วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2559

Tale of the demon and god novel Chapter 42 – Age does not reflect one’s knowledge

Tale of the demon and god novel Chapter 42 – Age does not reflect one’s knowledge

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่ 42 อายุมิได้บ่งบอกถึงความรู้



บทที่ 42 อายุมิได้บ่งบอกถึงความรู้


เมื่อได้ยินที่เสิ่น เฟยกล่าว คิ้วเย่ ฮ่องได้ขมวดเข้าหากันด้วยความโกรธ ในขณะที่ความแค้นได้ปรากฏขึ้นภายในดวงตาของเขา เสิ่น เฟยชักจะข่มกันมากเกินไปแล้ว!

ถ้าเสิ่น เฟยนั้นกล้าแตะต้องเสี่ยวหนิงเอ๋อ เย่ ฮ่องผู้นี้จะเป็นผู้ที่หยุดเขาไว้เอง!



                เย่ ฮ่องพ่นลมหายใจแรงและเดินจากไป



                เสิ่น เฟย มองตาม หลังเย่ ฮ่อง มีรอยยิ้มเลือนรางปรากฏที่ปากของเขา



                'อย่าได้คิดนะว่าตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ของข้าจะกลัวซึ่งตระกลูหิมะเหมันต์ของเจ้า อย่าได้คิดว่าเพียงเจ้ามีร่างทรงอสูรระดับตำนานอยู่ผู้หนึ่งแล้วจะเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่นัก จักต้องมีซึ่งวันหนึ่งที่ตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ของข้าได้ก้าวมาแทนที่ตระกูลหิมะเหมันต์ของพวกเจ้า' เขาคิดตำหนิอย่างเงียบ ๆ



                “เนี้ยหลี่” เสียงแหลม ๆ ที่แจ่มชัดนี้ได้เรียกเขา



                เมื่อเนี้ยหลีมองไปที่เสียงนั้น เขาได้เห็นเสี่ยวหนิงเอ๋อซึ่งเธอนั้นได้สวมชุดแบบเรียบง่ายและสง่างาม




                “เฮ้! หนิงเอ๋อ ไม่ได้พบเจ้าหลายวันแลดูเหมือนว่าเจ้านั้นมีความงดงามเพิ่มมากขึ้นนะ!” เนี้ยหลี่ยิ้มเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม เนี้ยหลี่ได้รู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อยเมื่อเขาคิดถึงเรื่องราวของฮูเหยียนหลานเร่อ (เป็นความงามซึ่งมาพร้อมภาระ หลานเร่องามเหมือนกับเสี่ยวหนิงเอ๋อแต่ต่างกันที่พฤติกรรมและความจริงใจ)



                เมื่อได้ยินคำของเนี้ยหลี่ ดวงตาทั้งสองของ เสี่ยวหนิงเอ๋อปรากฏแสงแห่งความสุขขึ้นทันใดและใบหน้าของเธอเริ่มมีสีแดงเล็กน้อย เธอได้นำบางสิ่งออกมาจากกระเป๋าต่างมิติ มอบมันให้กับเนี้ยหลี่ “หญ้าทะเลหมอกม่วงที่ท่านได้ให้ข้านำไปขายนั้นได้ถูกขายหมดเรียบร้อยแล้ว นี่คือเงินของท่าน” หลังจากได้ยินเสี่ยวหนิงเอ๋อพูดเช่นนั้น ลู่เพรียว และ ตูเซอต่างมองหน้ากันไปมาด้วยความสับสน พวกเขาสงสัยว่าเนี้ยหลี่ได้ใช้ซึ่งเวทย์มนต์อันใดต่อแม่นางหนิงเอ๋อ ผ่านการมองของพวกเขา เป็นไปได้เช่นไรที่แม่นางหนิงเอ๋อจะเชื่อฟังอย่างว่าง่ายไม่ว่าเนี้ยหลี่จะพูดสิ่งใด



                สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ทำให้ทั้งลู่เพรียวและตูเซอพูดไม่ออก นี่ยังคงใช่เทพธิดาหนิงเอ๋อที่พวกเขารู้จักหรือ? เทพธิดาเช่นเธอมักจะเย็นชาต่อผู้อื่น ทำให้เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเข้าใกล้เธอ อย่างไรก็ตามกลับเป็นเรื่องที่ตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงเมื่ออยู่กับเนี้ยหลี่



                “ขอบใจเจ้ามาก!” เนี้ยหลี่รับเงินมาอย่างเป็นกันเองแล้วเก็บลงกระเป๋าต่างมิติของเขา พวกเขาต่างสนิทจนไม่จำเป็นต้องปฏิบัติกันอย่างสุภาพต่อกันมากนัก



                “เทพธิดาหนิงเอ๋อ ท่านได้มีต่อสู้กับฮูเหยียน หลานเร่อจริงหรือไม่?” ลู่เพรียวกระพริบตาพร้อมกับมองอย่างซุบซิบ(ครหา)ไปที่เสี่ยวหนิงเอ๋อ



                เสี่ยวหนิงเอ๋อได้เงยหน้าของเธอขึ้นและมองไปที่เนี้ยหลี่ เธอมีท่าทีอายเล็กน้อยและถามเขาว่า “ไม่มีซึ่งอะไรหรอก ข้าเพียงแต่โต้เถียงกับนางอยู่ชั่วครู่เท่านั้น เนี้ยหลี่ท่านได้ชอบผู้หญิงคนนั้นจริง ๆ หรือไม่?”



                “ไม่มีทางเลย ผู้หญิงคนนั้นมาตอแยข้ามากเกินไป อย่าได้ไปยุ่งกับนางอีกในคราวหน้า” เนี้ยหลี่โบกมือไปมาอย่างปฏิเสธ



                “อืม” เสี่ยวหนิงเอ๋อ ตอบกลับเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตามภายในใจของเธอนั้น เธอรู้สึกโล่งอก ผู้หญิงที่ยั่วยวนเช่นฮูเหยียน หลานเร่อ นั้นทำให้เธอรู้สึกถูกคุกคาม



                “การฝึกที่ผ่านมาหลายวันนี้ทำให้ตัวของพวกข้านั้นชุ่มไปด้วยเหงื่อทั่วตัว ร่างกายของพวกเราเริ่มที่จะสกปรก และพวกเรากำลังเตรียมตัวไปอาบน้ำ ท่านต้องการมาร่วมกับพวกเราหรือไม่?” ลู่เพรียวแหย่ด้วยความขบขัน



                “ ข้า....ข้าจะไม่ไปด้วย!” เสี่ยวหนิงเอ๋อเริ่มพูดติดอ่าง จ้องเขม็งไปที่ลู่เพรียว



                “ท่านสามารถไปด้วยกันสองต่อสองกับเนี้ยหลี่ พวกเราจะไม่ไปรบกวนพวกท่าน” ลู่เพรียวหัวเราะขึ้น



                เมื่อได้ยินที่ลู่เพรียวพูดนั้น หน้าของเสี่ยวหนิงเอ๋อปรากฏสีแดงขึ้นมาฉับพลัน



                “ลู่เพรียวนั้น ไม่ได้มีเรื่องที่เป็นแก่นสารใดจะกล่าว อย่าได้ไปใส่ใจกับเขาเลย!”เนี้ยหลี่ได้ตบไปที่หลังศรีษะของลู่เพรียวและได้พูดกับเสี่ยวหนิงเอ๋อ



                “อืม” เสี่ยวหนิงเอ๋อผงกศรีษะรับ ท่าทีเอียงอายของเธอนั้นไม่สามารถบอกได้ว่าช่างมีเสน่ห์หาเพียงไร



                “เนี้ยหลี่ เจ้าไม่หลงเหลือไว้ซึ่งความพี่น้องต่อข้าเลย เจ้าได้พูดไปว่าข้าไม่มีเรื่องที่เป็นแก่นสารให้พูด ”เจ้านั้นเห็นหญิงสำคํญกว่าเพื่อน! ข้าคงจะไม่สู้กับเจ้าด้วยเรื่องเกี่ยวกับนางหรอก



                เมื่อได้เห็นการโต้เถียงระหว่างเนี้ยหลี่และลู่เพรียวเช่นนั้น เสี่ยวหนิงเอ๋อรู้สึกอิจฉาเล็กน้อย ความรู้สึกเยี่ยงนั้นมันได้ผ่านมาเป็นเวลานานแล้วตั้งแต่เธอได้มีเพื่อนเช่นนั้นอยู่รอบ ๆ ตัวของเธอ ภายในความคิดเธอปรากฏรูปร่างหนึ่งขึ้นมา เมื่อเธอยังเด็ก เธอและเย่ จื้อหวิ๋นทั้งสองต่างเคยเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน แต่เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังเมื่อความห่างระหว่างพวกเขาค่อย ๆ เพิ่มขึ้นมากเรื่อย ๆ



                แต่ยิ่งไปกว่านั้น คนที่เนี้ยหลี่ชอบก็คือเย่ จื้อหวิ๋น



                เสี่ยวหนิงเอ๋อได้คิดอย่างเป็นความลับอยู่ภายในใจของเธอ ว่าเธอนั้นจะไม่มีวันยอมแพ้ให้กับเย่ จื้อหวิ๋นเด็ดขาด!



                ห่างออกไปไม่ไกลนักกลุ่มของคนประมาณ 10 คนค่อย ๆ เดินผ่านมา หัวหน้าของกลุ่มนี้นั้นเป็นผู้ชายอายุราว ๆ 30 ปีเห็นจะได้ รูปร่างของเขาสูงใหญ่ เส้นผมสีเหลืองบาง ๆ คลุมใบหน้าของเขาไว้เกินกว่าครึ่ง ดวงตาของเขานั้นเฉียบคมราวกับตาของเหยี่ยว



                ชายผู้นั้นกวาดสายตาชำเลืองมองมาที่เนี้ยหลี่ ภายในดวงตาเขาปรากฏความแปลกใจในสิ่งหนึ่งอย่างฉับพลันแต่ก็กลับมาเป็นดวงตาที่สงบในทันใด



                เนี้ยหลี่มีความคิดลับ ๆ อยู่ในใจว่า 'ข้าเคยได้พบชายผู้นั้นมาก่อนหรือไม่?'



                เมื่อชายผู้นั้นได้เดินผ่านตัวเขา เนี้ยหลี่สามารถจับได้ถึงพลังงานหนึ่งที่เปล่งออกมา กลุ่มของผู้คนเหล่านี้เป็นพวกสมาคมทมิฬเป็นกลุ่มเดียวกันกับที่พวกเขาได้พบที่นครกล้วยไม้โบราณเป็นแน่ อย่างไรก็ตามการแสดงออกของเนี้ยหลี่ยังคงสงบอยู่เมื่อพวกเขาเดินผ่านไป เขาไม่ได้แสดงถึงปฏิกริยาใดออกมา ถ้าหากว่าเขาได้แสดงอาการตอบสนองขึ้นมาซึ่งสิ่งหนึ่งแล้วอาจถูกคนพวกนั้นจับพิรุธได้ เมื่อนั้นพวกมันจะต้องปิดปากเขาอย่างแน่นอน



                หลังจากทิ้งระยะห่างพอสมควรแล้ว ผู้ชายคนนั้นหันหลังกลับและชำเลืองมองมาที่เนี้ยหลี่



                “หัวหน้า เจ้าหนูนั้นเป็นไปได้ว่าจะไม่สามารถจำพวกเราได้” ลูกน้องคนหนึ่งข้างตัวเขาพูดขึ้น



                “ใช่แล้ว” ชายผู้นั้นตอบกลับพร้อมกับผงกศรีษะเล็กน้อย ชายผู้นี้คือหยุนหัว ดิคอน เพราะว่าด้วยสถานะเฉพาะของเขานั้น เขาต้องมีความระมัดระวังเป็นอย่างสูงเมื่ออยู่ภายในเมืองกลอรี



                “พวกเราต้องกำจัดเสียซึ่งคนผู้นั้นหรือไม่?” ลูกน้องอีกคนได้ถามขึ้น



                “ไม่จำเป็น” หยุนหัว ดิคอนกล่าวพร้อมกับสั่นหัวของเขา ถ้าพวกเขานั้นได้ฆ่าซึ่งบางคนแล้วในเมืองกลอรี่ มันจะเป็นปัญหาได้ถ้าทางคฤหาสน์จ้าวเมืองเริ่มที่จะทำการสอบสวน



                หลังจากได้เดินผ่านถนนสองสายลงมา เกิดความแน่ใจแล้วว่ากลุ่มคนเหล่านั้นไม่สามารถสังเกตเห็นได้ เนี้ยหลี่ถอนใจด้วยความโล่งอก



                “หนิงเอ๋อ พวกคนกลุ่มนั้นเป็นใครกัน” เนี้ยหลี่ยิ้มเล็กน้อยและถามขึ้น



                “กลุ่มคนเมื่อครู่นี้หรือ?” เสี่ยวหนิงเอ๋อคิดอยู่ชั่วครู่ หลังจากนั้นเธออมยิ้ม “กลุ่มคนเหล่านั้นมาจากภัตตาคารดารา และภัตตาคารดาราเป็นหนึ่งในธุรกิจของตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์”



                เสี่ยวหนิงเอ๋อไม่รู้ว่าทำไมเนี้ยหลี่ถึงได้ถามเช่นนี้ออกมา



                เมืองกลอรี่นั้นมีอันตรายอยู่ทั่วจริง ๆ ดูเหมือนว่าเขาจำเป็นต้องเผยความสามารถบางอย่างของเขาออกมาเสียแล้ว เพื่อได้รับมาซึ่งความแน่ใจในความปลอดภัยของชีวิต



                ดูเหมือนว่า สถานการณ์ในตอนนี้ของเมืองกลอรี่ปรากฏว่าเริ่มซับซ้อนมากกว่าที่เขาคิดไว้ทีแรก เขาไม่รู้ว่ามีผู้คนของสมาคมทมิฬที่กำลังซ่อนตัวอยู่บริเวณรอบ ๆ เมืองเป็นจำนวนเท่าใด ดังนั้นเขาต้องระมัดระวังตัวเป็นอย่างยิ่ง เนี้ยหลี่หวนรำลึกอย่างละเอียดถึงกลุ่มคนที่ได้ต่อสู้เพื่อเมืองกลอรี่จนวาระสุดท้ายในชีวิตที่แล้วของเขา พวกคนเหล่านั้นตายเยี่ยงวีระบุรุษในศึกต่อสู้ครั้งสุดท้าย น่าจะเป็นพวกคนที่เขาสามารถวางใจได้



                เนี้ยหลี่ต้องรวบรวมพลังทุก ๆ อย่าง ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้



                ภายในเมืองกลอรี่ สถานะของสมาคมนักปรุงยาได้เริ่มเสื่อมลง อย่างไรก็ตาม มันยังสามารถคงอยู่ได้อย่างน่าประหลาด สมาคมปรุงยานั้นมีสถานะอยู่ตำกว่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเมื่อเทียบกับตระกูลหลักทั้งสาม



                ภายในสมองเนี้ยหลี่ เขามีความรู้ทุกชนิดมากมายมหาศาลเกี่ยวกับการปรุงยา ถ้าพวกเขาได้ใช้มันอย่างถูกต้อง พวกเขาจะสามารถเสริมพลังให้แก่สมาคมปรุงยานี้ได้ เมื่อสมาคมปรุงยาแข็งแกร่งขึ้น เมืองกลอรี่ก็จะเข็มแข็งขึ้นตามไปด้วย สิ่งนี้สามารถคิดได้ว่าเป็นสิ่งที่เนี้ยหลี่ได้สนับสนุนให้ต่อเมืองกลอรีได้



                สมาคมปรุงยาเป็นสถานที่ใหญ่โตมโหฬาร ลานสำหรับกิจกรรมรื่นเริงเพียงอย่างเดียวก็กินซึ่งพื้นที่มหาศาล คฤหาสน์ที่อยู่เบื้องหน้าปรากฏนักปรุงยามากมายโดยที่พวกเขาสวมใส่ชุดคลุมที่มีสีแตกต่างกันไป กำลังเดินเข้าและเดินออกอยู่



                แม้ว่าสมาคมปรุงยาเริ่มจะเสื่อมถอยลงแล้วบ้าง สิ่งหนึ่งนั้นยังคงสามารถเห็นได้ว่าสมาคมปรุงยานั้นเคยรุ่งโรจน์เพียงใด เมื่อได้เห็นฐานที่ตั้งของสมาคมปรุงยาที่ได้สร้างไว้ซึ่งสิ่งก่อสร้างที่งดงามนี้



                นักปรุงยาแบ่งระดับได้เป็น ผู้ฝึกหัด ผู้รอบรู้ และผู้เชี่ยวชาญ ทุกๆ ระดับสามารถแยกย่อยไปได้อีกเป็นหลายขั้น คือ เริ่มต้น กลาง และสูง พวกผู้ฝึกหัดนั้นจะสวมชุดคลุมสีเทา ผู้รอบรู้จะสวมชุดคลุมสีขาว และผู้เชี่ยวชาญจะสวมชุดคลุมสีเงิน นักปรุงยาส่วนมากที่เดินเข้าและออกอยู่ในระดับผู้ฝึกหัด สำหรับระดับผู้รอบรู้นั้น พวกเขาไม่ค่อยปรากฏให้พบเห็นเท่าใดนัก มีเพียงหนึ่งหรือสองคนเท่านั้นที่สามารถพบเห็นได้



                ด้วยเหตุที่สมาคมปรุงยาเริ่มเสื่อมถอยลง พวกอัจฉริยะทั้งหลาย(ภายนอก)นั้นรู้สึกฝืนใจที่ต้องให้เวลาของพวกเขาในการปรุงยานี้ พวกเขามุ่งไปที่การฝึก วรยุทธ์แทน ดังนั้น จำนวนของนักปรุงยารุ่นใหม่ที่เพิ่มขึ้นนั้นจึงมีน้อยและน้อยลงขึ้นเรื่อย ๆ



                หลังจากได้เดินเข้าสู่สมาคมปรุงยา เสี่ยวหนิงเอ๋อ ตูเซอ และลู่เพรียว พร้อมคณะต่างมองไปรอบ ๆ สถานที่แห่งนี้ พวกเขายังคงไม่เข้าใจว่าทำไมเนี้ยหลี่ถึงได้มาที่นี่



                เนี้ยหลี่ค่อย ๆ นึกถึงเรื่องราวต่าง ๆ ภายในสมาคมปรุงยา ที่นี่มีกลุ่มบุคคลอาวุโสอยู่ทั้งหมด 6 ท่านซึ่งมีคนที่ทรงอิทธิพลที่สุด พวกเขาเป็นกลุ่มของชายชราโดยตำแหน่งที่ต่ำทีสุดในกลุ่มนั้นคือระดับผู้รอบรู้ขั้นกลาง ถัดมาคือ 2 ผู้รอบรู้ขั้นสูง สำหรับระดับผู้เชี่ยวชาญในขณะนี้นั้น สมาคมปรุงยาไม่มีเลยสักผู้เดียว นอกจากกลุ่มคนอาวุโสทั้ง 6 นี้ ยังคงมีผู้อำนวยการซึ่งคอยจัดการเรื่องต่าง ๆ ภายในสมาคมปรุงยานี้



                ภายในศึกต่อสู้ครั้งสุดของเมืองกลอรี่เมื่อชีวิตที่แล้วของเขา สมาคมปรุงยานี้นั้นได้เข้าร่วมด้วยเป็นจำนวนมาก ท้ายที่สุด ทุก ๆ คนก็ได้จบชีวิตในสงครามดังวีรบุรุษ ด้วยเหตุนี้แม้เพียงสิ่งเดียวนั้น เนี้ยหลี่ก็สามารถมั่นใจได้ว่าพวกเขานั้นไม่ได้เข้าร่วมกับตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์



                “ยินดีที่ได้พบท่านที่นี่ มีอะไรให้ข้ารับใช้ท่านบ้าง” หญิงสาวผู้หนึ่งซึ่งสวมชุดคลุมสีเทาเดินเข้ามาและถามขึ้น เธอเป็นพนักงานต้อนรับของคฤหาสน์สมาคมปรุงยา



                “ข้ามาที่แห่งนี้เพื่อเข้ารับการทดสอบปรุงยา” เนี้ยหลี่ได้กล่าวขึ้นพร้อมกับมองไปที่ผู้หญิงสูงคนนี้และยิ้มเล็กน้อย “ไม่ทราบว่าจะให้ข้าเรียกท่านด้วยชื่อใด”



                เสี่ยวหนิงเอ๋อ ตูเซอ ลู่เพรียวและคณะต่างมองไปที่เนี้ยหลี่ด้วยความตกใจ เริ่มต้นเลยพวกเขาคิดว่าการที่เนี้ยหลี่มายังที่แห่งนี้นั้นเพื่อมาหาใครบางคน พวกเขาไม่เคยคิดเลย ว่าเนี้ยหลี่จะมาที่แห่งนี้เพื่อรับการทดสอบเป็นนักปรุงยา



                สามารถเป็นไปได้หรือที่เนี้ยหลี่จะทำได้ดีเรื่องการปรุงยานี้ด้วย?



                หลังจากที่ได้อยู่ร่วมกันกับเนี้ยหลี่มาเป็นเวลานาน ด้วยเหตุการณ์ที่น่าแปลกใจทั้งหมดที่เคยเกิดขึ้นรอบ ๆ ตัวเนี้ยหลี่ ตูเซอ ลู่เพรียว และคณะไม่พบว่ามันน่าแปลกใจแต่อย่างใด



                หญิงผู้นี้ได้มองที่เนี้ยหลี่ด้วยความแปลกใจเล็กน้อย จำนวนของคนเด็กวัยเยาว์ที่มายังสมาคมปรุงยาเพื่อรับการทดสอบเป็นนักปรุงยานั้นค่อนข้างหาได้ยาก แต่เมื่อมีผู้มาใหม่มาเยือน เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่สมาคมปรุงยาจะต้อนรับพวกเขา



                “ท่านสามารถเรียกข้าได้ว่า เซี่ยว หลาน ท่านมาที่นี่เพื่อการทดสอบเป็นนักปรุงยาระดับผู้ฝึกหัด ถูกต้องหรือไม่? แล้วท่านนั้นได้เตรียมพร้อมมาแล้วเพียงใด ? นักปรุงยาระดับฝึกหัดนั้นจักคุ้ยเคยเป็นอย่างดีกับหนังสือพื้นฐานของการปรุงยามากกว่า 10 เล่ม” เซี่ยว หลานพูด ยิ้มเล็กน้อย หนังสือเหล่านั้นมีจำนวนคำมากกว่าแสนคำเกี่ยวกับการพื้นฐานของการปรุงยา และสิ่งเหล่านั้นเพียงอย่างเดียวก็ทำให้คนจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนถอยหนีไป อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เพื่อที่จะเข้ามาสู่การเป็นนักปรุงยานั้น ถ้าพวกเขาไม่รู้แม้กระทั่งพื้นฐานและหลักของการปรุงยา อาจเป็นสาเหตุทำให้ถึงแก่ความตายได้



                “แม่นาง เซี่ยวหลาน ข้าสามารถเข้ารับการทดสอบระดับผู้รอบรู้ได้หรือไม่” เนี้ยหลี่ถามพร้อมกับมองไปที่เซี่ยว หลาน



                เมื่อได้ยินคำพูดของเนี้ยหลี่ เซี่ยวหลานชะงักไปชั่วครู่ และพูดว่า “ แม้มันจะเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ แต่ท่านรู้แล้วรึว่าจำเป็นต้องใช้การฝึกฝนมากเพียงใดเพื่อจะได้กลายมาเป็นนักปรุงยาระดับผู้รอบรู้นี้ นอกจากหนังสือเหล่านั้นที่เกี่ยวกับพื้นฐานแล้ว ยังคงมีหนังสืออื่นอีกมากกว่าหนึ่งร้อยเล่มเกี่ยวกับสมุนไพรชนิดต่าง ๆ ที่ท่านจะต้องทำความคุ้นเคยกับมัน



                เซี่ยวหลานกวาดสายตาชำเลืองมองไปยังเนี้ยหลี่ และคิดภายในใจของเธอว่าเนี้ยหลี่คนนี้นั้นช่างโง่เขลานัก แม้ว่าเขาจะเริ่มต้นอ่านหนังสือเหล่านั้นตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เขาก็มิสามารถจะอ่านพวกมันจนเจนจบ ยังมิต้องพูดถึงเลยซึ่งความคุ้นเคยและเข้าใจในหนังสือเหล่านั้น ผู้ที่อยู่ในระดับรอบรู้ขั้นต้นส่วนมากแล้วได้อุทิศเวลาเป็นอย่างมากในการอยู่ที่ระดับฝึกหัด เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เนี้ยหลี่นั้นน่าจะไม่เคยแม้กระทั้งสัมผัสกับหม้อปรุงยามาก่อน แม้ว่าเขาจะผ่านรอบแรกของการสอบได้ ในรอบที่สองของเขานั้น เขาจะต้องทำให้ตัวยาเพิ่มความสามารถขึ้นและเขาคงจักไม่สามารถจะผ่านมันไปได้ เนี้ยหลี่เป็นผู้ที่ไม่คิดอย่างสมเหตุสมผล เขาไม่ได้ใช้เวลาของเขาผ่านการศึกษาอย่างถูกต้องและกำลังหวังจะก้าวขึ้นสู่ท้องฟ้าโดยก้าวไปเพียงก้าวเดียวเท่านั้นท่านั้น



                เนี้ยหลี่กระพริบตา มองไปที่เซี่ยว หลานและพูดขึ้น “อายุนั้นไม่ได้บ่งบอกซึ่งความรู้ของผู้ใด ถูกต้องหรือไม่” แม่นางเซี่ยว หลาน ขอท่านนำข้าไปสู่การทดสอบระดับผู้รอบรู้ขั้นต้นด้วย



ที่มาจาก http://www.wuxiaworld.com/


#นิยาย พงศาวดารภูติ#Tale of the demon god#นิยายแปลไทย
Author(s)

1 ความคิดเห็น: