วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2559

Tale of the demon and god novel Chapter 15 – Guidance

Tale of the demon and god novel Chapter 15 – Guidance 

นิยาย พงศาวดารภูติ ตอนที่ 15 คำชี้แนะ


บทที่ 15 คำชี้แนะ

ขณะที่กลุ่มของเนี่ยหลีพูดคุยกัน สายตาของเขาพลันเลื่อนมองออกไปไกล ท่ามกลางหมู่ชั้นหนังสือ เรือนร่างระหงกำลังประคองหนังสือ ก้มหน้าลงจับจ้อง เรือนผมสีม่วงยาวประหนึ่งน้ำตกสายหนึ่ง ปอยผมทั้งสองข้างมัดเป็นเปียไว้ด้วยไหม ยิ่งขับเน้นความงามสดใสของนาง

แสงอาทิตย์ยามเย็นฉายลงบนใบหน้าขาวเนียน ยิ่งทำให้นางดูสง่าและดึงดูดยิ่งขึ้น หัวใจของเนี่ยหลีเต้นถี่เพียงมองใบหน้านาง ความทรงจำมหาศาลผุดขึ้นในห้วงคะนึง ในทะเลทรายไร้ที่สุด หลบหนีจากเหล่าสัตว์มารจำนวนมหาศาล ในสถานการณ์ระหว่างความเป็นตาย ด้วยสัญชาตญาณเฉียบคมของเนี่ยหลี เขาช่วยเหลือผู้รอดชีวิตหลายครั้งครา ค่อยๆอยู่ใกล้ชิดกับเย่จื่อหวินมากขึ้น และรู้จักกันมากยิ่งขึ้น
 แม้พลังการบำเพ็ญของเนี่ยหลีจะต่ำเตี้ยเรี่ยดินและระยะห่างระหว่างทั้งสองจะต่างกันราวฟ้ากับเหว ทั้งสองยังคงใกล้ชิดกัน คืนนั้น เนี่ยหลีสัมผัสแผ่นหลังเนียนนุ่มของนาง ความบ้าคลั่งในรักของเขายากจะข่มกลั้น เย่จื่อหวินภายใต้แสงจันทร์นั้นสมบูรณ์แบบ ประหนึ่งรูปสลักเทพธิดา ใบหน้าเย้ายวน เรือนร่างโค้งเว้า ท่อนแขนกลมกลึง ปทุมถันคู่งาม ค่ำคืนอันบ้าคลั่งนั้นประทับความทรงจำแก่เนี่ยหลีอย่างลึกล้ำ

ครั้งนั้น เนี่ยหลีไม่คิดไม่ฝันเลยว่าเย่จื่อหวินผู้งดงามยิ่งกว่าเทพธิดานั้นจะตกเป็นของเขา



หลังจากนั้น เย่จื่อหวินสละชีวิตเพื่อปกป้องเขาและผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ เมื่อเห็นดังนั้น ดวงใจของเนี่ยหลีเจ็บปวดประหนึ่งถูกทิ่มแทง หากมิใช่เพื่อสืบทอดความหวังของเย่จื่อหวินที่ต้องการปกป้องตระกูลของนาง เนี่ยหลีคงพลีชีพตามนางไปแล้ว

“หากมิใช่หนังสือภูติห้วงกาลลี้ลับ ข้าคงมิได้กลับมาที่แห่งนี้ คงมิได้เห็นหน้านางอีก”

                เนี่ยหลีสูดหายใจลึก สงบใจลงอย่างรวดเร็ว เด็กชายนั้นพยายามหาโอกาสใกล้ชิดเย่จื่อหวินอยู่เสมอ แต่เขาไม่ต้องการรบกวนนางมากไป อย่างไรเสียการแต่งงานระหว่างสองตระกูลยังไม่กำหนด เนี่ยหลีในตอนนี้เห็นว่าเขาควรเพาะสร้างพลังให้ตนเองอย่างเร่งด่วน

เมื่อเข้มแข็ง จึงต่อต้านตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์และช่วงชิงเย่จื่อหวินจากเสิ่นเยว่ได้

“พวกเจ้าไปกันก่อน ข้ามีบางสิ่งต้องจัดการ!” เนี่ยหลีกล่าวกับตูเซอ ลู่เปียว และพวกทั้งสาม
                ตูเซอและลู่เปียวมองตามสายตาของเนี่ยหลี ในคลองสายตาปรากฏมือคู่หนึ่งประคองตำราโบราณ หญิงงามยืนอ่านหนังสือเงียบๆประหนึ่งนางพรายในแดดยามเย็น นางสวมชุดไหมยาวสีขาว กอปรด้วยท่วงท่างามสง่า เอนกายเล็กน้อยพิงบนชั้นหนังสือ ดูไปประหนึ่งปราชญ์ผู้ชำนาญการ สูงส่งไร้วาจา ประหนึ่งดอกบัวพ้นจากน้ำ บริสุทธ์สูงส่งจนไม่มีผู้ใดอาจเอื้อม เด็กทั้งสองรู้โดยพลันว่าเนี่ยหลีต้องการสิ่งใด

คนทุกรูปนามชอบสิ่งสวยงาม แต่เมื่อพบกับเย่จื่อหวิน พวกเขาไม่กล้าอุกอาจด้วยความถ่อมตน เนี่ยหลีเดินตรงเข้าไปหาเย่จื่อหวิน

“ข้าพนันว่าในสิบห้านาที เนี่ยหลีต้องถอยกลับมา หญิงงามในรุ่นนางนี้ไม่สนใจเขาหรอก” ลู่เปียวยิ้มด้วยความมั่นใจ
“หวังว่าเนี่ยหลีจะไม่โดนไล่กลับมาอย่างรุนแรงนักนะ” ตูเซอพึมพำ

พวกเขาซ่อนอยู่หลังกำแพงเพื่อแอบมองเนี่ยหลี “นางคงเพิกเฉย หญิงงามเช่นนี้เข้าหาไม่ง่าย แม้แต่เสิ่นเยว่ยังล้มเหลวอยู่หลายครั้ง”

เย่จื่อหวินพลิกอ่านหนังสือในแดดยามเย็นเงียบๆ เนี่ยหลีไม่อาจทำใจรบกวนภาพที่งดงามเช่นนี้ได้ เด็กชายพลันพบว่าที่นางอ่านอยู่คือคัมภีร์อสนีบาตนี่เอง

เย่จื่อหวินขมวดคิ้วขณะที่นางพลิกหน้าหนังสือไปเรื่อยๆ นางเป็นคนที่จิตใจเข้มแข็งทั้งยังมุมานะ มิพักจะเอ่ยถึงพรสวรรค์ การบำเพ็ญ หรือแม้แต่ความรู้ ทุกสิ่งล้วนเด่นล้ำเหนือคนสามัญ นางยังมีความภาคภูมิใจในเรื่องนี้เล็กๆ แต่นางก็ตระหนักได้ว่าช่องว่างระหว่างนางกับเนี่ยหลีนั้นห่างกันมาก

เนื้อหาของคัมภีร์อสนีบาตนั้นสุดล้ำลึก! เนื้อหาบทแรกได้รับการแปลแล้ว นั่นยังพอเข้าใจได้ แต่หลังจากนั้น เนื้อหาทั้งหมดยังคงเป็นภาษาของอาณาจักรลมหิมะ(เฟิงเสวีย) นางไม่เข้าใจแม้แต่น้อย!

ด้านความรู้ เย่จื่อหวินฉลาดกว่าเพื่อนร่วมรุ่นแน่นอน แต่นางเปรียบกับคนผิดแล้ว เนี่ยหลีมีเวลาหนึ่งชาติภพ!ด้วยความเข้าใจในตัวของเย่จื่อหวิน เมื่อเห็นเย่จื่อหวินประคองพลางพลิกดูคัมภีร์อสนีบาต เขาคาดเดาความคิดของเย่จื่อหวินออกได้ เด็กชายอดเผยอยิ้มไม่ได้ขณะเดินเข้าไปหานาง พลางเอ่ยเย้าว่า “ศิษย์สตรีแซ่เย่เองก็สนใจคัมภีร์อสนีบาตหรือ?”

                เย่จื่อหวินรู้สึกตัว หันมองเนี่ยหลีด้วยใบหน้าตื่นตะลึง นางไม่คิดว่าจะได้พบกับเนี่ยหลี เมื่อครุ่นคิด นางเห็นว่าเนี่ยหลีคงมาอ่านหนังสือที่นี่ หาไม่แล้วเขาจะมีความรู้มากมายเพียงนั้นได้อย่างไร
“หนังสือเล่มนึ้ลึกซึ้งเกินไป ข้าเพียงพลิกผ่านตาเพื่อดูว่าข้าไม่สามารถอ่านเนื้อหาภายในได้เท่านั้น” เย่จื่อหวินปิดตำรา เอ่ยวาจาอย่างสงบขณะที่รักษาระยะห่างกับเนี่ยหลีอย่างสุภาพ เรือนร่างระหงของเย่จื่อหวินก้าวถอยสองสามก้าว กลิ่นหอมจางยังกำจายออกจากร่างนาง เนี่ยหลีรู้ดีว่านี่คือกลิ่นจำเพาะของนางที่สะกดทุกผู้คน ช่างเป็นกลิ่นในความทรงจำที่คุ้นเคยและเย้ายวนนัก

“คัมภีร์อสนีบาตใช้ภาษาจากยุคฟงเสวีย(ลมหิมะ) ภาษาในยุคนี้นั้นซับซ้อนยากเข้าใจ แต่ถ้าท่านเรียนรู้ภาษาของยุคเฮยจิน(ทองดำ)มาก่อน ท่านจะพบว่าภาษาจากยุคฟงเสวีย(ลมหิมะ)เข้าใจง่ายขึ้น การอ่านภาษาของยุคฟงเสวีย(ลมหิมะ)จะง่ายขึ้นมากทีเดียว” เนี่ยหลีกล่าวยิ้มๆ

“ภาษาของยุคเฮยจิน(ทองดำ)?” เย่จื่อหวินค่อยๆระลึก ก่อนยุคมืดนั้นมีสามยุคก่อนหน้า ล้วนบันทึกนามของยุคนั้นไว้ตามอาณาจักรที่มีอิทธิพลในขณะนั้น ยุคเสิ้งหลิง(วิญญาณศักดิ์สิทธิ์) ฟงเสวีย(ลมหิมะ) และเสินเสิ้ง(เทพศักดิ์สิทธิ์) ยุคเฮยจิน(ทองดำ)เป็นอาณาจักรใหญ่ในช่วงยุคฟงเสวีย(ลมหิมะ) นั่นเอง

เนี่ยหลีนั้นได้รับการศึกษามาดีและรู้เรื่องราวมากมาย เย่จื่อหวินยอมรับเขา “แต่การเรียนรู้ภาษาของยุคใดยุคหนึ่งเพียงเพื่ออ่านตำราเล่มนี้เป็นเรื่องสูญเปล่า ทั้งด้วยลักษณะของท่าน ท่านไม่เหมาะกับการฝึกฝนวิชาสายอสนีบาตแม้แต่น้อย” ท่วงท่าของเนี่ยหลีนั้นสงบยิ่ง ต่างจากเด็กชายอื่นที่เกร็งสุดตัวต่อหน้านาง

ถึงอย่างไรเนี่ยหลีก็เข้าใจเย่จื่อหวิน เข้าใจถึงก้นบึ้งของใจทีเดียว “เอ๊ะ? เช่นนั้นการสั่งสมพลังเช่นใดเหมาะกับข้า?” เย่จื่อหวินมองเนี่ยหลีดุจจะให้ทะลุถึงดวงใจ ความรู้ของเนี่ยหลีเปี่ยมล้นจนนางสลดใจและสังเวชตนเองนัก

“ถ้าข้าคาดไม่ผิด มีคนในตระกูลของท่านใช้พลังวิญญาณควานลงในร่างท่านแล้ว ขณะนี้ท่านฝึกฝนวิชาสายลมหิมะ นั่นหมายความว่าวิชาสายนี้เหมาะสมกับท่านที่สุด” เนี่ยหลีกล่าวยิ้มน้อยๆ

                สองตาของเย่จื่อหวินเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง เนี่ยหลีคาดเดาถูกต้อง ปู่ของนางเคยใช้พลังควานลงในร่างของนางมาก่อน แต่นั่นคือความลับที่ไม่เปิดเผยต่อผู้ใด อย่างไรเสียการควานร่างครั้งหนึ่งใช้พลังวิญญาณมหาศาล เนี่ยหลีรู้ได้อย่างไร?
                เห็นท่าทางของเย่จื่อหวิน เนี่ยหลีรู้ว่าเขาคาดเดาถูกต้อง ยิ้มพลางกล่าวว่า “แม้ว่าตระกูลของท่านจะควานร่างของท่านมาแล้ว แต่ท่านผู้นั้นย่อมตรวจสอบรูปลักษณ์ของเขตแดนวิญญานไมได้ วิธีสั่งสมพลังที่ท่านผู้นั้นเลือกอาจไม่เหมาะสมกับท่านจริงๆ”

“รูปลักษณ์ของเขตแดนวิญญาน?” เย่จื่อหวินขมวดคิ้วด้วยนางไม่เคยได้ยินคำคำนี้มาก่อน
“ให้เวลาข้าทดสอบรูปลักษณ์ของเขตแดนวิญญานท่านสักหน่อยเป็นอย่างไร?” เนี่ยหลีถาม

                เย่จื่อหวินเงยหน้าขึ้นมองเนี่ยหลี นิ่งอยู่ครู่ก่อนส่ายหน้า “ไม่จำเป็น” นางยังรักษาระยะห่างจากเนี่ยหลี หากวิธีของเนี่ยหลีเป็นวิธีเดียวกับปู่ของนาง นั่นหมายความว่าต้องมีการสัมผัสถึงเนื้อหนัง นางยังคงไม่เชื่อใจเนี่ยหลีเพียงนั้น
                เนี่ยหลียิ้มด้วยคาดเดาได้ว่านางคิดอะไร เด็กชายรู้ดีว่าเย่จื่อหวินผู้นี้คิดไปแล้ว กล่าวว่า “วิธีทดสอบนั้นง่ายดายนัก หาหินวิญญาณที่ไม่เคยใช้สักก้อนหนึ่ง ประจุพลังวิญญาณของท่านเข้าไป ข้าจะพิจารณาหินวิญญาณนั้นเพื่อชี้ชัดถึงรูปลักษณ์ของเขตแดน”

“ง่ายดายเพียงนั้นรึ?” เย่จื่อหวินมองเนี่ยหลีอย่างเสียใจ ดูเหมือนนางเข้าใจเนี่ยหลีผิดไป หินวิญญาณแค่ก้อนเดียวไม่ได้มีค่ามากมายนักสำหรับนาง
“ถ้าท่านต้องการ เช่นนั้นพบกันพรุ่งนี้เวลานี้” เนี่ยหลีกล่าวจบก็หันกายเดินกลับไป

                เย่จื่อหวินตกตะลึง เด็กชายที่เข้ามาหานางก่อนหน้า ผู้ใดไม่ต้องการอยู่ใกล้นางมากขึ้นแม้สักน้อย แต่เนี่ยหลีผู้นี้เป็นข้อยกเว้น เขาเป็นคนเยี่ยงไรกันแน่? นางตระหนักได้ว่านางไม่เข้าใจเขาแม้แต่น้อย
                เนี่ยหลีเข้าใจถึงตัวของเย่จื่อหวิน ยิ่งเขาพยายามเข้าใจ เย่จื่อหวินจะยิ่งถอยห่างออกไป เวลาในอนาคตยังมีอีกมาก เขาเพียงต้องสร้างความรู้สึกดีๆแกนางก่อนสร้างความสัมพันธ์ต่อไป
เย่จื่อหวินกัดฟัน กล่าวว่า “สหายร่วมชั้นแซ่เนี่ย”

“มีอันใดรึ?” เนี่ยหลีหันศีรษะกลับมาตอบคำ

เห็นว่าเนี่ยหลีกับเย่จื่อหวินสนทนากันห่างๆ และเมื่อเนี่ยหลีถอยออกไป เย่จื่อหวินกลับตะโกนเรียกเขา ทำให้พวกตูเซอและลู่เปียวตื่นตะลึง

“สมแล้วที่เป็นหัวหน้า เนี่ยหลีทำให้นางฟ้าหนิงเอ๋อร์ยินดีประคองมอบมื้อเช้า ตอนนี้ทำให้เทพสตรีแซ่เย่รั้งตัวเขา ข้าคงต้องขอคำแนะจากหัวหน้าสักหน่อย” เว่ยหนานพึมพำ

คนที่ยืนมองรอบข้างล้วนอิจฉา ได้พูดคุยกับเทพสตรีแซ่เหย่เป็นความคาดหวังของบุรุษทุกรูปนาม ตูเซอกับลู่เปียวมองหน้ากัน
“ข้าว่าเราดูถูกเขามากไป”
“เขามีความสามารถจริงๆ”
“เนี่ยหลีล่อลวงนางฟ้าหนิงเอ๋อ บัดนี้ยังล่อลวงเทพสตรีแซ่เย่ กอดซ้ายตระครองขวาเช่นนี้ ชีวิตเขาช่างสุขสมนัก”
เนี่ยหลีไม่ได้ยินบทสนทนาของพี่น้องเขา ได้ยินเย่จื่อหวินรั้งตัวเขาไว้นับเป็นเรื่องไม่คาดฝัน เขาหันศีรษะกลับไปอย่างตื่นตะลึง

“สหายแซ่เนี่ยมีภูมิความรู้ลึกล้ำในเรื่องลายอาคมนัก ข้ามีคำถามถามท่าน ท่านสะดวกหรือไม่?” เย่จื่อหวินถาม ประกายตาของนางวิบวับใต้แสงไฟ
“แน่นอน เชิญท่านถาม” เนี่ยหลีหัวร่อ

 เย่จื่อหวินไม่ได้คาดหวังมากนัก คำถามนี้อย่างไรก็ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะตอบได้ ในแง่ของความเข้าใจลายอาคม เย่จื่อหวินผู้ถือกำเนิดจากหนึ่งในสกุลหลักย่อมมีมากกว่าเพื่อนร่วมรุ่นอย่างเทียบไม่ได้







http://www.wuxiaworld.com/tdg-index/



#นิยาย พงศาวดารภูติ#Tale of the demon god#นิยายแปลไทย
Author(s)


1 ความคิดเห็น: