วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2559

Tale of the demon and god novel chapter 3 Punished Standing

Tale of the demon and god novel chapter 3 Punished Standing

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่ 3 โทษทัณฑ์


บทที่ 3 โทษทัณฑ์
       

                เมื่อได้ฟังสิ่งที่เนี่ยหลีพูด สายตาของคนไร้ยศในห้องก็ลุกโชน พวกเขาล้วนรับรู้เรื่องราวของเย่โม่ เขาคือตัวอย่างของทุกคนที่ต้องการกลายเป็นผู้ทรงพลัง หากแต่คำพูดของเสิ่นซิ่วทำร้ายจิตใจคนเกินไป นั่นทำให้พวกเขาหดหู่ยิ่ง


                “เจ้า... ในประวัติศาสตร์หลายร้อยปีของนครเรืองโรจน์ ท่านจ้าวเย่โม่เป็นคนเดียวที่สามารถบรรลุถึงระดับเช่นนั้นด้วยพลังของตนเพียงอย่างเดียว” เสิ่นซิ่วชะงักก่อนรีบพูดอย่างรวดเร็ว


                “แต่อาจารย์หญิงเสิ่นกล่าวว่ามันเป็นไปไม่ได้ไม่ใช่หรือ เหตุใดอาจารย์หญิงจึงกล่าวขัดแย้งในตัวเองเช่นนี้?” เนี่ยหลีเอ่ยเสียงเย็น “ท่านจ้าวเย่โม่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ไม่ว่าเป็นสามัญชนคนมียศ ความสามารถของทุกคนนั้นไร้ขีดจำกัด เพียงแต่ยินดีทุ่มเทแรงกายแรงใจเท่านั้น”

                เสิ่นซิ่วแทบระเบิด เด็กคนนี้ประสงค์ร้ายชัดๆ เอาแต่จับผิดช่องว่างในคำพูดของนางแล้วฉวยโอกาสโจมตี เขาไม่มีความเคารพต่อวัยวุฒิแม้แต่น้อย นางมองเนี่ยหลีอย่างเยือกเย็น มันกล้าจะต่อต้านนางต่อหน้าฝูงชนอย่างเปิดเผย นางจะไม่ปล่อยให้มันมีชีวิตที่สะดวกสบายนักหรอก
             

ไม่ห่างออกไป ตู้เซอมองเนี่ยหลีด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความขอบคุณ แม้เนี่ยหลีเองจะมาจากสกุลยศฐา เขายังกล้าที่จะต่อต้านอาจารย์เพื่อพูดแทนสามัญชน เด็กหนุ่มประทับใจอย่างยิ่ง ดวงใจของเด็กหนุ่มนั้นซื่อตรงนัก และนั่นทำให้เขานับเนี่ยหลีเป็นเพื่อนคนหนึ่ง




                เสิ่นซิ่วหัวเราะเยาะ “ปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม เจ้าคิดว่าพูดแบบนี้แล้วความจริงจะเปลี่ยนไปอย่างนั้นหรือ เจ้าดูแต่ช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์ของท่านจ้าวเย่ม่อเล่า ทำไมไม่มองคนที่ล้มเหลวบ้างล่ะ ไม่ต้องพูดถึงเหล่าผู้ใช้ภูติ แม้แต่นักรบเอง การเลื่อนขั้นยังยากลำบากนัก เจ้าชื่อเนี่ยหลีใช่ไหม สายเลือดของเจ้านับเป็นสกุลยศฐา ในเมื่อไม่รู้กาลเทศะ ข้าจะดูว่าเจ้ามีพรสวรรค์แค่ไหนกันแน่”


                เสิ่นซิ่วก้มหน้ามองแผ่นหนังแกะในมือ หลังมองเนื้อหาจบก็เปล่งเสียงหัวเราะถากถาง “เนี่ยหลี เวิ้งวิญญาณสีชาด พลังวิญญาณ 5 ความแข็งแกร่ง 21 ด้วยความสามารถของเจ้า เป็นได้แค่นักสู้ระดับทองแดงชั่วชีวิต หวังเป็นผู้ใช้ภูตินั้นเป็นไปไม่ได้ เจ้าอ่อนด้อยยิ่งว่าสามัญชนบางคนด้วยซ้ำ ข้าไม่แปลกใจที่เจ้ากล้าพูดแบบนี้ เจ้าแค่จะซ่อนความอ่อนด้วยของเจ้าแค่นั้นเอง”

                ระดับของเวิ้งวิญญาณแบ่งออกตามสี ชาด ส้ม เหลือง เขียว คราม ฟ้า ม่วง ในสีทั้งเจ็ด ชาดคือระดับต่ำที่สุด อ่อนด้อยที่สุด แม้แต่คนทั่วไปยังมีระดับส้มหรือเหลือง เวิ้งวิญญาณเขียวหรือครามถือว่าเป็นอัจฉริยะแล้ว เวิ้งวิญญาณฟ้าหรือม่วงปรากฏแค่ในตำนานเท่านั้น


                หลังได้ยินคำพูดของเสิ่นซิ่ว เหล่านักเรียนที่มาจากครอบครัวสามัญชนรู้สึกเสียใจแทนเนี่ยหลีมาก เมื่อเทียบในเหล่าสกุลยศฐา ความสามารถของเนี่ยหลีนั้นต่ำเตี้ยเรี่ยดิน พวกเขาเกรงว่าเนี่ยหลีคงประสบความสำเร็จในชีวิตได้ยากยิ่ง

                เย่จื่อหวินมองเนี่ยหลีแล้วก็ถอนหายใจเบาๆ แม้ว่านางจะไม่ประทับใจเนี่ยหลีซักเท่าไหร่ แต่เมื่อรู้ว่าความสามารถของเขาต่ำต้อย  นางก็ได้แต่เสียใจแทนเขา

                เสิ่นเยว่ที่นั่งอยู่ข้างเหย่จื่อหวินเผยอมุมปากเหยียดหยาม ถ้ารู้แต่แรกว่าเนี่ยหลีอ่อนด้อยขนาดนี้ เขาคงไม่ต้องสนใจเนี่ยหลีนัก ด้วยทักษะของเนี่ยหลี เขาเป็นได้เพียงชนชั้นต่ำของนครเท่านั้น ในขณะที่เขามาจากสามสกุลหลัก ด้วยสายเลือดตรงของสกุลเทพศักดิ์สิทธิ์ เนี่ยหลีจะแข่งกับเขาได้อย่างไร?

                ถ้าไม่ใช่เพราะเหย่จื่อหวิน ทำไมเขาต้องเข้าเรียนในชั้นเรียนขยะแล้วสุงสิงกับสวะอย่างเนี่ยหลี
                เสิ่นซิ่วพูดต่อย่างกราดเกรี้ยว “ด้วยความสามารถของเจ้า แม้แต่ครอบครัวก็ไม่สนใจ แต่เจ้ายังผยองและหยาบคายกับผู้ใหญ่!”


                คำพูดของเสิ่นซิ่วทำให้เนี่ยหลีนึกถึงชาติที่แล้ว ก่อนนครจะล่มสลาย เนี่ยหลีอ่อนแอมาก เขาบรรลุได้ถึงระดับสามดาวทองแดง และก็ตันอยู่ที่ระดับนั้น ไม่มีใครสนใจเขา ทั้งในสถานศึกษาและครอบครัว เขากลายเป็นเพียงฝุ่นธุลีในสายตา


                ถ้าไม่ใช่เนี่ยหลีปกป้องเหย่จื่อหวินอย่างไม่สนใจชีวิต เขาไม่มีทางได้รับความชื่นชมจากเทพธิดา ในขณะนั้นเย่จื่อหวินบรรลุขั้นหนึ่งดาวทองแล้ว ระยะห่างของทั้งสองห่างกันไกล แม้แต่ในตอนท้าย เนี่ยหลีก็ไม่สามารถต่อสู้เคียงข้างนางและได้แต่มองนางถูกสังหารด้วยกรงเล็บของสัตว์ภูติต่อหน้าต่อตา ได้แต่มองร่างของนางร่วงหล่นสู่พื้นทราย


                นี่เป็นเหมือนเข็มที่ทิ่มแทงจิตใจของเนี่ยหลีอยู่ตลอดเวลา ด้วยความโชคดีมหาศาล เนี่ยหลีจึงรอดจากทะเลทรายไร้ที่สุดได้ เนี่ยหลีได้พบกับปรากฎการณ์ลึกลับมากมาย ได้เรียนรู้ว่าสิ่งที่เรียกว่าพรสวรรค์พลังวิญญาณนั้นพัฒนาได้


                ถ้าเป็นชาติที่แล้ว เนี่ยหลีคงไม่มีความกล้าที่จะโต้การดุด่าของอาจารย์ แต่ครั้งนี้ต่างไปแล้ว เขามั่นใจว่าวันหนึ่งเขาจะให้พวกที่ดูถูกเขาได้รับรู้ว่าเขาจะบรรลุถึงระดับที่พวกมันไม่คาดคิด เขากลับมาแล้วและเขาไม่มีวันพ่าย แม้นั่นจะเรื่องยากแม้ว่าเขาต้องสังหารเทพมารตนใดที่บังอาจขวางทาง


                ทุกคนตื่นตะลึงที่พบว่าแม้เนี่ยหลี ถูกอาจารย์หญิงเสิ่นดุด่า แต่เขากลับไม่ปรากฏรอยร่องแห่งความอับอายแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน สายตาของเด็กชายจับจ้องไปยังเสิ่นซิ่ว ก่อนเอ่ย “อาจารย์หญิงเสิ่น ท่านคงเห็นว่าเวิ้งวิญญาณของแต่ละคนเป็นสิ่งกำหนดอนาคตใช่หรือไม่? ด้วยนิสัยที่น่ารักเกียจของท่าน ท่านจะเข้าข้างคนมีพรสวรรค์ ข่มขู่คนธรรมดา แต่ท่านยังคงเอ่ยเป็นหลักการออกมา นั่นคือการพยายามปกปิดตัวตนที่น่ารังเกียจ"

                ร่างของเสิ่นซิ่วสั่นสะท้านด้วยความโกรธหลังฟังคำของเนี่ยหลี นางไม่เคยเจอนักเรียนแบบนี้มาก่อน นักเรียนที่ต่อต้านนางถึงที่สุด คำพูดของเนี่ยหลีแทงใจดำและทำให้นางเดือด ตวาดว่า “หุบปาก! เจ้าเป็นใครที่จะมาว่าร้ายข้า!?”


                เนี่ยหลีเผยอมุมปากเหยียด “ข้าอับอายอย่างยิ่งที่มีครูอย่างท่าน ข้ารับประกันได้ว่าในชั้นเรียนนี้ สามัญชนจำนวนมาก มากกว่าที่ท่านจะจินตนาการ และจะประสบความสำเร็จอย่างที่คาดไม่ถึง แต่แทนที่เจ้าจะชักนำพวกเขา เจ้ากลับใช้คำพูดร้ายกาจเหยียดหยาม ข่มความมั่นใจของพวกเขา เจ้าไม่สมควรที่จะเป็นครูด้วยซ้ำ ถึงพรสวรรค์ของข้าจะอ่อนด้อยแล้วอย่างไร วันหนึ่งข้าจะเป็นผู้ใช้ภูติในตำนานเช่นท่านจ้าวเย่โม่และตบแต่งสตรีที่งามที่สุดในนครให้จงได้!!” ขณะพูด สายตาของเนี่ยหลีจับจ้องไปยังเย่จื่อหวินที่นั่งห่างออกไป ดวงตาเด็กหนุ่มฉายฉานไปด้วยความมุ่งมั่น


                เมื่อเห็นสายตาของเนี่ยหลี เย่จืออวิ๋นนางพลันรู้สึกใจเต้นแรงไม่รู้เหตุผล สองแก้มแดงซ่าน นางไม่คิดว่าเนี่ยหลีจะซื่อบื้อแล้วพูดอะไรแบบนี้มากลางชั้นเรียน หลังเห็นสายตาของเนี่ยหลี นางรู้ว่าความหมายในคำพูดนั้นชัดเจนยิ่ง เว้นแต่ว่าในใจของนาง ไม่ได้รู้สึกอะไรกับเนี่ยหลีเลยแม้แต่น้อย เมื่อได้ยินคำพูดของเขา ในใจนางก่อเป็นความรู้สึกที่ไม่อาจอธิบายได้

                เสิ่นเยว่หน้าถอดสีเมื่อได้เห็นท่าทีของเย่จื่อหวิน แม้ว่าเขากับเนี่ยหลีจะอยู่คนละชั้น แต่เขากลับรู้สึกถึงการคุกคามจากเนี่ยหลี

                “ฮ่าๆๆๆๆ น่าขำ เวิ้งวิญญาณสีชาดที่ฝันเป็นผู้ใช้ภูติระดับตำนาน แม้แต่ท่านจ้าวเย่โม่เอง เมื่อยังเยาว์ก็ยังแสดงพรสวรรค์สูงเทียมฟ้า ท่านมีเวิ้งวิญญาณคราม ส่วนเจ้า! เจ้าคิดว่าความสำเร็จนั้นเกิดแต่โชคเพียงอย่างเดียวหรือ? น่าหัวร่อ” เสิ่นซิ่วหยามหยันอย่างไร้ปราณี “แทนที่จะเอ่ยวาจาไร้สาระ ทำไมไม่ตั้งใจเรียนเสียตั้งแต่ตอนนี้?”
             

หากประโยคถัดไปของเนี่ยหลีกลับทรงพลังและสะท้านจิตใจคนฟังยิ่งกว่า

                “ข้ารู้ว่าความคิดของท่านนั้นเต็มไปด้วยอคติ แต่วันหนึ่งข้าจะทำให้อาจารย์หุบปากด้วยความจริงที่โต้เถียงไม่ได้ พรสวรรค์ไม่ได้ตัดสินความสำเร็จของคน เราใช้อ่อนต้านแข็งเพื่อต้านฟ้าอยู่แล้ว เราเหล่าผู้ฝึกฝนต่างท้าทายวิถีฟ้าที่ยากโต้แย้ง!”

                เด็กชายประกาศกร้าว “หากไร้ใจสู้ ไร้ความกล้าที่จะเผชิญกับความเป็นไปได้อันน้อยนิด แม้มีพรสวรรค์ล้ำฟ้าก็ไร้ค่า นับตั้งแต่ข้า เนี่ยหลี ถือกำเนิด ข้าก็ท้าทายความเป็นไปไม่ได้นานับประการแล้ว อาจารย์หญิงเสิ่นกล้าท้าพนันกับข้าหรือไม่?”

                แม้เนี่ยหลีจะมีประสบการณ์ความล้มเหลวมากมายจากอดีตชาติ เขาเองไม่เคยยอมแพ้ เมื่อฟ้าเบื้องบนให้โอกาสที่สองแก่เขา ชาตินี้เขาจะปีนป่ายภูเขาแห่งความพยายามอย่างรวดเร็วจนคาดไม่ถึง
                “พนันอะไร?” เสิ่นซิ่วแค่นเสียง

                “เราพนันกันด้วยผลการสอบอีกสองเดือนข้างหน้า ข้าจะเลื่อนขึ้นชั้นทองแดง ถ้าข้าล้มเหลว ข้ายินดีลาออกจากสถานศึกษา ถ้าข้าสำเร็จ อาจารย์หญิงต้องเอ่ยคำอำลา แบบนี้เป็นอย่างไร?” เนี่ยหลีประกาศก้อง สองตาจ้องมองไปที่เสิ่นซิ่ว

                ฟังคำของเนี่ยหลีแล้ว ทุกคนถึงกับผงะ เหล่านักเรียนตื่นตะลึงในความกล้าของเนี่ยหลี แม้พวกเขาจะคาดหวังให้เนี่ยหลีชนะ แต่ก็ไม่เห็นว่าเนี่ยหลีจะชนะด้วยทางใด


                “ฮ่าๆๆ เจ้ากล้าเอ่ยวาจาไร้สาระว่าจะก้าวสู่ชั้นทองแดงในสองเดือน เจ้าคิดว่าพลังวิญญาณของเจ้าจะเลื่อนขึ้นจาก 5 เป็น 100 ได้ในสองเดือนหรือ” ใบหน้านางเต็มไปด้วยความรังเกียจ เนี่ยหลีบ้าไปแล้วอย่างนั้นหรือ?


                “คำถามของข้ามีเพียงว่าอาจารย์หญิงกล้ารับคำท้าหรือไม่?” เนี่ยหลีไม่สนใจคำพูดของเสิ่นซิ่วแม้แต่น้อย
                “ทำไมข้าจะไม่กล้า ข้าไม่เชื่อว่าเด็กที่มั่นใจในตัวเองจนโง่เขลาอย่างเจ้าจะทำอะไรได้ เจ้าคิดว่าเจ้ากำลังกำแหงกับใคร?” เสิ่นซิ่นแค่นเสียงอย่างเคียดแค้น “หยาบช้าต่อครูอาจารย์ นับจากนี้ไปอีกสองเดือน เจ้าจงยืนเรียนอยู่หลังห้องเถอะ”

                เสิ่นซิ่วนั้นขึ้นชื่อในความไร้เหตุผลอย่างยิ่ง เนี่ยหลีมองเสิ่นซิ่วด้วยสายตาที่ไร้ความเคารพนับถือ ยืนหลังห้องแล้วอย่างไร โทษทัณฑ์แค่นี้ไม่สำคัญเลยในสายตาของเขา

                “หากอาจารย์หญิงกล้ารับคำท้า เช่นนั้นโปรดอย่าเสียใจทีหลัง” เนี่ยหลีพูดขณะเดินไปยังหลังห้องช้าๆ

                “ข้าจะเสียใจ? น่าหัวเราะ อย่าร้องไห้กับข้าทีหลังแล้วกัน” เสิ่นซิ่วหัวเราะ
                เด็กจากสกุลยศฐาหลายคนเริ่มกระซิบกระซาบนินทาทันทีที่เห็นเนี่ยหลียืนหลังห้อง

                “ว่าที่ผู้ใช้ภูติในตำนานถูกยืนหลังห้องว่ะ”

                “หึๆ มันก็กลัวถูกไล่ออกเหมือนกันสินะ”

                “เมื่อกี้เอ็งก็เป็นเหมือนมันไม่ใช่รึ?”

                “ใช้เวลาสองเดือนเพาะสร้างพลังวิญญาณจาก 5 ไป 100 มันคิดว่ามันเป็นใครกัน? แม้แต่ท่านจ้าวเย่โม่เองเมื่อเยาว์วัยยังไม่มีความสามารถระดับนี้เลย”

                เสิ่นซิ่วหยามหยัน เนี่ยหลีกำแหงหาญแล้วเป็นอย่างไร นางยังคงเป็นผู้กุมชะตาของคนในห้องเรียนนี้อยู่ดี นางไม่ได้ใส่ใจคำพูดของเนี่ยหลีด้วยซ้ำ สองเดือนกับความก้าวหน้าระดับนั้น นางเห็นเป็นเพียงเรื่องขำขันที่ไม่มีทางเป็นไปได้ นางเพียงรอวันไล่เนี่ยหลีออกเท่านั้นเอง

                ตูเซอเห็นเหตุการณ์ดังนั้นก็เงียบไป เด็กชายกัดฟันแน่นก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินไปยืนข้างเนี่ยหลี เนี่ยหลีพูดจาแทนสามัญชน เขาย่อมต้องยืนเคียงข้างเด็กชายอย่างแน่นอน

                เห็นเหตุการณ์ดังนี้ ดวงตาของเสิ่นซิ่วก็หรี่ลง คำรามว่า “ชอบยืนนัก ก็ยืนไปกับมันนั่นแหละ”
                เนี่ยหลีกับ ตูเซอมองหน้ากัน ดวงตาทอประกายยอมรับก่อนยิ้มน้อยๆให้แก่กัน
                ชั่วพริบตานั้น เนี่ยหลีเสมือนกลับไปยังชาติก่อนซึ่งเขากับ ตูเซอเป็นเพื่อนตาย  ตูเซอคือ ตูเซอจริงๆ
                เห็น ตูเซอแสดงความกล้า ลู่เปียวจมจ่อมลงในห้วงความคิดชั่วครู่ ก่อนตัดสินใจเช่นเดียวกัน
                เนี่ยหลียิ้มพลางถาม “นายมาทำไม?”
                ลู่เปียวยักไหล่ “นั่งเฉยๆมันน่าเบื่อ ยืนเจ๋งกว่า ไม่ได้รึไง?”
                “ฮ่าๆ สมเป็นนาย” เนี่ยหลีหัวเราะ ลู่เปียวเองก็เป็นเหมือนเดิม ถึงจะปากดีไปหน่อย แต่ก็จงรัก


การลงทัณฑ์นี้ไม่เกี่ยวอะไรกับลู่เปียว แต่เมื่อเห็นเนี่ยหลีเป็นเพื่อน เพื่อนก็ต้องร่วมทุกข์ร่วมสุข
                หลังจากนั้นมีเด็กอีกสามคนก็ตามมายืนข้างเนี่ยหลี เนี่ยหลีเป็นคนของสกุลยศฐา แต่กลับเสี่ยงตายพูดแทนพวกเขาอย่างน่าประทับใจ พวกเขาได้แต่ช่วยประคับประคองกัน

                เมื่อมีพี่น้องอยู่ข้างกาย เนี่ยหลีพลันเห็นว่าทัณฑ์นี้ไม่แย่นัก เด็กชายอารมณ์ดีขึ้นทันตา
                เสิ่นซิ่วหน้าเสียทันควันเมื่อเห็นเหตุการณ์แบบนี้ นางรีบทำหน้าเฉยก่อนสอนต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
                “หลังการทดสอบ ในประดานักเรียนกลุ่มนี้ เย่จื่อหวินถือครองเวิ้งวิญญาณคราม พลังวิญญาณ 86  เสิ่นเยว่และเสี่ยวหนิงเอ๋อร์มีเวิ้งวิญญาณเขียวทั้งคู่ พลังวิญญาณ 78 เท่ากัน ทั้งสามถือว่าเข้าใกล้ระดับหนึ่งดาวทองแดงแล้ว ขอแสดงความยินดีล่วงหน้า” เสิ่นซิ่วเอ่ย สายตาของนางมองไปที่เนี่ยหลี พรสวรรค์ที่แท้เป็นเช่นนี้ เนี่ยหลีเทียบเทียมได้อย่างไร
                ฟังคำพูดของเสิ่นซิ่ว เหล่านักเรียนร้องด้วยความตื่นเต้น เวิ้งวิญญาณคราม พลังวิญญาณ 86 คนที่น่าอัศจรรย์แบบนี้ นางจะกลายเป็นผู้ใช้ภูติในตำนานอย่างแน่นอน

                เช่นเดียวกับเสิ่นเยว่และเสี่ยวหนิงเอ๋อร์ พรสวรรค์ล้ำเกินสามัญ ความสำเร็จของพวกเขาย่อมคาดไม่ได้เช่นกัน

                เย่จื่อหวินมีชาติกำเนิดลี้ลับ นางประกอบด้วยรูปลักษณ์งดงามสดใส พรสวรรค์สูงล้ำ เบื้องหลังที่ไม่มีใครรู้ ยิ่งทำให้นางกลายเป็นคนที่เปล่งประกายที่ชุดในชั้นเรียน เช่นเดียวกับเสี่ยวหนิงเอ๋อร์ รูปร่างของนางไม่ได้อ่อนด้วยกว่าเย่จื่อหวิน เพียงแต่พรสวรรค์ของนางด้อยกว่าเล็กน้อย
                แต่ไม่ว่าอย่างไร คนธรรมดาย่อมมิอาจคาดหวังจะอาจเอื้อมทั้งสองแน่นอน


http://www.wuxiaworld.com/tdg-index/



#นิยาย พงศาวดารภูติ#Tale of the demon god#นิยายแปลไทย
Author(s)




3 ความคิดเห็น: