วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2559

Tale of the demon and god novel Chapter 18 – Inscription Master?

Tale of the demon and god novel Chapter 18 – Inscription Master?

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่ 18 ผู้เชียวชาญลายอาคม



บทที่ 18 ผู้เชียวชาญลายอาคม
             
ค่ำคืนคืบคลานเข้ามา แสงจันทร์เปล่งประกายเจิดจ้า ปกคลุมทุกสิ่งประหนึ่งม่านสีทอง
ลานฝึกฝน
             
เนี่ยหลีเดินไปยังบริเวณที่เขาพบเซียวหนิงเอ๋อเป็นครั้งแรก เงาร่างใต้แสงจันทร์นั้นยืนอยู่เงียบๆ เห็นได้แต่ไกลว่าเป็นเซียวหนิงเอ๋อเอง นางแต่งกายประณีตยิ่ง ผมยาวสีดำขลับ ผูกไว้ด้วยด้ายสีเงิน ใบหน้าขาว คิ้วเรียว สง่างามประหนึ่งภาพฝัน

ความงามของนางนั้นควรแก่การหยิบยกมาเปรียบเทียบกับเย่จื่อหวินได้จริงๆ
“คิดว่าเจ้าจะไม่มาเสียแล้ว” เซียวหนิงเอ๋อจับจ้องเนี่ยหลี
“เป็นเช่นนั้นได้อย่างไร ข้าเป็นคนรักษาสัญญาเสมอมา” เนี่ยหลียิ้มน้อยๆกล่าววว่า
“ไม่ว่าจะยุ่งวุ่นวายเพียงไหน ข้าต้องรักษาอาการป่วยของเจ้าก่อนเป็นอย่างแรก”



“ขอบคุณเจ้ามาก” เซียวหนิงเอ๋อพูดเบาๆ ค้อมศีรษะลงเล็กน้อย ดวงใจของนางเต็มไปด้วยความสำนึกในบุญคุณ

เนี่ยหลีก้มหน้าลงมองเซียวหนิงเอ๋อ ชุดของนางวันนี้ยิ่งดูน่าดึงดูดใจเมื่อเทียบกับปกติ ชุดยาวไหมสีขาว เผยสัดส่วนชวนหลงใหล จากอกตูมตั้งไปจนถึงหัวเข่า ต้นขาเรียวแฝงแรงดีดสะท้อนนั้นเป็นหลักฐานของการฝึกฝนอย่างหนักหน่วง

“คงจะดีขึ้นแล้วล่ะ” เนี่ยหลีประคองเท้าของเซียวหนิงเอ๋อ ข้อเท้าเรียวงามนั้นเปล่งประกายประดุจเครื่องแก้วชั้นดี เนียนนุ่มไร้ราคี จ้ำเลือดที่นั่นดูจะจางลงเห็นเพียงเล็กน้อย
“ดีขึ้นจริง” เซียวหนิงเอ๋อพยักหน้า ในใจของนางเห็นว่าเนี่ยหลีนี้มีพระคุณ สองสามคืนนี้นางหลับสบายอย่างยิ่ง แตกต่างกับกาลก่อนที่การข่มตาหลับเป็นเหมือนทัณฑ์ทรมานอย่างหนึ่ง

แม้นางจะเคยได้รับการบีบนวดจากเนี่ยหลีมาก่อน แต่เมื่อเท้าของนางถูกประคองไว้อย่างนิ่มนวล ดวงพักตร์งามนั้นก็ยังแสดงท่าทีเขินอายออกมาอยู่นั่นเอง
ขณะทำการช่วยเหลือ เนี่ยหลีถามว่า
“ข้ามีบางสิ่งจะขอร้อง ไม่ทราบท่านจะเจ้าจะช่วยเหลือข้าได้หรือไม่?”
“ไม่ว่าสิ่งใด หากกระทำได้ข้าจะทำให้” เซียวหนิงเอ๋อตอบตามตรง
“ข้ามีเงินอยู่หนึ่งหมื่นเหรียญจิตมาร ข้าต้องการให้ท่านส่งคนไปตามร้านสมุนไพร กว้านซื้อหญ้าหมอกม่วง(จื่อหลันเฉ่า)” เนี่ยหลีกล่าว
“หญ้าหมอกม่วง?” เซียวหนิงเอ๋องงงัน
“เจ้าจะเอาหญ้าหมอกม่วงไปทำใมอย่างนั้นรึ?” หญ้าหมอกม่วงเป็นสมุนไพรที่ราคาถูกมาก ผู้คนใช้เพียงควันของมันเผาไหม้เพื่อขับไล่แมลงเท่านั้น

หญ้าหมอกม่วงมีอยู่มากมาย ราคาก็ถูกจนเหมือนได้เปล่า หนึ่งเหรียญก็สามารถซื้อหญ้าได้จำนวนมาก ตระกูลใหญ่ในนครรุ่งโรจน์ต้องเผาหญ้านี้ทิ้งเป็นปริมาณมหาศาลอยู่ทุกปี

นอกเหนือจากนี้ หญ้าหมอกม่วงไม่มีประโยชน์อันใดอีก แล้วเนี่ยหลีจะต้องการหญ้าหมอกม่วงไปด้วยเหตุอันใด?
“ข้ามีวิธีใช้งานมัน” เนี่ยหลีกล่าว เหตุที่เนี่ยหลีต้องการให้เซียวหนิงเอ๋อช่วยเหลือเขาในเรื่องนี้ เป็นเพราะหากนางเป็นผู้ออกหน้ากว้านซื้อสินค้าย่อมไม่เป็นที่สนใจของผู้คนนัก เนี่ยหลีขณะนี้ดึงความสนใจจากผู้คนมามากเกินไป เขาต้องเก็บเนื้อเก็บตัวสักพัก

“ต้องการหญ้าหมอกม่วงแค่ไหน?”
“ยิ่งมากยิ่งดี ข้าต้องการกว้านซื้อหญ้าหมอกม่วงทั้งตลาด” เนี่ยหลีกล่าว

เซียวหนิงเอ๋อยิ่งฟังยิ่งไม่เข้าใจ หญ้าหมอกม่วงปริมาณมากเพียงนี้สามารถใช้ทำอันใดได้?

“เรื่องนี้ปล่อยเป็นหน้าที่ของข้า เงินแค่หมื่นเหรียญจิตมารไม่ถือว่ามากมายนักหรอก” แม้ตระกูลของเซียวหนิงเอ๋อกำลังตกต่ำ แต่ยังเป็นตระกูลยศฐา เซียวหนิงเอ๋อยิ่งเป็นสมาชิกรุ่นหลังที่โดดเด่น ย่อมไม่ขาดแคลนเงินทอง ปกตินางเองไม่ได้ใช้เงินมากนัก ดังนั้นนางจึงมีเงินเก็บอยู่หลายล้านเหรียญทีเดียว เนี่ยหลีครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนพยักหน้ากล่าวว่า “ได้ ท่านช่วยข้าซื้อหามาก่อน ยิ่งมากยิ่งดี ท่านจ่ายออกไปเท่าไหร่ ข้าจะคืนให้สองเท่า”

“ไม่จำเป็น เงินเพียงเท่านี้ไม่นับว่ามากมายอันใด” เซียวหนิงเอ๋อรีบตอบ นางยินดียิ่งที่ได้ช่วยเหลือเนี่ยหลี บุญคุณของเนี่ยหลีนั้นท่วมท้นจนนางไม่อาจตอบแทนได้หมดสิ้น เงินเพียงไม่กี่เหรียญนี้ไม่อาจทดแทนคุณได้

                หลังการนวดคลึงขาของนางเสร็จสิ้น เซียวหนิงเอ๋อก็หน้าแดงขึ้นในพลัน แม้จะเคยผ่านเหตุการณ์เช่นนี้มาแล้ว การนวดคลึงในส่วนสงวนยังคงทำให้นางอับอายอยู่นั่นเอง เด็กหญิงก้มหน้าลง ปลดกระดุมออกทีละเม็ดเงียบๆ วันนี้ เซียวหนิงเอ๋อใช้ผ้าแถบสีชมพูพันรอบอก ทำให้นางยิ่งดึงดูดใจยิ่งกว่าเดิม ส่วนสัดเนินนูนกับผิวขาวเนียนนั้นเผยให้เห็นอยู่รำไร

ใต้ผ้าแถบสีชมพูที่เย้ายวน เผยให้เห็นร่องลึกรำไร เนี่ยหลีรีบเบนสายตาไปมองที่อื่น มือยังคงนวดคลึงให้แก่นางไม่หยุดยั้ง
“กลับไปแล้วได้ทานยาอย่างที่บอกหรือไม่?” เนี่ยหลีถาม สองมือของเขานวดคลึงจ้ำเลือดอย่างนุ่มนวล จ้ำเลือดนั้นค่อยๆแผ่ออกเป็นวงกว้างสีจางก่อนจะหายไป สัมผัสเนียมนุ่มที่เย้ายวนค่อยๆกลับมือ

“อืม” ใบหน้าของเซียวหนิงเอ๋อแดงซ่าน ทั้งทรงเสน่ห์ทั้งเย้ายวน เพียงนึกว่าเนี่ยหลีช่วยนางปรับปรุงวิชาเพาะสร้างพลังเมื่อครั้งก่อน นางก็มีสีหน้าเคร่งเครียด ถามว่า “เนี่ยหลี ตั้งแต่วิชาเพาะสร้างพลังของข้าได้รับการปรับปรุง พลังวิญญาณของข้าก็แกร่งขึ้นมาก ข้ารู้ว่าเจ้านั้นเป็นยอดอัจฉริยะ แม้ว่าคนอื่นๆจะยังไม่เห็นพรสวรรค์ของเจ้า แต่วันใดที่ทุกคนเห็นเจ้า เจ้าจะเปล่งประกายยิ่งกว่าคนใด”

เซียวหนิงเอ๋อจ้องมองใบหน้าอันหล่อเหลาของเนี่ยหลีด้วยความหลงใหลทีละน้อย ในใจนางนั้นปรากฏรอยของความเดียวดายและเศร้าเสียใจ ด้วยวันที่เนี่ยหลีเปล่งประกายเจิดจ้า นางคงมิอาจยืนเคียงข้าง ความอึดอัดใจเช่นนี้ทำให้เซียวหนิงเอ๋อยิ่งฝึกหนักขึ้น

                ฟังคำของนาง เนี่ยหลีพลันคลี่ยิ้มออก เขารู้ดีว่าเซียวหนิงเอ๋อกล่าวเพียงให้กำลังใจ ตั้งแต่ถือกำเนิดเกิดใหม่ในชาติภพนี้ พลังใจของเนี่ยหลีเข้มแข็งยิ่งกว่าคนใด เขาไม่สงสัยใจเลยว่าวันหนึ่งเขาจะยืนอยู่ ณ ยอดสูงสุดของวิทยายุทธ์ ความมุ่งหมายอันแรงกล้านี้เกินกว่าที่เซียวหนิงเอ๋อหรือใครคนใดจะคาดคิด

แต่อย่างไรเนี่ยหลีก็ยังยินดีในความห่วงใยของเซียวหนิงเอ๋อยิ่ง


บ้านสกุลเทพศักดิ์สิทธิ์ หอผู้เฒ่าชำระเรื่องราว


                ผู้เฒ่าชำระเรื่องราวของตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์มีนามว่าเสิ่นหมิง เขาผู้นี้เป็นจอมภูติชั้นเงิน แม้พลังการฝึกปรือจะไม่เข้มแข็ง แต่เหตุที่เขาได้รับตำแหน่งแห่งที่ในตระกูลนี้เป็นเพราะความสามารถในการสะสางเรื่องราวอย่างยอดเยี่ยม

ฟังคำรายงาน ใบหน้าของเสิ่นหมิงบิดเบี้ยวด้วยความเคืองแค้น

“ศิษย์ชั้นนักสู้ฝึกหัดเหิมหาญท้าทายสกุลเทพศักดิ์สิทธิ์เรา!” ใบหน้าของเสิ่นหมิงดุร้ายยิ่ง การที่เนี่ยหลีเปิดโปงความลับของ <<ระเบิดเพลิงสีชาด(ชี่เอี้ยนเหยียนเป้า)>> สร้างความรู้สึกไม่ดีแก่หลายตระกูล เพื่อจัดการเหตุนั้น เสิ่นหมิงต้องใช้ความพยายามมากหลายในการส่งคนไปอธิบายกับตระกูลเหล่านั้น

ไม่กี่วันก่อน คำรายงานอีกชิ้นเพิ่งแจ้งว่าเนี่ยหลีเอาชัยแก่เสิ่นเยว่ ทายาทสายตรงของตระกูล

“เด็กน้อยเสิ่นเยว่ใกล้บรรลุชั้นทองแดงหนึ่งดาว เหตุใดเขาไม่สามารถเอาชัยแก่ศัตรู?” เสิ่นหมิงก้มลงมองลิ่วล้อด้านล่างด้วยความสงสัย

                ลูกน้องของเสิ่นหมิงรู้สึกความยะเยือกไปตามไขสันหลัง ก่อนกล่าว
“ข้าไม่มั่นใจนัก หากแต่นายน้อยเสิ่นเยว่นั้นกล่าวว่าพลังความสามารถของเขาเหนือกว่าเนี่ยหลีทุกด้าน แต่ไม่ทราบด้วยวิชามารอันใดที่เนี่ยหลีใช้เอาชัยแก่นายน้อย”

ฟังคำรายงาน เสิ่นหมิงขมวดคิ้ว กล่าวว่า “วิชามารอันใด? เด็กผีสางนั่นอ่อนด้วยกว่าเขาจึงหาข้อแก้ตัวหรอก เด็กจากชั้นเรียนนักสู้ฝึกหักคนหนึ่งจะแข็งแกร่งได้แค่ไหน? ไม่เกินชั้นทองแดงหนึ่งดาวกระมัง”

“ท่านผู้เฒ่า เราควรแจ้งเรื่องแก่ท่านประมุขหรือไม่?”
“ไม่จำเป็น เรื่องนี้ไม่อาจบอกต่อท่านประมุขได้เด็ดขาด ท่านกำลังพยายามทะลวงลำดับชั้นตำนาน หากไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ไม่จำเป็นต้องแจ้งต่อท่านประมุข” ในความเห็นของเสิ่นหมิง เนี่ยหลีหรือจะคุกคามสกุลเทพศักดิ์สิทธิ์ได้ “รู้หรือไม่ว่าเด็กคนนี้มาจากสกุลใด?”

“ทราบขอรับท่านผู้เฒ่า เป็นตระกูลบันทึกสวรรค์(เทียนเหิน)เอง”

“ตระกูลบันทึกสวรรค์? หึๆ สกุลยศฐาดาดๆกลับเหิมเกริมเพียงนี้ เด็กบัดซบนั่นอาจจะพบต้นกำเนิดของ <<ระเบิดเพลิงสีชาด(ชี่เอี้ยนเหยียนเป้า)>> โดยบังเอิญ ทั้งอดใจจะบอกให้คนรู้ไม่ไหว” เสิ่นหมิงคิด สกุลเทพศักดิ์สิทธิ์ไม่เห็นสกุลยศฐาเล็กๆอยู่ในสายตาอยู่แล้ว หากเขาส่งคนไปจัดการกับสกุลเล็กๆเช่นนี้ สกุลอื่นจะมองตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์อย่างไร? “ให้เสิ่นเฟยจัดการเถอะ เด็กหนุ่มเลือดร้อนอารมณ์รุนแรง การต่อยตีกันเล็กๆน้อยๆในสำนักไม่นับเป็นอย่างไรได้”

                ฟังคำของเสิ่นหมิง ลูกน้องของเขาเข้าใจความหมายในทันควัน เสิ่นเฟยเป็นจอมภูติชั้นเงินพลังของเขามากเกินพอจะรับมือเนี่ยหลี เสิ่นหมิงหมายความว่าให้เสิ่นเฟยจัดการกับเนี่ยหลีในสำนักเอง
                เสิ่นหมิงกล่าวต่อว่า “ช่วงนี้ลมรุนแรง เรื่องราวไม่จางหาย ปล่อยเวลาผ่านไปสักพักค่อยบอกกล่าวต่อเสิ่นเฟย ให้เรื่องราวเงียบลงสักน้อย ค่อยให้เสิ่นเฟยออกหน้าจัดการ!” ในฐานะของผู้เฒ่าชำระเรื่องราว เสิ่นหมิงทำหน้าที่ได้ดียิ่ง ไม่ปล่อยให้ผู้คนนินทา

“ขอรับ!”

ณ เคหาสน์เจ้านคร ในห้องของเย่จื่อหวิน ห้องนั้นถูกตกแต่งไว้อย่างหรูหรา


                หน้าโต๊ะทำงาน ศีรษะของเย่จื่อหวินค้อมลงเพื่อค้นหาบางสิ่ง นางหยุดเป็นระยะ ขมวดมุ่นครุ่นคิด นางพยายามค้นหาลายอาคม <<ลมหนาวหิมะพลัน>> (หลิ่นเฟิงโจ่วเสวีย) ในตำราเก่าแก่ แต่นางไม่พบอันใดเลยแม้แต่น้อย
เนี่ยหลีพบลายอาคมนี้จากที่ใดกัน?
ชั่วขณะ หญิงสาวใต้ผ้าคลุมโปร่งสีน้ำเงินก็มาถึง
“คุณหนู ตามข้ามามีธุระอันใดอย่างงั้นหรือ?” หญิงผู้งดงามนั่นกล่าวด้วยรอยยิ้มอันจริงใจ
“ท่านป้าซุย  ท่านเป็นจอมอาคม ท่านรู้จักต้นกำเนิดของอาคมนี้หรือไม่?” เย่จื่อหวินเงยหน้ามองหญิงผู้งามงดนั้นพร้อมตั้งคำถาม

ซุย อินทอดตามองกระดาษเบื้องหน้าเย่จื่อหวิน ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความสงสัย ถามว่า “คุณหนูได้ลายอาคมนี้มาจากที่ใดกัน ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน?”

“แม้แต่ป้าซุย ยังไม่เคยเห็นลายอาคมนี้หรือ?” เย่จื่อหวินตะลึง ซุย อินเป็นจอมอาคม หากนางไม่เคยเห็นมาก่อน เป็นเนี่ยหลีวาดขึ้นมั่วซั่วหรือไม่?
“ดูคล้าย <<ลมหนาวหิมะพลัน>> (หลิ่นเฟิงโจ่วเสวีย) แต่ก็ไม่คล้ายเสียทีเดียว ดูเหมือนจะทรงพลังกว่า” ซุย อินวาดมือไม้อยู่ครู่หนึ่ง กล่าวว่า “ลายเส้นได้ส่วนสัดสมบูรณ์ ไม่ทราบเป็นผลงานของปรมาจารย์ท่านใด ซุย  อินยอมรับนับถือทั้งกายใจ คุณหนูได้พบกับปรมาจารย์อาคมมาอย่างงั้นรึ?”

“เนี่ยหลีเป็นปรมาจารย์อาคม? เป็นไปได้อย่างไร? เนี่ยหลีไม่มีทางเป็นปรมาจารย์อาคมด้วยอายุเท่านี้ได้หรอก” เพียงคิดว่าเนี่ยหลีตวัดข้อมือวาดลายพู่กันไม่กี่เส้นก็ได้ลายอาคมนี้มา ดวงใจของเย่จื่อหวินยิ่งสับสน!




http://www.wuxiaworld.com/tdg-index/



#นิยาย พงศาวดารภูติ#Tale of the demon god#นิยายแปลไทย
Author(s)


1 ความคิดเห็น: