เขาได้ใช้ยาทิพย์เป็นจำนวนมากเช่นนั้นหรือ?


                   ใบหน้าของอาจารย์เสิ่น ซิวก็กลายมาเป็นหน้าตาที่หน้าเกลียด แม้ว่าหลู่เพียวจะเป็นนักเรียนของเธอ หลู่เพียวมักจะอยู่ด้วยกันตลอดเวลากับเนี้ยหลี่ ซึ่งนั้นทำให้เธอไม่ครั่นพอใจนัก เธอตระหนักดีถึงผลการทดสอบกำลังเมื่อก่อนของหลู่เพียว เขาเพิ่มพละกำลังได้สูงถึงระดับที่น่าตกใจนี้ได้อย่างไร?


                   'นั่นไม่ได้หมายความว่าเนี้ยหลี่ก็เป็นเช่นนั้นด้วย … ดวงตาของเสิ่น ซิวได้มองไปยังเนี้ยหลี่ ผู้ที่กำลังพูดคุยอย่างมีความสุขกับสองสาวนั้น'


                   โอกาสที่สองของการทดสอบพลัง


                   หลู่เพียวยังคงยืนอยู่อย่างแน่วแน่ เขาใช้พลังทั้งหมดของเขาและเหวี่ยงหมัดหนึ่งไปยังศิลาวัดพลัง


                   “บูม”


                   รอยกำปั้นลึก ๆ ปรากฏอยู่บนศิลาวัดพลัง


                   “ผลการสอบ: ระดับ 3 ดาวทองแดง ค่าพลัง 325” อาจารย์ผู้คุมสอบถูกทำให้ชะงักไปชั่วครู่และพูดผลการสอบออกมาด้วยความพรั่นพรึง พรสวรรค์ของหลู่เพียวนี้เป็นที่น่าตกใจเป็นที่สุด เขาเป็นอัจฉริยะที่พุ่งแรงอย่างแน่นอน


                   เหล่านักเรียนด้านหลังเขาที่ได้ผ่านการทดสอบไปแล้วนั้น กำลังสูดอากาศเย็นเฮือกใหญ่เข้าไป


                   “”อะไรกัน! พวกเขาจะให้โอกาสพวกเราลองใหม่สักครั้งได้ไหม”


                   “ไม่ใช่มนุษย์!”


                   พวกเขาก็มีอายุเท่า ๆ กันที่ 13 ปี ถ้าพลังที่พวกเขาทำได้นั้นสูงกว่า 80 ก็จะนับได้ว่าเป็นผู้ที่โดดเด่นแล้ว อย่างไรก็ตามพลังของหลู่เพียวได้ทะลุผ่าน 300 ไปยังระดับ 3 ดาวทองแดง สิ่งนี้ได้ก้าวผ่านซึ่งความมั่นใจของพวกเขาไป


                   โดยไม่สนซึ่งความรู้สึกตกใจของฝูงชน หลู่เพียวสั่นหัวของเขา ปรากฏความไม่พอใจในผลการทดสอบของเขา เขาจัดตำแหน่งการยืนของเขาอย่างแน่วแน่ และเหวี่ยงหมัดทรงพลังหมัดหนึ่งไปยังศิลาวัดพลัง


                   “บูม”


                   “ผลการสอบ: ระดับ 3 ดาวทองแดง ค่าพลัง 370!” ผู้คุมสอบได้สูดหายใจเฮือกใหญ่และกล่าวขึ้น สายตาที่เขามองหลู่เพียวนั้นเป็นประกาย เขาคิดย้อนกลับไปเมื่อสมัยตัวเขานั้นเป็นเด็กนักเรียนคนหนึ่ง เขายังถึงเพียงแค่ระดับ 1 ดาวทองแดงเท่านั้น หลู่เพียวนั้นน่าจะสามารถเข้าสู่ระดับชั้นเรียนอัจฉริยะของสถาบันกล้วยไม้ศักด์สิทธิ์ได้


                   จำนวนของนักเรียนที่สามารถเข้าสู่ชั้นเรียนอัจฉริยะนี้มีได้ไม่เกิน 50 คน ที่จะกลายเป็นนักเรียนที่ได้เข้าชั้นเรียนอัจฉริยะนี้ โดยการเรียนการสอนที่พวกเขาจะได้รับนั้นก็ต่างกับชั้นเรียนทั่วไป เพราะว่าทุก ๆ นักเรียน 10 คนจะมีอาจารย์หนึ่งคนเป็นผู้คอยให้ความรู้พวกเขา และพวกเขานั้นต่างเป็นอาจารย์ชั้นหัวกะทิภายในสถาบันทั้งหมดนี้! ยิ่งไปกว่านั้น เหล่านักเรียนอัจฉริยะจะได้รับการปกป้องเป็นพิเศษจากเมืองกลอรี่ ถ้าพวกเขาไม่ได้กระทำซึ่งความผิดซึ่งไม่สามารถจะให้อภัยได้ จะไม่มีผู้ใดสามารถแตะต้องตัวพวกเขาได้ มิเช่นนั้นแล้วมันจะเหมือนกับการไม่ปฏิบัติตามกฏของเมืองกลอรี่


                   เมืองกลอรี่ยังคงถูกรุนรานโดยสัตว์อสูรอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเหล่านักเรียนอัจฉริยะจึงได้ถูกปกป้องเป็นพิเศษ


                   “หลู่เพียวไม่ได้ใส่ใจในการฝึกฝนของตนอย่างถูกต้อง มิเช่นนั้นแล้ว การสอบของเขาคงจะไม่ออกมาต่ำเช่นนี้!” ตูเซอที่อยู่ด้านข้างยิ้มออกมาเล็กน้อย


                   เหล่านักเรียนทั้งหลายที่อยู่ใกล้ ๆ หลังจากได้ยินซึ่งคำพูดของตูเซอ ต่างชะงักอย่างตกใจ หลู่เพียวไม่ได้ฝึกอย่างหนักและยังสามารถทำซึ่งผลการสอบแบบนั้นได้ ถ้าเขาได้พยายามเต็มที่แล้วจะไม่ทำให้พวกเข้ารู้สึกสลดใจมากกว่านี้เหรอ? ช่วยไม่ได้เลยที่สายตาของพวกเขานั้นจะชำเลืองมาตกอยู่ที่ตูเซอและพวกพ้อง หลู่เพียวได้อยู่ด้วยกันกับตูเซอและเนี้ยหลี่เมื่อพลังของเขานั้นเพิ่มสูงขึ้น สามารถเป็นไปได้หรือไม่ว่าเนี้ยหลี่และตูเซอและพวกที่เหลือจะมีพลังแบบนั้นด้วย..


                   เริ่มต้นการทดสอบต่อไป ลู่เพรียวเดินตรงไปเพื่อการทดสอบพลังวิญญาณ หลู่เพียวได้กำอัญมณีวิญญาณเอาไว้ในมือของเขา และการทำการปล่อยพลังวิญญาณเข้าไปในอัญมณีวิญญาณนี้ ชั่วครู่หลังจากนั้น อัญมณีวิญญาณได้เปล่งจุดของแสง และค่อย ๆเพิ่มมากและมากขึ้นเรื่อย ๆ สว่างมากและสว่างมากขึ้น


                   “ร่างทรงจิตอสูรระดับ 3 ดาวทองแดง ค่าพลังวิญญาณอยู่ที่ 367 !”


                   เพียงครั้งเดียวก็เพียงพอแล้วสำหรับการทดสอบพลังวิญญาณ


                   เมื่อได้ยินผลการสอบเช่นนั้น แม้กระทั่งเหล่าผู้อาวุโสของสถาบันต่างอดเคลื่อนตัวไปมามิได้ ร่างทรงอสูรนั้นล้ำค่ายิงกว่านักต่อสู้มากนัก ผู้ที่มีอายุเพียง 13 ปีที่เป็นร่างทรงอสูรระดับ 3 ดาวทองแดงนั้นเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติมากยิ่งนัก สิ่งนี้เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์เรื่องหนึ่งเลยทีเดียว


                   “เจ้าหนูคนนี้เป็นอัจฉริยะอย่างแน่นอน จัดให้เขาเข้าสู่ชั้นเรียนอัจฉริยะ” ความคิดของเหล่าอาวุโสต่างเห็นพ้องร่วมกันทั้งหมด ชื่อของหลู่เพียวนั้นในไม่ช้าก็เป็นที่จดจำของพวกเขาทุก ๆ คน เหล่าผู้อาวุโสบางคนต่างเตรียมตัวที่จะรับลู่เพรียวเข้ามาเป็นศิษย์ของเขา


                   ไม่มีสิ่งใดต้องพูดอีกเกี่ยวกับความอัจฉริยะของหลู่เพียว ดังเหล่าผู้อาวุโสยังคงต้องการคนที่มีพรสวรรค์ที่ไม่ธรรมดาเพื่อช่วยยกสถานะของตัวพวกเขาเอง จึงมีเหล่าผุ้อาวุโสบางคงที่จะต่อสู้เพื่อให้ได้หลู่เพียวมาเป็นศิษย์ของเขา


                   หลังจากการสอบ หลู่เพียวได้มายืนข้าง ๆ มองไปที่เนี้ยหลี่ ตูเซอและพรรคพวกพร้อมกับรอยยิ้ม เขาตื้นเต้นเป็นอย่างมากเกี่ยวกับผลการสอบของเขา


                   'ด้วยผลการทดสอบนี้ ข้าไม่จำเป็นต้องถูกตำหนิโดยผู้ชายแก่ ๆ คนหนึ่งของข้าเมื่อข้ากลับถึงบ้าน หลู่เพียวคิดด้วยความภาคภูมิใจ เมื่อชายชราคนนั้นได้เห็นผลการทดสอบของเขา กรามของเขาคงจะล่วงหล่นออกมาเป็นแน่'



                   “ใครคือคนต่อไป?” อาจารย์ผู้คุมสอบมีดวงตาเป็นประกาย มองไปยังเหล่านักเรียนจากชั้นเรียนต่อสู้ฝึกหัด ในการทดสอบคราวที่แล้วนั้น ไม่เคยมีนักเรียนอัจฉริยะผู้ใดเลยที่จะจุดแสงลุกโชนภายในดวงตาของผู้อื่นได้มาก่อน เขาไม่คิดว่านักเรียนจากชั้นเรียนต่อสู้ฝึกหัดนี้ ผู้ใดเล่าจะมีความคิดว่าจะมีผู้เป็นอัจฉริยะอย่างน่าตกใจถึงสองคนได้'  สิ่งนี้ทำให้ตัวเขานั้นคอยติดตามดูการสอบของนักเรียนที่มาจากชั้นเรียนต่อสู้ฝึกหัดต่อไป

ที่มาจาก http://www.wuxiaworld.com/


#นิยาย พงศาวดารภูติ#Tale of the demon god#นิยายแปลไทย
Author(s)


2 ความคิดเห็น: