วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2559

Tale of the demon and god novel Chapter 25 – Winged Dragon Family

Tale of the demon and god novel  Chapter 25 – Winged Dragon Family

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่  25 ตระกูลปีกมังกร


บทที่ 25  ตระกูลปีกมังกร

ขณะคณะสำรวจกำลังเดินทางไประหว่างถนนแห่งหนึ่ ซึ่งมี เย่จื้ออวิ๋นและเนี่ยหลี่อยู่ข้างหลังของกลุ่ม

"เจ้ารู้จักกับเฉินหลินเจียงตั้งแต่เมื่อไหร่เหรอ?" เย่จื้อหวิ๋นถามพร้อมชะเลืองมองไปยังเนี่ยหลี่

"ข้าไม่ได้รู้จักเขาเท่าไหร่หรอก เราเคยคุยกันครั้งเดียวที่ห้องสมุด"เนี่ยพูดพรางยักไหล่
"เอ๋..แล้วเขาให้เจ้าเข้าร่วมทีมครั้งนี้เลยรึ?" เย่จื้อหวิ๋นรู้สึกประหลาดใจ  เฉินหลินเจียนกับเธอนั้นรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ถึงแม้จะไม่ได้สนิทกันมากมายนัก เฉินหลินเจียนนั้นเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองและค่อนข้างลึกลับอยู่ทีเดียว แน่นอน เขาก็ไม่ใช่คนน่ารำคาญสักเท่าไหร่ ถึงอย่างนั้นเย่จื้อหวิ๋นก็ไม่ได้เอามาใส่ใจเท่าไหร่

เนี่ยหลี่ช่างมีแต่ความลับซะจริง แม้ว่าเธอจะไม่รู้ว่าเนี่ยหลี่ใช้วิธีอะไรในการโน้มน้าวเฉินหลินจิน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็รู้ว่าเนี่ยหลี่นั้นมีไหวพริบที่สูงจึงคงไม่เป็นเรื่องยากสำหรับเขาแน่นอน

เมื่อเห็นเนี่ยหลี่และเย่จื้อหวิ๋นคุยกันอย่างสนุกสาน มันทำให้เสิ่นเหย่นั้นรู้สึกหึงหวงอย่างที่สุด
ในมุมมองของเขานั้น เย่จื้อหวิ๋นควรที่จะคุยอย่างสนุกสนานกับเขาเท่านั้น
แต่ทำใมถึงเป็นเจ้าเนี่ยไปได้

เนี่ยหลี่เจ้าต้องตายแน่ การแสดงออกของเสิ่นเหย่นั้นช่างเหี้ยมเกรียมซะจริง หลังจากเขาไปในป่าแล้วเจ้าคงจะไม่สามารถกลับมายังเมืองกลอลี่แห่งนี้ได้อีกแล้ว แต่เรื่องทั้งหมดจะต้องเป็นความลับไม่ให้ใครรู้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เย่จื้ออวิ๋น. เสิ่นเหย่กำลังครุ่นคิดอย่างนักเพื่อกำจัดหนามหัวใจอย่างเนี่ยหลี่

กลุ่มของคณะสำรวจนั้นได้ออกจากเมืองกลอรี่.และกำลังเดินทางไปยังเส้นทางที่ขรุขระบนแนวเขาบรรพบุรุษ

การเดินทางไปยังสถานที่ซากปรักหักพังโบราณเมืองกล้วยไม้นั้นต้องใช้เวลาเดินทางประมาณ 5-6 วัน ในการเดินทาง ซึ่งเป็นไปได้เหมือนกันว่าพวกเขาอาจจะโดนสัตว์ปิศาจโจมตีขณะตั้งแคมป์ในป่าอยู่เหมือนกัน



แต่เนี่ยหลี่นั้นมีสัญชาติญาณที่เร็วต่ออันตรายด้วยประสบการณ์ที่มีมาก่อนจากชาติที่แล้วของเขา แม้ตอนนี้เขาจะยังไปไม่ถึงระดับทองแดงหนึ่งดาวก็ตาม แต่ระดับของสัตว์ปิศาจทั่วไปนั้นไม่สามารถที่จะทำอันตรายกับเขาได้ ถึงแม้เส้นทางที่พวกเขาเลือกจะเป็นเส้นทางที่ค่อนข้างปลอดภัยก็ตาม

ความแข็งแกร่งของกลุ่มนี้ทั้ง 37 คนนั้น ค่อนข้างสูงอยู่ที่เดียว ซึ่งมี 6 คนที่เป็นถึงระดับเงิน 6 ดาว และส่วนที่เหลือส่วนใหญ่นั้นจะสูงกว่าระดับทองแดง 3 ดาว
ขณะที่เย่จื้ออวิ๋นนั้นมีระดับ 1 ดาวทองแดง ซึ่งในกลุ่มนี้นั้นในกลุ่มจะมีเสิ่นเหย่และเนี่ยหลี่เท่านั้นที่มีระดับพลังน้อยที่สุด

อย่างไรก็ตามเรื่องที่เย่จื้อหวิ๋นถึงระดับ 1 ดาวทองแดงแล้วนั้นไม่ได้เปิดเผยให้คนอื่นรู้.ทำให้ยังไม่มีใครรู้เหมือนกันว่าเธอถึง 1 ดาวทองแดงแล้ว

หลังจากเดินทางมานากว่า 10 ชัวโมงผ่านถนนตามแนวเทือกเขาอันขรุขระ ใกล้จะเข้าสู่ช่วงเย็นก็มาถึงลานกวางที่เนินเขา เฉินหลินเจียน ได้สำรวจสภาพแวดล้อมที่มีต้นไม้รอบรอบสูงต่ำเหมาะสำหรับตั้งแคมป์และได้กล่าวว่า "วันนี้เราจะตั้งแคมป์กันบริเวณนี้ล่ะ" เส่นเหย่ เดินไปใกล้เย่จื้อหวิ๋นแล้วพูดว่า "จื้อหวิ๋น เราตั้งแคมป์ใกล้ๆกันดีใหม,ข้าจะได้สามารถปกป้องเจ้าได้."

"ไม่จำเป็น" เย่จื้อหวิ๋น พูดด้วยสีหน้าเย็นชา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจ เธอไม่ต้องการที่จะข้องเกี่ยวกับเสิ่นเหย่ เนื่องจากเรื่องราวและเหตการณ์ที่ผ่านมานั้นภาพของเสิ่นเหย่ค่อนข้างติดลบเลยทีเดียว

เย่จื้อหวิ๋น เลือกพื้นที่ตั้งแคมป์รวมกับสาวๆหลายคน แม้ว่าเนี่ยหลี่อยากที่จะตั้งค่ายใกล้ๆกับเย่จื้อหวิ๋นอยู่เหมือนกัน แต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยปากใดๆกลัวที่จะมีเหตการณ์ที่เหมือนกับ เสิ่นเหย่,เนี่ยหลี่นั้นจึงได้เรียกพื้นที่ที่ค่อนข้างห่างไกลและตั้งค่ายอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่

ท่ามกลางคืนที่เงียบสงบนั้นได้ยินเสียงของแมลงจำนวนมากจากป่า

และความคิดหนึ่งก็วิ่งเข้ามาในหัวของเนี่ยหลี่,เขาคิดย้อนกลับไปในอดีต เค้าสงสัยว่าตอนนี้ครอบครับของเขากำลังทำอะไรอยู่นะ แม้ว่าเขาจะอยากจะกลับไปเยี่ยมเยือนพ่อกับแม่ของเขาอยู่เหมือนกัน แต่เขาจำเป็นที่ต้องทน สถาบันศึกษากล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์นั้นเป็นโรงเรียนประจำ เขานั้นไม่ได้อยู่ในครอบครัวหลักและชนชั้นสูงจึงอยู่ห่างไกล หากนักเรียนที่แอบหนี่กลับบ้านก่อนปิดเทอมนั้นถูกครอบครัวเขาถูกลงโทษ นอกจากนี้หากสถาบันศึกษารู้เข้าที่พวกเขาหนีออกไป ทางสถาบันการศึกษาจะลงโทษอย่างหนักเช่นกัน

แต่หลังจากเข้ารับการทดสอบในสองเดือนข้างหน้าจะมีเวลา 1 เดือน ที่พวกเขาจะได้กลับบ้านไปอยู่กับครอบครัวพวกเขา

หลังจากที่เมืองจะถูกทำลายนั้น ครอบครัวของเนี่ยหลี่นั้นไม่ได้มีฐานะที่ดีสักเท่าไหร่ พวกเขาหากินไปวันๆเท่านั้น

หลังจากคิดถึงฉากการถูกทำลายของเมืองกลอรี่แล้ว เนี่ยหลี่กำหมัดของเขาแน่น ในช่วงเวลาไม่กี่ปีถัดจากนั้นเมืองกลอรี่ถูกฝูงสัตว์ปิศาจบุกเข้าทำลายอย่างบ้าคลั่ง แน่นอนเขาจะต้องแข็งแกร่งขึ้นให้มากกว่านี้อย่างน้อยต้องไปถึงระดับทองคำดำหรือระดับตำนานเท่านั้นไม่งั้นจะไม่สามารถช่วยเมืองกลอรี่ที่กำลังจะเข้าสู่สภาวะวิกฤตได้

ดังนั้น เวลาจึงมีไม่มากและเขาต้องการให้ทุกอย่างเป็นไปตามแผนเขา โดยการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับตัวเองไปทีละขั้นทีล่ะตอน

เรื่องต่อไปที่เขาต้องทำต่อไปจากนี้คือการได้รับ โคมไฟที่มีจิตปิศาจ เพราะโคมไฟนั้นมีจิตวิญญาณปิศาจที่จะมีความจำเป็นต่อเขาในการฝึกฝนในอนาคตนั่นเอง

เนี่ยหลี่นั่งอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่เพื่อฝึกบำเพ็รพลังวิญญาณของเขา เขตแดนวิญญาณของเขาตอนนี้เหมือนมีบางสิ่งที่กำลังซ่อนอยู่ ซึ่งทำให้เกิดความอยากรู้อยากเห็นแก่เนี่ยหลี่อย่างยิ่ง ในชีวิตก่อนหน้านี้ของเขาไม่เคยรู้สึกอย่างนี้มาก่อน และในตอนนี้นั้นเขาก็ยังไม่สามารถที่จะสำรวจความลึกของเขตแดนของตัวเองได้

เขตแดนวิญญาณญาณนั้นไม่มีรูปร่างที่แน่นอน ด้วยการเสริมความเข้มของเขตแดนวิญญาณเขตแดนวิญญาณของเนี่ยหลี่นั้นเริ่มที่จะมีแสงสีฟ้าจางๆ ค่อยๆ ก่อตัวเป็นรู้ทรงกลมขึ้น

ด้วยการเพาะปลูกพลังในด้านลึกด้วยนั้น การเสริมความแข็งแกร่งของเขตแดนวิญญาณ เขตแดนวิญญาณเริ่มที่จะเป็นรูปเป็นร่าง และด้วยเทคนิคการบ่มเพาะด้วยเทคนิคเทพวิถีฟ้าแล้วจำเป็นต้องเพิ่มทีล่ะส่วนอย่างช้าๆ

คืนนี้ช่างเป็นคืนที่เงียบสงบเหลือเกิน

กลับมาที่เมืองกลอรี่ ตระกูลปีกมังกร

ขณะนี้นั้น เสียงหนิงเอ๋อ ได้จ้องมองออกไปยังนอกหน้าต่างๆเงียบๆ ในตอนเที่ยงของวันนี้นั้นเธอได้รับจดหมายจากเนี่ยหลี่บอกว่าเขาต้องจากไปที่แห่งหนึ่งซักพัก เขาได้บอกให้เธอพักผ่อนให้มาก และยังมีใบสั่งยามาให้เธอด้วย หลังจากที่ได้รับการนวดครั้งที่สองโดยเนี่ยหลี่ และการฝึกบ่มเพาะพลังด้วยเทคนิค มังกรเหินวายุอสนี  การเจ็บป่วยของเธอก็เริ่มที่จะดีขึ้นมากแล้ว ดังนั้นคงจะไม่มีปัญหาอะไรในช่วงเพลานี้แล้ว

และต่อมานั้นเสียวหนิงเอ๋อก็ได้รู้ว่าเนี่ยหลี่นั้นได้เข้าคณะสำรวจกับกลุ่มของเฉินหลินเจียน และในกลุ่มก็มีเย่จื้ออวิ๋นด้วย ทำให้เสียงหนึ่งเอ๋อรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง.ทำใมเนี่ยหลี่ไม่ได้นำเธอไปด้วยนั่นเอง.

"คุณหนูนายท่านให้มาเชิญไปยังห้องโถงใหญ่ เจ้าค่ะ" สาวใช้เข้ามาแจ้งเธอโดยพูดด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล
เสี่ยวหนิงเอ๋อ ขมวดคิ้วเข้าหากัน ไม่ทราบว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น เธอลุกขึ้นยืนและเดินไปยังห้องโถงประชุมใหญ่ของตระกูล

ณ ห้องโถงตระกูล ปีกมังกร

ผู้นำตระกูลปีกมังกร.เสียว หยุน เฟย ขณะนี้นั่งอยู่ที่ด้านหน้าของห้องโถง โดยมีท่านผู้เฒ่า ของตระกูล 6 คนขนาบข้างอยู่ ซึ่งเขาหล่านี้นั้นล้วนเป็นลูกพี่ลูกน้องและเป็นผู้อาวุโสในตระกูลปีกมังกรนั่นเอง

"ที่พวกเราเรียกเจ้ามาวันนี้นั้น พวกเรามีบางอย่างที่อยากสอบถาม" ใบหน้าของ เสียวหยุนเฟยนั้นดูไม่ค่อยมีความสุขเท่าใดนัก เสียวหนิงเอ๋อ จึงพอคาดเดาได้ว่าเรื่องนี้คงจะมีส่วนเกี่ยวกับท่านลุงๆของเธอนั่นเอง ตั้งแต่พ่อของเธอมาเป็นหัวหน้าตระกูล,ดูเหมือนจะมีผู้อาวุโสสามคนจะไม่ค่อยยินดีเท่าใดนัก

เสี่ยวยี่ ผู้อาวุโสคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างๆ พูดพร้อมหัวเราะเบาๆว่า" หลาน หนิงเอ๋อ ได้ยินมาว่าเจ้าได้ใช้เงินจำนวนมากในการซื้อหญ้าหมอกม่วง ตอนนี้ราคาหญ้าหมอกม่วงนั้นได้มีราคาพุ่งขึ้นสูงเป็นอย่างมากหลายร้อยเท่าเลยทีเดียว หญ้าหมอกม่วงที่ซื้อมานั้นคงมีจำนวนมากเป็นงินหลายพันล้านเหรียญจิตรมารเป็นแน่ เมื่อรวมกับเงินที่เรามีอยู่ ตระกูลของเราคงจะกลับมายิ่งใหญ่ไม่ยากเป็นแน่ หนิงเอ๋อ ผลงานของเจ้าในครั้งนี้นับว่าใหญ่หลวงนักสำหรับตระกุลของเรา ดูเหมือนดาวดาราจะช่วยหนุนตะกูลปีกมังกรของเราแล้ว"

ได้ยินคำพูดของ เสียวยี่ เสียวหนิงเอ๋อ เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น เสียวยี่นั้นได้ยินมาจากที่ใหนอย่างนั้นรึที่เธอได้ทำการซื้อหญ้าหมอกม่วงมาจำนวนมากนั้น แล้วใช้เรื่องนี้ในการกดดันพ่อของเธอเพื่อที่จะมีส่วนร่วมเป็นส่วนร่วมในหญ้าหมอกม่วงนี้

เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ เสียงหนิงเอ๋อไม่มีความสุขในสิ่งที่เกิดขึ้นเลย ไม่ว่าการซื้อหญ้าหมอกม่วงมาในจำนวนเท่าใด.เรื่องนี้นั้นมันก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตระกูลเลย มันเป็นการซื้อด้วยเงินส่วนตัวของเธอ ดังนั้นการจัดการกับหญ้าหมอกม่วงเป็นเช่นไรจึงไม่ควรที่จะเกี่ยวข้องกับตระกูล

แต่เสียวยี่นั้น ไม่ยอมแพ้ พยายามอธิบายทุกวิธีทางเพื่อที่จะมีส่วนร่วมให้ได้

เสี่ยวหนิงเอ๋อ ยืนอย่างภาคภูมิใจและแสดงออกให้ทุกคนรับรู้พร้อมทั้งกล่าวว่า " ท่านลูงเสี่ยวยี่ เงินที่ใช้ในการซื้อนั้นเป็นเงินส่วนตัวของข้าเอง มันต้องเป็นสมบัติของตระกูลอย่างนั้นรึ? ถ้ายังงั้นสมุนไพร และอาวุธที่ซื้อโดยท่่านลุง ก็ต้องส่งมาให้กับตระกูลด้วยใช้หรือไม่?"

"เจ้า.."เสี่ยวยี่ ไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า คนอ่อนโยนอย่างเสียวหนิงเอ๋อจะกล้าที่จะยอกย้อนเขาเช่นนี้


ปรกติเสียวหนิงเอ๋อนั้นจะมีความอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างมากในตระกูล แต่หลังจากที่เธอได้พบกับเนี่ยหลี่แล้วเธอได้เปลี่ยนไปเล็กน้อย เธอเข้าใจอย่างหนึ่งดีเลยว่า หากพอสิ่งใดที่ไม่เป็นธรรมจำเป็นที่จะต้องลูกขึ้นสู้

หลังจากได้ยินคำพูดของเสี่ยวหนิงเอ่อ เสี่ยวหยุนเฟยค่อนข้างรู้สึกดีเลยทีเดียว จากนั้นเขาได้มองมาทางเสี่ยวยี่และกล่าวว่า "อาวูโส เสี่ยวยี่ สิ่งที่หนิงเอ๋อพูดมามันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ข้าคิดว่าเรื่องดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวกับตระกูลเลย"

แต่เสี่ยวยี่ยังไม่ยอมและกล่าวต่ออีกว่า "เรื่องนี้ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้เมื่อเทียบกับหญ้าหมอกม่วงที่มีมูลค่าหลายร้อยหรือพันล้านเหรียญจิตรมาร มันมากพอที่จะช่วยตระกูลของเราที่วิกฤตอยู่ และเพื่อที่จะไม่ถูกครอบครัวเทพศักดิ์สิทธิ์คุกคามอีก" เสี่ยวยี่มองไปที่เสี่ยวหยุนเฟยเพื่อที่จะโน้มน้าว เสี่ยวหนิงเอ๋อ "ถ้าหลาน หนิงเอ๋อ ยอมที่จะมอบหญ้าหมอกม่วงให้กับตระกูลของเราแล้ว หลานสาวก็ไม่จำเป็นที่จะแต่งงานกับเสิ่นเฟย อีกต่อไปก็ได้"


ความจริงนั้น เสียวยึ่ไม่ได้คิดวิธีนี้มาก่อน เธอไม่คิดว่าเสียวหนิงเอ๋อ จะไม่ยอมมอบหญ้าหมอกม่วงให้กับพวกเขา และสำหรับการแต่งงานของเสี่ยวหนิงเอ๋อกับเสิ่นเฟย นั้น พวกเขาก็ไม่มีอำนาจที่จะตัดสินใจ แต่ขึ้นอยู่กับตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ต่างหาก

นอกจากนี้ผู้อาวุโสอีก 5 คน ยังเห็นด้วยกับข้อเสนอของเสี่ยวยี่ หากหญ้าหมอกม่วงนนั้นอยู่ในมือของเสี่ยวหนิงเอ๋อแล้วพวกเขาก็ไม่ได้รับประโยชน์อะไร แต่หากเป็นของตระกูลแล้วพวกเขายังสามารถที่จะได้รับประโยชน์ได้นั่นเอง แม้แต่ผู้อาวุโสสองคนที่มักจะเห็นด้วยกับ เสี่ยวหยุนเฟย ยังมีความคิดเดียวกับเสี่ยวยี่เลย

เห็นสถานการณ์เช่นนี้,เสี่ยวหยุนเฟย รู้สึกผิดและเหลือบมองไปที่เสียวหนิงเอ๋อ และถอนหายใจ

เสี่ยวหนิงเอ๋อ รู้สึกไม่ยุติธรรมในใจของเธออย่างมาก ทำใมเธอจะต้องเป็นผู้เสียสละทุกครั้งเลยเมื่อครอบครัวมีปัญหา? คนอื่นอยู่ใหนกัน? โชคดีที่หญ้าหมอกม่วงนั้นเธอได้ให้เนี่ยหลี่ไปหมดแล้ว เสี่ยวหนิงเอ๋อจึงกล่าวด้วยความกล้าว่า "อันหญ้าหมอกม่วงนั้นถูกซื้อในนามสหายข้อ ข้านำมันให้เขาไปจนหมดแล้วก่อนที่ราคาจะพู่งทะยานสูงขึ้นเช่นนี้ และเขาก็ได้คืนเงินที่ซื้อมาให้ข้าเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นหญ้าหมอกม่วงนั้นจึงไม่ได้เป็นธุรกิจของข้านั่นเอง"

"ว่ายังไงน่ะ?" เสียวยี่ แสงสีหน้าที่น่ารังเกียจ
เสียวหยุนเฟย มองมาทางเสี่ยวหนิงเอ๋อและถาม "หนิงเอ๋อ เป็นเรื่องจริงอย่างงั้นรึ?"
"อืม" เสี่ยวหนิงเอ๋อพยักหน้าและตอบอย่างใจเย็นว่า "มันเป็นเรื่องจริง หญ้าหมอกม่วงนั้นตอนนี้ไม่ได้อยู่ในมือของข้าอีกต่อไป"

การแสดงออกของเสี่ยวยี่กำลังหน้ามืดและบอกว่า "เพื่อนของเจ้าชื่ออะไร และมีใครอยู่เบื้องหลังหรือไม่?"

"ข้าสัญญากับเขาว่าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ" เสียวหนิงเอ๋อพูดด้วยท่าทีเคร่งขรึม แน่นอนเธอจะไม่เปิดเผยชื่อของเนี่ยหลี่ เธอตัดสินใจแล้วไม่ว่าจะถูกกดดันหรือต้องเจ็บปวดอย่างไร เธอก็จะเก็บเป็นความลับที่สุด


ที่มาจาก http://www.wuxiaworld.com/


#นิยาย พงศาวดารภูติ#Tale of the demon god#นิยายแปลไทย
Author(s)

1 ความคิดเห็น: