วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2559

Tale of the demon and god novel Chapter 41 – Shen Fei

Tale of the demon and god novel Chapter 41 – Shen Fei

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่ 41 เสิ่นเฟย


บทที่ 41 เสิ่นเฟย

 ถ้าเฉินหลินเจียนมีความลุ่มหลงจนยอมแพ้ให้ต่อการยั่วยวนของทรัพย์สมบัติและยังคงสำรวจต่อไปซึ่งพระราชวังใต้ดิน ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วสถานะของพวกเขาจะตกอยู่ในอันตรายเป็นอย่างมาก


             ด้วยความโชคดี เฉินหลินเจียนนั้นเป็นบรุษที่หนักแน่นผู้หนึ่ง


             เมื่อพวกเขาเหล่านั้นกลับมายังบริเวณป้อมหิน น้ำตาของ ฮูเหยียนหลานเร่อไหลร่วงลงไม่หยุด เมื่อเธอได้พบกับเนี้ยหลี่


             “เนี้ยหลี่ เจ้ากลับมาแล้ว วิเศษมากเลย !” ฮูเหยียน หลานเร่อได้พูดพร้อมกันนั้นเธอได้ถลาตัวไปหาเนี้ยหลี่และกอดเขาไว้แน่น หน้าอกอันเต่งตึงคู่นั้นของเธอได้ติดอย่างแนบแน่นไปบนหน้าอกของเนี้ยหลี่


             “ขอบคุณมากที่ได้สละชีวิตของตัวเจ้าเองเพื่อช่วยข้าเอาไว้! มิเช่นนั้นแล้ว ข้าคงต้องจบลงภายในท้องของเจ้าวานรยักษ์ฟ้านั่น” ฮูเหยียน หลานเร่อ ซึ่งตอนนี้หน้าของเธอมีสีแดงระเรื่อ ได้มองด้วยสายตาเยี่ยงคนรักไปที่เนี้ยหลี่


             “ข้านั้นกำลังถูกบีบคอจนถึงแก่ความตายโดยเจ้า ! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้”


             เขารู้สึกเสียหน้า ฮูเหยียน หลานเร่อ กับแสดงความรักของเธอโดยผิดตัว เหตุผลที่เขาสละชีวิตของเขาโดยเข้าขวางทางเจ้าอสูรวานรยักษ์ฟ้าเอาไว้นั้นเป็นเพราะว่าเขาต้องการที่จะปล่อยให้เย่ จื้อหวิ๋นหนีไปได้อย่างปลอดภัย ไม่ใช่เธอ!


             เมื่อได้เห็นท่าทีของเนี้ยหลี่ที่ดูไม่มีความสุข ช่วยไม่ได้ที่เย่ จื้อหวิ๋นจะหัวเราะออกมา เนี้ยหลี่ไม่แม้แต่จะสนใจการเสนอตัวของหญิงที่งดงามอย่างฮูเหยียนหลานเร่อซึ่งได้มอบให้แก่ตัวเขา สมองเขานั้นคงจะอัดแน่นอย่างมีปัญหา อย่างไรก็ตาม การที่ฮูเหยียนหลานเร่อมาเคล้าเคลียใกล้ชิดกับเนี้ยหลี่นั้น หัวใจของเย่ จื้อหวิ๋นนั้นรู้สึกขุ่นเคืองขึ้นมาบ้างนิดหน่อย และเธอได้พ่นลมหายใจออกมาเบา ๆ


             “มันคือสมาคมทมิฬ!” คนของเฉินหลินเจียนพูดพร้อมกับหายใจเอากลุ่มก้อนอากาศเย็นเข้าไปก้อนใหญ่


             เฉินหลินเจียนได้มองไปที่ด้านนอกของป้อมหินและเห็นกลุ่มคนในชุดคลมดำหลายคนปรากฏตัวขึ้นภายในวิสัยทัศน์ของเขาพร้อมกับมีสีหน้าที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาลดเสียงต่ำลงและพูดว่า “ทางนี้”


             เฉินหลินเจียนนำพาคณะเข้าไปสู่ป่าหนาทึบซึ่งอยู่ด้านหลังของป้อมหิน


             “จงระวังตัวให้มากและอย่าทิ้งร่อยรอยใดเอาไว้!”


             ภายใต้การคุกคามของสมาคมทมิฬ คณะสำราจได้วิ่งอย่างลนลาน และเฉียดผ่านจากไปอย่างรวดเร็ว พวกเขาทั้งหลายรู้ว่าจักเกิดผลร้ายขึ้นอย่างน่ากลัวถ้าพวกเขาถูกจับได้โดยพวกสมาคมทมิฬ


             เนี้ยหลี่ชำเลืองมองไปด้านหลังของเขา และเริ่มคิดในใจของเขาว่า แม้เพียงเผชิญหน้ากันอย่างผิวเผิน เนี้ยหลี่นั้นได้จำซึ่งพลังรอบตัวที่เปล่งออกมาของหัวหน้าพวกมันไว้ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าหัวหน้าคนนั้นได้เห็นแล้วซึ่งใบหน้าของเขา ดังนั้นแม้เขาจะได้กลับสู่เมืองกลอรี่แล้ว เขาก็ยังคงต้องระวังตัวอยู่มาก

           

             นอกจากตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ยังคงมีสมาคมทมิฬที่คุกคามเมืองกลอรี่ตลอดมา ทำให้มีเขารู้สึกว่าเรื่องเร่งด่วนที่ต้องรีบทำ ได้กำลังก่อตัวขึ้นภายในใจของเนี้ยหลี่ เขาต้องเสริมความแข็งแกร่งของเขาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ มิเช่นนั้นแล้ว เมื่อภยันตรายมาถึง เขาจะไม่มีแม้กระทั่งกำลังที่จะปกป้องซึ่งตัวของเขาเอง


             หลังจากได้รับมาแล้วซึ่งตะเกียงของจิตอสูรแห่งเงา เขาต้องรีบเพิ่มวรยุทธไปสู่ระดับเงิน(เพื่อจะได้รวมกับจิตอสูรดวงนี้ได้) หลังจากได้รวมกับอสูรแห่งเงาแล้ว เขาจะมีความสามารถที่จะปกป้องตัวของเขาเองได้

ระดับเงินนั้นอาจะเป็นเรื่องที่ยากยิ่งที่จะก้าวถึงสำหรับคนธรรมดาทั่วไป แต่สำหรับเนี้ยหลี่ มันไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด


             เมื่อเนี้ยหลี่และคณะกลับมาสู่เมืองกลอรี่แล้ว พวกคนเหล่านั้นจากสมาคมทมิฬไม่สามารถทำการตามจับพวกเขาได้อีก เมื่อเป็นเช่นนั้น ทุก ๆ คนต่างรู้สึกโล่งใจ


             ข่าวเรื่องการกลับมาของคณะเฉินหลินเจียนได้แพร่สะพัดอย่างรวดเร็วทั่วทั้งเมืองกลอรี่ เรื่องที่น่าตกใจที่สุดคือทรัพย์สมบัติที่เฉินหลินเจียนและกลุ่มได้นำกลับมา ทั้งหมดนั้นมีจำนวนมากมายมหาศาลจนน่าตกใจเป็นที่สุด มีการประมูลขนาดใหญ่ครั้งหนึ่งได้ถูกจัดขึ้นและทรัพย์สมบัติที่เฉินหลินเจียนได้มานั้นถูกขายในราคาที่สูงอย่างมาก


             ความทะยะยานอยากของเมืองกลอรี่ได้ถูกจุดขึ้น ผู้คนมากมายต่างเริ่มเดินทางไปไปสำรวจนครกล้วยไม้โบราณด้วยความหวังที่จะได้รับอะไรติดไม้ติดมือกลับมาเป็นของพวกเขาบ้าง


       ความทะยานอยากเป็นดังพายุมันไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเนี้ยหลี่แม้แต่น้อย เขาได้มาซึ่งตะเกียงของจิตอสูรแห่งเงาซึ่งเขานั้นละโมบในมัน และเช่นกันโดยไม่ได้คาดหวัง เขาได้มาซึ่งเศษหน้ากระดาษของตำราภูติห้วงกาลลี้ลับ การเก็บเกี่ยวซึ่งสมบัติที่เขาได้มาในการเดินทางครั้งนี้ได้ไปไกลเกินกว่าที่เขาคิดเป็นอย่างมาก


             และในขณะเดียวกัน มีข่าวอื่นตามมาอีกซึ่งทำให้เขาต้องครุ่นคิด เขาได้ยินว่าก่อนที่เฉินหลินเจียนและคณะจะกลับมาสู่เมืองกลอรี่ เสิ่น เหย่ได้กลับมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นไม่มีผู้ใดที่กลับมาพร้อมกับเสิ่น เหย่เลย สิ่งนี้นั้นค่อนข้างจะน่าแปลกเกินไป


             ด้วยกำลังของเสิ่น เหย่เพียงผู้เดียว เป็นไปได้เช่นไรที่เขาจะเดินผ่านเส้นทางอันตรายนับไม่ถ้วนและกลับสู่เมืองกลอรี่?


             เขาได้คิดย้อนกลับไปเมื่อเขาได้พบกลุ่มคนพวกนั้นซึ่งมาจากสมาคมทมิฬภายในนครกล้วยไม้โบราณ ความคิดของเนี้ยหลี่ได้ผุดขึ้นซึ่งสิ่งหนึ่งที่อาจเป็นไปได้ บางทีอาจมีเรื่องลับบางอย่างที่เกี่ยวข้องกันระหว่างตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์และสมาคมทมิฬ เขาควรที่จะคิดเรื่องนี้โดยเร็ว


             มีสัญญาณบ่งบอกมากมายที่เกี่ยวข้องกับตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ในชีวิตที่แล้วของเขา การทรยศต่อเมืองกลอรี่นั้นได้แสดงว่าพวกเขานั้นได้ละทิ้งซึ่งความรับผิดชอบของพวกเขามาเป็นระยะเวลานานแล้ว ถ้าเป็นเช่นนั้น พวกเขามีความโอกาสอย่างมากที่จะเข้าร่วมกับสมาคมทมิฬแล้ว


             .ในชีวิตที่แล้วของเขานั้น เนี้ยหลี่ได้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับสมาคมทมิฬไม่มากนัก มีเรื่องเล่าว่าสมาคมทมิฬได้ตั้งฐานของพวกมันภายในเทือกเขา บรรพบุรุษ อยู่บนที่แห่งหนึ่งซึ่งเป็นความลับและปลอดภัยอย่างยิ่ง


             บางทีเมื่อตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ได้ทรยศต่อเมืองกลอรี่ในชีวิตที่แล้วของเขา พวกเขาได้ตัดสินไปอยู่ร่วมกับสมาคมทมิฬ มิเช่นนั้นแล้ว พวกเขาจะไปอยู่ซึ่งที่แห่งไหนได้กัน?


             ให้ตายเถอะ ! ทำไมเขาถึงเพิ่งคิดได้ตอนนี้?!


             เนี้ยหลี่กำหมัดของเขาไว้แน่นขณะนี้ได้ปรากฏซึ่งเส้นเลือดมากมายบนแขนทั้งสองของเขา ในวันที่เมืองกลอรี่ล่มสลาย เขาได้เห็นครอบครัวของเขาจบชีวิตลงด้วยกรงเล็บของเหล่าสัตว์อสูรด้วยตาคู่นี้ของเขา หลังจากนั้นเขาได้ไปรวมกับกลุ่มผู้รอดชีวิตของเมืองกลอรี่และเดินทางไปยัง[ทะเลทรายไม่สิ้นสุด] ที่ซึ่งเขาเห็นเย่ จื้อหวิ๋นได้ตายลงไปก่อนตัวเขา   เป็นสาเหตุให้เขานั้นพเนจร*ไปทั่วดินแดนศักดิ์สิทธิ์เหมือนกับคนบ้า


             แสงหนึ่งนั้นปรากฏฉับพลันในดวงตาทั้งสองของเนี้ยหลี่ ไม่ว่าจะเป็นตระกลูศักดิ์สิทธิ์หรือสมาคมทมิฬพวกมันจักต้องถูกกำจัด


สถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์ (ที่ห้องสมุด)


             หลังจากการกลับมา วรยุทธของเนี้ยหลี่ได้ก้าวกระโดดและเติบโตขึ้นทุกวัน เจ้าเศษหน้ากระดาษของตำราภูติห้วงกาลลี้ลับยังคงทำหน้าที่ของมันไม่ยอมหยุด โดยได้ช่วยเคลื่อนพลังวิญญาณของเนี้ยหลี่


             ด้วยการช่วยเคลื่อนพลังในส่วนเขตแดนวิญญาณของเขา พลังวิญญาณของเขาค่อย ๆ เติบโตขึ้น


             หลังจากนั้น 3 วัน ด้วยความช่วยเหลือจากหญ้าทะเลหมอกม่วงจำนวนมากและยาทิพย์ วรยุทธของเนี้ยหลี่ในท้ายที่สุดได้ก้าวถึงระดับทองแดง 2 ดาว


             ถ้าเขาสามารถไปถึงระดับทองแดง 3 ดาวก่อนการสอบในอีก 2 เดือนข้างหน้านี้ และแสดงมันระหว่างการสอบ เมื่อนั้นเนี้ยหลี่และพรรคพวกจะได้รับความสนใจอย่างสูงจากสถาบันและถูกปฏิบัติเยี่ยงผู้ฉลาดล้ำ จะไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแก่เขาได้ โดยผู้มีตำแหน่งสูงสุดของสถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์หรือตำแหน่งที่สูงกว่า ของเมืองกลอรี่ ทุก ๆ คนเหล่านี้จะให้ความสนใจอย่างสูงต่อผู้เป็นอัจฉริยะ เมื่อเนี้ยหลี่ได้ถูกระบุว่าเป็นอัจฉริยะแล้ว ตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์จะไม่สามารถแตะต้องตัวเขาอย่างง่าย ๆ ได้

           

             ยังคงมีเวลาเหลือเฟือจะกระทั่งถึงการทดสอบในอีก 2 เดือน เนี้ยหลี่นั้นมีเวลามากเกินพอ


             ข้าง ๆ ของเนี้ยหลี่ ตูเชอ หลู่เพรียวและคนอื่น ๆ วรยุทธของพวกเขาเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดอย่างต่อเนื่อง


             ในตอนนี้ เสิ่น เหย่นั้นไม่อยู่ในสายตาของเนี้ยหลี่อีกต่อไป ขณะที่เวลาได้เคลื่อนผ่านไป เสิ่น เหย่ตระหนักได้ถึงความห่างของเนี้ยหลี่ที่จะมีมากขึ้นและมากขึ้นเรื่อย ๆ และในที่สุดก็เกินกว่าที่เขาจะเอื้อมถึง


             ในขณะนี้ มีข่าวลือได้แพร่กระจายอย่างกว้างขวางไปทั่วทั้งสถาบัน

“ท่านรู้หรือไม่? แม่นางฮูเหยียน หลานเร่อกำลังจับตาดูเนี้ยหลี่ทุกวัน ในชั้นเรียนนักต่อสู้ฝึกหัด!”


             “ท่านได้ยินมาบ้างหรือไม่? แม่นางฮูเหยียน หลานเร่อประกาศต่อหน้าฝูงชนว่าเธอต้องการไล่จับเนี้ยหลี่และสุดท้ายได้เกิดเรื่องขัดแย้งกับแม่นางหนิงเอ๋อ”


             “เจ้ารู้ไหม? แม่นางฮูเหยียน กับแม่นางหนิงเอ๋อต่อสู้กันเพื่อแย่งเด็กผู้ชาย! และข้ารู้มาว่าเด็กชายคนนั้นเป็นเพียงแค่นักเรียนจากชั้นเรียนต่อสู้ฝึกหัด”


             ข่าวลือเริ่มจะเพิ่มมากขึ้นและมากขึ้นอย่างอุกอาจ โดยที่ไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องจริงเพียงใด



             เสียงซุบซิบได้แพร่กระจายอย่างบ้าคลั่งไปทั่วทั้งสถาบัน ทั้งหมดทั้งมวลเกี่ยวกับเรื่องที่ว่า เรื่องซึ่งเกี่ยวกับผู้หญิงสองคนได้ฉุดแย่งผู้ชายคนหนึ่งนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเกิดขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น หัวใจของเรื่องนี้ก็คือผู้หญิงเหล่านั้นคือฮูเหยียน หลานเร่อและเสี่ยว หนิงเอ๋อ  ซึ่งทั้งสองต่างก็มีความงดงามและความฉลาดเฉลียวที่หาได้ยากภายในสถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์ ถ้าคนหนึ่งนั้นที่พวกเขาแย่งกันจักเป็นอัจฉริยะผู้หนึ่ง นั่นก็คงไม่ใช่เรืองแปลกอันใด แต่อย่างไรก็ตามคนที่พวกเขาไล่ตามนั้นกลับกลายเป็นเพียงนักเรียนของชั้นเรียนต่อสู้ฝึกหัด สิ่งเหล่านี้สร้างความประหลาดใจให้แก่ทุกคน เมื่อไม่นานมานี้ เนี้ยหลี่เริ่มเป็นจุดสนใจ สิ่งแรกเลยเขาได้ทำลายความน่าเชื่อถือของตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ และต่อมาเขาได้ยั่วยุซึ่งอาจารย์ของเขา หลังจากนั้นได้มีข่าวแพร่ออกมาว่าตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ต้องการที่จะกำจัดเขาเสียและตอนนี้สองหญิงงามยังได้ไล่ตามเขาอีก เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นเหตุให้เนี้ยหลี่กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วทั้งสถาบันแห่งนี้


               ฮูเหยียน หลานเร่อได้แวะมาที่ห้องสมุดของสถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อใช้เวลาร่วมกับเนี่ยหลี่แต่กระนั้นก็ถูกหลบหนีโดยเขา  มีเรื่องเล่าว่าหลังจากนั้น ทุก ๆ วันเมื่อสถาบันเลิก ฮูเหยียน หลานเร่อจะคอยเฝ้าอยู่ที่หน้าประตูของสถาบัน รอคอยเนี้ยหลี่


               “เนี้ยหลี่ ถ้ากลุ่มที่ควบคุมกฏของโรงเรียนมาพบว่าเจ้าได้แอบปีนซึ่งกำแพงนี้เพื่อออกไปแล้วล่ะก็ ผลที่ตามมาคงจักไม่ดีเท่าไหร่นักนะ!” ลู่เพรียวพูดโดยหัวเราะไปด้วยระหว่างที่เขามองเนี้ยหลี่


               เนี้ยหลี่ได้เปลี่ยนท่าทางของเขาและพูดว่า “ถ้าข้าออกไปซึ่งประตูแห่งนั้น ข้าจักเหมือนวิ่งเข้าสู่นังผู้หญิงบ้านั่น ช่างลำบากเสียจริง!”


               “เนี้ยหลี่จงพูดความจริงแก่พวกเรา เจ้าไปข้องแวะซึ่งแม่นางฮูเหยียน หลานเร่อได้เช่นไร?” ลู่เพรียวถามขึ้นด้วยความที่เขาหึงหวง อิจฉาและเกลียดเนี้ยหลี่ที่กำลังถูกไล่ตามโดยหญิงงามเช่นฮูเหยียน หลานเร่อ และเนี้ยหลี่ยังทำท่าเหมือนไม่ใช่เรื่องแตกต่างอันใด สิ่งนี้นั้นทำให้ลู่เพรียวพูดไม่ออก ถ้าเป็นตัวเขาแล้วละก็ ไม่มีความจำเป็นต้องให้ฮูเยียน หลานเร่อต้องมาไล่ตามหรอก เขาจะมอบกายของเขาไปกองไว้ที่หน้าประตูบ้านของเธอเลย ไม่ต้องคิดถึงเลยเรื่องความยั่วยวนของฮูเหยียน หลานเร่อ เพียงแค่ได้สัมผัสหน้าอกขนาดมหึมาของเธออย่างเดียวนั้นก็รู้สึกตื่นเต้นแล้ว ถ้าเนี้ยหลี่ไม่ได้บอกพวกเขาว่าเขานั้นได้ชอบซึ่งเย่ จื้อหวิ๋นอยู่ พวกเขาคงอดสงสัยไม่ได้ว่าเนี้ยหลี่นั้นคงชอบเพียงผู้ชายเป็นแน่


               “ข้าไม่ได้ยุ่งเกี่ยวอันใดกับเธอ... ผู้หญิงคนนี้เพียงแต่น่าขบขัน!” เนี้ยหลี่พูดพร้อมกับรอยยิ้มเล็กน้อย”


               “ถ้าเช่นนั้นแล้วคงไม่มีทางเลือก” ดูเหมือนว่าพวกเราจักต้องไต่ซึ่งกำแพงนี้ออกไปพร้อมกับเจ้าตั้งแต่บัดนี้ไป” ตูเซอหัวเราะพร้อมกับยักไหล่ของเขาไปด้วย เขาไม่ได้สนใจซึ่งเรื่องราวซุบซิบเหล่านี้ เขาเพียงแต่ต้องการมุ่งไปที่การฝึกฝน และเปลี่ยนโชคชะตาให้แก่ครอบครัวเขาและ เป็นเนี้ยหลี่ที่ได้ให้โอกาสแก่เขา ดังนั้นเขาจะสนับสนุนเนี้ยหลี่แม้จักต้องแลกด้วยชีวิตของเขาก็ตาม


               ในตอนนี้ กลุ่มคนจำนวนหนึ่งพร้อมกับเครื่องหมายอยู่ในระยะห่างที่ไม่ไกลได้ตะโกนว่า “เฮ้ พวกเจ้านั้นอยู่ชั้นเรียนอะไรกัน? พวกเจ้ามาทำอะไรซึ่งที่แห่งนี้” รออยู่ตรงนั้นนะ !



               เนี้ยหลี่และเพื่อนของเขา ต่างมองกันไปมา “ชู่วชู่วชู่ว” ร่าง 6 ร่างบินออกมาจากเหนือกำแพงของสถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์และ ปิดบางอย่างไว้


สถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์ ระดับอัจฉริยะพร้อมความสามารถพิเศษ


กลุ่มนักเรียนกลุ่มหนึ่งเริ่มรวมตัวกันเข้าหากัน


               “หะ ฮ่ะฮ่ะ! เสิ่นเฟย ได้ข่าวมาว่าคู่หมั้นของเจ้านั้นได้ต่อสู้กับฮูเหยียนหลานเร่อด้วยเรื่องผู้ชายผู้หนึ่ง เป็นเรื่องจริงเช่นนั้นรึ” เขาประชดอย่างไม่เกรงกลัว และได้เดินผ่านวัยรุ่นตัวสูงอายุประมาณ 16 – 17 ปี พร้อมกับเริ่มหัวเราะ


               ชั้นเรียนผู้อัจฉริยะของสถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์ภายในได้ถูกแบ่งเป็นหลาย ๆ กลุ่ม และความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มก็ไม่ลงรอยกันอย่างมาก คนผู้นี้มีชื่อว่า เย่ ฮ่อง เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องครอบครัวของเย่ จื้อหวิ๋น ตัวเขาค่อนข้างได้รับการยกย่องในชั้นเรียนระดับอัจฉริยะนี้ และตอนนี้เขามาพร้อมกับเหล่ากลุ่มคนซึ่งได้ติดตามเขาโดยที่เขานั้นเป็นศัตรูกับเสิ่นเหย่


               เมื่อได้ยินคำพูดของเย่ ฮ่อง เสิ่นเฟย กำหมัดของเขาไว้แน่นโดยแรงดันการกำหมัดนี้เกือบทำให้เลือดของเขาพุ่งออกจากฝ่ามือ แม้ว่าเรื่องเหล่านี้ยังคงไม่ได้ถูกยืนยันว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นเรื่องซุบซิบเหล่านี้ที่แพร่กระจายภายในสถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์นั้นทำให้เสิ่นเหย่อับอายขายหน้ามากเป็นที่สุด


               “ข้าได้ยินมาจากน้องสาวของข้าว่าแม่นางคนนั้นไม่ได้ชอบเจ้าเลย” ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว ทำไมต้องฝืนใจเธอด้วยล่ะ ? เพียงแค่เจ้าปล่อยเธอไป เจ้าจะได้หลีกเลี่ยงได้ที่จักกลายเป็นสามีผู้ซึ่งภรรยามีชู้ได้ภายในวันหนึ่งข้างหน้า!?


             เย่ ฮ่อง หัวเราะด้วยความที่เขาเป็นญาติกับเย่ จื้อหวิ๋นดังนั้นเขาถึงได้ยินเรื่องราวซึ่งหนึ่งถึงสองสิ่งเกี่ยวกับเสี่ยวหนิงเอ๋อ ภายใต้อิทธิพลของเย่ จื้อหวิ๋น เขานั้นจะคอยหาเรื่องกับเสวิ่นเฟ่ยภายในชั้นเรียนไม่ว่าตอนใหนที่เขาทำได้


               ถึงแม้ว่า เสิ่นเฟย รู้สึกเศร้าใจ เขาสงสัยว่าทำไมเย่ ฮ่องถึงได้ตามรังควาญเขาอยู่ทุกครา เขานั้นไม่มีทางเลือก สถานะของเย่ ฮ่องนั้นได้กดเขาอย่างหนักให้ตัวเขาต่ำลง ดังนั้นไม่ว่าเขาจะร้ายกาจเพียงใด ตัวเขายังคงเลือกที่จะไม่เผชิญหน้าตรง ๆ กับเย่ ฮ่อง



               อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับเรื่องในครั้งนี้ เสิ่นเฟยไม่สามารถทนซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้อีกต่อไป เขาพ่นลมหายใจออก “ไม่มีใครสามารถแย่งผู้หญิงของข้าไปได้” ถ้าข้าไม่สามารถได้เธอ เมื่อนั้นผู้อื่นก็ทำได้แต่ฝันไปเท่านั้น


ที่มาจาก http://www.wuxiaworld.com/


#นิยาย พงศาวดารภูติ#Tale of the demon god#นิยายแปลไทย
Author(s)

1 ความคิดเห็น: