วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2559

Tale of the demon and god novel Chapter 49 – Strength Test

Tale of the demon and god novel Chapter 49 – Strength Test

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่ 49 ทดสอบความแข็งแกร่ง


บทที่ 49 ทดสอบความแข็งแกร่ง


พรมแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งสวรรค์ มันเป็นเรื่องง่ายที่จะผ่านการทดสอบเช่นนั้นรึ?

         

         อย่างไรก็ตาม เสิ่นเฟย ยังไม่ทราบว่าภายในช่วงเวลาอันสั้นนี้ เสี่ยวหนิง เอ๋อได้ฝึกซ้อมเคล็ดวิชา[ปีกมังกรวายุอัสนี] *ตามที่เนี้ยหลี่แนะนำเธอไม่เหมือนกับแต่ก่อน หลังจากการบ่มเพาะพลังวิญญาณแห่งจิตของเสี่ยวหนิง เอ๋อก็ได้ก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว ในเวลาเดียวกันตระกูลปีกมังกร* ทั้งหมดของเสี่ยวหนิง เอ๋อได้สนับสนุนเธอ ความสามารถของเสี่ยวหนิง เอ๋อในตอนนี้นั้นไม่สามารถเปรียบเทียบกับแต่ก่อนได้

         

             “หลังจากที่พูดออกมาเจ้าคิดว่าเจ้ามีคุณสมบัติเพียงพอหรือ?” เสิ่นเฟย กล่าวออกมาพร้อมหัวเราะอย่างเย็นชา มีเพียงนักเรียนที่โดดเด่นที่สุดเท่านั้นที่มีคุณสมบัติเข้าไปยังพรมแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งสวรรค์ได้

         
            “พรมแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งสวรรค์”  เนี้ยหลี่ยิ้มเล็กน้อย มันต้องเป็นสถานที่แห่งนั้นที่เขาต้องไปให้ได้อย่างแน่นอน ในชาติที่แล้ว เมืองกลอรี่ได้ถูกทำลาย เขาได้เข้าไปในพรมแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งสวรรค์ บางสิ่งที่ได้ซ่อนอยู่นั้นเป็นสิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปไม่อาจจินตนาการได้ ดังนั้น เนี้ยหลี่ต้องได้รับคุณสมบัติเพื่อจะเข้าไปยังพรมแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งสวรรค์นี้ให้จงได้ !

 
       
“อุ่นใจได้เลย เสี่ยวหนิง เอ๋อนั้นมีคุณสมบัติพอ รอดูได้เลย ตอนนี้เจ้าจะไปไหนก็ไป!”


            เนี้ยหลีกล่าวอย่างเย็นชา คนอย่างเสิ่นเฟย ไม่คู่ควรที่จะมาเป็นคู่ต่อสู้ของเนี้ยหลี่ สิ่งที่กระตุ้นจิตใจของเนี้ยหลี่ไม่ใช่เพียงแค่ผู้สืบสายเลือดของตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้คนเดียว แต่เป็นทั้งหมดของตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์

         

            เสิ่นเฟยจ้องมองไปที่เนี้ยหลี่ ทันใดนั้นเกิดความคิดชั่วร้ายขึ้นมา พร้อมกล่าวอย่างเย็นชา” เนี้ยหลี่เจ้ากล้ารึไม่? ตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์จะจัดแข่งขันศิลปะการต่อสู้ของเหล่าอัจฉริยะ เมื่อถึงเวลานั้น เราจะเชิญตระกูลบันทึกสวรรค์ด้วย เจ้ากับข้าสู้กันให้ตายไปข้างหนึ่งพอถึงเวลานั้นจะไม่มีการติดใจเอาความ เจ้ากล้ารึป่าว”

         

          เลวทรามมากสายตาของคนโดยรอบได้มองเสิ่นเฟยด้วยความชิงชังแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ได้แต่คิดสาปแช่งในใจเท่านั้น เขาเป็นนักเรียนที่มาจากชั้นเรียนอัฉริยะและมีอายุ 17 ปีแล้ว ระดับพลังวิญญาณทางจิตของเขาก็ได้เข้าสู่ระดับเงินแล้ว แต่ทว่าเนี้ยหลี่นั้นยังไม่ถึงระดับทองแดง 1 ดาวเลย การที่เสิ่นเฟยพยายามจริงจังที่จะชักชวน เพื่อได้ได้ต่อสู้กับเนี้ยหลี่นั้น เห็นได้ชัดว่าเสิ่นเฟยมีเจตนาที่จะฆ่าเนี้ยหลี่เท่านั้น!

         

ถึงแม้ว่าเนี้ยหลี่ได้ปฏิเสธ ก็จะไม่มีใครพูดสิ่งใดเลย

         

         “ แล้ว ? เจ้ากล้ารึเปล่า? ถ้าเจ้าไม่กล้าหละก็เจ้ามันก็เป็นแค่คนขี้ขลาดคนหนึ่ง!” เสิ่นเฟยกล้าพูดออกมาโดยไม่สนใจสายตาคนรอบข้าง พร้อมกับหัวเราะอย่างเย็นชา

         

          จู่ๆเสี่ยวหนิงเอ๋อก็รู้สึกตึงเครียดขึ้น พร้อมมองไปที่เนี้ยหลี่ เนี้ยหลี่ยิ้มเล็กน้อย เขาได้ทำการบีบเบา ๆ ไปที่มือของหนิงเอ๋อ ทำให้เธอรู้สึกคลายกังวล

            “ตั้งแต่ข้าได้ท้าท้ายตระกูลเจ้า ไหนเลยเรื่องแค่นี้ทำไมข้าจะไม่กล้า”เนี้ยหลี่หัวเราะดังลั่น พร้อมความมั่นใจเต็มเปี่ยม ผู้คนต่าง ๆรอบข้างล้วนไม่เชื่อกับภาพที่เห็นเนี้ยหลี่ยอมรับคำท้าทายของเสิ่นเฟย เสิ่นเฟยนั้นอยู่ในระดับเงินแถมยังเป็นนักเรียนชั้นอัจฉริยะ เนี้ยหลี่บ้าไปแล้วหรือ?

         

          เสี่ยวหนิงเอ๋อเห็นท่าทีมั่นใจของเนี้ยหลี่ นางรู้สึกคลายกังวลลงไม่มีสิ่งใดยากสำหรับเนี้ยหลี่ เนี้ยหลี่นั้นมีพลังที่ยากหยั่งถึงเขาสามารถแก้ไขทุกปัญหาได้

         

          “เมื่อเจ้าได้ตกลงแล้ว เจ้าอย่าได้กลับคำและอย่าได้คิดหนีเชียว ข้าจะรอเจ้าในการต่อสู้ที่จะมาถึงนี้” เสิ่นเฟยแค่นเสียงในจมูก นัยน์ตาเขาคมราวกับมีดเมื่อพวกมันกวาดตามอง ผ่านเนี้ยหลี่และเสี่ยวหนิงเอ๋อ ฉันจะทำให้แกทั้งสองได้รู้ซึ้ง เมื่อเจ้าได้พ่ายแพ้ให้แก่ข้า ข้าจะได้สนุกกับการได้เห็นแกอ้อนวอนขอความเมตตาหลังจากนั้นก็จะฆ่าเจ้าต่อหน้าเสี่ยวหนิงเอ๋อซะ!'

           

          เสิ่นเฟยหันหลังกลับและเดินจากไป เสิ่น เหย่ที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากพี่ชายเขานัก ก็มองด้วยหน้าตา มุ่งร้ายมาที่เนี้ยหลี่ด้วย แต่ไม่ช้าก็จากมาและตามหลังเสิ่นเฟยไป


             หลังจากออกมาชั่วครู่ เย่ จื้อหวิ๋นก็ได้กลับมา เธอมองตรงไปยังเนี้ยหลี่และถามเขาด้วยความห่วงใย “ข้าได้ยินว่าท่านยอมรับการประลองของเสิ่นเฟย”


             “มันไม่มีอันใด ข้านั้นมีแผนแล้ว เมื่อได้เห็นว่าเจ้าห่วงใยข้าเพียงใดนั้น ข้าก็รู้สึกซาบซึ้งในหัวใจยิ่งนัก” เนี้ยหลี่กล่าว


             เย่ จื้อหวิ๋นไม่รู้ว่าจะสรรหาคำใดมาบรรยายได้ เธอกระทืบเท้าด้วยความโกรธและพูดว่า “ใครบอกกันว่าข้านั้นห่วงใยเจ้า มันเป็นความรู้สึกรักข้างเดียวของเจ้าทั้งนั้น?”  เสิ่นเฟยได้ก้าวถึงระดับเงินนานแล้ว ระดับของเขาอย่างน้อยก็อยู่ที่ระดับร่างทรงอสูร 2 ดาวเงิน เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าเจ้า นั้นสามารถเอาชนะเขาได้ ?


             แม้ว่าเธอได้พูดแล้วว่าเธอนั้นไม่ได้ห่วงใย แต่ที่จริงแล้ว เย่ จื้อหวิ๋นยังคงกังวลอยู่


             “พวกเราจะได้เห็นเมื่อเวลานั้นมาถึง” เนี้ยหลี่ได้ยักไหล่ของเขา


             “ท่านยอมรับการประลองนี้เป็นเพราะเสี่ยวหนิง เอ๋อเป็นแน่ มันดูราวกับว่าความรู้สึกของท่านที่มีต่อเสี่ยวหนิง เอ๋อนั้นเป็นเรื่องจริง เป็นสิ่งดีกว่าที่จะดีต่อเธอให้มาก มิเช่นนั้น ข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไป” เย่ จื้อหวิ๋นแค่นเสียงอย่างเย็นชา เธอไม่รู้ตัวว่าทำไมเมื่อเธอได้พูดคำเหล่านั้นออกไป เธอรู้สึกคร่ำละห้อยหาอยู่ภายในใจของเธอ


             ในเมื่อท่านชอบเสี่ยวหนิง เอ๋อมากถึงเพียงนี้ ทำไมเจ้าจึงยังมาตามจีบข้า? เธอคิดขึ้น ระลึกถึงเหตุการณ์ภายในพระราชวังใต้ดิน เธอรู้สึกขุ่นเคืองเล็กน้อยในดวงใจ เนี้ยหลี่ได้เห็นทุกสิ่งที่เขาไม่ควรมอง


             “คนแบบเสิ่นเฟยนั้นเหมือนกับขยะ ข้าไม่สามารถทนได้ซึ่งผู้หญิงเช่นเสี่ยวหนิง เอ๋อต้องไปตกอยู่ในมือของเสิ่นเฟย ด้วยสิ่งนี้ต่างหากที่ข้าช่วยเธอออกมา!” เนี้ยหลี่อธิบายอย่างรวดเร็ว เขามีเพียงความประทับใจอันดีต่อเสี่ยวหนิง เอ๋อเท่านั้น แต่ไม่ว่าความประทับใจนั้นจะมากเพียงใด มันก็ไม่สามารถเทียบได้กับโชคชะตา ที่เย่ จื้อหวิ๋นและเขาได้ผ่านมาร่วมกัน



             “มันไม่ดีขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย” เย่ จื้อหวิ๋นบุ้ยปาก


             เมื่อได้ยินที่เย่ จื้อหวิ๋นพูด เนี้ยหลี่ไม่รู้ว่าเขาจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ในชีวิตที่แล้วของเขา เขาได้ประสบพบพานหลายสิ่ง  มือเขานั้นได้ผ่านมาแล้วซึ่งเลือดที่ไหลรินซึ่งชีวิตที่หานับได้ไม่ เขาได้ทำสิ่งต่าง ๆ ลงไปมากที่ขัดกับจิตสำนึกของเขา อย่างไรก็ตามเขาไม่ใช่คนเลวทรามเช่น เสิ่นเฟย

           

             “เจ้าไม่จำเป็นต้องอธิบายเรื่องนั้นกับข้า มันดูเหมือนกับว่าข้านั้นกังวลหรือ?” เย่ จื้อหวิ๋นขมวดคิ้วและแค่นเสียง


             เมื่อเผชิญหน้ากับผู้อื่น ๆ เย่ จื้อหวิ๋นวางตัวสง่างามอย่างเฉยเมย เธอจะวางตัวห่างจากผู้อื่นเป็นพัน ๆ ลี้ ความสงบเล็กน้อยของเธอบอกถึงว่าเธอนั้นไม่กังวลเกี่ยวกับเขา เนี้ยหลี่กอดอกของเขาและสูดหายใจลึก โลกนี้ช่างสวยงาม เขามีความรู้สึกกับชีวิตในชีวิตปัจจุบันของเขานี้ เมื่อเทียบกับการต้องร่อนเร่ไม่รู้จบและการฆ่าเมื่อชีวิตที่แล้วของเขา ชีวิตของการเล่าเรียนนั้นมีความสงบสุขกว่าอย่างมาก เขาถูกเกลียดและถูกรบกวนโดยคนเลวทรามอย่างเสิ่น เหย่เสิ่นเฟ่ย และชูหยวน ; และเขาได้แหย่กระเซ้าสาวงามเช่นเย่ จื้อหวิ๋นและเสี่ยวหนิง เอ๋อ ชีวิตนี้ช่างแสนสุขสบายนัก


             เมื่อได้เห็นท่าทีอิ่มเอมใจของเนี้ยหลี่ เย่ จื้อหวิ๋นรู้สึกโกรธ และถามว่า“เจ้ากำลังหัวเราะเรื่องอันใด?”


             “ข้ากำลังหัวเราะเช่นนั้นหรือ?” เนี้ยหลี่พูดขณะพยายามควบคุมเสียงหัวเราะของเขา


             เย่ จื้อหวิ๋นรู้สึกเศร้าใจ เนี้ยหลี่นั้นน่ารำคาญมากเกินไป เธอรู้สึกเหมือนว่าต้องการทุบตีเนี้ยหลี่ อย่างไรก็ตามไม่รู้ว่าเหตุใด

 

     แม้ว่าเธอจะเกลียดเนี้ยหลี่ แต่เธอยังคงดูเหมือนชอบอยู่ด้วยกันกับเขา บางทีเป็นเพราะเธอไม่มีมีเพื่อนสนิท มาเป็นเวลานานแล้ว การที่ได้อยู่กับเนี้ยหลี่ รู้สึกสบายใจปราศจากการหวาดระแวงก็เป็นได้


             เมื่อได้เห็นเย่ จื้อหวิ๋นและเนี้ยหลี่กำลังพูดคุยกัน  เย่ จื้อหวิ๋นดูเหมือนว่าจะโยนทิ้งซึ่งความสำรวมเมื่ออยู่กับเนี้ยหลี่ ทำให้กลุ่มของเด็กผู้ชายคลุ้มคลั่งด้วยความหึงหวง ท่าทีที่สง่างามของเธอเป็นเหตุให้ผู้อื่นที่ได้ยลโฉมเธอนั้นตกอยู่ในความงุนงง เนี้ยหลี่คว้าข้อมือเสี่ยวหนิง เอ๋อเมื่อชั่วครู่นี้ และตอนนี้เขากำลังเย้าแหย่กับเทพธิดาเย่ จื้อหวิ๋น


             ทำไมสิ่งดี ๆ ทั้งหลายเหล่านี้ถึงได้ตกอยู่กับเนี้ยหลี่ ? สวรรค์นั้นช่างไม่ยุติธรรม!

               

         ตูเซอ ลู่เพรียวและคณะรู้สึกอิจฉาเนี้ยหลี่อยู่ลึก ๆ อย่างไรก็ตามพวกเขาไม่ได้รู้สึกหึงหวงภายในใจของพวกเขาแต่อย่างใด เนี้ยหลี่คือพี่ชายของพวกเขา เป็นพี่ชายคนเดียวของพวกเขาตลอดชีวิตที่ผ่านมา ตูเซอ ลู่เพรียวกำลังพูดคุยกับนักเรียนจากชั้นเรียนพวกเขา ด้วยลักษณะพิเศษซึ่งความเป็นผู้นำของตูเซอ ได้ดึงดูดให้เหล่าสามัญชนมากมายติดตามเขา


                 หลังจากนั้นชั่วครู่ เสิ่น ซิวได้เดินมา สะโพกเธอส่ายไปมา(ขณะเดิน) เธอชำเลืองมองผ่านกลุ่มนักเรียนและสายตามาตกอยู่กับเนี้ยหลี่ สายตาเธอเปลี่ยนเป็นคมกริมเมื่อมันตกมาที่เขา


                 เสิ่น ซิวพูดด้วยโทนเสียงต่ำว่า “การทดสอบประจำปีสำหรับชั้นเรียนของพวกเราจะเริ่มในไม่ช้านี้ ทุก ๆ คนตามข้ามา!”


                 “อาจารย์ เสิ่น ซิว ดังที่ท่านได้พูดกับข้าก่อนหน้านี้ ถ้าข้าสามารถไปถึงระดับ 1ดาวทองแดงได้ ท่านจะลาออกจากโรงเรียนแห่งนี้ สิ่งนั้นยังเป็นจริงอยู่หรือไม่? “เนี้ยหลี่ได้พูดไปแบบนั้นอย่างกะทันหัน แล้วเขาก็หัวเราะและเริ่มพูดต่อ”ถ้าท่านมาขอขมาแก่ข้า และขอร้องให้ข้ายกเลิกการพนันระหว่างเรา บางทีข้าจะทบทวนมัน”


                 'เจ้ากำลังพยายามใช้กลอุบายกับข้ารึ? ข้าไม่หลงกลง่าย ๆ หรอก!' เสิ่น ซิวได้คิดเช่นนั้น เธอพ่นหายใจออกและพูดว่า ”ข้าเสิ่น ซิวยึดมั่นในคำพูดของข้า ถ้าเจ้าสามารถไปถึงระดับ 1 ดาวทองแดงได้ ข้าจะขอลาออก”


                 เนี้ยหลี่ยักไหล่และพูดว่า “เช่นนั้นท่านควรจะรีบไปและเขียนจดหมายลาออกของท่านให้เรียบร้อยเสียดีกว่า”


                 “ไว้พูดเมื่อการทดสอบของเจ้าถึงระดับ 1 ดาวทองแดงก่อนก็แล้วกัน” เสิ่น ซิวแค่นเสียง และนำพาเหล่านักเรียนทั้งหมดของชั้นเรียนเดินตรงไปยังห้องโถงของการสอบ


                 มีนักเรียนจำนวนหลายพันคนภายในสถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์ ทุก ๆ คนต่างเข้ารับการทดสอบของตัวเองการทดสอบนั้นใช้ซึ่งเวลาอยู่บ้าง


                 ระหว่างทางเดินนั้น นักเรียนมากมายเริ่มพูดคุยกัน


                 “ข้าได้ยินมาว่าในชั้นเรียนฝึกหัดร่างทรงอสูร มีอยู่ 2 คน ผู้ซึ่งมีพลังวิญญาณของเขาได้ก้าวไปถึงระดับ 3 ดาวทองแดงแล้ว!” ชั้นเรียนฝึกหัดร่างทรงอสูรนั้นยิ่งใหญ่มาก!”


                 “สิ่งนั้นแหละ พวกเขาเหล่านั้นมากมายได้บ่มเพาะพลังมากกว่าพวกเราไป 1 หรือ 2ปี”


                 “ข้าได้ยินมาว่า ชั้นเรียนฝึกหัดซึ่งรูปแบบอักขระ มีผู้หนึ่งซึ่งพลังของเขาอยู่ที่ระดับ 2ดาวทองแดง!”


                 กลุ่มของนักเรียนซึ่งได้สวมใส่เสื้อผ้าต่างกันไปกำลังยุ่งอยู่กับการวิพากษ์วิจารณ์


                 ภายในสถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์ มีอยู่ 6ชั้นเรียนในระดับฝึกหัด เพราะว่าชื่อของพวกมันนั้นแตกต่างกันเพื่อแสดงถึงความสามารถที่พวกเขาทำได้ดี ที่แตกต่างกันด้วย อย่างไรก็ตาม พวกเด็ก ๆ นั้นเปลี่ยนใจอยู่ตลอดเวลา ไม่น่าแปลกใจที่ผู้คนจะปรับเปลี่ยนทิศทางการบ่มเพาะพลังของพวกเขา ท่ามกลางชั้นเรียนทั้งหมด ชั้นเรียนฝึกหัดร่างทรงจิตอสูรได้รับความสนใจมากที่สุดเพราะที่แห่งนั้นเป็นสถานที่ที่เหล่าอัจฉริยะมุ่งความสนใจไปมากที่สุด


                 เกี่ยวกับการสอบในชีวิตที่แล้วของเขา เสี่ยวหนิง เอ๋อและเย่ จื้อหวิ๋นได้เข้าสู่ชั้นเรียนร่างทรงอสูรฝึกหัดและเนี้ยหลี่ยังคงอยู่ที่ชั้นเรียนนักต่อสู้ฝึกหัด แม้ว้าเขาได้ทำอย่างดีที่สุดแล้วในการฝึกฝน การบ่มเพาะพลังของเขายังคงเพิ่มขึ้นได้อย่างช้า ๆ ราวกับมันไม่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด


                 แต่ชีวิตนี้จะไม่เป็นเช่นชีวิตที่แล้วของเขา ไม่เพียงแต่เสี่ยวหนิง เอ๋อและเย่ จื้อหวิ๋นแต่รวมแม้กระทั่งตูเซอ ลู่เพรียวและเพื่อนทั้งสามที่จะมีโชคชะตาที่พลิกผัน


                 “ชั้นเรียนของนักต่อสู้ฝึกหัดมาที่แห่งนี้!”


                 “นี่คือชั้นเรียนที่มีขยะมากที่สุดใช่มั้ย? มีเรื่องเล่าว่าภายในกลุ่มของพวกเขา มีคนมากมายที่มีเพียงจิตสีชาต!”


                 “เขตแดนวิญญาณที่ มีสีชาด ยังสามารถบ่มเพาะพลังได้อีกหรือ?”


                 “อย่างไรก็ตาม ข้าได้ยินมาว่า มีซึ่งบางคนที่ความฉลาดของพวกเขานั้นไม่เลวเลยทีเดียว โดยใกล้จะถึงระดับทองแดงในไม่ช้านี้ ยกตัวอย่างเช่นเย่ จื้อหวิ๋นและเสี่ยวหนิง เอ๋อ!”


                 เมื่อได้ยินชื่อทั้งสองเหล่านี้ ผู้ชายหลายคนมีดวงตาเป็นประกาย ไม่ว่าเป็นที่แห่งใด หญิงสาวอันงดงามยังคงเป็นจุดศูนย์กลางแห่งความสนใจของทุก ๆคน แม้ว่าอายุของพวกเขายังค่อนข้างน้อย พวกเขาได้ผ่านการบ่มเพาะพลังมาตั้งแต่เยาว์วัย ดังนั้น ความรู้สึกนึกคิดของพวกเขาได้เรียนรู้หลายสิ่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


                 ท่ามกลางชั้นเรียนนักต่อสู้ฝึกหัด สองหญิงสาวผู้งดงามที่สุดไม่ต้องสงสัยเลยว่าคือเย่ จื้อหวิ๋นและเสี่ยวหนิง เอ๋อ เหล่าผู้ชายในชั้นเรียนร่างทรงอสูรระดับฝึกหัดล้วนแสดงความคาดหวังในดวงตาของพวกเขา ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี เย่ จื้อหวิ๋นและเสี่ยวหนิง เอ๋อจะเข้าสู้ชั้นเรียนของพวกเขา เมื่อถึงเวลานั้น พวกเขาจะมีโอกาสมากมายที่จะได้ใกล้ชิดกับพวกเธอทั้งสอง


                 เมื่อมองดูเหล่านักเรียนจากชั้นเรียนร่างทรงอสูรฝึกหัดที่มีดวงตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง เนี้ยหลี่อดหัวเราะไว้ไม่ได้เลย ภายในช่วงชีวิตนี้ พวกเขาคงไม่ผิดหวัง ไม่มีปัญหาเลย ทั้งเย่ จื้อหวิ๋นและเสี่ยวหนิง เอ๋อ พวกเธอจะได้เข้าไปยังชั้นเรียนร่างทรงอสูรระดับอัจฉริยะ


                 ภายใต้การนำของเสิ่น ซิว ชั้นเรียนนักต่อสู้ฝึกหัดได้เข้าสู่ห้องโถงแห่งการทดสอบ บนเวทีที่ไกลออกไป ได้ยกตัวขึ้นเพื่อให้สามารถมองเห็นการทดสอบทั้งหมดได้


                 “รอบแรก การทดสอบพละกำลัง ผู้ใดจะเป็นคนแรก?” หนึ่งในเหล่าอาจารย์ได้ถามไปยังเสิ่น ซิว


                 เสิ่น เหย่ได้มองดูไปยังนักเหล่านักเรียนทั้งหมดภายในชั้นเรียนของเขา เสิ่น เหย่ได้ก้าวออกมาและพูดอย่างภูมิใจว่า “ข้าจะเป็นคนแรก!”หลังจากการพูด เขาได้ก้าวไปยัง

                           “ศิลาวัดพลัง”




ที่มาจาก http://www.wuxiaworld.com/


#นิยาย พงศาวดารภูติ#Tale of the demon god#นิยายแปลไทย
Author(s)

1 ความคิดเห็น: